เมื่อมูราคามิไปเที่ยวงานวัด : อานันท์ นาคคง
เมื่อมูราคามิไปเที่ยวงานวัด
เมื่อวานนี้ (พุธที่ 1 กรกฎาคม 2569) ผมได้มีโอกาสไปร่วมงานนิทรรศการ “ดนตรีเปลี่ยนชีวิต” ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร จัดโดยศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญนวัตกรรมสังคมด้านดนตรี (MAS) ร่วมกับสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา โครงการคีตนคร (Music Metropolis) และหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ภายในงานมีวงเสวนาในหัวข้อ “ดนตรีกับพื้นที่เพื่อการเปลี่ยนแปลง” สลับกับการบรรเลงเปียโนของอาจารย์ฌาค มอโร และการแสดงของวงดุริยางค์ไทยร่วมสมัยของครูสมนึก แสงอรุณ ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วยพี่สันติ ลอรัชวี ผู้ออกแบบนิทรรศการ, พี่ฉัตรวิชัย พรหมทัตตเวที รองประธานกรรมการมูลนิธิหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร, พี่โตมร ศุขปรีชา บรรณาธิการ นักเขียนนักแปล, อาจารย์ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, และผม โดยมีท่านอธิการบดีสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา อาจารย์อโณทัย นิติพน เป็นผู้ดำเนินรายการ
ช่วงหนึ่งในบทสนทนาว่าด้วยพื้นที่ พี่โตมร ศุขปรีชา เล่าถึง ฮารูกิ มูราคามิ Haruki Murakami นักเขียนชาวญี่ปุ่นผู้ใช้ชีวิตอยู่กับดนตรีและแผ่นเสียงมาแทบทั้งชีวิต พี่โตมรเล่าถึงการเดินทางของเขาเองไปยังกรุงโตเกียวเพื่อตามหาร่องรอยของมูราคามิ มีพื้นที่หนึ่งที่เต็มไปด้วยแผ่นเสียงแจ๊ส หนังสือ และบรรยากาศที่ชวนให้ตื่นเต้นมาก เป็นร้านกาแฟที่จำลองชีวิตของมูราคามิไว้ มีมุมสะสมแผ่นเสียง มีห้องฟังแผ่นเสียงที่กำหนดเพลย์ลิสต์โดยเจ้าหน้าที่ของร้าน มีเปียโนเก่าของมูราคามิ เป็นหนึ่งในสถานที่ที่ผมแอบปักหมุดเอาไว้ในใจว่าหากมีโอกาสไปโตเกียวครั้งหน้าจะตามรอยพี่โตมรไปบ้าง
ก่อนที่มูราคามิจะกลายเป็นนักเขียนผู้มีผลงานแปลไปทั่วโลก ตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยวาเซดะ เขาเคยเป็นเจ้าของร้านแจ๊สเล็ก ๆ ชื่อ Peter Cat ในกรุงโตเกียว เขาเป็นดีเจเลือกแผ่นเสียงเปิดเพลงเอง ชงกาแฟเอง และใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการฟัง ดนตรีไม่ได้เป็นเพียงงานอดิเรก หากเป็นสิ่งที่หล่อหลอมวิถีชีวิตของเขา
