'เพลงศักดิ์ศรี หมอลำ 15 มิติ' เมื่อสารคดีบรรเลงเรื่องราวของผู้คน : อานันท์ นาคคง
เพลงศักดิ์ศรี หมอลำ 15 มิติ เมื่อสารคดีบรรเลงเรื่องราวของผู้คน
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เวลาสังคมไทยพูดถึงหมอลำ เรามักพูดถึงนักร้อง พูดถึงเสียงแคน พูดถึงหางเครื่อง พูดถึงเวทีขนาดใหญ่ หรือพูดถึงความบันเทิงที่ผู้ชมได้รับจากการแสดง แต่ไม่บ่อยนักที่เราจะพูดถึงผูกคนจำนวนมหาศาลซึ่งอยู่รายรอบโลกหมอลำ และช่วยกันทำให้วัฒนธรรมนี้ยังคงดำรงอยู่
เราพูดถึงพระเอกนางเอกบนเวทีมากกว่าคนขับรถที่พาคณะเดินทางข้ามจังหวัด เราพูดถึงแสงไฟหน้าเวทีมากกว่าช่างไฟที่อยู่หลังเสาเหล็ก เราพูดถึงชุดที่สวยงามมากกว่าคนที่นั่งปกเลื่อมทีละเม็ด เราพูดถึงเสียงแคนมากกว่าช่างทำแคน และเราพูดถึงการแสดงมากกว่าชีวิตของผู้คนที่อยู่เบื้องหลังการแสดงนั้น
ภาพยนตร์สารคดี “มิติหมอลำ” Molam Dimensions ความยาว 66 นาที ผลงานของ รองศาสตราจารย์ ดร.ศักดิ์ศรี วงศ์ธราดล โดยทุนสนับสนุนของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เผยแพร่ผ่านช่องยูทูป [https://www.youtube.com/watch?v=fid7i1EZjEc] เป็นผลงานที่มีคุณูปการสำคัญในการพาผู้ชมเดินออกจากหน้าเวทีหมอลำ แล้วหันกลับมามองผู้คนเหลานี้อีกครั้ง ในมุมที่แตกต่างหลากหลาย
รองศาสตราจารย์ ดร.ศักดิ์ศรี วงศ์ธราดล ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร นักดนตรี นักประพันธ์เพลง นักวิจัย และนักการศึกษาที่ทำงานครอบคลุมทั้งดนตรีแจส ดนตรีรวมสมัย และการวิจัยสร้างสรรค์ทางดนตรีมาอย่างต่อเนื่อง ผลงานของเขาได้รับการเผยแพร่ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ควบคู่ไปกับการสร้างองค์ความรู้ทางวิชาการ งานประพันธ์เพลง ตำราดนตรี และโครงการวิจัยที่เชื่อมโยงดนตรีเขากับสังคมวัฒนธรรม และประสบการณ์ของมนุษย์
ในภาพยนตร์สารคดี Molam Dimensions ศักดิ์ศรีทำหน้าที่ทั้งผู้กำกับ ผู้วิจัย ผู้สัมภาษณ์ และผู้อำนวยการสร้าง โดยอาศัยกระบวนการศึกษาภาคสนามและการรับฟังเรื่องราวจากผู้คนหลากหลายกลุ่ม เพื่อถ่ายทอดโลกของหมอลำรวมสมัยผ่านสายตาของครูเพลง ศิลปิน นักศึกษา ช่างฝีมือ แรงงานหลังเวที และนักวิชาการ จนเกิดเป็นงานสารคดีที่ทำหน้าที่พร้อมกันทั้งในฐานะจดหมายเหตุรวมสมัย แหล่งองค์ความรู้ และสื่อสาธารณะ
ตลอดระยะเวลาของสารคดี ตั้งแต่การเปิดฉากที่บ้านแม่ครูราตรี ศรีวิไล จังหวัดขอนแก่น ไปจนถึงฉากท้ายเรื่องหน้ากระจกแต่งหน้าของแม่ครูรัศมี อาลัยรักษา ผู้กำกับเปิดพื้นที่ให้เสียงของผู้คนหลากหลายรุ่นได้สนทนากัน ทั้ง ป.ฉลาดน้อย ส่งเสริม ฉวีวรรณ ดำเนิน ราตรีศรีวิไล บงสิทธิพร รัศมี อาลัยรักษ์ สมบัติ สิมหล้า เจริญชัย ชนไพโรจน์ ดร.อาทิตย์ คำหงษา ประมวล พิมเสน ธวัชชัย ศิลปโชค เสกสรรค์ บุตรบิล ศรายุทธ โคตรทุม ทิษณามดี บุตรราช สราวุฒิ สีหาโคตร หนูรงค์ ไชยภักดิ์ บุญแต่ง เคนทองดี รังสรรค์ วงศ์งาม ชลดา เกิดบุญชุม ชาลิสา หวังลาภ ภัทรพล สุนทราวงศ์ ภัคดี พลล้ำ ตลอดจนทีมงานและแรงงานหลังเวทีอีกจำนวนมาก
ขณะเดียวกัน การแสดงดนตรีหมอลำสด จากวงปัญญาญศิลป์ ทองโอ๊ต ดาวคะนอง วงระเบียบวาทศิลป์ วงซัน เด้อ รวมถึงเสียงแคนของวรงค์ บุญอารีย์ และเสกสรรค์ บุตรบิล ก็ช่วยทำให้สารคดีเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงการบอกเล่าเรื่องราว หากเป็นการพาผู้ชมเข้าไปสัมผัสโลกของหมอลำผ่านสายตา หู และความรู้สึกที่อิ่มเอม
ตลอด 66 นาทีของสารคดีดำเนินไปอย่างน่าชื่นใจ ยิ่งรับฟังเรื่องราวของผู้คนมากเท่าไร ยิ่งรู้สึกว่าหัวใจสำคัญของ Molam Dimensions อาจไม่ใช่คำว่า “หมอลำ” หากเป็นคำว่า “ศักดิ์ศรี” ศักดิ์ศรีของครูเพลง ศักดิ์ศรีของหมอแคนศักดิ์ศรีของแรงงานวัฒนธรรม ศักดิ์ศรีของความรู้พื้นบ้าน ศักดิ์ศรีของผู้คนที่มักไม่ถูกมองเห็น ตลอดจนศักดิ์ศรีของหมอลำเองในฐานะวัฒนธรรมที่ยังคงเคลื่อนไหว ปรับตัว และดำรงอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสังคมร่วมสมัย
จากการรับชมสารคดีเรื่องนี้ ผมจึงอยากชวนผู้อ่านทำความรู้จัก Molam Dimensions ในฐานะบทเพลงขนาดยาวบทหนึ่ง บทเพลงที่ไม่ได้ประกอบขึ้นจากตัวโน้ตเพียงอย่างเดียว หากประกอบขึ้นจากชีวิต ความทรงจำ แรงงาน ความรู้ ความฝัน และศักดิ์ศรีของผู้คนจำนวนมาก และขอเรียกการอ่านสารคดีครั้งนี้ว่า “เพลงศักดิ์ศรีหมอลำ 15 มิติ”
ก่อนเข้าสู่การอ่านสารคดี ผมขอชวนผู้อ่านมอง Molam Dimensions ผ่าน 15 มิติทางมานุษยวิทยาดนตรี ซึ่งประกอบด้วยประเด็นเรื่องเศรษฐกิจวัฒนธรรมและการดำรงชีวิตของศิลปิน (Political Economy of Music), แรงงานวัฒนธรรม (LaborEthnomusicology), คนรุ่นใหม่และความยั่งยืนทางวัฒนธรรม (Youth Culture & Cultural Sustainability), เครือญาติและการยังชีพ (Musical Livelihoods), ประวัติศาสตร์การแสดง (Performance History), การศึกษาเครื่องดนตรีและอัตลักษณ์ข้ามพรมแดน (Organology & TransborderIdentity), ความรู้ที่ฝังอยู่ในร่างกาย (Embodied Knowledge), สุนทรียศาสตร์ของเวลา (Temporalities of Performance), การยอมรับเชิงสถาบัน (Institutional Recognition), นิเวศการเรียนรู้ (Learning Ecology), ดนตรีกับการเยียวยาสังคม (Social Healing), ระบบนิเวศของศิลปะการแสดง (Performance Ecology), เทคโนโลยีและความงามร่วมสมัย (Technology & Visuality), จดหมายเหตุและความทรงจำ (Archives & Memory) ตลอดจนการเผยแพร่องค์ความรู้สู่สาธารณะ (Public Ethnomusicology)
ท่านผู้อ่านอย่าเพิ่งตกใจกับความซับซ้อนของแนวคิดมานุษยวิทยาดนตรีที่กล่าวมา ผมขอแปลงแนวคิดที่กล่าวถึงทั้งหลาย เป็นฉากทัศนะมิติย่อย ๆ 15 มิติ ดังนี้
1. ปากท้องมาก่อนซอฟต์พาวเวอร์ (Political Economy of Music & Cultural Survival) : ดนตรีในฐานะกลไกการดำรงชีวิตและเศรษฐกิจวัฒนธรรม
