จาก “ทนายปีศาจ” สู่ “คนดนตรีไทยปีศาจ” (อย่าเพิ่งตัดสินจากชื่อบทความ) : อานันท์ นาคคง

จาก "ทนายปีศาจ" สู่ "คนดนตรีไทยปีศาจ" (อย่าเพิ่งตัดสินจากชื่อบทความ)

          ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2569 ซีรีส์ ทนายปีศาจ ทาง Netflix กลายเป็นปรากฏการณ์ร่วมสมัยที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ ผู้คนถกเถียงกันตั้งแต่ตัวละคร บทสนทนา และชั้นเชิงการเล่าเรื่อง ไปจนถึงคำถามเรื่องความจริง ความยุติธรรม และอำนาจที่ซีรีส์โยนกลับมาหาคนดูแทบทุกตอน หลายคนดูเพราะความสนุก หลายคนดูเพราะชื่นชอบงานกำกับของ ณฐพล บุญประกอบ แต่เมื่อดูจบแล้ว สิ่งที่ยังคงติดค้างอยู่ในใจของผู้ชมจำนวนไม่น้อยกลับไม่ใช่คดีความ หากเป็นคำคำหนึ่งที่ซีรีส์หยิบขึ้นมาใช้อย่างทรงพลังตลอดทั้งเรื่อง

          “ปีศาจ”

          ยิ่งดูมากเท่าไร ก็ยิ่งพบว่าปีศาจในเรื่องไม่ได้มีหน้าตาอย่างที่เราคิดเสมอไป บางคนถูกมองว่าเป็นตัวร้ายตั้งแต่แรกปรากฏตัว แต่กลับเป็นคนที่กล้าพูดในสิ่งที่คนอื่นไม่กล้าพูด ขณะที่บางคนซึ่งดูเป็นคนดี กลับค่อย ๆ ประนีประนอมกับความอยุติธรรมจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาโดยไม่รู้ตัว ซีรีส์จึงไม่ได้ชวนให้เราตามหาว่าใครคือปีศาจ หากกำลังชวนให้เราตั้งคำถามว่า เหตุใดคนบางประเภทจึงถูกเรียกว่าปีศาจ และใครกันแน่ที่เป็นผู้กำหนดความหมายของคำคำนี้

          ระหว่างที่ผู้คนกำลังถกเถียงกันว่าใครคือปีศาจในซีรีส์ ผมกลับนึกถึงคำว่า “ปีศาจ” อีกความหมายหนึ่งขึ้นมา เพราะในประวัติศาสตร์ศิลปวัฒนธรรมไทย คำคำนี้เคยถูกใช้เรียกคนที่ไม่ได้ทำลายโลก หากทำให้โลกเดิมอยู่ไม่เป็นสุขมาแล้วหลายครั้ง

 

1. เมื่อ "ปีศาจ" ไม่ได้แปลว่าคนชั่ว

          ในปี พ.ศ. 2496 นวนิยาย ปีศาจ ได้มอบความหมายใหม่ให้กับคำคำนี้ ผ่านตัวละครสาย สีมา ผู้ประกาศว่า “ผมเป็นปีศาจที่กาลเวลาได้สร้างขึ้นมาเพื่อหลอกหลอนคนที่อยู่ในโลกเก่า ความคิดเก่า ทำให้เกิดความละเมอหวาดกลัวและไม่มีอะไรจะเป็นเครื่องปลอบใจท่านเหล่านี้ได้เท่ากับไม่มีอะไรหยุดยั้งความรุดหน้าของกาลเวลาที่จะสร้างปีศาจเหล่านี้ให้มากขึ้นทุกที” และลงท้ายอย่างหนักแน่น “ท่านอาจจะเหนี่ยวรั้งอะไรไว้ได้บางสิ่งบางอย่างชั่วครั้งชั่วคราว แต่ท่านไม่สามารถจะรักษาทุกสิ่งทุกอย่างไว้ได้ตลอดไป โลกของเราเป็นคนละโลก...โลกของผมเป็นโลกของธรรมดาสามัญชน”

          ปีศาจในความหมายของเสนีย์ไม่ใช่อมนุษย์ ไม่ใช่ผู้ทำลายบ้านเมือง หากเป็นคนที่กล้าท้าทายระเบียบเดิมของสังคม คนที่ทำให้โลกเก่าอยู่ไม่เป็นสุข และคนที่ถูกมองเป็นภัยเพียงเพราะเขามองเห็นอนาคตแตกต่างจากคนอื่น