มูราคามิเป็นนักสะสมแผ่นเสียงตัวยง ทุกครั้งที่เดินทางไปต่างประเทศ เขามักไปมองหาร้านแผ่นเสียงมือสอง ใช้เวลาพลิกดูแผ่นทีละใบ อ่านรายชื่อนักดนตรี ปีที่บันทึกเสียง และค่ายเพลงอย่างละเอียด เขาฟังบทเพลงเดียวกันจากงานหลายเวอร์ชั่นเพื่อทำความเข้าใจว่าศิลปินแต่ละคนตีความดนตรีต่างกันอย่างไร สำหรับเขา การสะสมแผ่นเสียงไม่ใช่การครอบครองสิ่งของ หากเป็นการสะสมประสบการณ์ของการฟัง เล่ากันว่าวิธีฟังเพลงของมูราคามิละเอียดมาก เขาหยิบแผ่นออกจากซองอย่างระมัดระวัง วางเข็มลงบนร่องแผ่น แล้วปล่อยให้เสียงดำเนินไปจนจบด้าน ต่อมาเมื่อเริ่มเขียนนิยาย ดนตรีจึงไหลเข้าไปอยู่ในงานเขียนอย่างเป็นธรรมชาติ เพลงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงฉากประกอบ หากเป็นความทรงจำของตัวละคร เป็นจังหวะของภาษา และเป็นอีกวิธีหนึ่งในการเล่าเรื่อง เขาทุ่มเทเวลาศึกษาดนตรีแจ๊ส ดนตรีคลาสสิค แจ๊สสอนเรื่องจังหวะ ดนตรีคลาสสิกสอนเรื่องโครงสร้าง และความเงียบระหว่างโน้ตสอนให้เขาเห็นว่า สิ่งที่ไม่ได้พูดออกมานั้นมีความหมายไม่แพ้สิ่งที่ได้ยิน
จากเรื่องเล่าของพี่โตมร ใจผมไม่ได้คิดถึงแค่โตเกียว หากกลับนึกถึงเมืองไทย และเกิดคำถามขึ้นมาเล่นๆว่า หากวันหนึ่งมูราคามิเดินทางมาที่ประเทศไทย จะเกิดอะไรขึ้น
สมมติว่า หากวันหนึ่งมูราคามิเดินทางมาประเทศไทยจริง ผมเชื่อว่าเขาคงเริ่มต้นเหมือนทุกครั้ง คือมองหาร้านแผ่นเสียงมือสอง แต่ไม่นานนักเขาคงพบว่า ประเทศไทยไม่ได้มีวัฒนธรรมร้านแผ่นเสียงขนาดใหญ่เหมือนโตเกียว ลอนดอน หรือปารีส ร้านดี ๆ พอมีอยู่บ้าง แต่ไม่มากพอจะใช้เวลาเดินค้นหาหลายวันอย่างที่เขาเคยทำ
แต่บางที นั่นอาจเป็นโชคดีของเขา เพราะสิ่งที่ประเทศไทยมีอยู่มากกว่าร้านแผ่นเสียง คือเวทีการแสดงสด
การแสดงพื้นบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเพลงอีแซวที่สุพรรณบุรี หมอลำที่มหาสารคาม ขับซอที่เชียงใหม่ ลิเกในภาคกลาง หนังตะลุงและโนราในภาคใต้ หรือการละเล่นอีกนับไม่ถ้วนที่ยังมีชีวิตอยู่ในงานวัด งานบุญ และงานประจำปีของชุมชน ดนตรีเหล่านี้ไม่ได้รอให้ใครเดินเข้าไปเปิดฟังจากชั้นวางแผ่นเสียง หากกำลังเกิดขึ้นอยู่ตรงหน้า มีผู้คนเดินเข้าเดินออก มีเด็กวิ่งเล่น มีแม่ค้าขายของ มีคนเฒ่าคนแก่จับจองที่นั่งตั้งแต่หัวค่ำ ทุกคนต่างรู้ว่าเมื่อเสียงดนตรีเริ่มขึ้น ค่ำคืนนั้นจะไม่เหมือนเดิมอีก
ผมจึงอดจินตนาการไม่ได้ว่า หากมีใครสักคนพาตัวมูราคามิออกจากร้านแผ่นเสียงได้ แล้วชวนเขาไปเที่ยวงานวัดแทน มูราคามิเดินผ่านประตูวัด ผ่านโฆษณาปิดทองฝังลูกนิมิตร ผ่านหลวงพ่อเสกเป่ารดน้ำมนต์ ผ่านซุ้มขายลูกโป่งสวรรค์ ผ่านม้าหมุน ผ่านซุ้มยิงปืน ผ่านร้านก๋วยเตี๋ยว และผู้คนที่กำลังเดินจับจ่ายสินค้าสารพัด ก่อนจะไปหยุดนั่งพักเหนื่อยอยู่หน้าเวทีเพลงอีแซวของแม่ขวัญจิตร ศรีประจันต์ ไปรวมตัวอยู่กับหมู่ไทบ้านที่หน้าฮ้านหมอลำของแม่ฉวีวรรณ ดำเนิน หรือไปล้อมวงฟังขับซอล้านนาของแม่บัวซอน ถนอมบุญ