2. เมื่อแสงไฟส่องไม่ถึงแรงงาน (Labor Ethnomusicology & Cultural Production) : แรงงานที่มองไม่เห็นในอุตสาหกรรมการแสดง
3. คนรุ่นใหม่ที่รักหมอลำ แต่ก็ต้องอยู่รอด (Youth Culture, Aspiration & Cultural Sustainability) : ความฝันการศึกษา และอนาคตของคนรุ่นใหม่
4. ความฝันที่แบกครอบครัวเอาไว้บนบ่า (Kinship, Care & Musical Livelihoods) : ดนตรีในฐานะภาระหน้าที่
และความหวังของครอบครัว
5. จากผีฟ้าสู่ลำซิ่ง (Historical Transformation & Performance Evolution) : พัฒนาการและการปรับตัวของรูปแบบการแสดง
6. องค์ความรู้ช่างแคน (Instrument Making, Sonic Knowledge, and Indigenous Technology) : การสร้างเครื่องดนตรี ความรู้เรื่องเสียง เทคโนโลยีพื้นบ้าน
7. ร่างกายที่จดจำดนตรีได้ดีกว่ากระดาษ (Embodied Knowledge & Somatic Memory) : ความรู้ที่สั่งสมผ่านร่างกาย การฟัง และการปฏิบัติ
8. เวลาของหมอลำ และเวลาของโลกสมัยใหม่ (Temporalities of Performance) : สุนทรียศาสตร์ของเวลาและการเปลี่ยนผ่านทางสังคม
9. มหาวิทยาลัยกับการคืนศักดิ์ศรีให้หมอลำ (Institutional Recognition & Cultural Legitimacy) : การยกระดับสถานะความรู้และศิลปินพื้นบ้าน
10. ห้องเรียนที่ไม่มีผนัง (Learning Ecology & Informal Transmission) : ระบบการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงชุมชน เวทีและสื่อดิจิทัล
11. หมอลำในฐานะพื้นที่เยียวยาสังคม (Music, Well-being & Social Healing) : ดนตรีกับการผ่อนคลาย การปลดปล่อย และสุขภาวะชุมชน
12. ศิลปะที่รวมศิลปะทุกแขนงไว้ด้วยกัน (Interdisciplinary Performance Ecology) : หมอลำในฐานะพื้นที่บูรณาการศิลปะหลากแขนง
13. เทคโนโลยี แสงไฟ และความงามร่วมสมัย (Technology, Visuality & Contemporary Aesthetics) : การต่อรองระหว่างเทคโนโลยีกับอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม
14. จดหมายเหตุ ความทรงจำ และการคืนชีวิตให้อดีต (Archives, Memory & Visual Ethnomusicology) : การบันทึก ฟื้นคืน และตีความความทรงจำทางดนตรี
15. งานวิจัยที่ออกเดินทางสู่สาธารณะ (Public Ethnomusicology & Knowledge Dissemination) : การแปลงงานวิจัยให้เป็นความรู้สาธารณะ
มิติเหล่านี้ไม่ได้แยกขาดจากกัน หากเหลื่อมซ้อน ทับซ้อน และส่งเสียงสนทนาระหว่างกันอยู่ตลอดเวลา คล้ายแนวทำนองหลายแนวในบทประพันธ์เดียวกัน บางช่วงครูเพลงเป็นผู้ขับร้อง บางช่วงแรงงานหลังเวทีเป็นผู้บรรเลง บางช่วงประวัติศาสตร์เป็นผู้ให้จังหวะ และบางช่วงอนาคตของคนรุ่นใหม่เป็นผู้รับช่วงทำนองต่อ ในความหมายนี้ วิธีเล่าเรื่องของสารคดีจึงคล้ายการประพันธ์และเรียบเรียงเสียงประสานดนตรีที่แพรวพราว ผู้กำกับไม่ได้วางข้อมูลเรียงตามลำดับเวลา หากค่อย ๆ นำผู้คน ความทรงจำ ภาพจดหมายเหตุ การแสดงสด ห้องเรียน เวทีหมอลำ และชีวิตหลังม่าน มาร้อยเรียงเข้าหากันจนเกิดเป็นภาพใหญ่ของโลกหมอลำร่วมสมัย เมื่อเสียงทั้งหมดถูกร้อยเรียงเข้าด้วยกัน สิ่งที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเราอาจไม่ใช่เพียงเรื่องราวของหมอลำ หากเป็นภาพสะท้อนของสังคมไทยร่วมสมัยที่กำลังต่อรองกับความเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันก็พยายามรักษาศักดิ์ศรีของผู้คนเอาไว้ไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลา
ในฐานะนักมานุษยวิทยาดนตรี ผมมองว่าสารคดีเรื่องนี้ไม่ได้มีเพียงเรื่องเล่าเส้นเดียว หากประกอบขึ้นจากชั้นความหมายจำนวนมากที่ซ้อนทับกันอยู่ตลอดเวลา บางชั้นเกี่ยวข้องกับปากท้องและเศรษฐกิจ บางชั้นเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ ความทรงจำ และการสืบทอดความรู้ บางชั้นเกี่ยวข้องกับร่างกาย เทคโนโลยี การศึกษา หรือความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในชุมชน หากมองผ่านเลนส์เช่นนี้ Molam Dimensions จึงเปรียบเสมือนบทประพันธ์ขนาดใหญ่ที่ประกอบขึ้นจากแนวทำนองหลายแนว ซึ่งต่างทำหน้าที่ของตนเอง แต่ก็ประสานรวมกันจนเกิดเป็นภาพรวมที่สมบูรณ์
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงขอชวนผู้อ่านค่อย ๆ เดินทางเข้าไปสำรวจโลกของสารคดีเรื่องนี้ผ่าน 15 มิติหมอลำ ขอย้ำว่า มิได้ต้องการจัดหมวดหมู่หมอลำให้ตายตัว หากเพื่อทำความเขhาใจว่ากว่าที่เสียงลำหนึ่งจะดังขึ้นบนเวทีนั้น มีชีวิต ความฝันความทรงจำ แรงงาน ความรู้ และศักดิ์ศรีของผู้คนจำนวนมากซ่อนอยู่เบื้องหลังเพียงใด
1. ปากท้องมาก่อนซอฟต์พาวเวอร์
"ทุกมื้อนี้เขาเบิ่งแต่หมอลำซิ่ง... รุ่นใหม่ขึ้นใหม่ก็มีแต่ผู้งาม ๆ บัดนี้หมอลำรุ่นแม่รัศมีนี่ รุ่น 60 ขึ้นนี่ก็เลยบ่ค่อยมีงาน มีแต่งานจิตอาสา งานกุศล... ใครๆ เขาก็พูดถึงซอฟต์พาวเวอร์ แต่ม่บ่ได้ใส่ใจดอก ใส่ใจแต่ว่ามื้อนี้สิกินหยัง มื้ออื่นสิกินหยัง สิได้เงินไสมาจ่ายนี่ต่อไปแค่นั้นล่ะ"
สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดประการหนึ่งของ Molam Dimensions คือความกล้าที่จะพาผู้ชมกลับมายังคำถามพื้นฐานที่สุดของชีวิต ในช่วงเวลาที่สังคมไทยกำลังพูดถึงซอฟต์พาวเวอร์ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ อุตสาหกรรมวัฒนธรรม และการส่งออกอัตลักษณ์ไทยสู่เวทีโลก ศิลปินหมอลำจำนวนไม่น้อยกลับกำลังคิดถึงเรื่องที่เรียบง่ายกว่านั้นมาก พวกเขาคิดถึงรายได้ คิดถึงค่าใช้จ่ายในบ้าน คิดถึงลูกหลาน และคิดถึงอนาคตของครอบครัว