          น่าสนใจว่าในประวัติศาสตร์ไทย คำว่า “ปีศาจ” มักถูกใช้กับคนที่มาก่อนกาลเวลาอยู่เสมอ คนที่ตั้งคำถามในสิ่งที่สังคมยังไม่พร้อมจะฟัง คนที่เสนอความคิดใหม่ในวันที่ความคิดเก่ายังครองอำนาจ หรือคนที่ทำให้ผู้คนต้องหันกลับมาทบทวนสิ่งที่เคยเชื่อว่าเป็นความจริงอันมั่นคง ความน่ากลัวของปีศาจจึงไม่ได้อยู่ที่เขามีเขี้ยวเล็บ แต่อยู่ที่เขาทำให้โลกเดิมไม่สามารถอธิบายตัวเองได้อย่างราบรื่นเหมือนเดิมอีกต่อไป

          บางทีสาย สีมาอาจไม่ได้อยู่แค่ในนวนิยายของเสนีย์ เสาวพงศ์ เท่านั้น เพราะในประวัติศาสตร์ดนตรีไทยก็มีผู้คนลักษณะคล้ายกันปรากฏขึ้นอยู่เสมอ คนที่ทำให้โลกเก่าอยู่ไม่ค่อยเป็นสุข คนที่ชอบถามในสิ่งที่ไม่ค่อยมีใครถาม และคนที่ทำให้คำตอบเดิม ๆ ใช้การได้ยากขึ้นทุกที

 

2. ปีศาจที่ชื่อว่าการตั้งคำถาม

          น่าสนใจว่าเพียงหนึ่งปีหลังจากนั้น ใน พ.ศ. 2497 จิตร ภูมิศักดิ์ ภายใต้นามปากกา “มนัส นรากร” ได้เขียนบทความชุด หลุมฝังศพของดนตรีไทยอยู่ที่อะไร? และที่ไหน? วิจารณ์ดนตรีไทยอย่างตรงไปตรงมา เขาเห็นว่าปัญหาของดนตรีไทยไม่ได้อยู่ที่คนรุ่นใหม่ไม่รักวัฒนธรรม แต่อยู่ที่การไม่ยอมเปลี่ยนแปลง การไม่ยอมทดลอง และการปล่อยให้ความเคารพครูถูกใช้เป็นกำแพงขวางการสร้างสรรค์ จิตรเสนอว่าหากต้องการรักษาดนตรีไทยเอาไว้จริง ๆ ก็ต้องยอมให้ดนตรีไทยพัฒนา ไม่ใช่เพียงเก็บรักษาไว้ในสภาพเดิม

          ข้อเสนอเช่นนี้สร้างความไม่พอใจให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยในยุคนั้น เพราะสำหรับหลายคน ดนตรีไทยคือมรดกที่ควรได้รับการปกป้องมากกว่าการนำมาวิจารณ์ แต่ยิ่งเวลาผ่านไป ข้อถกเถียงจำนวนมากที่จิตรเคยหยิบยกขึ้นมากลับยังคงวนเวียนอยู่ในวงสนทนาของคนดนตรีไทยจนถึงปัจจุบัน

          เกือบยี่สิบปีต่อมา สุจิตต์ วงษ์เทศ ก็เขียนวิจารณ์ดนตรีไทยในทิศทางคล้ายกัน งานเด่นอยู่ในหนังสือ มุกหอมบนจานหยก ฉบับพิมพ์ พ.ศ. 2514 เรื่องสั้น เขาอยู่เขาจะไร้เมื่อไรมี เขามองว่าดนตรีไทยไม่ได้ตาย หากเพียงหยุดเคลื่อนไหวมานานเกินไป เขาตั้งคำถามต่อการอ้างครูบาอาจารย์และบรรพบุรุษจนกลายเป็นข้ออ้างที่ทำให้คนรุ่นหลังไม่กล้าสร้างงานใหม่ ไม่กล้าทดลอง และไม่กล้าเสี่ยง

          แน่นอนว่าข้อเขียนลักษณะนี้ไม่ได้รับเสียงปรบมือจากทุกคน หลายคนรู้สึกว่าจิตรและสุจิตต์กำลังลบหลู่ครูบาอาจารย์ ทำลายดนตรีไทย หรือพูดเกินเลยจากสิ่งที่ควรเป็น หากจะใช้ภาษาสมัยนี้ก็คงเรียกได้ว่าทั้งสองคนถูก "ทัวร์ลงฉ่ำ" ไม่น้อย เพียงแต่ในยุคนั้นยังไม่มีเฟซบุ๊ก ไม่มีอินสตาแกรม และไม่มีช่องคอมเมนต์ให้ถล่มกันตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง

          แต่เรื่องน่าประหลาดก็คือ แม้เวลาจะผ่านมาหลายสิบปี จิตรและสุจิตต์ก็ยังไม่ยอมจากไปไหน ข้อเขียนของพวกเขายังคงถูกหยิบกลับมาอ่าน ถูกนำมาถกเถียง ถูกวิพากษ์ และถูกโต้แย้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับปีศาจทั้งสองยังคงเดินวนอยู่ในวงการดนตรีไทย คอยหลอกหลอนทุกครั้งที่เราพูดถึงการอนุรักษ์ การเปลี่ยนแปลง การเคารพครู หรืออนาคตของดนตรีไทย

          บางทีนี่อาจเป็นคุณสมบัติสำคัญของปีศาจในความหมายของเสนีย์ เสาวพงศ์ ก็ได้ เพราะปีศาจที่แท้จริงไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกคนเห็นด้วย หากเพียงทำให้คำถามบางข้อไม่ยอมหายไปจากสังคม

 

3. ปีศาจที่ลงมือทำ

          ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันนั้นเอง ดนตรีไทยได้ก้าวออกจากพื้นที่เดิมไปสู่สนามการต่อสู้ทางสังคมและการเมือง ผ่านการก่อตั้งวงดนตรีไทยเพื่อชีวิต “ต้นกล้า” โดย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ สุจิตต์ วงษ์เทศ อานันท์ หาญพานิชย์พันธุ์ รังสิต จงฌานสิทโธ และเพื่อนพี่น้องสถาบันธรรมศาสตร์ วงต้นกล้ามีบทบาทโดดเด่นท่ามกลางบรรยากาศการเคลื่อนไหวของนิสิตนักศึกษา กรรมกร และประชาชนในยุค 14 ตุลาคม 2516 และก่อน 6 ตุลาคม 2519 การเกิดงานเพลงประท้วงอำนาจเผด็จการ การเรียกร้องประชาธิปไตยของวงต้นกล้าแสดงให้เห็นว่าดนตรีไทยมิได้มีหน้าที่เพียงรักษาอดีต หากยังสามารถเป็นภาษาของการวิพากษ์สังคม ความใฝ่ฝัน และการเรียกร้องอนาคตที่ดีกว่าได้อีกด้วย

          หากจิตรและสุจิตต์เป็นผู้ตั้งคำถามผ่านตัวอักษร วงต้นกล้าก็คือผู้ตั้งคำถามผ่านบทเพลง

          ต่อมาหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ดนตรีไทยได้เดินเข้าสู่การทดลองอีกเส้นทางหนึ่งผ่านการทำงานของบรูซ แกสตัน และครูบุญยงค์ เกตุคง ทั้งสองแสดงให้เห็นว่าดนตรีไทยสามารถมีชีวิตอยู่ร่วมกับโลกสมัยใหม่ได้โดยไม่จำเป็นต้องละทิ้งรากเหง้าของตนเอง จากงานเพลงทดลอง เพลงโฆษณา เพลงภาพยนตร์ ไปจนถึงการก่อตั้งวงฟองน้ำ เมื่อ 2522 ซึ่งกลายเป็นพื้นที่สำคัญของการแสวงหาความเป็นไปได้ใหม่ทางเสียงดนตรี

          สี่ทศวรรษของการเติบโตและเสื่อมถอย ฟองน้ำพาระนาด ฆ้อง ปี่ ซอ และเครื่องดนตรีไทยออกเดินทางไปสู่การสนทนากับเครื่องดนตรีร่วมสมัย ระบบเสียง ปรัชญาทางดนตรี และแนวคิดสร้างสรรค์จากหลากหลายวัฒนธรรม เปิดประตูต้อนรับศิลปินจากต่างภาษา ต่างชาติพันธุ์ และต่างประเพณีทางดนตรีเข้ามาทำงานร่วมกัน เกิดเป็นผลงานบันทึกเสียง คอนเสิร์ต และการเดินทางแสดงในต่างประเทศจำนวนมาก