เขาอาจจะได้พบกับเสียงอีกแบบหนึ่ง ดนตรีอีกโลกหนึ่ง โลกที่ไม่ได้เริ่มต้นจากการหยิบแผ่นออกจากซองและวางเข็มลงบนร่องแผ่น แต่เริ่มต้นจากการปูเสื่อนั่งข้างคนแปลกหน้า รอให้เครื่องไฟติดตั้ง รอนักดนตรีเทียบเสียง รอให้พ่อเพลงแม่เพลงขึ้นเวที ไหว้ครู เกริ่น ประบท แล้วปล่อยให้ค่ำคืนค่อย ๆ พาดนตรีและผู้คนเข้าหากัน
เวทีตรงนั้นไม่มีโปรแกรมโน้ต ไม่ระบุแทร็กที่หนึ่งหรือแทร็กสุดท้าย ไม่มีปกอัลบั้ม ไม่มีรายชื่อนักดนตรีให้พลิกอ่าน และไม่มีใครบอกได้ว่าการแสดงจะจบลงแบบไหน เพราะทุกสิ่งพร้อมจะเปลี่ยนไปตามเสียงหัวเราะ คำแซว อารมณ์ของผู้ชม หรือแม้แต่คนที่เดินขึ้นไปตบรางวัลบนเวที ดนตรีไม่ได้ถูกเก็บรักษาไว้ในร่องแผ่นเสียง หากกำลังมีชีวิตอยู่ต่อหน้าผู้คน และจะหายไปพร้อมกับค่ำคืนนั้น ก่อนจะถือกำเนิดขึ้นใหม่อีกครั้งในคืนถัดไป โดยไม่มีครั้งใดเหมือนครั้งก่อน
ผมเดาว่า มูราคามิคงนั่งดูการแสดงของคณะแม่ขวัญจิตรแม่ฉวีวรรณบนเวทีได้ไม่นาน แล้วสายตาก็จะค่อย ๆ เลื่อนไปหาคนดู เพราะหน้าเวทีเพลงอีแซวหรือหน้าฮ้านหมอลำนั้น มีอะไรให้ดูให้ฟังมากกว่าการแสดงและการส่งเสียงของนักร้อง เขาจะเห็นภาพคนแก่หัวเราะน้ำหมากกระจาย ลูกเด็กเล็กแดงวิ่งไล่กันอยู่หน้าเวที แม่ค้าตะโกนเรียกลูกค้า คนขายอ้อยขวั่นคนขายโอเลี้ยงเดินพล่านอยู่หน้าเวที คนดูร้องรับเป็นลูกคู่ให้นักแสดงโดยไม่ต้องนัดหมาย บางคนตะโกนแซวพ่อเพลงแม่เพลง บางคนเดินถือธนบัตรพวงมาลัยขึ้นไปให้รางวัลโดยไม่มีพิธีรีตอง บางช่วงพ่อเพลงแม่เพลงกำลังร้องด่าทอเสียดสีกันอย่างเผ็ดร้อน แต่พอมีคนขึ้นไปให้เงินรางวัล เนื้อร้องก็เปลี่ยนเป็นคำอวยชัยให้พร สงครามปากกลายเป็นร่วมมือกันยกยอปอปั้นเจ้าของรางวัล พอขอบคุณผู้มีอุปการะคุณเสร็จ ทุกอย่างก็กลับไปหยอกล้อกันต่อ ด่าทอกันต่อ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
นี่เป็นภาพที่คนฟังเพลงจากแผ่นเสียงแทบไม่มีโอกาสพบ
แผ่นเสียงเก็บเสียงร้องได้ เก็บเสียงเครื่องดนตรีได้ เก็บรายละเอียดของการบรรเลงได้อย่างงดงาม แต่เก็บเสียงคนดูไม่ได้ เก็บเสียงหัวเราะไม่ได้ เก็บบรรยากาศของค่ำคืนนั้นไม่ได้ เก็บน้อยส์ไม่ได้ เก็บกลิ่นไก่ย่างควันหมูปิ้งไม่ได้ เก็บเม็ดน้ำค้างยามดึกไม่ได้ ยิ่งเก็บความรู้สึกของคนที่นั่งเบียดกันอยู่หน้าเวทียิ่งไม่ได้