"เป็นหมอลำมาตั้งแต่อายุ 14 ปี... สมัยแต่ก่อนนี่เพิ่นสิดูถูกเด้า เต้นกินรำกิน... สมัยก่อนเรียนรำก็ตั้งแต่อายุ 13 ปี ไปเรียนอยู่กับบ้านอาจารย์เลยนะ พ่อแม่ก็จบแค่ ป.4 พ่อแม่ไม่ได้เป็นคนร่ำคนรวยอะไร ชาวไร่ชาวนาไม่มีเงินจะส่งลูกเรียน ไปอยู่กับครูบาอาจารย์ก็ตั้งใจ ท่านมีนาให้ทำเราก็ไปช่วยทำนา... อดทนเอา" หลายครั้งเวลาพูดถึงวัฒนธรรม เรามักพูดถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจ พูดถึงตัวเลข พูดถึงผลประโยชน์ระดับประเทศ แต่สารคดีเรื่องนี้ชวนให้กลับมามองอีกด้านหนึ่งว่า ก่อนที่วัฒนธรรมจะกลายเป็น ซอฟต์พาวเวอร์ มันคือชีวิตของผู้คนเสียก่อน เบื้องหลังทุกเสียงลำ ทุกเสียงแคน และทุกการแสดง มีคนที่กำลังทำงานเพื่อความอยู่รอดของตนเองและครอบครัว
ประเด็นนี้มีความสำคัญมาก เพราะมันทลายระยะห่างระหว่างภาษานโยบายกับความจริงของชีวิต เมื่อเสียงของครูเพลงและศิลปินพื้นบ้านดังขึ้น เราไม่ได้ยินเพียงความเห็นต่อวัฒนธรรม แต่ได้ยินเสียงของแรงงานที่กำลังถามหาความมั่นคงในชีวิตเช่นเดียวกับคนทำงานทุกสาขาอาชีพ
คำว่า “ปากท้อง” จึงไม่ได้ลดทอนคุณค่าของวัฒนธรรม ตรงกันข้าม มันคือเงื่อนไขพื้นฐานที่ทำให้วัฒนธรรมยังคงมีชีวิตอยู่ เพราะไม่มีศิลปะใดอยู่รอดได้ หากคนสร้างศิลปะนั้นอยู่ไม่รอด
คำสารภาพของพ่อครูสมบัติ สิมหล้า ที่ว่าชีวิตนี้ขาดแคนไม่ได้ ขาดแคนไปก็ไม่รู้จะไปทำอาชีพอีหยังกินเพราะทำเป็นแต่อย่างเดียว "ขาดแคน พ่อจังสิหาอาชีพอีหยังกิน แนวอื่นพ่อเฮ็ดบ่เป็น ขาดตัวนี้ไปแล้วพ่อสิไปเฮ็ดแนวใด๋กินลูก” และคำประกาศของแม่ครูรัศมี อาลัยรักษ์ "จะรำจนกว่าชีวิตจะหาไม่ รำจนกว่าเสียงเราจะไม่มี” สะท้อนว่า มนุษย์กลุ่มนี้ไม่ได้มองอาชีพของตนเป็นเพียงแค่แรงงานรับจ้างเพื่อแลกเงิน แต่เสียงดนตรีและการแสดงได้กลายเป็นอัตลักษณ์ เป็นคุณค่า และเป็นสิ่งยืนยันการมีอยู่ของพวกเขาบนโลกใบนี้
2. เมื่อแสงไฟส่องไม่ถึงแรงงาน
สารคดีพาเราไปรู้จักอุตสาหกรรมเครื่องแต่งกายและแสงสี หมอลำยุคนี้ต้องพึ่งพาวิวัฒนาการสูง เช่น ระบบไฮโดรลิกไฟบีม รวมถึงเสื้อผ้าหน้าผมที่ต้องชัดและอลังการ โดยมีการนำเข้าวัสดุ เช่น คริสตัล เพชร หรือขนนกกระจอกเทศจากต่างประเทศ ซึ่งชุดของพระเอก-นางเอกบางชุดมีมูลค่าสูงถึงหลักแสนบาท
แต่หากความอลังการคือภาพที่ผู้ชมเห็น แรงงานกลับเป็นสิ่งที่ผู้ชมมักมองไม่เห็น สารคดีค่อย ๆ เปิดโลกอีกด้านหนึ่งของหมอลำให้ปรากฏขึ้นผ่านเรื่องเล่าของช่างไฟ ช่างแต่งหน้า ช่างตัดเย็บชุด คนประกอบเวที คนดูแลเครื่องเสียง คนขับรถ และทีมงานเบื้องหลังอีกจำนวนมาก ผู้คนเหล่านี้ไม่ได้ยืนอยู่หน้าเวที ไม่มีชื่อบนป้ายโฆษณา และแทบไม่มีใครขอลายเซ็นพวกเขา แต่ความจริงแล้วการแสดงทั้งระบบจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดแรงงานเหล่านี้
ในหลายช่วงของเรื่อง เราเห็นภาพที่แตกต่างจากภาพจำของหมอลำโดยสิ้นเชิง เห็นชีวิตการเดินทาง เห็นสภาพการพักผ่อน เห็นความไม่แน่นอนของสภาพอากาศ เห็นการทำงานแข่งกับเวลา และเห็นความเปราะบางของแรงงานวัฒนธรรมที่ต้องเผชิญความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา
มนุษย์กว่า 300 ชีวิตในวงหมอลำขนาดใหญ่ต้องกลายสภาพเป็นแรงงานเคลื่อนที่ พวกเขาต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ เสี่ยงไฟฟ้ารั่ว เวทีล้มในหน้าฝน และความทุกข์ยากจากสภาพอากาศในหน้าร้อน สภาพความเป็นอยู่ที่ต้องนอนรวมกันใต้ท้องรถบัส ใต้รถ 6 ล้อ นอนตามศาลาวัด หรือแม่กระทั่งศาลาพักศพ สะท้อนให้เห็นมิติของความอดทนและความยากลำบากที่คนหลังบ้านต้องแบกรับ เป็นการเตือนใจคนดูว่า เบื้องหลังความสุขและความบันเทิงราคาแพงหน้าฉาก แลกมาด้วยความเหน็ดเหนื่อยและหยาดเหงื่อของมนุษย์กลุ่มหนึ่งที่ไร้การเหลียวแลในแง่สวัสดิการ
สารคดีไม่ได้โรแมนติกกับความลำบากเหล่านี้ และไม่ได้ใช่ความทุกข์เป็นเครื่องมือเรียกน้ำตา สิ่งที่ผู้กำกับทำคือการคืนตัวตนให้แก่คนที่มักถูกมองข้าม ทำให้ช่างไฟ ช่างเย็บชุด ช่างแต่งหน้า หรือคนขับรถ กลับมาเป็นมนุษย์ที่มีเรื่องราวมีความภาคภูมิใจ และมีศักดิ์ศรีในงานของตนเอง
เมื่อมองจากมุมนี้ หมอลำจึงไม่ใช้เพียงศิลปะการแสดง หากเป็นระบบเศรษฐกิจวัฒนธรรมขนาดใหญ่ที่ขับเคลื่อนด้วยแรงงานของผู้คนจำนวนมาก ซึ่งต่างช่วยกันประคับประคองโลกใบนี้ให้เดินหน้าต่อไป
3. คนรุ่นใหม่ที่รักหมอลำ แต่ก็ต้องอยู่รอด
เสียงของนักศึกษาในสารคดีเป็นอีกส่วนหนึ่งที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงของสังคมอีสานร่วมสมัยได้อย่างชัดเจน พวกเขาเติบโตมาในโลกที่มีอินเทอร์เน็ต มี YouTube มีแพลตฟอร์มดิจิทัล และมีทางเลือกในชีวิตมากกว่าคนรุ่นก่อนหลายเท่า
สิ่งที่น่าสนใจคือ คนรุ่นใหม่เหล่านี้ไม่ได้มองหมอลำด้วยความโรแมนติกเพียงอย่างเดียว พวกเขารักหมอลำ แต่ก็รู้ดีว่าชีวิตต้องเดินต่อ หลายคนพูดถึงการเรียนต่อ การสอบบรรจุครู การทำธุรกิจ หรือการสร้างอาชีพสำรองควบคู่ไปกับการเป็นศิลปิน
สารคดีจึงไม่ได้นำเสนอภาพของเยาวชนที่กำลังสืบทอดวัฒนธรรมอย่างเรียบง่าย หากกำลังนำเสนอคนรุ่นใหม่ที่กำลังต้อรองระหว่างความฝันกับความเป็นจริง ระหว่างความรักในศิลปะกับความจำเป็นทางเศรษฐกิจ
ในอีกมุมหนึ่ง นี่อาจเป็นสัญญาณที่ดี เพราะมันสะท้อนว่าหมอลำไม่ได้เป็นพื้นที่ของความสิ้นหวัง หากเป็นพื้นที่ที่คนรุ่นใหม่ยังเห็นอนาคต และยังมองเห็นความเป็นไปได้ในการสร้างชีวิตของตนเอง
4. ความฝันที่แบกครอบครัวเอาไว้บนบ่า
ยิ่งฟังเรื่องเล่าของผู้คนในสารคดีมากเท่าไร ยิ่งเห็นว่าหมอลำไม่เคยเป็นเพียงเรื่องของความฝัน
หลายคนขึ้นเวทีเพราะต้องหาเงินส่งลูกเรียน หลายคนทำงานหนักเพื่อดูแลพ่อแม่หลายคนต้องรับผิดชอบสมาชิกในครอบครัวอีกหลายชีวิต ความสำเร็จของศิลปินคนหนึ่งจึงมักมีเรื่องราวของผู้คนอีกจำนวนมากซ่อนอยู่เบื้องหลัง
