เพลงรักบนโต๊ะผู้นำ กับการเมืองในหัวของผู้ฟัง : อานันท์ นาคคง
เพลงรักบนโต๊ะผู้นำ กับการเมืองในหัวของผู้ฟัง
เพลงเดียวกันสามารถทำให้คนกลุ่มหนึ่งยิ้มตาม อีกกลุ่มหนึ่งตั้งคำถาม และอีกกลุ่มหนึ่งโต้เถียงกันทั้งประเทศ
สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่ทำนอง ไม่ใช่เนื้อร้อง หากเป็นบริบทที่เพลงถูกนำไปใช้ และสายตาของผู้คนที่กำลังรับฟัง
เหตุการณ์ที่ผู้นำไทยร่วมร้องเพลง “เถียนมี่มี่” กับผู้นำจีน จึงน่าสนใจตรงที่ มันไม่ได้เผยให้เห็นเพียงพลังของเสียงเพลง หากยังเผยให้เห็นวิธีที่สังคมไทยกำลังฟังการเมืองผ่านเสียงดนตรี
เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ระหว่างการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ นายกรัฐมนตรีไทยเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองที่นายกรัฐมนตรีจีนเป็นเจ้าภาพ ในช่วงท้ายของงาน นายกรัฐมนตรีไทยได้รับเชิญให้ขับร้องเพลง ‘เถียนมี่มี่’ ต่อหน้าผู้นำจีนและผู้ร่วมงาน ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นกันเอง ภาพดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ในสื่อไทยและสื่อจีน ก่อนจะกลายเป็นประเด็นถกเถียงในโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว
ฝ่ายหนึ่งมองว่าเป็นตัวอย่างของการใช้วัฒนธรรมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อีกฝ่ายตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของการเลือกเพลง และโยงไปถึงประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับไต้หวัน ตลอดจนการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน
ก่อนจะวิจารณ์ว่าการร้องเพลงครั้งนี้เหมาะสมหรือไม่ ผมคิดว่าเราควรถามอีกคำถามหนึ่งก่อน
เรากำลังวิจารณ์เพลง หรือกำลังวิจารณ์คนที่ร้องเพลงนั้นกันแน่
ในฐานะคนทำงานมานุษยวิทยาดนตรี ผมสนใจคำถามนี้มาก เพราะตลอดประวัติศาสตร์ เสียงเพลงไม่เคยมีความหมายตายตัว เพลงเดียวกันสามารถทำหน้าที่ต่างกันได้ตามเวลา สถานที่ และผู้คนที่กำลังฟัง
หากเถียนมี่มี่ดังขึ้นในร้านอาหาร คนจำนวนมากคงยิ้มตามและร้องคลอ หากดังขึ้นในคอนเสิร์ต ก็เป็นเพลงแห่งความทรงจำของหลายรุ่น แต่เมื่อเพลงเดียวกันไปปรากฏบนโต๊ะเจรจาระหว่างผู้นำประเทศ มันกลับถูกตีความเป็นเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ ความสัมพันธ์ไทย–จีน และการเลือกข้างในเวทีโลก
สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่เพลง หากเป็นบริบท
ผมได้อ่านบทวิจารณ์ของผู้สันทัดกรณีหลายชิ้นทั้งมุมบวกและลบ ซึ่งชวนให้ย้อนมองประวัติศาสตร์ของเพลงได้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะความเชื่อมโยงกับเติ้งลี่จวิน ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับไต้หวัน และบรรยากาศของสงครามเย็น ประเด็นเหล่านี้มีคุณค่า เพราะเตือนเราว่า เพลงรักเพลงหนึ่งก็มีประวัติศาสตร์ทางการเมืองซ่อนอยู่
แต่หากมองจากสถานการณ์ปัจจุบัน ความหมายของเถียนมี่มี่ก็เปลี่ยนไปมากแล้ว
ในจีนแผ่นดินใหญ่ เพลงของเติ้งลี่จวินไม่ได้ถูกมองเป็นภัยทางอุดมการณ์เหมือนเมื่อหลายสิบปีก่อน หากกลายเป็นความทรงจำร่วมของผู้คนยุคเปิดประเทศ เป็นเพลงคลาสสิกที่เปิดได้ทั้งในร้านอาหาร งานแต่งงาน งานเลี้ยง และรายการโทรทัศน์ การที่เพลงนี้ปรากฏในงานรับรองระดับผู้นำ ย่อมผ่านการพิจารณาของฝ่ายพิธีการอย่างรอบคอบ หากฝ่ายจีนเห็นว่าไม่เหมาะสม เหตุการณ์เช่นนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น