ผมไม่ได้คิดว่า มูราคามิจำเป็นต้องเข้าใจเนื้อร้องของเพลงอีแซว หมอลำ หรือขับซอล้านนา เขาอาจฟังภาษาไทยไม่ได้แม้แต่ประโยคเดียว แต่สิ่งที่เขาได้ยินย่อมมีมากกว่าคำพูด เขาจะเห็นจังหวะการโต้ตอบระหว่างพ่อเพลงแม่เพลงกับผู้ชม เห็นเสียงหัวเราะที่เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งลาน เห็นคนดูร้องรับ ปรบมือ หรือเดินขึ้นไปตบรางวัล สิ่งเหล่านี้คือภาษาอีกแบบหนึ่ง เป็นภาษาของการแสดงร่วมกัน ซึ่งไม่ต้องแปลก็สัมผัสได้ ดนตรีพื้นบ้านจำนวนมากไม่ได้สื่อสารด้วยความหมายของถ้อยคำเพียงอย่างเดียว แต่สื่อสารผ่านน้ำเสียง จังหวะ สีหน้า ท่าทาง ระยะห่างระหว่างผู้คน และการตอบสนองของผู้ชม ผู้ฟังที่ไม่เข้าใจภาษาอาจพลาดรายละเอียดของเนื้อร้อง แต่ยังเข้าถึงพลังของการแสดงได้ เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้าเป็นการสื่อสารทางสังคม ไม่ใช่เพียงการสื่อสารทางภาษา

ผมนึกถึงตอนที่มูราคามิเดินเลือกร้านแผ่นเสียง เขาใช้เวลาหลายชั่วโมงตามหาการบันทึกเสียงที่ดีที่สุด ฟังว่าเปียโนของคนนี้ต่างจากอีกคนอย่างไร ฟังว่าแจ๊สเวอร์ชันนี้ตีความต่างจากอีกเวอร์ชันตรงไหน แต่ถ้าเขามานั่งอยู่หน้าเวทีหมอลำ เขาคงเจอการตีความอีกแบบหนึ่ง การตีความที่ไม่ได้เกิดจากนักดนตรีเพียงฝ่ายเดียว แต่เกิดจากคนดูทั้งพื้นที่ อาจจะรวมถึงคนที่ไม่ได้ดูแต่กำลังปิ้งไก่ ย่างหมู ขายโอเลี้ยง หนุ่มสาวจีบกัน เด็กๆเล่นสนุกกันในงานวัด
คนดูขำ คนดูหัวเราะ เพลงก็เปลี่ยน
คนดูแซวขึ้นมายังเวที นักร้องก็แซวกลับลงไป
คนดูร้องรับ นักดนตรีก็ทอดจังหวะออกไป
คนดูเงียบ พ่อเพลงแม่เพลงก็รู้ว่าต้องหามุกใหม่ กระตุ้นความสนใจ แม้แต่กระตุ้นรางวัล
เพลงเดียวกันจึงไม่เคยเหมือนเดิมเลยสักคืน
ผมคิดว่านี่ต่างหากคือเสน่ห์ของดนตรีพื้นบ้าน เพลงพื้นบ้านไทยๆ เราไม่ได้ไปงานวัดเพื่อฟังเพลงอย่างเดียว เราไปดูว่าคืนนี้ผู้คนจะทำให้เพลงเดินไปทางไหน และนักร้องจะพาผู้คนกลับมาได้อย่างไร
ความเผ็ดร้อนของกลอนเพลงอีแซวของแม่ขวัญจิตร ศรีประจันต์ และความสดของกลอนลำจากหน้าเวทีของแม่ฉวีวรรณ ดำเนิน อาจทำให้มูราคามิหันกลับไปฟังแผ่นเสียงแจ๊สชุดเดิมและคลาสสิคชุดเดิมด้วยหูอีกคู่หนึ่ง เขาอาจไม่ได้รักแจ๊สคลาสสิคน้อยลง หากกลับมองเห็นสิ่งที่ไม่เคยสังเกตมาก่อนว่า แม้ดนตรีแจ๊สจะมีรากฐานจากการด้นสดและการโต้ตอบระหว่างนักดนตรี แต่ดนตรีพื้นบ้านไทยยังเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมเข้ามาร่วมสร้างการแสดงอย่างต่อเนื่อง จนเสียงหัวเราะ เสียงร้องรับ และปฏิกิริยาของผู้คนกลายเป็นส่วนหนึ่งของบทเพลงไปพร้อมกับศิลปินบนเวที
บางที มูราคามิอาจกลับญี่ปุ่นพร้อมความรู้สึกเดิมที่ยังรักแจ๊ส ยังรักคลาสสิค ยังรักแผ่นเสียง ยังรักแม่เพลงอย่างบิลลี ฮอลิเดย์ เอลลา ฟิตซ์เจอรัลด์ ซาราห์ วอห์น ยังรักพ่อเพลงอย่างเซจิ โอซาวะ ยังรักความเงียบระหว่างตัวโน้ต แต่ทุกครั้งที่วางเข็มลงบนร่องแผ่น เขาอาจนึกถึงเสียงหัวเราะหน้าเวทีอีแซวหมอลำขึ้นมาบ้าง เพราะนั่นเป็นเสียงที่ไม่มีร่องแผ่นไหนเก็บเอาไว้ได้
