โอดิสซีอุสกลับบ้านผ่านเสียง : อานันท์ นาคคง
โอดิสซีอุสกลับบ้านผ่านเสียง, จากคนขับลำนำและแรปเปอร์ สู่สรรพเสียงในโรงภาพยนตร์
ภาพยนตร์ The Odyssey ของ Christopher Nolan เปิดฉากด้วยชายคนหนึ่งขึ้นไปยืนบนโต๊ะกลางห้องจัดเลี้ยง แล้วเริ่มเล่าเรื่องต่อหน้าผู้คนที่กำลังดื่มกินและพูดคุยกัน ฉากสั้น ๆ นี้พาเราย้อนกลับไปยังต้นทางของมหากาพย์ ก่อนที่เรื่องราวของโอดิสซีอุสจะถูกจดลงเป็นตัวหนังสือ กลายเป็นวรรณกรรมคลาสสิก และเข้าไปอยู่ในห้องเรียน มันเคยมีชีวิตอยู่ในรูปของเสียงมาก่อน
มหากาพย์ เรื่องราว ตำนาน นิทาน ถูกขับร้อง ท่องจำ และเล่าซ้ำต่อหน้าผู้ฟัง รายละเอียดเปลี่ยนไปตามคนเล่า สถานที่ และผู้คนที่นั่งฟังอยู่ตรงนั้น มหากาพย์จึงไม่เคยมีถ้อยคำตายตัวเพียงชุดเดียว เมื่อนำเรื่องนี้มาสร้างเป็นภาพยนตร์ Nolan จึงกำลังนำการเล่าเรื่องด้วยเสียงจากโลกโบราณมาสร้างใหม่ ผ่านภาพ ดนตรี และระบบเสียงอลังการของโรงภาพยนตร์ IMAX
คำถามคือ โรงภาพยนตร์ทำให้เราเข้าใกล้การฟังมหากาพย์ในอดีตขึ้น หรือเพียงสร้างประสบการณ์การฟังชนิดใหม่ขึ้นมาแทนที่ คนดูอาจคิดว่ากำลังไปดูภาพยนตร์มหากาพย์ แต่แท้จริงแล้วเรากำลังเข้าไปนั่งฟังเรื่องเล่าเก่าเรื่องหนึ่งในเครื่องมือเทคโนโลยีการส่งเสียงแบบใหม่ของยุคสมัยดิจิทัล
1) มหากาพย์เก่า ในเรื่องเล่าครั้งใหม่
นักขับลำนำมหากาพย์ในโลกโบราณไม่ได้ท่องจำบทประพันธ์นับพันบรรทัดแบบคำต่อคำ พวกเขาอาศัยถ้อยคำที่คุ้นเคย สูตรภาษา จังหวะ และโครงเรื่องที่ฝึกฝนมา แล้วนำมาร้อยเรียงใหม่ขณะทำการแสดง วลีที่กล่าวซ้ำ เช่น “โอดิสซีอุสผู้มากด้วยกลอุบาย” ช่วยทั้งการจดจำ การรักษาจังหวะ และการพาเรื่องเดินหน้าต่อไป คนเล่าย่อมรู้ว่าเวลาใดควรขยายความ เวลาใดควรตัดให้สั้น เวลาใดควรเร่งให้ตื่นเต้น และเวลาใดควรทอดเสียงให้คนฟังรู้สึกสงสารหรือหวาดกลัว
เมื่อมองเช่นนี้ The Odyssey ฉบับ Nolan จึงไม่จำเป็นต้องเป็นสำเนาที่ตรงกับหนังสือฉบับใดฉบับหนึ่งทุกประการ มันคือการเล่าเรื่องเก่าอีกครั้ง ด้วยภาษา ภาพ และความรู้สึกของคนร่วมสมัย
คำแปลภาษาอังกฤษของ Emily Wilson ซึ่งเรียกโอดิสซีอุสว่า “a complicated man” หรือ “ชายผู้ซับซ้อน” ยิ่งทำให้เห็นว่า เรื่องเล่าเปลี่ยนแปลงทุกครั้งที่เดินทางจากยุคหนึ่งไปสู่อีกยุคหนึ่ง โอดิสซีอุสจึงไม่ได้กลับมาในฐานะวีรบุรุษผู้เฉลียวฉลาดเพียงด้านเดียว หากเป็นชายที่มีทั้งความกล้าหาญ ความรุนแรง ความรัก ความเห็นแก่ตัว และความรู้สึกผิดปะปนอยู่ในตัวเอง The Odyssey จึงไม่เคยอยู่เฉย มันเปลี่ยนไปตามปากของคนเล่า ผ่านการเขียน การคัดลอก การแปล การตีความ และการดัดแปลงมาเรื่อย ๆ จากภาษากรีกโบราณสู่คำแปลภาษาอังกฤษ จากหน้าหนังสือสู่บทภาพยนตร์ และจากตัวอักษรกลับมาเป็นเสียงของนักแสดง ทุกช่วงของการเดินทางย่อมมีทั้งสิ่งที่ถูกเก็บไว้ สิ่งที่ถูกขยายขึ้น และสิ่งที่เลือนหายไป
2) จากนักขับลำนำถึงแรปเปอร์
การเลือก Travis Scott มารับบทนักขับลำนำ Bard เป็นการตัดสินใจที่ชวนให้ประหลาดใจ Nolan น่าจะมองว่า The Odyssey เดินทางมาถึงเราผ่านกวีนิพนธ์มุขปาฐะ ซึ่งมีบางอย่างใกล้เคียงกับฮิพฮอพ เขาจึงให้แรปเปอร์ร่วมสมัยมารับหน้าที่ของผู้เล่าเรื่องในโลกโบราณ คนเล่าเรื่องกรีกไม่ได้หายไปไหน เพียงเปลี่ยนเสื้อผ้า เครื่องมือ และจังหวะไปตามยุค