พ่อครูสมบัติ สิมหล้า สะท้อนความเป็นมนุษย์ที่ต้องเผชิญชะตากรรมอันโหดร้ายตั้งแต่เด็ก การหัดแคนโดยไร้ต้นทุนจนต้องออกไปเป่าแคนขอทานตามตลาดสด นอนตามโรงพักหรือนอนตลาดให้ยุงเจาะ เป็นภาพความทุกข์ยากของมนุษย์ที่ต้องดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดโดยมีเครื่องดนตรีเป็นเครื่องมือชิ้นสุดท้าย ภาพของกลุ่มนักศึกษาและศิลปินรุ่นใหม่ที่เกือบทั้งหมด ต้องดิ้นรนด้วยตัวเอง บางคนต้องโดดเรียนเพื่อไปเกี่ยวข้าว หาเงินไปรักษาคุณยายที่ป่วย หรือรับงานร้องลำในสถานบันเทิงยามค่ำคืน ดนตรีสำหรับพวกเขาจึงไม่ใช่แค่ศิลปะเพื่อความรื่นรมย์ แต่คือทางรอดของชีวิตและปากท้องของครอบครัว
สารคดีไม่ได้พยายามสร้างภาพความยากลำบากให้กลายเป็นเรื่องน่าสงสาร หากปล่อยให้ผู้คนเล่าชีวิตของตนเองอย่างตรงไปตรงมา และความตรงไปตรงมานั้นเองที่ทำให้เรื่องราวมีพลังเมื่อฟังเรื่องเล่าเหล่านี้ เราจะเริ่มเข้าใจว่าหมอลำไม่ได้อยู่แยกออกจากชีวิตประจำวัน หากฝังอยู่ในระบบเครือญาติ อยู่ในเศรษฐกิจครัวเรือน และอยู่ในความหวังของผู้คนอย่างแนบแน่น
5. จากผีฟ้าสู่ลำซิ่ง
หนึ่งในคุณูปการสำคัญของสารคดีคือการทำให้ประวัติศาสตร์ของหมอลำกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ที่อยู่ในหนังสือ หากเป็นประวัติศาสตร์ที่ยังเดินหายใจอยู่ผ่านความทรงจำของครูเพลงและผู้ปฏิบัติจริง
จากรากฐานของพิธีกรรมผีฟ้า หมอลำกลอน หมอลำเรื่องต่อกลอน หมอลำประยุกต์ จนถึงหมอลำซิ่งร่วมสมัย ทุกช่วงเวลาล้วนสะท้อนความพยายามของผู้คนในการปรับตัวให้เข้ากับบริบททางสังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
จากหมอลำหมู่/ เรื่องต่อกลอน ดำเนินเรื่องราวเป็นนิทาน มีบทบาทตัวละครและทำนองเฉพาะถิ่น เช่น ทำนองขอนแก่น ทำนองอุบล ทำนองสารคาม รวมถึง หมอลำเพลิน หมอลำแมงตับเต่า และ หมอลำสินไซ สู่จุดเปลี่ยนสำคัญ ในช่วง พ.ศ. 2526–2528 ที่เกิดจากภัยคุกคามของวัฒนธรรมดิสโก้เทคที่แย่งชิงวัยรุ่นไป ศิลปินแก้เกมด้วยการนำ พิณมาดีดผสมเสียงแคนดั้งเดิมจนคนพากันเรียกว่าซิ่งดีแท้แล้วค่อย ๆ เติมคีย์บอร์ด กีตาร์ไฟฟ้า และแดนเซอร์ จนในปัจจุบันกลุ่มนี้ถูกตัดทอนคำว่าหมอลำออกไป เหลือเพียงคำว่า "ลำซิ่ง" แปรสภาพเป็นดนตรีวาไรตี้เต็มรูปแบบ เน้นเพลงฮิตตามกระแส ดนตรีสากลกลบเสียงแคน และตัดทอนพิธีกรรมการไหว้ครูเพื่อตอบสนองความสนุกและการดึงดูดคนดูรุ่นใหม่เพื่อความอยู่รอด การผันตัวไปเล่น "หมอลำซิ่ง" หรือ "ลำซิ่งวาไรตี้" ที่นุ่งสั้น เล่นมุกสองแง่สองง่ามใต้สะดือ หรือเน้นความสนุกสนานมากกว่าเนื้อหาสาระบาปบุญในอดีต สารคดีชิ้นนี้ฉายให้เห็นว่านั่นคือ สิทธิและเสรีภาพในการเลือก ของคนรุ่นใหม่เพื่อตอบสนองต่อกลไกตลาดและปากท้อง
สารคดีฉายภาพความขัดแย่งเชิงคุณค่าระหว่างกรอบคิดแบบ "จารีตดีงาม" กับ “การดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดที่เป็นจริง" มีกลุ่มคนที่ยึดมั่นในขนบดั้งเดิมที่ไม่ต้องการให้มีการนำสิ่งใหม่เข้ามาผสมผสาน เพราะเกรงว่ารากเหง้าดั้งเดิมจะสูญหายไป แต่คนอีกกลุ่มก็แย้งว่าหากไม่ปรับตัวให้ทันสมัยขึ้น ก็อาจไม่สามารถอยู่รอดได้ในเชิงอาชีพ เพราะค่านิยมของผู้ฟังเปลี่ยนไปตามยุคสมัย การประยุกต์ดนตรี แสง สี เสียง และการแสดงแบบ 'หมอลำซิ่ง' จึงเป็นกลไกการเอาตัวรอด แม่ครูอาวุโสให้ทัศนะอย่างเข้าใจโลกว่า "มันเป็นสิทธิของลูกหลาน... ตอนนี้มันขายคนได้ ขายหุ่นได้ ขายการเต้นได้ ก็ให้ลูกหลานทำไปเพื่อความอยู่รอด” และคำพูดที่ชวนน้ำตาไหล “แม่ไม่ได้ใส่ใจดอก ใส่ใจแต่ว่ามื้อนี้สิกินหยัง มื้ออื่นสิกินหยัง...”
สิ่งที่น่าสนใจคือ สารคดีไม่เคยถามว่าหมอลำแบบใดบริสุทธิ์กว่าแบบใด หากชวนให้เห็นว่าทุกยุคสมัยต่างมีเหตุผลของตนเองในการเปลี่ยนแปลง และทุกการเปลี่ยนแปลงล้วนเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงจึงไม่ใช้ศัตรูของหมอลำ หากเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้หมอลำยังคงมีชีวิตอยู่มาจนถึงปัจจุบัน
6. องค์ความรู้ช่างแคน
คำบอกเล่าของศรายุทธ โคตรทุม ช่างทำแคนรุ่นใหม่ เป็นอีกช่วงหนึ่งที่น่าสนใจมากในสารคดี เพราะทำให้ผู้ชมเห็นว่าแคนไม่ได้เป็นเพียงเครื่องดนตรี หากเป็นผลรวมขององค์ความรู้จำนวนมากที่สั่งสมและส่งต่อกันมาหลายชั่วอายุคน
ประการแรก คือองค์ความรู้ด้านโลหะวิทยาพื้นบ้าน ศรายุทธอธิบายถึงการตีโลหะให้เป็นแผ่นบางก่อนนำมาสับเป็นลิ้นแคน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการกำเนิดเสียง เบื้องหลังขั้นตอนเล็ก ๆ นี้ซ่อนประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจเอาไว้ไม่น้อยเพราะช่างแคนรุ่นก่อนนิยมเลือกใช้เหรียญรูปีเก่า หรือเหรียญฝรั่งเศสโบราณ มาหลอมและตีเป็นลิ้นแคน เนื่องจากคุณสมบัติของโลหะให้เสียงกังวาน ทนทาน และตอบสนองต่อการสั่นสะเทือนได้ดี เรื่องนี้ทำให้เราเห็นว่าประวัติศาสตร์การค้า การเดินทางของเงินตรา และอิทธิพลจากยุคอาณานิคม ไม่ได้ปรากฏอยู่เพียงในเอกสารประวัติศาสตร์ หากยังหลงเหลืออยู่ในเนื้อเสียงของแคนที่ชาวบ้านใช้บรรเลงกันมาหลายชั่วคน
ประการที่สอง คือความรู้เรื่องไม้ไผ่ ช่างแคนต้องเลือกไม้ไผ่ที่มีคุณสมบัติเฉพาะ แข็งแต่บาง ไม่เปราะแตกง่าย ศรายุทธเรียกว่า “ไม้ไผ่เฮี้ย” หรือ “ไม้กู้แคน” ความรู้เช่นนี้ไม่ได้มาจากตำรา หากเกิดจากการสังเกต ทดลอง และเรียนรู้จากประสบการณ์ของช่างรุ่นแล้วรุ่นเล่า
ประการที่สาม คือความรู้เรื่องระบบเสียงและการออกแบบเครื่องดนตรี ศรายุทธอธิบายว่าแคนหนึ่งเต้าสามารถเป่าได้ถึงสามคีย์ คือ C, F และ G ทั้งที่เป็นเครื่องดนตรีพื้นบ้านซึ่งไม่ได้อาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการออกแบบ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างท่อลม ลิ้นแคน และระบบเสียงที่ละเอียดอ่อนอย่างยิ่งของช่างพื้นบ้าน
ประการที่สี่ คือการเทียบเสียงด้วยหู ก่อนยุคเครื่องตั้งเสียงดิจิทัล ช่างแคนจำนวนมากอาศัยการฟังเสียงหมอลำและการเทียบด้วยประสบการณ์ตรงในการกำหนดระดับเสียง การสร้างเครื่องดนตรีจึงเริ่มต้นจากการฟังมนุษย์ ไม่ได้เริ่มต้นจากเครื่องจักร ความแม่นยำไม่ได้เกิดจากตัวเลขบนหน้าจอ หากเกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ทางโสตประสาทเป็นเวลาหลายสิบปี