ผมไม่ได้หวังว่า หากมูราคามิได้มานั่งอยู่หน้าเวทีหมอลำ เพลงอีแซว หรือวงซอล้านนา เขาจะเลิกฟังแจ๊ส หรือเลิกสะสมแผ่นเสียง ผมเพียงอดสงสัยไม่ได้ว่า หลังจากประสบการณ์งานวัดคืนนั้น เขาจะยังเขียนนิยายเหมือนเดิมหรือไม่ ความเงียบในหนังสือของเขาจะยังเป็นความเงียบแบบเดิมหรือเปล่า หรือในช่องว่างระหว่างประโยคจะเริ่มมีเสียงหัวเราะของคนดู เสียงลูกคู่ร้องรับ เสียงปรบมือ และเสียงของผู้คนในงานวัดลอยแทรกเข้ามาอย่างเงียบ ๆ เพราะคนที่เคยนั่งอยู่ท่ามกลางเสียงเหล่านั้น คงไม่มีวันมองความเงียบเหมือนเดิมอีก
แน่นอนว่า นิทรรศการที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครครั้งนี้ไม่ได้ตั้งใจจำลองบรรยากาศของงานวัด และไม่ได้ออกแบบพื้นที่ให้เป็นเช่นนั้น จุดมุ่งหมายของงานมีทิศทางของตัวเองอย่างชัดเจน แต่นั่นแหละ ระหว่างการรับฟังการเสวนา ผมกลับอดนึกถึงงานวัดไม่ได้ เพราะหากเราจะพูดถึง "ดนตรีกับพื้นที่เพื่อการเปลี่ยนแปลง" อย่างจริงจัง งานวัดคือพื้นที่สำคัญที่ไม่ควรถูกมองข้าม
ตลอดหลายชั่วอายุคน งานวัดเป็นพื้นที่ที่ผู้คนได้พบปะ เรียนรู้ ต่อรอง แลกเปลี่ยน และสร้างความสัมพันธ์ผ่านดนตรีและศิลปะการแสดง ดนตรีไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่ถูกนำมาแสดง หากเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คนที่เกิดขึ้นพร้อมกับการค้าขาย การละเล่น การทำบุญ และการอยู่ร่วมกันของชุมชน จึงอาจกล่าวได้ว่า งานวัดคือหนึ่งในพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่ทำให้เราเห็นว่า ดนตรีสามารถเปลี่ยนผู้คนและเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากันได้อย่างเป็นรูปธรรมมานานแล้ว
แต่พอคิดไปคิดมาอีกที เรื่องเพ้อเจ้อนี้อาจไม่ได้สำคัญที่สุด เพราะถึงมูราคามิจะไม่เคยมาเมืองไทย ไม่เคยเที่ยวงานวัด เขาอาจไม่ได้พบดนตรีที่ดีกว่าแจ๊ส หากได้พบอีกวิธีหนึ่งของการมีชีวิตร่วมกับดนตรี เขาอาจได้พบกับดนตรีที่ไม่ได้จบลงตรงเสียงของเครื่องดนตรี หากแผ่ขยายไปสู่เสียงหัวเราะและความสัมพันธ์ของผู้คนรอบเวที สิ่งที่น่าสนใจคือ เราต่างหาก เราจะเปลี่ยนไปหรือไม่ หลังจากรู้ว่าดนตรีไม่ได้อยู่ในเสียงร้องหรือเสียงเครื่องดนตรีเท่านั้น หากยังอยู่ในเสียงหัวเราะ เสียงหยอกล้อ และความสัมพันธ์ของผู้คนที่ช่วยกันทำให้บทเพลงมีชีวิตขึ้นมาในแต่ละคืน