นักขับลำนำในอดีตไม่ได้ทำหน้าที่ร้องเพลงเพื่อความไพเราะเท่านั้น เขาเป็นทั้งผู้เล่า ผู้จดจำ และผู้ทำให้เรื่องราวของชุมชนมีชีวิตอยู่ต่อไป ในยุคที่เรื่องเล่ายังไม่ได้ถูกบันทึกอย่างแพร่หลาย จังหวะ คำซ้ำ และถ้อยคำคล้องจองช่วยให้จดจำเรื่องยาว ๆ ได้ ทั้งยังช่วยประคองการเล่าให้ดำเนินต่อไปโดยไม่ขาดตอน
แรปทำงานกับจังหวะและถ้อยคำในลักษณะคล้ายกัน แรปเปอร์อาศัยบีตช่วยกำกับการพูด วางน้ำหนักคำ และพาเรื่องราวเคลื่อนไปข้างหน้า ความคล้ายกันนี้ไม่ได้หมายความว่านักขับลำนำกรีกคือแรปเปอร์โบราณ หรือแรปในปัจจุบันเป็นของที่สืบทอดตรงมาจากกรีก หากทำให้เราเห็นว่า มนุษย์ในหลายยุคสมัยต่างใช้จังหวะช่วยจดจำ เล่าเรื่อง และดึงผู้ฟังให้อยู่กับเรื่องเดียวกัน
เมื่อหันกลับมามองบ้านเรา บทบาทเช่นนี้ก็ไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัว หมอลำใช้กลอนลำถ่ายทอดนิทาน ชาดก ประวัติศาสตร์ และความเป็นไปของผู้คน โดยมีเสียงแคนคอยรับส่งอารมณ์ ช่างซอภาคเหนือใช้ทำนองและปฏิภาณโต้ตอบกันต่อหน้าผู้ฟัง คนขับเสภา นักแหล่ใช้ทำนองเอื้อนและจังหวะของภาษาเล่าเรื่องบาปบุญหรือเหตุการณ์ในชีวิต ส่วนเพลงบอกภาคใต้เคยทำหน้าที่ทั้งบอกข่าว อวยพร วิจารณ์ และหยอกล้อผู้คนในชุมชน
คนเหล่านี้ไม่ใช่เพียงนักร้อง เอนเตอร์เทนเนอร์ แต่เป็นผู้ทำให้ข่าวสาร ความทรงจำ ความเชื่อ และอารมณ์ของสังคมเดินทางจากคนกลุ่มหนึ่งไปสู่อีกกลุ่มหนึ่ง เรื่องที่เล่าจึงเปลี่ยนไปตามผู้ฟังและเหตุการณ์ตรงหน้า บางครั้งมีการขยายความ เติมสีสันหรือปรับเรื่องเดิมให้เข้ากับคนในเวลานั้น เรื่องที่ผ่านปากของคนขับลำนำย่อมไม่เหมือนรายงานราชการหรือพงศาวดารที่ตั้งใจบันทึกให้ตรงทุกถ้อยคำ คนเล่าอาจเพิ่มอภินิหาร ยกย่องคนบางคน เสียดสีบางฝ่าย หรือทำให้บางเหตุการณ์ใหญ่โตขึ้นตามอารมณ์ของผู้ฟัง
ตรงนี้เองที่นักขับลำนำ หมอลำ ช่างซอ นักแหล่ คนขับเสภา คนร้องเพลงบอก และแรปเปอร์มีพื้นที่ร่วมกัน พวกเขาไม่ได้เป็นเครื่องบันทึกที่เก็บทุกสิ่งไว้อย่างตรงไปตรงมา ผู้เล่าย่อมเลือกว่าจะเน้นสิ่งใด จะให้ใครเป็นพระเอก และจะปล่อยเรื่องของใครให้ผ่านไปโดยไม่มีใครจดจำ ความจริงจึงเดินทางปนมากับความทรงจำ ความเชื่อ และฝีมือของผู้เล่าเสมอ
เสียงขับร้องจึงรักษาประวัติศาสตร์ไว้ได้ ขณะเดียวกันก็สร้างประวัติศาสตร์ขึ้นใหม่ ทุกครั้งที่เรื่องหนึ่งถูกเล่า บางคนได้รับการยกย่อง บางเหตุการณ์ถูกทำให้ใหญ่โต และบางชีวิตอาจหายไปจากความทรงจำของผู้ฟัง เสียงร้องจึงช่วยรักษาเรื่องเก่าไว้ ขณะเดียวกันก็เปลี่ยนเรื่องเก่านั้นไปด้วย
การให้ Travis Scott ปรากฏอยู่ในมหากาพย์กรีกจึงมีความหมายมากกว่าการนำศิลปินดังมาเพิ่มความร่วมสมัย เขาทำให้เราเห็นว่าเรื่องราวอายุเกือบสามพันปียังต้องอาศัยร่างกาย จังหวะ และน้ำเสียงของคนในปัจจุบันเพื่อกลับมามีชีวิตอีกครั้ง เช่นเดียวกับกลอนลำ ซอ แหล่ และเพลงบอก เรื่องเล่าเก่าไม่ได้อยู่รอดเพราะถูกเก็บไว้อย่างเดิม แต่อยู่รอดเพราะมีคนรุ่นต่อมานำมันกลับมาร้องด้วยเสียงของยุคสมัยตนเอง