ประการที่ห้า คือการใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือวัด ศรายุทธเล่าว่าช่างแคนรุ่นก่อนใช้ระยะข้อนิ้วโป้งเป็นหน่วยกำหนดตำแหน่งต่าง ๆ ของตัวแคน วิธีคิดเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าความรู้ทางดนตรีพื้นบ้านจำนวนมากถูกออกแบบให้สัมพันธ์กับร่างกายมนุษย์ตั้งแต่ต้น ไม่ได้แยกมนุษย์ออกจากเครื่องมือ หากทำให้ร่างกายกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างเสียง
ประการสุดท้าย คือความสามารถในการปรับตัวเข้าสู่โลกดนตรีร่วมสมัย ศรายุทธอธิบายว่าปัจจุบันแคน 8 คู่ หรือ 16 ลำ ได้รับความนิยมมาก เพราะสามารถรองรับการใช้งานได้หลากหลายกว่าเดิม เรื่องนี้สะท้อนว่าการสืบทอดไม่ได้หมายถึงการหยุดนิ่ง หากเป็นการพัฒนาเครื่องดนตรีให้สอดคล้องกับความต้องการของนักดนตรีในแต่ละยุคสมัยความงดงามของฉากนี้อยู่ตรงที่ผู้กำกับไม่ได้พาเราไปดูแคนในฐานะวัตถุ หากพาเราไปพบกับโลกความรู้ที่ซ้อนอยู่ภายในแคน ตั้งแต่โลหะ ไม้ไผ่ ลมหายใจ เสียงหมอลำ ไปจนถึงภูมิปัญญาของช่างรุ่นก่อน การเลือกวางบทสัมภาษณ์ของศรายุทธไว้ในสารคดีจึงไม่ต่างจากการยืนยันว่า เบื้องหลังเสียงแคนที่ผู้คนคุ้นเคยนั้น ยังมีวิทยาการพื้นบ้านที่ซับซ่อน และยังมีศักดิ์ศรีของช่างทำแคนที่ควรได้รับการมองเห็นไม่แพ้ศิลปินบนเวที
7. ร่างกายที่จดจำดนตรีได้ดีกว่ากระดาษ
ในโลกวิชาการ เราคุ้นเคยกับตำรา โน้ต บทความ และเอกสารอ้างอิง แต่สารคดีเรื่องนี้ชวนให้กลับมามององค์ความรู้อีกประเภทหนึ่ง นั่นคือองค์ความรู้ที่ฝังอยู่ในร่างกายมนุษย์
หลายช่วงของเรื่อง เราได้ยินครูเพลงและหมอแคนเล่าถึงการเรียนรู้ที่ไม่ได้เริ่มจากการอ่าน หากเริ่มจากการฟัง การจำการเลียนแบบ และการฝึกซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกลายเป็นความทรงจำทางกายภาพที่ติดตัวไปตลอดชีวิต
การเป็นหมอลำสมัยก่อนคือการฝากชีวิตไว้กับครูบาอาจารย์ ต้องผ่านการขัดเกลาทั้งวิชาชีพและความอดทนในการดำเนินชีวิตไปพร้อมๆ กัน แม่ครูราตรี ศรีวิไล เล่าว่าการฝึกหมอลำสมัยก่อนยากลำบากและต้องอาศัยความอดทนสูงผู้ที่ต้องการเรียนหมอลำมักจะต้องไปอาศัยอยู่กับบ้านของครูโดยไม่ได้มีเพียงแค่การเรียนรำ แต่ต้องทำตัวเป็นลูกมือช่วยครูทำงานบ้านและทำนาด้วยเพื่อเป็นการตอบแทนการสอน เนื่องจากสมัยก่อนไม่มีค่าเทอมหรือค่าเล่าเรียนในรูปแบบปัจจุบัน ความลำบากที่ต้องเจอ ทั้งเรื่องความเป็นอยู่ น้ำอุปโภคบริโภคที่ไม่มีน้ำประปาต้องใช้น้ำบ่อ และต้องทำงานหนักในไร่นาควบคู่ไปกับการฝึกซ้อม
การถ่ายทอดวิชาไม่มีโน้ตหรือตำรา แต่เป็นการสอนแบบ ‘ปากต่อปาก' ซึ่งต้องอาศัยการจดจำและการฝึกซ้อมอย่างหนักจนดึกดื่น เพื่อให้จดจำบทกลอนและท้วงทำนองได้อย่างแม่นยำ
ภาพของครูเพลงอาวุโสที่อายุมากแล้ว ร่างกายอาจไม่แข็งแรงเหมือนเดิม แต่เมื่อเสียงลำหรือเสียงแคนเริ่มต้นขึ้น ทุกอย่างกลับฟื้นคืนมาอย่างน่าอัศจรรย์ ร่างกายที่ดูอ่อนล้ากลับตอบสนองต่อดนตรีได้อย่างแม่นยำ ราวกับความรู้เหล่านั้นถูกเก็บรักษาไว้ในกล้ามเนื้อ ลมหายใจ และประสาทสัมผัสมากกว่าจะอยู่ในตัวหนังสือ
นี่คือสิ่งที่นักมานุษยวิทยาดนตรีเรียกว่า embodied knowledge หรือความรู้ที่ดำรงอยู่ผ่านร่างกาย และสารคดีเรื่องนี้สามารถทำให้ผู้ชมมองเห็นสิ่งดังกล่าวได้อย่างเป็นรูปธรรม
8. เวลาของหมอลำ และเวลาของโลกสมัยใหม่
หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงสำคัญที่สารคดีชี้ให้เห็น คือความเปลี่ยนแปลงของ “เวลา” หมอลำดั้งเดิมเคยเป็นศิลปะที่ดำรงอยู่กับเวลาอีกแบบหนึ่ง การลำตั้งแต่หัวค่ำจนรุ่งสางไม่ใช่เรื่องแปลก การดำเนินเรื่องอย่างค่อยเป็นค่อยไป การสอดแทรกธรรมะ นิทาน คำสอน และบทสนทนายาว ๆ เป็นส่วนหนึ่งของสุนทรียศาสตร์การฟัง แต่โลกปัจจุบันเคลื่อนที่ด้วยจังหวะที่ต่างออกไป เวทีต้องกระชับขึ้น จังหวะต้องเร็วขึ้น เนื้อหาต้องเข้มข้นขึ้น และการแข่งขันกับสื่อรูปแบบใหม่ทำให้ทุกวินาทีมีความหมายทางเศรษฐกิจ
ช่วงโรคระบาดทำให้วงหมอลำสูญเสียรายได้อย่างมหาศาลจนต้องปิดวงไปหลายแห่ง ศิลปินต้องปรับตัวมาทำ Streaming Live (การไลฟ์สดแบบกลุ่มปิด) และขายตั๋วออนไลน์ รวมถึงการรับมาลัยออนไลน์ ซึ่งกลายเป็นช่องทางสร้างรายได้หลักล้านและเปลี่ยนโมเดลธุรกิจของหมอลำไปโดยสิ้นเชิงสารคดีไม่ได้ตัดสินว่าเวลาแบบใดดีกว่าเวลาแบบใด หากทำให้เห็นว่าหมอลำกำลังอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านระหว่างโลกสองแบบ โลกหนึ่งคือโลกของชุมชนเกษตรกรรม อีกโลกหนึ่งคือโลกของเศรษฐกิจดิจิทัล
และระหว่างสองโลกนั้น หมอลำกำลังพยายามหาจังหวะใหม่ของตนเอง ครูใหญ่นักวิชาการ ดร.เจริญชัย ชนไพโรจน์กล่าวอย่างน่าคิดว่า "กลุ่มอนุรักษ์เนี่ย อนุรักษ์นิยมเนี่ย ไม่อยากให้เอาอะไรมาผสมผสาน กลัวจะหาย เราเข้าใจ... แต่หมอลำก็ต้อง ถ้าไม่พัฒนา มันก็จะหายจริงๆ มันจะหายไปหมดเลย” และ "ก็เลยเกิดเป็นปัญหาปรากฏการณ์ว่า เดี๋ยวนี้มีศิลปะวัฒนธรรม ดนตรีหลายแขนงเนี่ย กำลังจะล้มหายตายจากไป เพราะว่ามันหากินไม่ได้ คุณจะต้องประยุกต์อะไรบ้าง ต้องปรับอะไรบ้าง... เพลงดั้งเดิมก็ต้องปรับเป็นเพลงสมัยใหม่ หลักอันนี้ล่ะที่จะเอาตัวรอดได้"
9. มหาวิทยาลัยกับการคืนศักดิ์ศรีให้หมอลำ
เรื่องหนึ่งที่สะท้อนอยู่ตลอดทั้งสารคดีคือ การเปลี่ยนแปลงสถานะทางสังคมของหมอลำ
คนรุ่นก่อนจำนวนไม่น้อยเติบโตมาในยุคที่อาชีพหมอลำถูกมองด้วยสายตาดูแคลน ถูกมองว่าเป็นอาชีพของคนจน เป็นอาชีพของผู้ที่ไม่มีทางเลือก หรือเป็นเพียงความบันเทิงระดับล่างของสังคม แต่ภาพที่ปรากฏในสารคดีแตกต่างออกไปอย่างมาก
วันนี้หมอลำมีหลักสูตรการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย มีงานวิจัย มีวิทยานิพนธ์ มีการศึกษาระดับปริญญาตรีปริญญาโท และปริญญาเอก มีนักวิชาการและนักศึกษารุ่นใหม่เข้ามาศึกษาอย่างจริงจัง
สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการนำหมอลำเข้าสู่มหาวิทยาลัย แต่คือการที่มหาวิทยาลัยเปิดพื้นที่ให้หมอลำสามารถอธิบายคุณค่าของตนเองในฐานะองค์ความรู้ได้อย่างสง่างาม การเรียนในคณะศิลปกรรมศาสตร์ทำให้หมอลำได้รับการยอมรับในเชิงวิชาการ ช่วยให้วิชาชีพนี้มีความเป็นมืออาชีพ มีกระบวนการเรียนรู้ที่เป็นระบบมากขึ้น ทั้งในด้านทฤษฎีและการปฏิบัติ
สารคดีจึงกำลังบันทึกช่วงเวลาสำคัญของประวัติศาสตร์ ที่ศิลปะพื้นบ้านกำลังได้รับการยอมรับในฐานะความรู้ ไม่ใช่เพียงความบันเทิง มหาวิทยาลัยเปรียบเสมือนพื้นที่สร้างแรงกระตุ้นและโอกาสในการพัฒนาตนเอง สำหรับนักศึกษาบางคนที่มีพื้นฐานหรือความรักในศิลปะแขนงนี้อยู่แล้ว การได้เข้ามาอยู่ในระบบช่วยให้พวกเขาได้พบกับครูบาอาจารย์และเพื่อนร่วมอุดมการณ์ ส่งต่อองค์ความรู้และต่อยอดสู่การเป็นมืออาชีพอย่างยั่งยืน
10. ห้องเรียนที่ไม่มีผนัง
แม้มหาวิทยาลัยจะมีบทบาทสำคัญ แต่สารคดีก็ชี้ให้เห็นพร้อมกันว่า การเรียนรู้ของหมอลำไม่เคยเกิดขึ้นในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว นักศึกษาหลายคนเรียนรู้จากครูเพลงในพิธีไหว้ครู เรียนรู้จากเวทีการแสดง เรียนรู้จาก YouTubeเรียนรู้จากการเดินทาง เรียนรู้จากการทำงานจริง และเรียนรู้จากชีวิตประจำวัน
ภาพเหล่านี้ทำให้เราเห็นว่านิเวศการเรียนรู้ของหมอลำมีลักษณะเปิดกว้างอย่างยิ่ง ความรู้ไม่ได้ไหลจากอาจารย์ไปสู่นักศึกษาเพียงทางเดียว แต่หมุนเวียนไปมาระหว่างครู ศิลปิน ชุมชน มหาวิทยาลัย และสื่อดิจิทัล ในความหมายนี้มหาวิทยาลัยไม่ได้เป็นเจ้าของความรู้ หากทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางที่ทำให้ความรู้หลากหลายสายธารสามารถมาพบกันได้
11. หมอลำในฐานะพื้นที่เยียวยาสังคม
เมื่อพูดถึงหมอลำ ผู้คนจำนวนมากมักนึกถึงความสนุกสนาน แต่สารคดีชี้ให้เห็นอีกด้านหนึ่งว่า หมอลำทำหน้าที่มากกว่านั้น
บทสอย มุกตลก คำเกี้ยวพาราสี หรือบทสนทนาสองแง่สองง่ามที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงพื้นบ้าน ไม่ได้มีไว้เพื่อสร้างเสียงหัวเราะเท่านั้น หากทำหน้าที่เป็นพื้นที่ปลดปล่อยความตึงเครียดของชีวิตประจำวัน
"บทตัดหรือบทสอย อ่อพวกนี้ถ้าไม่มีโจ๊ก ไม่มีลามกเลยนี่... หายไปจากโลกเลย มันอาจจะลามกโจ๊กไป เราไม่ถือกันนะเพราะว่ามันทำให้คนอื่นหัวเราะได้ ไม่ถือกัน มันเป็นประเพณีอ่ะ เป็นวัฒนธรรม... กลอนลำมันส่อแง่สองง่ามอยูแล้วแต่แต่อย่าให้มันเลยเถิดออกจากตัวหมอลำไปจนไม่น่าฟังน่าดู"
ในสังคมเกษตรกรรมที่เต็มไปด้วยภาระงาน ความเหนื่อยล้า และข้อจำกัดทางสังคม หมอลำทำหน้าที่เป็นพื้นที่ที่ผู้คนสามารถหัวเราะ พูดเรื่องต้องห้าม และระบายความอัดอั้นออกมาได้อย่างปลอดภัย
เมื่อมองจากมุมนี้ หมอลำจึงไม่ได้เป็นเพียงมหรสพ หากเป็นกลไกทางสังคมที่ช่วยดูแลสุขภาวะทางอารมณ์ของชุมชนมาอย่างยาวนาน
12. ศิลปะที่รวมศิลปะทุกแขนงไว้ด้วยกัน
สิ่งที่สารคดีแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนคือ หมอลำไม่เคยเป็นเพียงดนตรี ในโลกของหมอลำมีวรรณศิลป์อยู่ในกลอนลำ มีนาฏศิลป์อยู่ในท่าฟ้อน มีทัศนศิลป์อยู่ในเครื่องแต่งกาย มีสถาปัตยกรรมอยู่ในเวที มีการออกแบบอยู่ในแสง สี และภาพลักษณ์ มีเทคโนโลยีอยู่ในระบบเสียงและระบบภาพ หมอลำจึงทำหน้าที่คล้าย “ศิลปะรวมหมู่” ที่หลอมรวมศาสตร์หลากหลายแขนงเข้ามาอยู่ร่วมกัน
ช่วงที่น่าสนใจมาก เป็นการเล่าเรื่องชุด-เสื้อผ้าอาภรณ์ที่ห่อหุ้มร่างกายหมอลำ ในสมัยก่อนชุดหมอลำเป็นเพียงผ้าถุงหรือผ้าไหมธรรมดา แต่ในยุคต่อมาเริ่มมีการนำชุดรูปแบบ 'ลิเก' มาประยุกต์ใช้ และพัฒนาไปสู่การใช้คริสตัล ขนนกและการปักลวดลายที่ซับซ้อนเพื่อให้ดูโดดเด่นบนเวที ชุดหมอลำยุคใหม่ต้องใช้ทักษะช่างระดับสูง โดยเฉพาะการทำ'ลายแซก' (การปักลวดลาย) และการประดับด้วยวัสดุราคาสูง เช่น เพชร คริสตัล หรือขนนกกระจอกเทศที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ในแง่ต้นทุนและการลงทุน ชุดหมอลำหนึ่งชุดมีราคาสูงตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนบาทเนื่องจากวัสดุที่ใช้มีความประณีตและต้องสั่งนำเข้า ซึ่งถือเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ของคณะหมอลำ ปัจจุบันชุดหมอลำไม่ได้มีไว้แค่สวยงาม แต่ต้องออกแบบให้สอดคล้องกับระบบแสงสีบนเวที โดยช่างแสงและช่างชุดจะประสานงานกันเพื่อให้ชุดดูโดดเด่นและกลมกลืนกับไฟที่ใช้แสดง สารคดีพูดถึงความต้องการช่างฝีมือว่าปัจจุบันอาชีพช่างทำชุดหมอลำถือเป็นงานที่หาได้ยากและต้องการการสืบทอดจากคนรุ่นใหม่ เพื่อคงความสวยงามและเอกลักษณ์ของศิลปะแขนงนี้ไว้
บางที ความยิ่งใหญ่ของหมอลำอาจไม่ได้อยู่ที่ศิลปะแขนงใดแขนงหนึ่ง แต่อยู่ที่ความสามารถในการทำให้ศิลปะหลากหลายประเภททำงานร่วมกันได้อย่างกลมกลืน
13. เทคโนโลยี แสงไฟ และความงามร่วมสมัย
หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจที่สุดของ Molam Dimensions คือการทำให้ผู้ชมมองเห็นว่าเทคโนโลยีไม่ได้เป็นสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับวัฒนธรรมพื้นบ้าน
