เรื่องสั้น : เม่นแคระน้ำจืด : กล้า สมุทวณิช

เรื่องสั้น : เม่นแคระน้ำจืด : กล้า สมุทวณิช

 

แม้จะเคยรู้อยู่ว่ามีคนเลี้ยงเม่นแคระอย่างเป็นสัตว์เลี้ยง แต่ผมไม่เคยได้ยินเรื่องของเม่นแคระน้ำจืดมาก่อนเลย

          มันจะแตกต่างจากเม่นแคระเฉย ๆ อย่างไรก็ไม่รู้ได้ หากสำหรับเม่นแคระน้ำจืดนั้นรูปร่างเหมือนลูกสน ตัวที่ผมเห็นขนาดใหญ่เท่าอุ้งมือ มีขนแหลมเหมือนเข็มที่ทำจากพลาสติกมีสีขาวเกือบทั้งตัว ยกเว้นกลางหลังกับบนหัวมีสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ ขาสั้นเกือบมองไม่เห็น ปากแหลมยาว ตากลมแป๋วแหววสีดำดูล่อกแล่กไม่ค่อยไว้ใจ เมื่อพ้นมือเจ้าของ มันก็วิ่งจู๊ดเข้าไปซ่อนในบ้านเล็ก ๆ ที่ทำจากดินเผาที่ตั้งอยู่ในเขตรั้วอันเป็นบริเวณพื้นที่เลี้ยงของมัน

          “ชื่อลิเวียธาน” เจ้าของเม่นแคระน้ำจืดกล่าวทำลายความเงียบ “เม่นหนูชื่อลิเวียธาน” มันเป็นคำถามที่ผมยังไม่ได้ถามแต่ก็คงจะถาม เธอจึงตอบออกมาเสียเลยล่วงหน้า

          ถ้าพิจารณาจากวัย เธอเป็นหญิงสาวอายุ 24 ปี ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีมาได้หนึ่งปีกว่าแล้ว แต่หากจะตัดสินด้วยรูปลักษณ์ภายนอกและอื่น ๆ ผมอยากเรียกเธอว่า “เด็กสาว” ผู้ที่กำลังจะมาเป็นลูกศิษย์ ผู้รับคำปรึกษา หรือ ... ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรดี ... ของผม

          ความสัมพันธ์ของเราเริ่มต้นขึ้นจากข้อความหนึ่งในกล่องอินบอกซ์ของเฟซบุ๊กเมสเซนเจอร์ เด็กสาวส่งข้อความมายังแฟนเพจของผม ข้อความสั้น ๆ ประโยคหนึ่งโดยไม่ต้องมีการแนะนำตัว “ถ้าหนูจะขอให้พี่เป็นโค้ชให้ คิดเท่าไรคะ” เมื่อผมตอบกลับไปแล้วก็ตามด้วยบทสนทนาโต้ตอบอีกราวสองสามข้อความ จากนั้นก็เป็นโทรศัพท์จากคุณแม่ของเธอ (ซึ่งผมจะได้อธิบายเรื่องนี้ต่อไป)

          อย่างไรก็ตาม ต้องชื่นชมว่า ตลอดการสนทนาด้วยตัวอักษรนั้น เด็กสาวใช้ “ค่ะ” “คะ” หรือผันวรรณยุกต์ไม่ผิดเลยแม้แต่ที่เดียว

          ผมไม่ใช่ไลฟ์โค้ช ครูอาจารย์ หรือผู้สอนวิชาใด ๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่หนังสือข้อคิดประกอบภาพที่รวมรวมมาจากเพจ “Nothing new is the new thing” ของผมเป็นหนังสือขายดีในช่วงเวลาสั้น ๆ ทำให้ผมมีชื่อเสียงขึ้นมาบ้างในหมู่ผู้ชอบอ่านหนังสือแนวให้กำลังใจหรือสร้างแรงบันดาลใจ แม้ว่าหนังสือเล่มต่อมา นั้นจะไปได้ไม่ถึงจุดนั้นจึงไม่มีวี่แววว่าจะได้ออกหนังสือเล่มอีกครั้ง แต่เพจอันเป็นที่มาของหนังสือดังกล่าวก็ยังคงอยู่โดยที่ยังมีผู้ติดตามอยู่ตามสมควร และเด็กสาวผู้เลี้ยงเม่นแคระน้ำจืดก็เป็นหนึ่งในนั้น