          สำหรับผู้ฟังจำนวนหนึ่ง ฟองน้ำคือความมหัศจรรย์ของการสร้างสรรค์ สำหรับอีกจำนวนหนึ่ง ฟองน้ำคือสัญลักษณ์ของความเปลี่ยนแปลงที่น่าวิตก แต่ไม่ว่าผู้คนจะชื่นชมหรือคัดค้าน สิ่งที่ปฏิเสธได้ยากคือ วงฟองน้ำได้ทำให้สังคมดนตรีไทยต้องกลับมาถามคำถามสำคัญว่า ดนตรีไทยคืออะไร และดนตรีไทยจำเป็นต้องมีหน้าตาเหมือนเดิมตลอดไปหรือไม่ ในความหมายนี้ ฟองน้ำอาจเป็นหนึ่งในปีศาจที่มีตัวตนชัดเจนที่สุดในประวัติศาสตร์ดนตรีไทยร่วมสมัย เพราะพวกเขาไม่ได้เพียงเสนอความคิดใหม่ หากลงมือสร้างโลกทางเสียงอีกแบบหนึ่งขึ้นมาจริง ๆ ต่อหน้าผู้ฟังทั้งในประเทศไทยและนานาชาติ

 

4. ปีศาจผู้ก่อกวนให้โลกดนตรีไทยอยู่ไม่เป็นสุข

          ทุกวันนี้ เมื่อคิดถึงครูวรยศ ศุขสายชล ภาพที่ปรากฏขึ้นก็อาจเป็นภาพเดียวกัน ไม่ว่าใครจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของเขา สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธได้ยากคือ เขาเป็นหนึ่งในคนไม่กี่คนที่ทำให้โลกดนตรีไทยแบบอนุรักษนิยมรู้สึกไม่สบายใจอยู่เสมอ เขาไม่ได้เพียงตั้งคำถามผ่านบทความหรือการบรรยาย หากตั้งคำถามผ่านเสียงดนตรีโดยตรง

          สำหรับผู้ฟังจำนวนมาก เสียงซอของครูวรยศมีเสน่ห์เฉพาะตัว เพราะภายในสำเนียงเดียวกันนั้น เราอาจได้ยินร่องรอยของโลกมลายู อินเดีย จีน ตะวันออกกลาง หรือแม้แต่สำเนียงดนตรียิปซีและยุโรปโบราณเคลื่อนไหวอยู่ร่วมกัน สิ่งเหล่านี้มิได้ปรากฏในฐานะของแปลกปลอม หากเป็นส่วนหนึ่งของโลกเสียงที่ได้รับการรับฟัง ศึกษา และแปรเปลี่ยนให้กลายเป็นภาษาดนตรีของตนเอง

          ในอีกด้านหนึ่ง ครูวรยศยังพยายามตั้งคำถามต่อคำอธิบายดนตรีไทยแบบเดิมผ่านข้อเสนอทางทฤษฎี โดยเฉพาะแนวคิดเรื่อง 17 หน่วยเสียงย่อยในคู่แปด ซึ่งเปิดพื้นที่ให้เกิดการถกเถียงเกี่ยวกับระบบเสียงไทยในมิติที่ละเอียดและซับซ้อนกว่าที่เคยอธิบายกันมา ความพยายามเช่นนี้ทำให้ผู้คนจำนวนหนึ่งรู้สึกตื่นเต้น ขณะที่อีกจำนวนหนึ่งรู้สึกกังวล เพราะเมื่อระบบเสียงเดิมถูกตั้งคำถาม เรื่องเล่าอีกหลายเรื่องที่สร้างอยู่บนระบบนั้นย่อมสั่นคลอนไปด้วย

          หากจิตร ภูมิศักดิ์ ตั้งคำถามว่าดนตรีไทยจะอยู่รอดได้อย่างไร หากไม่ยอมเปลี่ยนแปลง และหากสุจิตต์ วงษ์เทศ ตั้งคำถามว่าเหตุใดเราจึงอ้างครูและบรรพบุรุษจนไม่กล้าสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ครูวรยศ ศุขสายชล กำลังตั้งคำถามอีกแบบหนึ่งว่า เราแน่ใจเพียงใดว่าเราเข้าใจโลกเสียงของดนตรีไทยอย่างแท้จริงแล้ว

          บางทีสิ่งที่ทำให้ผู้คนบางส่วนรู้สึกไม่สบายใจ อาจไม่ใช่เพราะซอสองสายของครูวรยศฟังดูแตกต่างจากที่คุ้นเคย หากเป็นเพราะเสียงซอนั้นกำลังเตือนว่า ดนตรีไทยอาจกว้างใหญ่ ซับซ้อน และเชื่อมโยงกับโลกภายนอกมากกว่าที่เรื่องเล่ากระแสหลักเคยอธิบายไว้