ตรงกันข้าม เทคโนโลยีกลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงอยู่ของหมอลำร่วมสมัยไปแล้ว แสงไฟ ระบบเสียง เวทีไฮโดรลิก เครื่องแต่งกาย และการออกแบบภาพลักษณ์ ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ช่วยสร้างความหมายใหม่ให้กับหมอลำในโลกปัจจุบัน ช่างไฟในสารคดีไม่ได้ทำหน้าที่เพียงให้ความสว่าง แต่กำลังออกแบบการมองเห็นของผู้ชม มีการนำไฟประเภท Beam และระบบแสงสีเสียงแบบสากลเข้ามาใช้ในการแสดง เพื่อสร้างบรรยากาศที่ตื่นตาตื่นใจ ช่างไฟจะทำงานร่วมกับช่างทำชุด โดยเน้นการจัดวางแสงให้ส่งเสริมสีสันของชุดแดนเซอร์และนักแสดงให้ดูโดดเด่น เช่น หากชุดเป็นโทนสีเหลือง ไฟที่ใช้ก็จะต้องเล่นโทนสีเหลือง-ส้มเพื่อให้เกิดความกลมกลืนและสวยงามบนเวที ช่างแต่งหน้าไม่ได้ทำหน้าที่เพียงตกแต่งใบหน้า แต่กำลังต่อรองระหว่างความงามแบบอีสานกับกระแสความงามระดับโลก โดยเฉพาะอิทธิพลจากวัฒนธรรมเกาหลีที่ถูกนำมาปรับใช่ให้เหมาะกับเงื่อนไขของเวทีหมอลำร่วมสมัย หากไม่มีการพัฒนาด้านเทคโนโลยีแสงไฟและเวที คณะหมอลำอาจสูญเสียความสามารถในการดึงดูดผู้ชม เพราะผู้ชมในยุคนี้มีความคาดหวังต่อรูปแบบการแสดงที่อลังการและทันสมัยไม่แพ้คอนเสิร์ตทั่วไป สารคดีจึงแสดงให้เห็นว่าอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมไม่ได้เกิดจากการปิดกั้นโลกภายนอก หากเกิดจากการเลือกสรร ปรับใช้ และสร้างสรรค์สิ่งใหม่อย่างต่อเนื่อง
14. จดหมายเหตุ ความทรงจำ และการคืนชีวิตให้อดีต
คุณูปการสำคัญอีกประการหนึ่งของสารคดีเรื่องนี้อยู่ที่การใช้ฟุตเตจประวัติศาสตร์อย่างมีความหมาย ภาพบันทึกภาคสนามของ ดร.เจริญชัย ชนไพโรจน์ ภาพการแสดงของแม่ครูฉวีวรรณ ดำเนิน ที่ได้รับความอนุเคราะห์จากพงศพร อุปนิ รวมถึงภาพประวัติศาสตร์จากคลังของราชบุตร สเตอริโอ และภาพถ่ายอีกมากมายในยุคฟิล์มและกระดาษอัดรูปย้อนยุค เหล่านี้ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงภาพประกอบ หากเป็นหลักฐานทางสังคมและวัฒนธรรมที่ช่วยเชื่อมอดีตเข้ากับปัจจุบัน ผู้ชมไม่ได้เห็นเพียงการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการแสดง แต่ยังได้เห็นผู้คน ชุมชน บรรยากาศ และโลกทางสังคมที่เคยดำรงอยู่จริง
ในบรรดาแหล่งข้อมูลทั้งหมดนั้น ฟุตเตจของ ดร.เจริญชัย ชนไพโรจน์ มีคุณค่าเป็นพิเศษ เพราะเกิดจากการทำงานภาคสนามอย่างยาวนานหลายทศวรรษของนักวิชาการผู้ทุ่มเทชีวิตให้กับการศึกษาดนตรีพื้นบ้านอีสาน หมอลำ หมอแคน และวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง งานของท่านไม่ได้หยุดอยู่เพียงการบันทึกเสียงหรือภาพ หากเป็นการบันทึกความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ดนตรี ความเชื่อ และวิถีชีวิตในช่วงเวลาที่สังคมอีสานกำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว หลายภาพที่ปรากฏในสารคดีวันนี้อาจไม่มีวันถูกบันทึกซ้ำได้อีกแล้ว เพราะทั้งผู้คน สถานที่ และบริบททางสังคมจำนวนมากได้เปลี่ยนแปลงหรือเลือนหายไปตามกาลเวลา
ด้วยเหตุนี้ ฟุตเตจของ ดร.เจริญชัย ชนไพโรจน์ จึงมีสถานะมากกว่างานภาพเก่า หากเป็นจดหมายเหตุทางวัฒนธรรมเป็นคลังความทรงจำของชุมชน และเป็นมรดกทางวิชาการที่ช่วยให้คนรุ่นหลังสามารถมองเห็นโลกของหมอลำในอดีตผ่านสายตาของผู้ที่เคยเดินทางเข้าไปใช้ชีวิต เรียนรู้ และรับฟังผู้คนในพื้นที่จริง ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงท้ายของสารคดี ผู้กำกับยังอุทิศความดีงามของผลงานเพื่อรำลึกถึงการจากไปของ ดร.เจริญชัย ชนไพโรจน์ ในปี พ.ศ. 2568 ทำให้การปรากฏตัวของฟุตเตจเหล่านี้มีความหมายมากกว่าการอ้างอิงข้อมูล หากเป็นการคารวะต่อครูนักวิจัยผู้ทำงานภาคสนามอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และเป็นการยืนยันว่าความรู้ที่เกิดจากการเดินทาง รับฟัง และบันทึกชีวิตของผู้คน ยังคงส่งเสียงอยู่ต่อไปแม่เจ้าของเสียงจะจากโลกนี้ไปแล้ว
การขึ้นเครดิตและระบุที่มาของฟุตเตจอย่างชัดเจน ยังสะท้อนจริยธรรมทางวิชาการและความเคารพต่อผู้บันทึกข้อมูลรุ่นก่อน ทำให้สารคดีเรื่องนี้ไม่ได้เพียงพูดถึงศักดิ์ศรีของหมอลำ หากยังพูดถึงศักดิ์ศรีของผู้ทำงานจดหมายเหตุ ผู้เก็บข้อมูลภาคสนาม และผู้รักษาความทรงจำร่วมของสังคมอีกด้วย
15. งานวิจัยที่ออกเดินทางสู่สาธารณะ
เมื่อชื่อของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ปรากฏขึ้นในช่วงท้ายเครดิต หลายคนอาจมองว่าเป็นเพียงรายชื่อผู้สนับสนุนการผลิตสารคดี แต่ความจริงแล้วทั้งสองหน่วยงานมีบทบาทสำคัญต่อการทำให้เรื่องราวของหมอลำได้รับการศึกษา บันทึก และเผยแพร่อย่างจริงจัง หมอลำไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงมหรสพหรือความบันเทิงพื้นบ้านอีกต่อไป หากกลายเป็นองค์ความรู้ที่มีคุณค่าเพียงพอจะได้รับการสนับสนุนในฐานะงานวิจัยระดับชาติ เรื่องราวของครูเพลง หมอแคน แรงงานวัฒนธรรม และชุมชนอีสาน จึงได้รับพื้นที่ในการบันทึกและถ่ายทอดอย่างเป็นระบบ
สารคดีเรื่องนี้เผยแพร่ผ่าน YouTube เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 จนถึงวันที่ผมเขียนบทความนี้ (18 มิถุนายน 2569) มียอดรับชม 128 ครั้ง ตัวเลขดังกล่าวอาจดูน้อยเมื่อเทียบกับคลิปบันเทิงทั่วไป แต่ก็ชวนให้คิดไม่น้อยว่า องค์ความรู้ที่ใช้เวลาค้นคว้าและลงพื้นที่เป็นเวลาหลายปี จะเดินทางออกจากมหาวิทยาลัยไปพบผู้คนได้อย่างไร เราสามารถผลิตงานวิจัยได้ สามารถสร้างสารคดีที่มีคุณภาพได้ แต่โจทย์ที่ยังค้างอยู่คือจะทำอย่างไรให้ผู้คนรับรู้ว่าความรู้เหล่านี้มีอยู่และควรค่าแก่การรับฟัง
ตลอด 66 นาทีของภาพยนตร์ ผู้ชมจะได้พบกับประวัติศาสตร์ชีวิตของครูเพลง ข้อมูลภาคสนาม ฟุตเตจหายาก ความทรงจำของชุมชน และเสียงสะท้อนจากผู้คนหลายรุ่น สิ่งเหล่านี้แทบไม่ปรากฏอยู่ในสื่อกระแสหลัก หากเนื้อหาเช่นนี้ยังเข้าถึงผู้ชมได้จำกัด คำถามจึงอาจไม่ได้อยู่ที่คุณภาพของสารคดี แต่อยู่ที่พื้นที่ของสังคมสำหรับเรื่องราวประเภทนี้ต่างหาก