หมายเหตุ หากเรามองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ดนตรี สภาวะร่วมกันของ Bard และแร็ปเปอร์คือสิ่งที่เชื่อมโยงกับแนวคิด Griot หรือนักเล่าเรื่อง/นักดนตรีพื้นเมืองในวัฒนธรรมแอฟริกาตะวันตก (West African Oral Tradition) ซึ่งเป็นรากเหง้าที่แท้จริงของดนตรีฮิปฮอปด้วย รวมทั้งสไตล์การทำเพลงดนตรีของทราวิส สก็อตต์ ในโลกจริงมักถูกวิจารณ์ว่าเป็นดนตรีแนว Trap ที่ใช้เสียงสังเคราะห์และ Auto-Tune อันนี้ก็น่าคิด แต่ว่าผู้เขียนไม่ได้มีความรู้ที่มากพอ จึงขอเทียบแค่หมอลำ ช่างซอ คนขับเสภา นักแหล่ เพลงบอกก็แล้วกัน
3) ทะเลที่ต้องอาศัยหูฟัง
ใน The Odyssey ทะเลไม่ได้เป็นเพียงฉากกว้างงดงามบนจอ หากเป็นพื้นที่ที่มนุษย์ต้องอาศัยหูฟังเพื่อเอาชีวิตรอด ลูกเรือรู้ทิศจากเสียงลม รู้จังหวะการเดินทางจากเสียงไม้พาย และรู้สภาพของเรือจากเสียงไม้ เชือก และใบเรือ เสียงที่เปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อยอาจเตือนถึงพายุ โขดหิน หรืออันตรายที่ยังมองไม่เห็น
การเดินทางของโอดิสซีอุสจึงเต็มไปด้วยเสียง ทะเลเต็มไปด้วยเสียงที่มนุษย์ต้องฟังให้เป็น คนเดินเรือจึงไม่ได้มองทะเลอย่างเดียว พวกเขาฟังมันตลอดเวลา ทุกเกาะมีบรรยากาศต่างกัน ทุกช่องแคบมีจังหวะของมัน และสิ่งเหนือธรรมชาติหลายอย่างปรากฏผ่านเสียงก่อนที่มนุษย์จะมองเห็นรูปร่างของมัน
ไซเรนเป็นตัวอย่างชัดเจนที่สุด พลังของพวกนางไม่ได้อยู่ที่รูปลักษณ์ หากอยู่ที่เสียงซึ่งทำให้ผู้ฟังหลงใหล ละทิ้งสติ และออกนอกเส้นทางเดิม
โอดิสซีอุสเอาตัวรอดด้วยการกำหนดว่าใครควรฟังและใครไม่ควรฟัง เขาให้ลูกเรืออุดหู ส่วนตนเองถูกมัดไว้กับเสากระโดง เพื่อจะได้ยินเสียงไซเรนโดยไม่อาจติดตามเสียงนั้นไปได้ การเผชิญหน้าครั้งนี้จึงเกี่ยวข้องทั้งกับความอยากรู้ การห้ามใจ และความพยายามควบคุมตนเอง
เมื่อเรื่องนี้อยู่ในโรง IMAX ผู้ชมก็อยู่ในสภาพคล้ายคนที่นั่งอยู่กลางเสียงซึ่งหลีกหนีได้ยาก เสียงไม่ได้พุ่งมาจากจอด้านหน้าเพียงแห่งเดียว เสียงล้อมมาจากรอบด้าน บางครั้งกระแทกเข้ามาที่อกผ่านพื้น เก้าอี้ และอากาศ ก่อนที่เราจะทันแยกออกด้วยซ้ำว่าเป็นเสียงอะไร ภาพยนตร์จึงไม่ได้เพียงเล่าเรื่องของคนที่ถูกเสียงล่อลวง แต่ทำให้คนดูสัมผัสด้วยตนเองว่า เสียงสามารถเข้าครอบงำความรู้สึกได้มากเพียงใด
4) film score ดนตรีประกอบภาพยนตร์อดีตที่สร้างขึ้นด้วยเสียงและเทคโนโลยีของปัจจุบัน
คีตกวีของภาพยนตร์เรื่องนี้ Ludwig Göransson หลีกเลี่ยงการใช้วงออร์เคสตราแบบที่เราคุ้นเคยในภาพยนตร์มหากาพย์ แล้วหันไปใช้ฆ้องสำริด เครื่องสายที่มีลักษณะใกล้เคียงพิณไลร์ ซินธิไซเซอร์ เสียงแซมปลิ้ง เสียงเครื่องสายยังเชื่อมโยงกับเสียงคันธนูของโอดิสซีอุสด้วย
เสียงเหล่านี้ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าได้เข้าใกล้โลกโบราณ แต่ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าโลกของโอดิสซีอุสมีเสียงอย่างไร สิ่งที่ Göransson สร้างจึงเป็นภาพของอดีตในจินตนาการของคนปัจจุบัน มากกว่าจะเป็นเสียงที่ถอดออกมาจากประวัติศาสตร์โดยตรง
เสียงฆ้องโลหะ เสียงร้อง เสียงกลองที่สั่นสะเทือน เสียงเครื่องสายมิกซ์แบบไม่ประณีประนอม และเสียงแซมปลิ้งสารพัด ถูกนำมาใช้สร้างความรู้สึกเก่าแก่ ศักดิ์สิทธิ์ และน่าหวาดหวั่น อดีตในภาพยนตร์จึงเกิดจากการเลือกเสียงที่คนปัจจุบันพร้อมจะเชื่อว่าเป็นเสียงของโลกโบราณ