          แต่หากมองให้ลึกลงไป บทความเพ้อเจ้อนี้อาจไม่ได้กำลังพูดถึงจิตร ภูมิศักดิ์ สุจิตต์ วงษ์เทศ วงต้นกล้า ครูบุญยงค์ เกตุคง บรูซ แกสตัน วงฟองน้ำ หรือครูวรยศ ศุขสายชล เป็นรายบุคคลเลยก็ได้ เพราะสิ่งที่คนเหล่านี้มีร่วมกันคือความกล้าที่จะทำให้โลกดนตรีไทยออกจากพื้นที่ปลอดภัยของตนเอง พวกเขาทำให้คำอธิบายเดิมต้องเผชิญหน้ากับคำถามใหม่ ทำให้ประวัติศาสตร์ถูกอ่านในมุมที่แตกต่าง และทำให้สิ่งที่เคยถูกเชื่อว่าเป็นความจริงเพียงชุดเดียว กลายเป็นพื้นที่ของการถกเถียงอีกครั้ง

          ในแต่ละยุคสมัย คนเหล่านี้อาจถูกมองเป็นตัวก่อกวน สร้างปัญหา เป็นพวกนอกคอก หรือแม้กระทั่งเป็นภัยต่อขนบเดิม แต่เมื่อเวลาผ่านไป เรากลับพบว่าหลายความเปลี่ยนแปลงที่กลายเป็นเรื่องปกติในวันนี้ ล้วนเคยเริ่มต้นจากสิ่งก่อกวนที่สร้างความไม่สบายใจให้ผู้คนมาแล้วทั้งสิ้น

          เพิ่มเติมว่า ทุกวันนี้ ความแตกต่างสำคัญระหว่างบรูซ วงฟองน้ำ ครูวรยศกับจิตรหรือสุจิตต์อาจไม่ได้อยู่ที่เนื้อหาของคำถาม แต่อยู่ที่พื้นที่ของการตั้งคำถาม ในอดีต ข้อถกเถียงอาจเดินทางผ่านหนังสือ วารสาร หรือวงสนทนาของคนไม่กี่กลุ่ม แต่ในโลกออนไลน์ปัจจุบัน คำถามเพียงหนึ่งข้อสามารถเดินทางไปถึงผู้คนหลายหมื่นหลายแสนคนภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

          ด้วยเหตุนี้เอง ปีศาจในโลกดนตรีไทยร่วมสมัยจึงไม่ได้หลอกหลอนอยู่เพียงในหน้ากระดาษอีกต่อไป หากปรากฏตัวอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์ของเราแทบทุกวัน บางครั้งมาในรูปของคลิปครูวรยศบรรเลงซอ บางครั้งมาในรูปของบทความว่าด้วยฟองน้ำ บางครั้งมาในรูปของการถ่ายทอดสด หรือแม้แต่คอมเมนต์สั้น ๆ ที่ทำให้ผู้คนต้องกลับมาถกเถียงกันอีกครั้ง

          แต่ไม่ว่าจะอยู่บนกระดาษหรือหน้าจอ พลังปีศาจของพวกเขาก็ยังเหมือนเดิม คือพลังก่อกวน ทำให้ระบบดนตรีไทยอนุรักษ์นิยม ดำรงอยู่ไม่ค่อยเป็นสุขนัก

 

5. ผีครูในพิธีกรรม กับปีศาจในชีวิตจริง

          น่าสนใจว่าในโลกพิธีกรรมและศิลปะการแสดงของไทย คำว่า ผีครู ปีศาจ อสูร ยักษ์ หรือแม้แต่เสือสิงห์ ไม่ได้ถูกผลักออกไปอยู่ในพื้นที่ของความชั่วร้ายเพียงอย่างเดียว ตรงกันข้าม ตัวละครเหล่านี้กลับได้รับพื้นที่สำคัญในตำนาน วรรณคดี พิธีกรรม และการแสดงมาโดยตลอด พวกเขามีทั้งความน่าเกรงขาม ความรู้ ความรัก ความภักดี ความโกรธ ความหลง และความเป็นมนุษย์ไม่ต่างจากตัวละครฝ่ายอื่น