          เธอติดต่อผมมาเพื่อให้ผมสอนวิชาการเขียน ... แต่จะว่าอย่างนั้นก็ไม่เชิง เพราะนอกจากเธอจะให้ผมถ่ายทอดเทคนิคการเรียบเรียงความคิดในหัวในออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรในหน้าจอแล้ว เธอยังอยากให้ผมสอนวิธีการจัดการดูแลเนื้อหาในสื่อโซเชียลเน็ตเวิร์กรวมถึงการสร้างและหล่อเลี้ยงรักษาแรงบันดาลใจ ตลอดจนการควบคุมวินัยให้เขียนหนังสือออกมาได้จนจบเล่ม โพสต์ข้อความในเพจและบล็อกให้ได้สม่ำเสมอ ทั้งหมดคือวัตถุประสงค์และความคาดหมาย จึงออกจะนิยามยากว่าระหว่างผมและเธอผู้นี้อยู่ในความสัมพันธ์ฐานะใด

          หลังจากที่เธอติดต่อผ่านกล่องข้อความ และผมตกลงในหลักการเบื้องต้นที่จะรับเป็นที่ปรึกษาด้านการเขียนและจัดการสื่อโซเชียลของเธอ (ใช้คำนี้ก็แล้วกัน) ก็มีหมายเลขโทรศัพท์ที่ไม่คุ้นเคยโทรเข้ามา ตอนแรกผมคิดว่าเป็นเธอเองที่ผมเพิ่งให้เบอร์ไป แต่ปลายสายกลับเป็นคุณแม่ของเธอ

          คุณแม่แจ้งรายละเอียดกับผมเพิ่มเติมว่าลูกสาวผู้ติดต่อขอให้ผมเป็นที่ปรึกษานั้น สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยของรัฐ เคยทำงานเป็นลูกจ้างในองค์การมหาชนแห่งหนึ่งได้ราวสองเดือนก็ลาออกมา ขอเวลาครอบครัวเพื่อ “ค้นหาตัวเอง” ผ่านการครุ่นคิดและเขียนหนังสือ เวลาในการหาตัวเองกินยาวมาร่วมปี กระนั้นทางครอบครัวก็ไม่เรียกร้องรบเร้าให้เด็กสาวไปหางานทำหรือเรียนต่อจนกว่ากระบวนการนี้จะเสร็จสิ้น ดังนั้นทางใดที่จะช่วยส่งเสริมภารกิจนี้ให้สำเร็จลงได้ ที่บ้านก็พร้อมยอมสนับสนุนทุกประการ

          แม้ว่าค่าจ้างที่ผมเรียกไปและอีกฝ่ายจะตอบรับโดยไม่ต่อรองใด ๆ นั้นจะไม่ถือว่าสูงมากนัก แต่การที่ครอบครัวใดยอมให้บุตรสาวที่เพิ่งจบปริญญาตรีสามารถใช้เวลาค้นหาตัวเองโดยไม่เร่งรัดเรื่องทำงานหารายได้โดยเฉพาะในสภาวะการณ์เช่นนี้ก็น่าจะแปลว่าเรื่องเงินทองคงไม่ใช่ปัญหา

          ข้อสันนิษฐานถึงฐานะทางครอบครัวของเด็กสาวก็ชัดเจนเมื่อผมได้ไปรับงาน “ให้คำปรึกษา” ครั้งแรก บ้านของเธอตั้งอยู่บนถนนสุขุมวิทช่วงสถานีรถไฟฟ้าอุดมสุข เป็นอาคารแบบบ้านแบบคหบดียุค คศ.1960 ที่ปลูกสร้างด้วยคอนกรีตปูพื้นไม้ทั้งแผ่น รูปทรงเป็นเอกลักษณ์ของยุคนั้นที่จะมีระเบียงกว้างเกือบครึ่งหนึ่งของพื้นที่  ชั้นสองของบ้านจัดเป็นสวนลอย ที่หน้าบ้านมีสระว่ายน้ำเล็ก ๆ พอที่สักสองคนจะลงไปว่ายน้ำพร้อมกันได้โดยไม่ปะทะร่างกายกัน หากแต่ตอนนี้สูบน้ำออกไปหมดแล้ว สิ่งที่ชัดเจนว่าทางบ้านของเด็กสาวคงไม่ยี่หระสนใจเรื่องการเงินจริง ๆ คือการที่บ้านพร้อมบริเวณเกือบ 300 ตารางวานั้น ถูกล้อมไว้ด้วยคอนโดมิเนียมสูงทั้งสี่ทิศทาง เว้นไว้แต่เขตแนวตามกฎหมายควบคุมอาคารเท่านั้น เห็นแล้วก็เดาได้ไม่ยากว่าน่าจะมีผู้มาทาบทามขอซื้อที่ดินแปลงนี้บ้างแล้วก่อนหน้านี้ แล้วก็ได้รับคำปฏิเสธไป