กรณีของฆ้องทำให้เรื่องนี้น่าคิดต่อ ฆ้องไม่ได้เป็นเพียงวัตถุที่ให้เสียงกังวาน มันมีผู้สร้าง มีวิธีบรรเลง และมีความหมายในพิธีกรรมของหลายวัฒนธรรม เมื่อเสียงฆ้องเดินทางเข้าไปอยู่ในภาพยนตร์ระดับโลก ความหมายเหล่านั้นอาจไม่ได้เดินทางตามไปด้วย เหลือเพียงเนื้อเสียงที่ถูกนำมาใช้แทนความเก่าแก่หรือความลึกลับ ทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของคนทำหนังในปัจจุบัน อดีตบนจอจึงไม่เคยบริสุทธิ์ มันถูกสร้างขึ้นใหม่จากความรู้ รสนิยม เทคโนโลยี และจินตนาการของคนในยุคนี้
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การนำฆ้องไปใช้ แต่อยู่ที่ว่า ผู้ชมได้รับรู้หรือไม่ว่าเสียงนี้มีชีวิตและประวัติศาสตร์ของตนเองมาก่อนจะเข้าไปอยู่ในภาพยนตร์
5) เสียงดีดสายคันธนูของโอดิสซีอุส
คันธนูของโอดิสซีอุสเป็นมากกว่าอาวุธ มันเป็นสิ่งที่ผูกอยู่กับร่างกายและความทรงจำของเขา การเชื่อมเสียงเครื่องสายเข้ากับคันธนูของโอดิสซีอุสเป็นความคิดที่มีพลัง คันธนูและเครื่องสายต่างอาศัยสายที่ถูกขึง เมื่อดีดหรือปล่อย สายจะเปลี่ยนแรงตึงให้กลายเป็นเสียงหรือส่งลูกธนูออกไป
เราได้ยินเสียงสายธนูครั้งแรก ในฉากย้อนอดีตวันเยาว์บนผืนป่าภูเขาพาร์นาสซัส ก่อนที่เขาจะออกเดินทางไปเผชิญสงครามเมืองทรอย โอดีสซุสดีดสายธนูคู่กายก่อนง้างยิงหมูป่า เขาให้เหตุผลว่าเป็นการเตือนให้เหยื่อรู้ที่จะป้องกันตนเองตามสิทธิของเหยือด้วย เป็นเสียงคุณธรรมโบราณและเกียรติยศแห่งพราน การดีดครั้งที่สองตอนที่เขาล่ากวางแปลงช่วงที่เขาโหยหิวระหว่างหาทางกลับบ้าน เสียงดีดสายธนูสั่นพร่าหม่นหมองราวกับธนูและตัวเขาถูกความชั่วร้ายและจิตวิญญาณที่บอบช้ำจากสงครามกัดเซาะจนสูญเสียพละกำลัง เผยให้เห็นสภาวะความเปราะบางของมนุษย์ที่กำลังดิ้นรนเอาชีวิตรอดอย่างไร้ทิศทาง และครั้งที่สามเมื่อเขากลับคืนมาที่วังของเขาแล้วหลังหายไปนานนับสิบปี เสียงในวังครั้งนี้ดังกังวาน ส่งมวลเสียงความถี่ต่ำกระหึ่มวิ่งพล่านผ่านเสาหินและโครงสร้างของวัง ราวกับตัวบ้านกำลังขานรับการกลับมาของกษัตริย์ผู้เป็นเจ้าของอย่างแท้จริง
เสียงสายธนูจึงเป็นการยืนยันความเป็นสิทธิ์อันชอบธรรมของกษัตริย์ที่แท้จริงแห่งอิทาคา มันบอกว่าเจ้าของบ้านกลับมาแล้ว และความรุนแรงกำลังจะเริ่มขึ้น เสียงเพียงครั้งเดียวทำให้มือของขอทานกลับกลายเป็นมือของกษัตริย์ และทำให้ห้องจัดเลี้ยงเปลี่ยนเป็นสถานที่พิพากษาผู้บุกรุก โอดิสซีอุสจึงไม่ได้เปิดเผยตัวด้วยใบหน้าเพียงอย่างเดียว เขากลับมาเป็นตัวเองอีกครั้งผ่านวัตถุที่มีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้จักวิธีทำให้มันส่งเสียง
ในเชิงออร์แกโนโลจี (Organology) คันธนูคือบรรพบุรุษร่วมรากของเครื่องสายโบราณอย่างพิณไลร์(Lyre) เสียงดีดสายธนูทั้ง 3 ครั้งนี้จึงแปรสภาพจากการล่าสัตว์ป่าเพื่อยังชีพ สู่การต่อสู้กับบาดแผลในใจ และจบลงที่การทำหน้าที่เป็นเครื่องดนตรีศักดิ์สิทธิ์ที่บรรเลงลำนำแห่งการทวงคืนอำนาจอธิปไตยและการจัดระเบียบสังคมใหม่ สุ้มเสียงธนูที่คุ้นเคยในสถานที่เดิม เป็นข้อพิสูจน์เชิงผัสสะที่ประกาศก้องว่าเวลาของการพลัดหลงที่ผ่านไป ไม่อาจเปลี่ยนเนื้อแท้และสิทธิ์อันชอบธรรมของกษัตริย์ที่แท้จริงแห่งอิทาคาได้เลย