สิ่งที่ผมสนใจมากกว่าประวัติศาสตร์ของเพลง คือพลังของเสียงในฐานะเครื่องมือสร้างความสัมพันธ์
ในทางมานุษยวิทยาดนตรี ดนตรีไม่ใช่เพียงงานศิลปะ หากเป็นทรัพยากรทางสังคมที่ผู้คนใช้สร้างความไว้วางใจ นักวิชาการเรียกบทบาทเช่นนี้ว่า music diplomacy หรือการใช้ดนตรีเป็นสื่อกลางทางการทูต เมื่อขยายออกไปก็เชื่อมโยงกับ cultural diplomacy ซึ่งอาศัยวัฒนธรรมเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนและระหว่างรัฐ
ไม่กี่ปีที่ผ่านมา ยังมีคำว่า sonic diplomacy ที่ชวนให้มองว่า การทูตไม่ได้เกิดขึ้นจากถ้อยแถลงหรือเอกสารเพียงอย่างเดียว หากเกิดขึ้นผ่านเสียงทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นเพลงชาติ วงดุริยางค์ เสียงปรบมือ เสียงหัวเราะ หรือการร่วมร้องเพลงเดียวกัน
เสียงเหล่านี้ช่วยลดระยะห่างระหว่างผู้คนได้รวดเร็วกว่าถ้อยคำจำนวนมาก
จึงไม่น่าแปลกใจที่ทุกประเทศให้ความสำคัญกับเพลงในงานเลี้ยงรับรอง เพราะเพลงทำหน้าที่สร้างบรรยากาศ เปิดบทสนทนา และทำให้การเจรจาเป็นไปอย่างผ่อนคลาย
หากมองในฐานะเครื่องมือทางการทูต เหตุการณ์นี้ย่อมบรรลุวัตถุประสงค์บางประการ เพราะสามารถสร้างบรรยากาศที่เป็นกันเอง และทำให้ภาพการเยือนได้รับความสนใจจากสาธารณชน ส่งสัญญาณเชิงบวกต่อเจ้าภาพและผู้ร่วมงาน ซึ่งย่อมมีความหมายต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระดับหนึ่ง
การเมืองระหว่างประเทศในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในห้องประชุม หากเกิดขึ้นบนหน้าจอโทรศัพท์ของผู้คนทั่วโลก ภาพที่สื่อสารความเป็นกันเองมักเดินทางได้ไกลกว่าภาพการลงนามในเอกสารหรือการแถลงข่าวอันยาวนาน การร้องเพลงจึงไม่ใช่เรื่องของการอวดความสามารถทางดนตรี หากเป็นอีกภาษาหนึ่งของการทูต เป็นการแสดงออกถึงมิตรภาพ ความไว้วางใจ และความพร้อมที่จะสร้างความสัมพันธ์กับอีกฝ่าย
น่าสนใจว่า เมื่อภาพเดียวกันเดินทางกลับมาถึงประเทศไทย ความหมายของมันกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ผู้คนจำนวนไม่น้อยไม่ได้มองเห็นการแสดงบทบาทของผู้นำในพื้นที่การทูต หากกลับมองเห็นนักการเมืองคนหนึ่งกำลังร้องเพลง แล้วตัดสินเหตุการณ์นั้นผ่านความรู้สึกทางการเมืองที่มีอยู่ก่อนแล้ว
แล้วเหตุใดสังคมไทยจึงวิจารณ์เรื่องนี้อย่างกว้างขวาง
ผมคิดว่า คำตอบไม่ได้อยู่ในเพลง แต่อยู่ในสังคมไทย
ทุกวันนี้ การเมืองไทยแบ่งขั้วอย่างชัดเจน ผู้คนจำนวนไม่น้อยไม่ได้เริ่มต้นจากความสนใจทางวัฒนธรรมการฟังเพลง แต่เริ่มต้นจากทัศนคติที่มีต่อรัฐบาล เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุการณ์เดียวกันจึงถูกตีความแตกต่างกัน คนที่สนับสนุนรัฐบาลเห็นภาพแห่งมิตรภาพ ส่วนคนที่ไม่เห็นด้วยเห็นภาพของการแสดงออกที่ไม่เหมาะสม
ผู้คนไม่ได้ฟังเพลงด้วยหูเพียงอย่างเดียว หากฟังด้วยประสบการณ์ ความทรงจำ และจุดยืนทางการเมืองของตัวเอง
หากขยับสายตาออกไปอีกนิด จะพบว่าเหตุการณ์นี้แทบไม่ได้อยู่ในความสนใจของคนส่วนใหญ่บนโลกเลย คนยุโรปไม่ได้ตื่นขึ้นมาเพื่อดูว่าผู้นำไทยร้องเพลงอะไร คนอเมริกันไม่ได้ถกเถียงกันว่าเถียนมี่มี่เหมาะสมหรือไม่ คนอินเดีย แอฟริกา หรืออเมริกาใต้ก็แทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น