          เมื่อกดออดหน้าประตูรั้วเหล็กทึบสีเทา (ซึ่งนี่ก็เป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ก่อนยุคสมัยอัลลอยหลังปี 2530) ก็มีแม่บ้านมาเปิดประตู เชิญไปนั่งในห้องรับแขกที่ล้อมไปด้วยตู้ไม้สักติดกระจกโชว์รูปรับปริญญาและเครื่องราชอิสริยาภรณ์ของคุณพ่อและเครื่องเบญจรงค์กับเครื่องประดับประเภทของที่ระลึกจากต่างประเทศ ผู้ที่ออกมาพบกับผมคือคุณแม่ของเธอ เนื้อหาของการพูดคุยไม่ได้แตกต่างจากการสนทนาเกริ่นนำทางโทรศัพท์เท่าไร เพิ่มเติมคือรายละเอียดเกี่ยวกับการมาให้ “คำปรึกษา” แก่เด็กสาว สรุปได้ว่า เธอขอใช้เวลาเป็นการส่วนตัวกับผมโดยไม่ให้คุณแม่หรือใครเข้ามายุ่งเกี่ยวตลอดช่วงเวลาตั้งแต่สิบสี่ถึงสิบเจ็ดนาฬิกาของวันพุธและวันศุกร์จนกว่าหนังสือที่ตั้งใจไว้จะเขียนเสร็จหรือเธอจะพอใจ (หรือไม่พอใจ) ไปก่อนแล้วแต่กรณี ห้องที่ใช้ในกิจกรรมนั้น เป็นห้องสมุดที่อยู่ชั้นสองของบ้านที่มีประตูใหญ่ติดระเบียงใหญ่ซึ่งคุณแม่พูดอ้อม ๆ ว่ามีเพียงม่านโปร่งบาง ๆ กันแสง คงเพื่อสื่อให้รู้ว่าพื้นที่ดังกล่าวแม้จะเป็นส่วนตัวแต่ไม่ใช่ที่ลับหูลับตา

          ปฐมนิเทศจนพอใจ คุณแม่ก็เดินนำพาผมขึ้นบันไดไม้สักไปยังห้องสมุดที่ว่านั้น ห้องดังกล่าวมีพื้นที่กว้างราว ๆ 45 ตารางเมตร ที่ถ้าจะเรียกว่าห้องอ่านหนังสือหรือทำงานอเนกประสงค์จะตรงกว่า ด้วยมีเพียงตู้หนังสือขนาดกลางแบบมีกระจกปิดอยู่หนึ่งตู้ กับชั้นหนังสือแบบโปร่งอีกหนึ่งชั้น ในตู้หนังสือวางเรียงรายด้วยสารานุกรมภาษาต่างประเทศและหนังสืออ้างอิงแบบเดียวกับห้องสมุดเก่าคร่ำคร่าที่ดูด้วยตาก็รู้ว่าไม่มีใครเปิดอ่านมาไม่น้อยกว่ายี่สิบปี กับหนังสือที่ระลึกงานศพของผู้มีชื่อเสียง หรือหนังสือที่ระลึกของหน่วยราชการและนิยายคลาสสิกของนักเขียนยุคปีสองพันสี่ร้อย ส่วนชั้นหนังสือที่ดูใหม่กว่านั้นน่าจะเป็นหนังสือของเด็กสาว มันเต็มไปด้วยนวนิยายสมัยใหม่ ทั้งนิยายแปลญี่ปุ่นของสำนักพิมพ์กำมะหยี่และเจลิต วรรณกรรมไทยจากสำนักพิมพ์เล็ก นิยายรักบีเลิฟสี่ห้าเล่ม ที่ดูมากหน่อยก็คือหนังสือแนวพัฒนาตัวเองจากสำนักพิมพ์วีเลิร์น และหนังสือแนวกำลังใจจากสำนักพิมพ์คูบของนิ้วกลม