6) การกลับบ้านด้วยความทรงจำที่อยู่ในเสียง เขากลับบ้านแล้วจริงหรือ
บ้านมีเสียงของมันเอง
การกลับบ้านของโอดิสซีอุสไม่ได้จบลงเมื่อเขาเหยียบแผ่นดินอิทาคา ระหว่างยี่สิบปีแห่งสงครามและการพลัดพราก ผู้คนในบ้านเติบโต แก่ลง เปลี่ยนฝ่าย สูญเสียความหวัง และมีคนอื่นเข้ามาครอบครองพื้นที่ บ้านที่เขากลับมาจึงไม่เหมือนบ้านในความทรงจำอีกต่อไป เขาต้องฟังว่าใครกำลังพูด ใครเป็นผู้ออกคำสั่ง ใครกำลังหัวเราะ ใครร้องไห้ และใครไม่มีโอกาสพูด เขาต้องค่อย ๆ รับรู้ว่าเสียงของตนยังมีความหมายอยู่หรือไม่ และคนในครอบครัวยังจำเขาได้จากสิ่งใด
เรามักจำบ้านได้จากเสียง เสียงฝีเท้า เสียงภาชนะ เสียงสัตว์ เสียงของคนในครอบครัว หรือแม้แต่ความเงียบที่คุ้นเคย โอดิสซีอุสจึงไม่ได้กลับมาหาเพียงตัวบ้าน หากกลับมาตามหาความรู้สึกว่าเขายังเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในบ้านหลังนั้นอยู่หรือไม่
ทว่าสงครามก็เดินทางกลับมากับเขาด้วย เสียงอาวุธ เสียงคำสั่ง เสียงร้อง หรือความเงียบหลังการสังหารอาจยังติดอยู่ในความทรงจำ คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าเขากลับถึงอิทาคาแล้วหรือยัง แต่อยู่ที่ว่าคนที่ผ่านสงครามมายาวนานจะกลับมาใช้ชีวิตธรรมดาได้อีกหรือไม่
คนคนหนึ่งอาจยืนอยู่ในบ้านของตนเอง แต่ยังรู้สึกว่าอยู่ไกลบ้าน เพราะการได้กลับบ้านหมายถึงการหลับได้โดยไม่หวาดระแวง เชื่อใจเสียงฝีเท้าที่เดินเข้ามา และไม่ต้องคิดว่าเสียงทุกอย่างคือสัญญาณของอันตราย
7) เสียงของคนที่ถูกจำและถูกลืม
มหากาพย์มีชื่อของกษัตริย์ นักรบ และเทพเจ้าอยู่มากมาย แต่คนอีกจำนวนหนึ่งผ่านเข้ามาในเรื่องเพียงชั่วครู่ แล้วก็หายไป
The Odyssey จดจำชื่อของกษัตริย์ นักรบ และเทพเจ้าได้ดี แต่เสียงของลูกเรือ ผู้หญิง คนรับใช้ ผู้ถูกจับเป็นเชลย และผู้ซึ่งต้องตายเพราะการตัดสินใจของวีรบุรุษกลับมีพื้นที่น้อยกว่า พวกเขาปรากฏอยู่ในเรื่อง แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของเรื่อง
การฟังภาพยนตร์จึงไม่ควรหยุดอยู่ที่ว่าดนตรีไพเราะหรือเสียงดังสะเทือนเพียงใด เรายังควรถามด้วยว่า ความกึกก้องทั้งหมดนั้นกำลังทำให้ใครเด่นขึ้น และทำให้ใครเลือนหายไป
ไซเรนมีเสียง ทว่าเรื่องเล่าให้เรารู้จักเสียงนั้นในฐานะอันตรายต่อชายผู้เดินทาง เพเนโลพีมีชีวิตยาวนานถึงยี่สิบปีระหว่างการรอคอย แต่เรื่องของเธอมักถูกเล่าผ่านการกลับมาของสามี คนรับใช้และหญิงทาสอาจร้องไห้ เตือนภัย หรือพูดบางอย่างออกมา แต่คำพูดของพวกเธอแทบไม่เปลี่ยนทางเดินของมหากาพย์
หากเสียงของวีรบุรุษเล่าถึงชัยชนะ เสียงร้องไห้ของผู้หญิงก็อาจบอกให้รู้ว่า ชัยชนะนั้นทำให้ใครต้องสูญเสียอะไรบ้าง ความเงียบจึงไม่ใช่ความว่างเปล่าเสมอไป บางคนเงียบเพราะไม่มีสิทธิ์พูด บางเสียงหายไปเพราะไม่มีผู้บันทึก และบางความตายถูกกล่าวถึงเพียงเล็กน้อย เพื่อไม่ให้ความยิ่งใหญ่ของวีรบุรุษต้องมัวหมอง
8) เสียงของสัตว์ เมื่อธรรมชาติยังพูด แต่มนุษย์กลับฟังไม่ออก