อย่างไรเสีย นิยายของเขาก็ยังคงงดงามอย่างที่เป็นอยู่ แต่บางที คำถามที่สำคัญกว่าคือ เราอาจชื่นชมนักเขียนมูราคามิที่ใช้เวลาทั้งชีวิตเรียนรู้โลกผ่านแผ่นเสียง เดินตามหางานดนตรีแจ๊ส ดนตรีคลาสสิค ฟังดนตรีอย่างละเอียด เพื่อสร้างวรรณกรรมที่งดงาม และเชื่อว่าอิทธิพลของหนังสือทำให้ผู้อ่านย้อนไปฟังดนตรีแจ๊สด้วยความลุ่มลึก ฟังดนตรีคลาสสิกด้วยความเคารพ แต่เหตุไฉนใยเล่า เราเองกลับปล่อยให้เวทีหมอลำ เพลงอีแซว ขับซอ ลิเก หรือการแสดงพื้นบ้านอีกมากมายค่อยๆ ห่างออกจากชีวิต ทั้งๆที่ดนตรีเหล่านี้ยังคงเกิดขึ้นเสมอ อยู่ไม่ไกลจากเรา ไม่ไกลจากสถานที่จัดงานนิทรรศการครั้งนี้ และไม่ต้องเสียเวลาแปลข้ามภาษาด้วย
บางที เราไม่จำเป็นต้องรอให้มูราคามิเดินทางมาค้นพบงานวัดไทย เพราะผู้ที่ควรออกเดินทางไปที่วัดก่อนมูราคามิ อาจเป็นพวกเรานั่นเอง เมื่อได้ไปนั่งอยู่ท่ามกลางผู้คน ฟังเสียงหัวเราะ เสียงร้องรับ เสียงหยอกล้อ เสียงเพลงและเสียงดนตรีที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า เราอาจค้นพบว่า สิ่งล้ำค่าที่สุดของดนตรีไทย เพลงพื้นบ้าน ไม่ได้อยู่ในห้องเก็บแผ่นเสียงหรือโรงคอนเสิร์ตราคาแพง หากยังมีชีวิตอยู่ในค่ำคืนธรรมดาของงานวัดที่กำลังรอให้เราเดินกลับไปฟังอีกครั้ง และเสียงเหล่านั้นต่างหาก คือสิ่งที่ทำให้ดนตรีมีชีวิต และเป็นสิ่งที่ไม่มีแผ่นเสียงแผ่นใดบันทึกเก็บไว้ได้ทั้งหมด
หรือว่า เราต้องรอให้ศิลปินระดับโลกสักคนเดินทางมาค้นพบงานวัดไทย เขียนถึงมัน พูดถึงมัน หรือยกย่องมันเสียก่อน เราจึงจะเชื่อว่าสิ่งที่อยู่ในบ้านของเรามีคุณค่าพอจะออกไปสัมผัส ทั้งที่งานวัดไม่เคยรอคำรับรองจากใคร มันเพียงรอให้ผู้คนเดินเข้าไปอยู่ในพื้นที่นี้เสมอ
งานวัดไม่ได้หายไป ไก่ปิ้ง หมูย่าง โอเลี้ยง ไม่ได้หายไป น้ำค้างยามดึกไม่ได้หายไป ดนตรีก็ไม่ได้หายไป เราต่างหากที่ค่อยๆ หายไปจากพื้นที่เหล่านี้ จนวันหนึ่งต้องรอให้คนอื่นเป็นผู้ค้นพบ แล้วจึงได้สติ กลับมาเห็นคุณค่าของสิ่งง่ายๆที่อยู่ตรงหน้าเรามาตลอดเวลา
ขอยืมภาพประกอบจากสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนาครับ
พี่สันติออกแบบพื้นที่เท่มาก
//............................
หมายเหตุ : เมื่อมูราคามิไปเที่ยวงานวัด : คอลัมน์ “เสียงโลก เสียงเรา” โดย อานันท์ นาคคง : บางกอกไลฟ์นิวส์
//...........................
อ่านบทความเกี่ยวข้อง "คอลัมน์ เสียงโลก เสียงเรา"
- จาก “ทนายปีศาจ” สู่ “คนดนตรีไทยปีศาจ” (อย่าเพิ่งตัดสินจากชื่อบทความ) : อานันท์ นาคคง
- 'เพลงศักดิ์ศรี หมอลำ 15 มิติ' เมื่อสารคดีบรรเลงเรื่องราวของผู้คน : อานันท์ นาคคง
- ไม่ว่าวันวานจะกลับมากี่ครั้ง ชายผู้มีหนามเป็นเรือนกายและดอกไม้เป็นมงกุฎ ก็ยังไม่ยอมตาย : อานันท์ นาคคง
- The Furious ระบำนักรบ ดนตรีแจ๊ส ปี่พาทย์ไม้แข็ง ในหนังบู๊พหุวัฒนธรรมเอเชีย จากตาและหูของนักมานุษยวิทยาดนตรีคนหนึ่ง : อานันท์ นาคคง
- วัดที่ไม่มีเรื่องโป๊ อาจมีอยู่แค่ในจินตนาการของเรา : อานันท์ นาคคง