          กลางห้องมีโต๊ะไม้สักขนาดกว้างหนึ่งเมตรคูณห้าเมตรขัดมันจนแทบจะส่องหน้าได้ บนโต๊ะมีโคมไฟแบงก์เกอร์แลมป์สีเขียวแบบที่เห็นในหนังฝรั่ง รูปร่างและความเก่าแก่ทำให้ผมเดาว่ามันอาจจะเป็นของจริงที่ผลิตด้วยแก้วผลึกสีเขียวจากอดีตประเทศเชโกสโลวาเกีย ไม่ใช่ของทำเลียนแบบอย่างที่เคยเห็นในร้านค้าออนไลน์

          สิ่งแปลกปลอมหนึ่งเดียวในห้องนั้นพื้นที่ขนาดหนึ่งตารางเมตรกั้นด้วยรั้วพลาสติกโปร่ง ๆ สีขาวสูงหนึ่งฟุต ปูด้วยกระดาษรองซับ มีพื้นที่บางส่วนโรยแกลบไว้ และมีบ้านดินเผาดูน่ารักอยู่ตรงกลาง และจักรเหมือนที่เอาไว้ให้หนูถีบเล่นอันหนึ่งพร้อมชามอาหารและอ่างน้ำ นี่คือพื้นที่เลี้ยงเม่นแคระน้ำจืดซึ่งปกติจะนอนอยู่ในบ้านดินเผาในเวลากลางวัน ดังนั้นถ้าเจ้าของไม่เอามันออกมาเล่นด้วย ผมคงไม่มีโอกาสได้เห็นตัวมัน

          เมื่อแนะนำตัวเม่นแคระน้ำจืดแล้ว เด็กสาวก็แนะนำตัวชื่อเต็มนามสกุลจริงว่า รสมาลิน เหมันต์ ซึ่งก่อนหน้านี้เธอและแม่แทนตัวว่า “โรส” ในการติดต่อและอ้างถึง

          “หนูคือ โรสแมรี วินเทอร์* ตัวจริง” เธอพูดเหมือนจะให้เป็นมุกตลก แต่หน้าตาเธอเรียบเฉยจนไม่กล้าแปลเจตนาไปในทางนั้น

          รสมาลินหรือโรสสูงประมาณ 155 เซนติเมตร ผมดำยาวถึงกลางหลังและผิวขาวเผือดและดูผอมทำให้เธอดูเด็กกว่าอายุ ตลอดเวลาที่รู้จักกันเธอสวมเสื้อยืดสีขาวคอวีไม่มีลวดลายกับกางเกงขาสามส่วนสีดำ เวลาที่อ่านหรือเขียนหนังสือเธอจะหยิบแว่นตารูปกรมกรอบทองเล็ก ๆ บาง ๆ มาสวม ภายใต้แว่นตานั้นเป็นดวงตากลมโตที่ปกติมีแววเรียบเฉย บางครั้งที่ผมพูดอะไรที่ทำให้เธอพอใจหรือรู้สึกขบขัน แววตานั้นจะเปลี่ยนแปลงเป็นประกายบ้าง แต่ก็เพียงแวบเดียวจริง ๆ

          ผมเริ่มชั่วโมงแรกจากการถามว่าที่สุดแล้วเธอต้องการอะไรจากการเขียนหนังสือ เธอตอบว่า “หนังสือ” (ไม่น่าถามเลย) จากนั้นผมก็ค่อย ๆ ถามเธอ ด้วยวิธีที่เคยเรียนรู้มาว่าพวกไลฟ์โค้ชเขาใช้กัน คือการตั้งคำถามไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ผู้รับคำปรึกษาค้นหาตัวเอง เช่น ทำไมอยากทำเพจ “ก็เห็นนักเขียนเขาต้องมีกัน” (นั่นก็จริงอีก) ถ้าอย่างนั้นอยากทำเพจเกี่ยวกับอะไร “หนังสือที่จะเขียน” (เออ ก็ควรจะเป็นเช่นนั้น) แล้วอยากเขียนหนังสือเกี่ยวกับอะไร “ยังไม่รู้สิ ถ้ารู้แล้วจะให้พี่มาโค้ชไหม” (ไม่น่าถามเลยครั้งที่สอง)

          แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม สำหรับวันแรกนั้นก็สามารถจบลงด้วยการที่ให้เธอเขียนเป้าหมายลงไปในสมุดที่ผมเตรียมมาให้ พร้อมกำหนดเวลาที่เป็นไปได้ “ออกหนังสือหนึ่งเล่ม ภายในเวลาหนึ่งปี นับแต่วันที่ ….” หมดเวลาสองชั่วโมงสำหรับแรก