ใน The Odyssey โลกไม่ได้มีเพียงเสียงของวีรบุรุษ เทพเจ้า หรือกษัตริย์ หากเต็มไปด้วยเสียงของสัตว์นานาชนิด ทั้งสัตว์เลี้ยง สัตว์ป่า และสัตว์ประหลาด หลายครั้งเสียงเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงเสียงประกอบฉาก แต่เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่า
เสียงแกะในถ้ำของไซคลอปส์บอกว่าที่นั่นคือบ้านของคนเลี้ยงสัตว์ ก่อนที่มันจะกลายเป็นสถานที่สังหารมนุษย์ เสียงสุนัขอาร์กอสที่จำเจ้าของได้ ทำให้การกลับบ้านของโอดิสซีอุสเริ่มต้นขึ้นก่อนที่มนุษย์คนใดจะรู้ว่าเขากลับมาแล้ว ส่วนเสียงนกในโลกกรีกโบราณมักเกี่ยวข้องกับลางบอกเหตุและการสื่อสารของเทพเจ้า จนการฟังเสียงสัตว์เป็นส่วนหนึ่งของการอ่านโลก
แต่เสียงสัตว์ที่น่าสนใจที่สุดกลับเป็นเสียงของสัตว์ที่ เคยเป็นมนุษย์
เมื่อเซอร์ซีเสกให้ลูกเรือของโอดิสซีอุสกลายเป็นหมู พวกเขาไม่ได้สูญเสียเพียงรูปร่าง หากยังสูญเสียภาษา พวกเขายังจำตัวเองได้ ยังรู้ว่ากำลังหวาดกลัว ยังรู้ว่าอยากกลับเป็นมนุษย์ แต่สิ่งที่หลุดออกจากปากกลับเป็นเพียงเสียงร้องของสัตว์
นี่อาจเป็นคำสาปที่โหดร้ายยิ่งกว่าการเปลี่ยนร่าง
ตราบใดที่ยังพูดไม่ได้ มนุษย์ก็ไม่อาจอธิบายความทุกข์ของตัวเอง ไม่อาจร้องขอความช่วยเหลือ และไม่อาจบอกว่าแท้จริงแล้วตนยังเป็นใคร เสียงของเขายังมีอยู่ แต่ไม่มีใครเข้าใจอีกต่อไป
เมื่อมองเช่นนี้ การถูกสาปใน The Odyssey จึงไม่ได้หมายถึงการถูกทำให้เป็นสัตว์เท่านั้น หากหมายถึงการถูกตัดออกจากโลกของภาษา
น่าสังเกตว่า ในหลายวัฒนธรรม มนุษย์มักเชื่อว่าครั้งหนึ่งสัตว์กับมนุษย์เคยสื่อสารกันได้ นิทานพื้นบ้านจำนวนมากเล่าถึงนกที่พูดได้ เสือที่ให้คำแนะนำ งูที่สนทนากับคน หรือสัตว์ที่แปลงกายเป็นมนุษย์ เรื่องเหล่านี้สะท้อนความเชื่อว่า ภาษาไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ครอบครองเพียงผู้เดียว หากเป็นสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเชื่อมโยงสิ่งมีชีวิตทุกชนิดเข้าด้วยกัน
เมื่อย้อนกลับมาที่ The Odyssey เสียงสัตว์จึงมีความหมายมากกว่าเสียงธรรมชาติ บางครั้งมันคือเสียงของผู้ถูกสาป บางครั้งคือเสียงของผู้เฝ้ารอ บางครั้งคือเสียงเตือนภัย และบางครั้งคือเสียงที่มนุษย์ได้ยินอยู่ทุกวัน แต่ไม่เคยหยุดฟังว่ามันกำลังบอกอะไร
ในโลกของโอดิสซีอุส การฟังจึงไม่ได้หมายถึงการฟังมนุษย์เท่านั้น หากหมายถึงการฟังโลกทั้งใบ เพราะบางครั้ง ความจริงอาจไม่ได้พูดด้วยภาษาของมนุษย์เลย แต่พูดผ่านเสียงคลื่น เสียงลม และเสียงของสัตว์ที่ยังคงก้องอยู่ตลอดการเดินทางของเขา
9) เสียงของเทพเจ้า เสียงผู้ครอบครองความศักดิ์สิทธิ์ เหนือธรรมชาติ
ใน The Odyssey เทพเจ้าไม่ได้มีหน้าที่เพียงกำหนดชะตากรรมของมนุษย์ หากยังเป็นผู้ส่งเสียงอยู่ตลอดทั้งเรื่อง เสียงของเทพแต่ละองค์ไม่เหมือนกัน บางเสียงปลอบโยน บางเสียงเตือน บางเสียงล่อลวง และบางเสียงดังขึ้นผ่านธรรมชาติ ธรรมชาติจึงกลายเป็นภาษาของเทพเจ้าจนแยกไม่ออกว่ากำลังได้ยินเทพเจ้าหรือกำลังได้ยินโลกที่อยู่รอบตัว
เอธีนาเป็นเทพที่พูดกับมนุษย์มากที่สุด นางไม่ใช่เทพที่แสดงอำนาจด้วยความเกรี้ยวกราด แต่ค่อย ๆ ชี้ทาง เตือนสติ และวางแผนร่วมกับโอดิสซีอุสอยู่เสมอ หลายครั้งคำพูดของนางฟังดูเหมือนคำแนะนำของผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมามากกว่าเสียงประกาศจากสวรรค์ จนบางช่วงชวนให้คิดว่า นี่คือเสียงของเทพี หรือเป็นเสียงที่ดังอยู่ในใจของโอดิสซีอุสเอง