          ผีครู ปีศาจ อสูร ยักษ์ ถูกมัดรวมเป็นเผ่าพันธ์เดียวกันในโลกพิธีกรรมความเชื่อ ความย้อนแย้งที่อยากจะฉายภาพย้อนกลับก็คือ คนดนตรีไทยจำนวนไม่น้อยเติบโตมากับเรื่องราวของพระพิราพ ยักษ์ อสูร ลิงนักรบ และตัวละครนอกกรอบอีกมากมายในวรรณคดีและศิลปะการแสดง เราชื่นชมความกล้าหาญ ความดื้อดึง และพลังในการท้าทายอำนาจของพวกเขาบนเวที แต่เมื่อเรื่องเดียวกันเกิดขึ้นในชีวิตจริง เรากลับรู้สึกไม่สบายใจไม่น้อยเมื่อมีใครลุกขึ้นมาตั้งคำถามต่อสิ่งที่เราเคยเชื่อ

          ยิ่งเมื่อมองย้อนเข้าไปในโลกพิธีไหว้ครูดนตรีไทย ภาพที่ปรากฏยิ่งน่าสนใจ พิธีกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นจากการผสมผสานของคติผี พราหมณ์ และพุทธ เปิดพื้นที่ให้ผีครู ฤๅษี เทวดา ยักษ์ อสูร วานร และสรรพชีวิตนานาชนิดดำรงอยู่ร่วมกันในจักรวาลเดียวกัน โลกทัศน์เช่นนี้ไม่ได้แบ่งทุกสิ่งออกเป็นฝ่ายดีและฝ่ายชั่วอย่างตายตัว หากยอมรับว่าความจริงของมนุษย์เต็มไปด้วยความซับซ้อน ความย้อนแย้ง และความแตกต่าง

          คำถามจึงน่าสนใจว่า เหตุใดเราจึงสามารถอยู่ร่วมกับผีครู ปีศาจ อสูร ยักษ์ ในโลกพิธีกรรมได้อย่างสงบ แต่กลับรู้สึกอึดอัดเมื่อมีใครสักคนลุกขึ้นมาตั้งคำถามต่อประวัติศาสตร์ ต่อการศึกษา หรือต่อขนบธรรมเนียมที่เราคุ้นเคย เราอาจเคารพยักษ์ในพิธีกรรม แต่รังเกียจยักษ์ที่เดินเข้ามาถามคำถามในชีวิตจริง เราอาจยกย่องครูผู้สร้างขนบธรรมเนียม แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะรับมืออย่างไรกับปีศาจที่ถามว่าขนบเหล่านั้นถือกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร

          ยิ่งไปกว่านั้น ในโลกดนตรีไทยเอง บ่อยครั้งเรายังขอให้ผีครู พระพิราพ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพนับถือ ช่วยลงโทษผู้ที่ประพฤตินอกครู ลบหลู่ครู หรือทำผิดขนบธรรมเนียมที่เชื่อสืบต่อกันมา

          คำสาป คำเตือน อิทธิฤทธิ์และเรื่องเล่าเกี่ยวกับอาถรรพ์จึงปรากฏอยู่ในวัฒนธรรมดนตรีไทยมาโดยตลอดอย่างน่าประหลาด 

          เราเรียกร้องให้ยักษ์ อสูร และอำนาจเหนือธรรมชาติออกมาจัดการคนที่คิดต่าง เรารู้สึกไม่สบายใจเมื่อคนเหล่านั้นยังมีชีวิตอยู่ และยังคงเลือกใช้เหตุผล คำถาม หรือเสียงดนตรีเป็นเครื่องมือท้าทายความเชื่อเดิม

          ผีครูเจ้าข้า จงหักคอเจ้าปีศาจเหล่านี้ด้วยเถิด

          ทั้งที่สิ่งที่ปีศาจเหล่านั้นทำ มีเพียงส่งเสียงที่เราไม่อยากได้ยิน

          และตั้งคำถามในสิ่งที่เราไม่อยากตอบ

 

6. ปีศาจผู้ข้ามกาลเวลาและข้ามนิยาม

          หากมองให้กว้างออกไปอีก คำว่าปีศาจอาจไม่ได้หมายถึงคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอย่างถาวรเลยก็ได้ และหากมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เราอาจพบตัวอย่างที่น่าสนใจของคนคนหนึ่งซึ่งเคยถูกมองจากคนละมุมในคนละยุคสมัย

          คนที่มีความเป็นปีศาจถึงสองครั้งสองความหมาย คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม

          ในวัยหนุ่ม จอมพล ป. พิบูลสงครามคือคนรุ่นใหม่ที่ร่วมงานกับปรีดี พนมยงค์ และคณะราษฎร สั่นคลอนระเบียบเดิมของสยามจนถูกมองเป็นภัยต่อโลกเก่า แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขากลับกลายเป็นผู้นำรัฐผู้สร้างระเบียบใหม่ขึ้นมาแทน และในความทรงจำของคนดนตรีไทยสายอนุรักษ์จำนวนไม่น้อย ชื่อของจอมพล ป. ก็ถูกจดจำในอีกฐานะหนึ่ง คือผู้นำที่มีส่วนทำให้ดนตรีไทยถูกจำกัดพื้นที่และสูญเสียความสำคัญในยุครัฐนิยม เสียงก่นด่าพัฒนาไปสู่การแต่งเพลงวิพากษ์วิจารณ์เขา

          ปีศาจจอมพล ป. เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เขาเคยเป็นผู้ท้าทายโลกเก่าในยุคหนึ่ง ก่อนจะกลายเป็นผู้ถูกท้าทายในอีกยุคหนึ่ง เรื่องนี้เตือนเราว่า ไม่มีใครเป็นปีศาจตลอดไป บทบาททั้งสองล้วนเปลี่ยนผ่านไปตามกาลเวลา

          ความย้อนแย้งเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับจอมพล ป. เท่านั้น หากปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์ดนตรีไทยเช่นกัน ครูดนตรีจำนวนไม่น้อยที่เคยถูกวิจารณ์ว่าแหกขนบ กล้าคิด กล้าลอง หรือทำให้ดนตรีไทยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ในเวลาต่อมากลับได้รับการยกย่องให้เป็นครูผู้ยิ่งใหญ่ของวงการ ขณะที่คนรุ่นหลังซึ่งกำลังทดลองสิ่งใหม่ในแบบเดียวกัน กลับถูกตั้งคำถามด้วยเหตุผลคล้ายคลึงกันอีกครั้ง

          ประวัติศาสตร์จึงมักเล่นตลกกับมนุษย์อยู่เสมอ คนที่เคยเป็นผู้ท้าทายระเบียบเดิม วันหนึ่งอาจกลายเป็นผู้ปกป้องระเบียบเดิมเสียเอง ส่วนคนที่กำลังถูกตำหนิในวันนี้ ก็อาจกลายเป็นครูที่คนรุ่นหลังยกย่องในวันข้างหน้า

          ปีศาจไม่ได้มีตัวตนถาวร

          ไม่มีใครเป็นโลกเก่าตลอดไป

          และไม่มีใครผูกขาดสิทธิในการเป็นโลกใหม่ได้ตลอดกาลเช่นกัน

 

7. จาก 2475 ถึงทนายปีศาจ

          หากมองย้อนหลังจาก พ.ศ. 2569 กลับไปเกือบหนึ่งศตวรรษ เราอาจพบว่าประวัติศาสตร์ไทยและประวัติศาสตร์ดนตรีไทยไม่ได้เดินหน้าเพราะความเห็นพ้องเพียงอย่างเดียว หากเดินหน้าผ่านความขัดแย้ง การถกเถียง และผู้คนที่ทำให้โลกเดิมอยู่ไม่ค่อยเป็นสุขอยู่เสมอ

          พ.ศ. 2475 คณะราษฎรเปลี่ยนแปลงการปกครอง สั่นคลอนระเบียบเดิมของสยาม และคนหนุ่มอย่างปรีดี พนมยงค์ ป.พิบูลสงคราม กลายเป็นปีศาจในสายตาของคนจำนวนไม่น้อยในยุคนั้น

          พ.ศ. 2482–2485 จอมพล ป. พิบูลสงครามออก ประกาศรัฐนิยมหลายฉบับ และผลักดันการสร้างระเบียบวัฒนธรรมแบบใหม่อย่างเข้มข้น ขณะเดียวกันก็กลายเป็นบุคคลที่คนดนตรีไทยจำนวนไม่น้อยมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของยุคที่ดนตรีไทยถูกลดบทบาทในพื้นที่สาธารณะ

          พ.ศ. 2496 เสนีย์ เสาวพงศ์ เขียน ปีศาจ

          พ.ศ. 2497 จิตร ภูมิศักดิ์ ตั้งคำถามต่ออนาคตของดนตรีไทย

          พ.ศ. 2514 สุจิตต์ วงษ์เทศ ตั้งคำถามต่อการอ้างครูและบรรพบุรุษ

          พ.ศ. 2516–2519 วงต้นกล้านำดนตรีไทยเข้าสู่พื้นที่การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