          เมื่อผมบอกจบวัน เธอก็ยื่นซองสีขาวหนาเท่าธนบัตรใบละพันซ้อนกันในจำนวนเท่ากับอัตราค่า “ปรึกษา” หนึ่งครั้งให้ ก่อนกล่าวขอบคุณ แล้วเดินไปเล่นกับเม่นแคระน้ำจืด ผมยืนรออยู่สักพักจึงได้รู้ว่า ให้ผมเดินลงไปชั้นล่างด้วยตัวเอง แต่ก็ไม่ถึงกับออกจากบ้านของเธอไปอย่างเงียบเชียบ เพราะแม่บ้านคนเดิมที่เปิดประตูให้รอรับอยู่ และพาผมเดินออกไปส่งที่ประตู จริง ๆ คงเพื่อให้แน่ใจว่าแขกเยือนกลับออกไปพ้นบริเวณบ้านแล้วนั่นเอง

          นี่คือการพบกันครั้งแรกของผมและเด็กสาวผู้เลี้ยงเม่นแคระน้ำจืด ซึ่งใช้เวลารวมตลอดการเดินทางและการให้คำปรึกษารวมกันก็หมดเวลาช่วงบ่ายทั้งหมดสำหรับวันนั้น เมื่อถึงบ้าน ผมเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วก็เผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว จนกระทั่งคนรักโทรมาปลุกในเวลาประมาณสามทุ่ม เพื่อให้ผมถ่ายทอดเรื่องราวการ “ให้คำปรึกษา” ครั้งแรกให้ฟัง

          เธอฟังผมเล่ายาว ๆ ตั้งแต่เรื่องการไปกดออกที่หน้าประตูรั้วเหล็กทึบจนถึงตอนที่แม่บ้านออกมาส่ง แล้วจึงถามออกมาเพียงคำเดียวว่า “น้องเขาน่ารักไหม”

          ผมตอบไปโดยอัตโนมัติว่า “ก็ปกตินะ” เพียงเท่านั้น ก่อนจะมานึกได้ภายหลังว่า มันเป็นคำตอบที่แสนงี่เง่าไม่ตรงคำถาม แต่คนรักของผมก็พอใจเพียงเท่านั้น และเปลี่ยนเรื่องคุย

..............................................................

 

          วันแรกที่เริ่มไปให้ “คำปรึกษา” นั้นเป็นวันศุกร์ ดังนั้นการพบกันอีกครั้งคือวันพุธของสัปดาห์ต่อมา ในครั้งนี้ผมตั้งใจจะเริ่มต้นด้วยการช่วยให้เด็กสาวหาให้ได้ว่า “หนังสือ” ที่ว่าอยากเขียนนั้นจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไรอย่างไร เมื่อพยายามใช้วิธีการตั้งคำถามให้ตอบและสอบทานแล้วก็เหมือนยังไม่มีอะไรเผยออกมา ผมจึงนึกถึงวิธีการที่เคยได้ยินมาจากนักเขียนรุ่นพี่ จึงหยิบกระดาษขนาด A4 ขึ้นมา ตีตารางสิบหกช่อง แล้วให้เด็กสาวเขียนคำหรือพยางค์ใดก็ตามที่นึกได้มาในหัวภายในห้านาที แต่กระนั้นคำหรือพยางค์ทั้งสิบหกในช่องว่างก็ช่างเป็นอะไรที่ยากต่อการเชื่อมโยงหรือต่อยอดใด ๆ “มัสหมั่น” “เรือปืน” “ช้างทรง” “ความจำ” “เย่อหยิ่ง” “อวกาศ” “บ่ายโมงสามสิบ” “น้ำเงิน” “ธงชาติ” ถ้อยคำสามัญและไร้การเชื่อมโยงจนดูเหมือนงานที่ผมมอบหมายเป็นเพียงพิธีกรรมโง่ ๆ

          แต่แล้วผมก็สังเกตเห็นว่ามีอยู่คำหนึ่งที่แตกต่างจากพวก ช่องเดียวในตารางที่ถูกเขียนด้วยตัวอักษรโรมันสองตัว “VR”

          ผมอาจจะเริ่มต้นจากคำนี้ได้

          “VR ของน้องหมายถึงอะไรครับ ? Virtual Reality”

          “ใช่” เธอตอบง่าย ๆ “เกมแบบที่ต้องใส่แว่นเล่นน่ะ”

          จากนั้นผมก็ลองใช้คำนี้เข้าไปจับเชื่อมกับคำอื่น VR อวกาศ VR ความจำ VR ธงชาติ VR ช้างทรง (อันหลังนี้ไม่เข้าท่าสิ้นดี) พยายามให้เด็กสาวคิดว่า มีคำไหนที่สื่อสารกับเธอได้ไหม แต่ก็เหมือนยังไม่มี