โพไซดอนกลับตรงกันข้าม เขาแทบไม่ต้องพูดอะไรเลย เพราะทะเลพูดแทนเขาหมดแล้ว คลื่นที่ซัดเรือจนแตก ลมที่เปลี่ยนทิศ พายุที่โหมกระหน่ำ ล้วนเป็นถ้อยคำของเทพแห่งมหาสมุทร ทุกครั้งที่ทะเลพิโรธขึ้นมา มนุษย์ก็รู้ว่าตนไม่มีอำนาจต่อรอง
ไซเรนก็ไม่ใช้กำลังเช่นกัน อาวุธของพวกนางคือเสียงร้อง โฮเมอร์ไม่ได้บอกว่าเสียงนั้นไพเราะเพียงใด แต่บอกว่ามันทำให้ผู้คนยอมแลกชีวิตเพื่อเข้าไปหา เสียงของไซเรนจึงไม่ใช่เสียงเพลงธรรมดา หากเป็นเสียงที่เรียกหาความอยากลึก ๆ ในใจมนุษย์ แต่ละคนอาจได้ยินไม่เหมือนกัน เพราะสิ่งที่ดึงดูดแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน
เซอร์ซีใช้อำนาจอีกแบบหนึ่ง นางทำให้มนุษย์กลายเป็นสัตว์ แต่สิ่งที่หายไปไม่ใช่เพียงรูปร่าง หากเป็นภาษา ลูกเรือของโอดิสซีอุสยังจำตัวเองได้ ยังรู้ว่ากำลังหวาดกลัว แต่ไม่อาจบอกความคิดของตนออกมาได้อีก สิ่งที่เหลืออยู่คือเสียงร้องของสัตว์ คำสาปของเซอร์ซีจึงไม่ได้พรากเพียงร่างกาย หากพรากสิทธิในการพูดและการทำความเข้าใจกันไปพร้อมกัน
เมื่อฟัง The Odyssey ด้วยหูมากกว่าตา จะพบว่าโลกของโฮเมอร์เต็มไปด้วยเสียงหลายชั้น เสียงของมนุษย์ เสียงของสัตว์ เสียงของคลื่นและลม รวมถึงเสียงของเทพเจ้าที่ดังขึ้นในรูปแบบต่าง ๆ ตลอดการเดินทาง เสียงเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงฉากหลังของเรื่อง หากเป็นแรงที่ผลักดันให้เรื่องดำเนินต่อไป และบางครั้งก็บอกชะตากรรมของมนุษย์ได้ชัดกว่าคำพูดเสียอีก
10) เมื่อสงครามกลายเป็น noise เสียงรบกวน
Murray Schafer เคยชวนให้เราฟังโลกในฐานะ "ภูมิทัศน์เสียง" หรือ soundscape โลกแต่ละแห่งมีเสียงประจำของมันเอง ทั้งเสียงลม น้ำ นก ผู้คน หรือกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เสียงเหล่านี้ช่วยให้มนุษย์รับรู้ว่าตนกำลังอยู่ที่ไหน และใช้ชีวิตร่วมกับสิ่งรอบตัวอย่างไร
แต่เมื่อสงครามมาถึง ภูมิทัศน์เสียงก็เปลี่ยนไป เสียงคลื่นลมทะเลถูกกลบด้วยเสียงเรือรบ เสียงธรรมชาติหายไปใต้เสียงเกราะและโลหะกระทบกัน เสียงสนทนากลายเป็นเสียงตะโกน เสียงร้องขอชีวิตจมหายอยู่ในความอื้ออึงของสนามรบ
ในความหมายของ Schafer เสียงเหล่านี้คือ noise ไม่ใช่เพราะมันดังหนวกหู หากเพราะมันเข้าครอบงำพื้นที่ จนเสียงอื่นแทบไม่มีที่เหลือให้ได้ยิน
เมื่อฟัง The Odyssey ด้วยมุมมองนี้ จะพบว่าโอดิสซีอุสไม่ได้เดินทางกลับบ้านเพียงข้ามทะเล เขายังพยายามเดินทางออกจากภูมิทัศน์เสียงของสงครามด้วย ตลอดหลายปีที่ล่องเรือ เขาเริ่มได้ยินเสียงอย่างอื่นอีกครั้ง เสียงคลื่น เสียงลม เสียงสัตว์ เสียงพิณของนักขับลำนำ และเสียงของผู้คนที่ไม่ได้กำลังฆ่ากัน เสียงเหล่านี้ค่อย ๆ เข้ามาแทนที่ความอื้ออึงของสนามรบ
การกลับบ้านของโอดิสซีอุสจึงอาจหมายถึงการได้กลับไปอยู่ในโลกที่เสียงของชีวิตประจำวันกลับมาดังกว่าเสียงของสงครามอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม มหากาพย์ก็เตือนเราว่า เสียงของสงครามไม่ได้เงียบลงทันทีเมื่อการสู้รบสิ้นสุด โอดิสซีอุสยังแบกเสียงเหล่านั้นติดตัวไปตลอดการเดินทาง เสียงอาวุธ เสียงเพื่อนที่ล้มลง และเสียงแห่งการสูญเสียยังคงก้องอยู่ในความทรงจำ แม้เวลาจะผ่านไปนานแล้วก็ตาม