อีกจุดหนึ่งที่น่าชื่นชมคือการจัดทำคำบรรยายภาษาอังกฤษควบคู่ไปกับบทสัมภาษณ์ภาษาอีสานตลอดทั้งเรื่อง รายละเอียดเล็ก ๆ นี้ช่วยให้สารคดีเดินทางออกไปไกลกว่ากลุ่มผู้ชมภาษาไทย ผู้ชมต่างประเทศสามารถรับฟังเรื่องราวจากเจ้าของวัฒนธรรมได้โดยตรง ขณะเดียวกันก็ยังได้ยินสำเนียง จังหวะการพูด และน้ำเสียงจริงของครูเพลง หมอแคนและศิลปินพื้นบ้าน การเลือกใช้คำบรรยายแทนการพากย์ทับจึงช่วยรักษาบุคลิกและตัวตนของผู้เล่าเรื่องเอาไว้ได้อย่างงดงาม
ท้ายที่สุดแล้ว งานวิจัยที่ดีไม่ควรหยุดอยู่ในห้องสมุด สารคดีที่ดีไม่ควรหยุดอยู่ในห้องประชุมวิชาการ และความรู้ที่ดีไม่ควรถูกจำกัดอยู่เฉพาะในหมู่ผู้เชี่ยวชาญ คุณค่าประการหนึ่งของ Molam Dimensions คือความพยายามนำองค์ความรู้ที่เกิดจากการลงพื้นที่ การสัมภาษณ์ และการค้นคว้า ออกมาสู่พื้นที่สาธารณะ ให้ผู้คนทั่วไปได้ร่วมรับฟังและทำความเข้าใจโลกของหมอลำไปพร้อมกัน เพราะการสืบทอดวัฒนธรรมไม่ได้เกิดจากการเก็บรักษาเพียงอย่างเดียวหากเกิดจากการทำให้ผู้คนยังมองเห็น ยังรับฟัง และยังรู้สึกว่ามันมีความหมายต่อชีวิตของพวกเขาอยู่เสมอ
เพลงศักดิ์ศรีหมอลำ
เมื่อเดินทางผ่านมิติทั้งหมดของ Molam Dimensions ไม่ว่าจะเป็นปากท้อง แรงงาน ครูเพลง นักศึกษา หมอแคนเทคโนโลยี เวที แสงไฟ จดหมายเหตุ การศึกษา การวิจัย หรือการเผยแพร่สู่สาธารณะ สิ่งหนึ่งที่ค่อย ๆ ปรากฏชัดขึ้นเรื่อย ๆ คือ สารคดีเรื่องนี้ไม่ได้กำลังเล่าเรื่องหมอลำเพียงอย่างเดียว หากกำลังเล่าเรื่องมนุษย์ หมอลำในสารคดีไม่ได้ถูกนำเสนอในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมที่หยุดนิ่งอยู่ในอดีต ไม่ได้เป็นวัตถุศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องวางไว้บนหิ้งเพื่อกราบไหว้และไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจตามวาทกรรมร่วมสมัย หากเป็นโลกที่ยังมีชีวิต มีผู้คน มีความหวัง มีความเหน็ดเหนื่อย มีการต่อรอง และมีการปรับตัวอยู่ตลอดเวลา
ความงดงามของ Molam Dimensions อยู่ตรงการทำให้ผู้ชมมองเห็นผู้คนที่มักถูกซ่อนอยู่หลังม่าน เราเห็นครูเพลงที่ฝากชีวิตไว้กับเสียงลำ เห็นหมอแคนที่เก็บรักษาความรู้ผ่านลมหายใจ เห็นนักศึกษาที่กำลังพยายามหาที่ทางของตนเองเห็นช่างไฟ ช่างแต่งหน้า ช่างตัดเย็บเครื่องแต่งกาย และแรงงานหลังเวทีที่ช่วยกันสร้างความมหัศจรรย์ให้เกิดขึ้นทุกค่ำคืน เห็นนักวิจัย ผู้เก็บรักษาจดหมายเหตุ และผู้บันทึกความทรงจำที่กำลังต่อสู่กับการลืมเลือนของสังคม และที่สำคัญ เราเห็นหมอลำในฐานะวิถีชีวิตของผู้คนจำนวนมหาศาล มากกว่าจะเป็นเพียงประเภทของการแสดง
หากมองผ่านสายตาของมานุษยวิทยาดนตรี สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในสารคดีเรื่องนี้อาจไม่ใช่เสียงแคน ไม่ใช่เสียงลำ และไม่ใช่เวทีอันอลังการ หากเป็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนที่หล่อเลี้ยงให้เสียงเหล่านั้นยังคงดำรงอยู่ ทุกเสียงลำมีครู ทุกเสียงแคนมีช่างทำ ทุกเวทีมีแรงงาน ทุกความสำเร็จมีผู้คนอีกจำนวนมากอยู่เบื้องหลัง และทุกวัฒนธรรมล้วนมีมนุษย์เป็นหัวใจสำคัญ
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ผมเลือกเรียกการอ่านสารคดีครั้งนี้ว่า “เพลงศักดิ์ศรีหมอลำ” เพราะเมื่อพิจารณาทั้ง 15 มิติร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นปากท้อง แรงงาน ประวัติศาสตร์ การศึกษา เทคโนโลยี จดหมายเหตุ หรือการสื่อสารสาธารณะ ทุกเส้นเรื่องต่างไหลกลับมาสู่คำคำเดียวกัน นั่นคือ “ศักดิ์ศรี”ศักดิ์ศรีของการทำมาหากิน ศักดิ์ศรีของแรงงานวัฒนธรรมศักดิ์ศรีขององค์ความรู้พื้นบ้าน ศักดิ์ศรีของคนอีสาน ศักดิ์ศรีของครูเพลง ศักดิ์ศรีของคนรุ่นใหม่ ศักดิ์ศรีของความทรงจำ และศักดิ์ศรีของหมอลำเอง ในยุคที่สังคมมักมองวัฒนธรรมผ่านตัวเลขยอดวิว ยอดขาย หรือมูลค่าทางเศรษฐกิจ
สารคดีเรื่องนี้กำลังเตือนเราว่า ก่อนที่วัฒนธรรมจะสร้างรายได้ มันสร้างผู้คนขึ้นมาก่อน ก่อนที่วัฒนธรรมจะกลายเป็นซอฟต์พาวเวอร์ มันเป็นพื้นที่ของชีวิต และก่อนที่วัฒนธรรมจะกลายเป็นนโยบาย มันเป็นเรื่องของมนุษย์
ท้ายที่สุดนี้ ผมขอชื่นชมและขอบคุณ รองศาสตราจารย์ ดร.ศักดิ์ศรี วงศ์ธราดล ผู้กำกับ ผู้วิจัย และผู้อำนวยการสร้างสารคดีเรื่องนี้ ที่ทุ่มเทเวลาและพลังในการบันทึกโลกของหมอลำร่วมสมัยเอาไว้ให้คนรุ่นปัจจุบันและอนาคตได้ศึกษาคุณค่าของ Molam Dimensions ไม่ได้อยู่เพียงการรวบรวมข้อมูลหรือบันทึกภาพเหตุการณ์ หากอยู่ตรงการทำให้ผู้คนจำนวนมากกลับมามองเห็นสิ่งที่เคยอยู่ตรงหน้าแต่ไม่เคยถูกสังเกต ทำให้เราเห็นแรงงานที่อยู่หลังเวที เห็นครูเพลงที่กำลังร่วงโรยตามกาลเวลา เห็นนักศึกษาที่กำลังเติบโต เห็นช่างฝีมือที่กำลังสืบทอดองค์ความรู้ เห็นจดหมายเหตุที่กำลังรอการค้นพบ และเห็นว่าหมอลำยังคงเป็นโลกที่มีชีวิตอยู่จริงในมิติที่หลายคนอาจหลงลืมไปแล้ว หรือบางทีอาจไม่เคยนึกถึงมาก่อนเลย
หากวันหนึ่งผู้คนในสังคมไทยหันกลับมามองหมอลำด้วยความเข้าใจมากขึ้น มองเห็นคุณค่าของผู้คนที่อยู่เบื้องหลังมากขึ้น และมองเห็นศักดิ์ศรีของวัฒนธรรมพื้นบ้านมากขึ้น ผมเชื่อว่าสารคดีเรื่องนี้ย่อมมีส่วนสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงนั้น และนั่นอาจเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่ายอดผู้ชม ยอดแชร์ หรือรางวัลใด ๆ เพราะสารคดีที่ดีไม่ได้เพียงให้ความรู้ แต่ทำให้เราเรียนรู้ที่จะมองมนุษย์ด้วยสายตาแบบใหม่ และ Molam Dimensions ได้ทำสิ่งนั้นสำเร็จอย่างงดงาม
อ้างอิง : ศักดิ์ศรี วงศ์ธราดล (ผู้อำนวยการสร้าง/ผู้กำกับ). (2569). มิติหมอลำ Molam Dimensions [ภาพยนตร์สารคดี].
YouTube. https://www.youtube.com/watch?v=fid7i1EZjEc
//............................
หมายเหตุ : เพลงศักดิ์ศรี หมอลำ 15 มิติ เมื่อสารคดีบรรเลงเรื่องราวของผู้คน : คอลัมน์ “เสียงโลก เสียงเรา” โดย อานันท์ นาคคง : บางกอกไลฟ์นิวส์
//...........................
อ่านบทความเกี่ยวข้อง "คอลัมน์ เสียงโลก เสียงเรา"