          หลัง พ.ศ. 2522 ครูบุญยงค์ เกตุคง บรูซ แกสตัน และวงฟองน้ำ เปิดพื้นที่ใหม่ของการทดลองทางเสียงและการสนทนาข้ามวัฒนธรรม

          จนถึงปัจจุบัน ครูวรยศ ศุขสายชล ยังคงตั้งคำถามต่อระบบเสียง สำเนียงดนตรีไทย และเรื่องเล่ากระแสหลักเกี่ยวกับดนตรีไทย

          กระทั่ง พ.ศ. 2569 คำว่า “ปีศาจ” กลับมาอยู่ในพื้นที่สาธารณะอีกครั้งผ่านซีรีส์ ทนายปีศาจ

          เมื่อมองย้อนกลับไป เราอาจพบว่าสิ่งที่เชื่อมโยงผู้คนเหล่านี้เข้าด้วยกันไม่ใช่แนวคิดทางการเมือง ไม่ใช่รสนิยมทางดนตรี และไม่ใช่คำตอบเดียวกันต่ออนาคตของดนตรีไทย

          สิ่งที่พวกเขามีร่วมกันคือการไม่ยอมรับว่าคำอธิบายเดิมคือคำอธิบายสุดท้าย พวกเขาไม่ยอมปล่อยให้ดนตรีไทยหยุดนิ่งอยู่กับที่

          ไม่ยอมปล่อยให้ความเชื่อใดความเชื่อหนึ่งผูกขาดสิทธิในการอธิบายอดีตและไม่ยอมปล่อยให้คนรุ่นต่อไปเติบโตขึ้นมาพร้อมกับคำตอบสำเร็จรูปเพียงชุดเดียว

          ตลอดเกือบหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา คนเหล่านี้อาจถูกเรียกว่า พวกนอกคอก พวกหัวก้าวหน้า พวกทำลายขนบ พวกสร้างปัญหา หรือแม้กระทั่ง “ปีศาจ”

          แต่เมื่อมองย้อนกลับไป หลายครั้งคนที่ถูกต่อต้านในวันนั้น กลับเป็นคนที่ช่วยเปิดประตูบานใหม่ให้ดนตรีไทยในวันต่อมา และหลายครั้งประตูบานนั้นก็กลายเป็นทางเดินสายหลักของคนรุ่นหลังโดยไม่รู้ตัว

          ดนตรีไทยอาจไม่ได้เสี่ยงตายเพราะถูกวิพากษ์

          แต่อาจเสี่ยงตายเพราะไม่มีใครกล้าตั้งคำถาม

          บางที ปัญหาอาจไม่ใช่ว่าวงการดนตรีไทยเรามีปีศาจมากเกินไป

          หากเป็นเพราะเราเหลือปีศาจน้อยเกินไปต่างหาก

 

8. คาถาเรียกปีศาจ

          หากวันใดคนดนตรีไทยเริ่มเชื่อว่าตนเองสมบูรณ์แล้ว

          หากวันใดคำตอบสำคัญกว่าคำถาม

          หากวันใดการเคารพครูกลายเป็นเหตุผลในการห้ามคิด

          หากวันใดการเชื่อฟังสำคัญกว่าการเรียนรู้

          หากวันใดการอนุรักษ์กลายเป็นข้ออ้างของความหยุดนิ่ง

          เมื่อนั้น ปีศาจจะกลับมา

          จงตั้งคำถามในสิ่งที่คนดนตรีไทยทั้งหลายเชื่อ

          จงส่งเสียงในสิ่งที่ผู้คนไม่อยากฟัง

          จงลองทำในสิ่งที่ยังไม่มีใครกล้าทำ

          จงสงสัยในสิ่งที่ทุกคนบอกว่าไม่ควรสงสัย

          และจงรักดนตรีไทยมากพอ

          ที่จะไม่ยอมปล่อยให้มันหยุดนิ่งอยู่กับที่

 

//............................

 

หมายเหตุ : จาก "ทนายปีศาจ" สู่ "คนดนตรีไทยปีศาจ" (อย่าเพิ่งตัดสินจากชื่อบทความ) : คอลัมน์ “เสียงโลก เสียงเรา” โดย อานันท์ นาคคง : บางกอกไลฟ์นิวส์

 

//...........................