11) เมื่อภาพยนตร์จบลง เดินออกจากโรง สิ่งที่ค้างอยู่ในหู
คำถามสำคัญของ The Odyssey อาจไม่ใช่ว่าภาพยนตร์ทำให้เราฟังมากกว่าดูหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่า ภาพยนตร์กำลังชวนให้เราได้ยินเรื่องนี้อย่างไร
เราจะได้ยินสงครามในฐานะเรื่องราวของความยิ่งใหญ่ หรือได้ยินความเจ็บปวดที่สงครามทิ้งไว้ เราจะเห็นทะเลเป็นเพียงฉากสำหรับการผจญภัย หรือรับรู้ว่าทะเลมีจังหวะ มีอันตราย และมีอำนาจของมันเอง เราจะได้ยินเสียงของวีรบุรุษชัดเจนจนลืมเสียงของลูกเรือ ผู้หญิง คนรับใช้ และผู้พ่ายแพ้ หรือยังพอมองเห็นความเงียบที่อยู่รอบตัวเขา
The Odyssey ของคริสโตเฟอร์ โนแลน ได้ทำหน้าที่พามหากาพย์โบราณเดินทางจากเสียงมุขปาฐะ ผ่านตัวอักษรพิมพ์ และหวนคืนสู่โลกแห่งเสียงอีกครั้งในโรงภาพยนตร์ยุคดิจิทัล ทว่าเสียงที่หวนคืนมานี้หาใช่เสียงดั้งเดิมอันบริสุทธิ์ แต่เป็นเสียงที่ถูกเลือก จัดระเบียบ บันทึก และขยายสัญญาณผ่านอำนาจของอุตสาหกรรมร่วมสมัย
แต่เสียงที่กลับมาไม่ใช่เสียงเดิม มันผ่านภาษาอังกฤษร่วมสมัย เสียงของดาราฮอลลีวูด ฆ้อง เครื่องสาย ซินธิไซเซอร์ ไมโครโฟน และระบบลำโพงรอบทิศทาง อดีตจึงไม่ได้กลับมาอย่างเดิม หากถูกคนปัจจุบันสร้างขึ้นใหม่ด้วยเทคโนโลยีและจินตนาการของยุคสมัยนี้
มหากาพย์เก่าแก่ที่สุดเรื่องหนึ่งของโลกจึงยังมีชีวิตอยู่ เพราะไม่เคยถูกปล่อยให้อยู่นิ่ง
เมื่อไฟในโรงดับลงและเสียงแรกดังขึ้น เรื่องของโอดิสซีอุสก็เริ่มออกเดินทางอีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้แล่นอยู่กลางทะเลเพียงอย่างเดียว แต่เดินทางผ่านหู ผ่านร่างกาย และผ่านความทรงจำของคนดูในยุคปัจจุบัน
เราอาจออกจากโรงพร้อมความรู้สึกว่าได้เห็นวีรบุรุษกลับถึงบ้าน แต่ถ้าฟังให้นานพอ อาจยังมีเสียงของคนอีกมากมายค้างอยู่ในความมืด คนเหล่านั้นไม่มีชื่อ ไม่มีบทเพลง และไม่มีวันได้กลับบ้านเหมือนเขา
เมื่อเสียงสุดท้ายเงียบลง คำถามอาจไม่ใช่เพียงว่าโอดิสซีอุสกลับถึงบ้านแล้วหรือยัง แต่อยู่ที่ว่า ท่ามกลางเสียงยินดีของผู้กลับบ้าน เรายังได้ยินเสียงของคนที่ไม่มีโอกาสกลับบ้านอยู่หรือไม่
//............................
หมายเหตุ : โอดิสซีอุสกลับบ้านผ่านเสียง, จากคนขับลำนำและแรปเปอร์ สู่สรรพเสียงในโรงภาพยนตร์ : คอลัมน์ “เสียงโลก เสียงเรา” โดย อานันท์ นาคคง : บางกอกไลฟ์นิวส์
//...........................
อ่านบทความเกี่ยวข้อง "คอลัมน์ เสียงโลก เสียงเรา"
- เมื่อ Ethnomusicology พูดภาษาจีนในสังคมจีนใหม่ : อานันท์ นาคคง
- ข้ามคืนบนเวทีไวรัล vs ค่อนชีวิตบนเวทีฝึกซ้อมแข่งขัน : อานันท์ นาคคง
- เมื่อมูราคามิไปเที่ยวงานวัด : อานันท์ นาคคง
- จาก “ทนายปีศาจ” สู่ “คนดนตรีไทยปีศาจ” (อย่าเพิ่งตัดสินจากชื่อบทความ) : อานันท์ นาคคง
- 'เพลงศักดิ์ศรี หมอลำ 15 มิติ' เมื่อสารคดีบรรเลงเรื่องราวของผู้คน : อานันท์ นาคคง
- ไม่ว่าวันวานจะกลับมากี่ครั้ง ชายผู้มีหนามเป็นเรือนกายและดอกไม้เป็นมงกุฎ ก็ยังไม่ยอมตาย : อานันท์ นาคคง