ผู้ที่ติดตามจริง ๆ มีอยู่เพียงไม่กี่กลุ่ม ได้แก่ นักการทูต นักวิเคราะห์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ นักลงทุน สื่อมวลชน และผู้ที่สนใจความสัมพันธ์จีน–อาเซียน ส่วนในจีน ข่าวนี้ได้รับความสนใจเพราะเป็นภาพของผู้นำต่างชาติที่ร่วมแบ่งปันวัฒนธรรมเดียวกัน
เรามักเผลอคิดว่า “ข่าวของเรา” คือ “ข่าวของโลก” แต่ในความเป็นจริง ข่าวนี้เป็นข่าวใหญ่ของไทย เป็นข่าวที่คนจีนจำนวนไม่น้อยรับรู้ ส่วนที่เหลือของโลกกำลังสนใจสงคราม เศรษฐกิจ การเลือกตั้ง หรือปัญหาของประเทศตัวเอง
ผมไม่ได้กำลังบอกว่าประเทศไทยไม่มีความสำคัญ หากกำลังเตือนว่า เราไม่ใช่ศูนย์กลางของความสนใจของโลก เช่นเดียวกับที่คนไทยเองก็ไม่ได้ติดตามข่าวการเมืองของทุกประเทศทุกวัน บางครั้ง ประเทศไทยใช้เวลามากมายถกเถียงเรื่องที่คนทั้งโลกไม่เคยรับรู้ว่ามันเกิดขึ้น
เมื่อมองกลับมาที่เหตุการณ์ครั้งนี้ สิ่งที่น่าสนใจจึงอาจไม่ใช่ว่าโลกกำลังมองประเทศไทยอย่างไร หากเป็นคำถามว่า เหตุใดสังคมไทยจึงสร้างความหมายให้กับเหตุการณ์เดียวกันได้แตกต่างกันมากถึงเพียงนี้
นี่เองที่ทำให้ผมนึกถึงบทเรียนพื้นฐานของมานุษยวิทยาดนตรี นั่นคือ เพลงไม่ได้เดินทางเพียงลำพัง ทุกครั้งที่เสียงเพลงเคลื่อนจากเวทีหนึ่งไปสู่อีกเวทีหนึ่ง มันจะพาความหมายใหม่ติดตัวไปด้วย เพลงรักที่อยู่ในร้านอาหาร อาจกลายเป็นสัญลักษณ์ทางการทูตเมื่ออยู่ในงานเลี้ยงผู้นำ และอาจกลายเป็นชนวนถกเถียงทางการเมืองเมื่อกลับมาปรากฏบนหน้าจอโทรศัพท์ของผู้คนในประเทศ
เพลงเดียวกันอาจเป็นเพลงรักสำหรับคนรุ่นหนึ่ง เป็นความทรงจำของอีกคนหนึ่ง เป็นเครื่องมือทางการทูตสำหรับนักการเมือง และเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์สำหรับนักวิชาการ
ตัวเพลงไม่ได้เปลี่ยน คน สังคมต่างหากที่เปลี่ยน
คำถามสุดท้ายจึงอาจไม่ใช่ผู้นำไทยควรร้องเพลงนี้หรือไม่
หากเป็น เหตุใดเราจึงให้ความสำคัญกับการวิจารณ์การแสดงดนตรี-ขับร้องของนักการเมือง มากกว่าการตรวจสอบนโยบายและผลงานของนักการเมือง
บางที ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่นักการเมืองร้องเพลง เถียนมี่มี่ แต่อยู่ที่สังคมกำลังใช้พลังไปกับการวิจารณ์เพลงดนตรี ในวันที่ควรใช้พลังเดียวกัน เพื่อตรวจสอบทิศทางของประเทศภายใต้การบริหารของนักการเมืองที่เดินทางไปสำแดงตนเป็นศิลปินมากกว่า และช่วยกันถามใหม่ว่า การเยือนจีนครั้งนั้นสร้างประโยชน์อะไรให้ประเทศ
//............................
หมายเหตุ : เพลงรักบนโต๊ะผู้นำ กับการเมืองในหัวของผู้ฟัง : คอลัมน์ “เสียงโลก เสียงเรา” โดย อานันท์ นาคคง : บางกอกไลฟ์นิวส์
//...........................
อ่านบทความเกี่ยวข้อง "คอลัมน์ เสียงโลก เสียงเรา"
- โอดิสซีอุสกลับบ้านผ่านเสียง : อานันท์ นาคคง
- เมื่อ Ethnomusicology พูดภาษาจีนในสังคมจีนใหม่ : อานันท์ นาคคง
- ข้ามคืนบนเวทีไวรัล vs ค่อนชีวิตบนเวทีฝึกซ้อมแข่งขัน : อานันท์ นาคคง
- เมื่อมูราคามิไปเที่ยวงานวัด : อานันท์ นาคคง
- จาก “ทนายปีศาจ” สู่ “คนดนตรีไทยปีศาจ” (อย่าเพิ่งตัดสินจากชื่อบทความ) : อานันท์ นาคคง
- 'เพลงศักดิ์ศรี หมอลำ 15 มิติ' เมื่อสารคดีบรรเลงเรื่องราวของผู้คน : อานันท์ นาคคง
- ไม่ว่าวันวานจะกลับมากี่ครั้ง ชายผู้มีหนามเป็นเรือนกายและดอกไม้เป็นมงกุฎ ก็ยังไม่ยอมตาย : อานันท์ นาคคง