          “ช่างมันเถอะ” เป็นเด็กสาวผู้เลี้ยงเม่นแคระน้ำจืดที่กล่าวยอมแพ้ “วันนี้พอแค่นี้ก็ได้ เล่นเกมกันไหมคะ”

          ไม่ทันที่ผมจะตอบรับอะไร เด็กสาวก็หยิบรีโมตคอนโทรลมาเปิดโทรทัศน์ขนาด 50 นิ้วที่แขวนที่ผนังด้านหนึ่งของห้อง (ที่อาจนับเป็นด้านหลังถ้าพิจารณาจากจุดที่ตั้งโต๊ะของเราและคอกของเม่นแคระน้ำจืดเป็นด้านหน้า) ผมเพิ่งเห็นนี่เองว่าในห้องนี้มีโทรทัศน์จอใหญ่ขนาดนี้อยู่ และประหลาดใจในความไม่สังเกตของตัวเองอีกครั้ง เมื่อพบว่าที่ชั้นใต้โทรทัศน์นั้น มีเครื่องเล่นเกม PlayStation 4 พร้อมอุปกรณ์การเล่นเกมแบบ Virtual Reality ต่อพ่วงอยู่ครบชุด

          “พี่เล่นไหมคะ” ผมส่ายหน้าปฏิเสธ เด็กสาวไม่ได้ว่าอะไร เธอกดเปิดเครื่องเกมและหยิบแว่นสำหรับเล่นเกม VR ขึ้นมาถือไว้ในมือ แต่ก่อนที่เธอจะสวมมันที่ศีรษะ เธอก็หยิบซองใส่เงินค่าปรึกษาสำหรับวันนี้วางไว้บนโต๊ะ จากนั้นก็สวมแว่นที่ดูคล้ายแว่นตาดำน้ำที่ประกบติดอยู่กับหมวกแก๊ปสีขาว แล้วเปิดเกมที่ให้ผู้เล่นใช้กระบี่แสงฟาดฟันบล็อกแสงในทิศทางให้ถูกต้องตามจังหวะเพลง

          ผมยืนรออยู่ราวห้านาที แน่ใจว่านี่คือการบอกจบการปรึกษาสำหรับวันนี้แล้ว ผมจึงกล่าวลา เด็กสาวยิ้มน้อย ๆ โดยไม่หันมามองหน้าผม (ซึ่งแน่นอนว่าเธอก็ไม่สามารถเห็นได้) ก่อนกล่าวว่า

          “บายค่า วันศุกร์เจอกันนะ”

          เมื่อถึงวันที่นัดหมาย ผมไปพบเธออีกครั้ง ก็พบว่า เธอพาเจ้าเม่นลิเวียธานขึ้นมาเดินดุบดิบบนโต๊ะเขียนหนังสือที่เราใช้ทำงานด้วยกัน พอเห็นหน้าผม เม่นแคระน้ำจืดก็วิ่งจู๊ดเข้าไปซ่อนในถุงผ้านวมรูปลูกสนที่อยู่บนโต๊ะนั้น

          “พี่รู้ไหมว่าลิเวียธานคืออะไร” เธอถามผมหลังจากที่ผมนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม

          “ชื่อของมนต์อสูรมังกรน้ำจากเกมไฟนอลแฟนตาซีหรือเปล่า”

          เด็กสาวลูบขนเม่นแคระน้ำจืดบนมือ ก่อนปรายตามองผมและเฉลย

          “ไม่ใช่ค่ะ หมายถึงองค์อธิปัตย์ผู้ทรงอำนาจล้นพ้น ตามแนวคิดสัญญาประชาคม ของ โทมัส ฮอบส์”

          ถ้าแปลความในทางร้าย เธออาจกำลังแสดงความดูแคลนผมผู้ให้คำตอบราวกับเป็นโอตาคุติดเกมทั้งที่แสดงตนในโลกโซเชียลให้เธอได้รู้จักผมในทางนั้นว่าเป็นนักเขียนแนวความคิดจิตวิทยาและปรัชญาการเมือง

          หากมันก็สาสมดี เพราะผมเองก็นึกประมาทเธอก่อน ความที่ได้เห็นเธอเล่นวิดีโอเกมในครั้งล่าสุดที่เจอกันด้วยกระมัง ที่ชี้นำคำตอบผมไปในทางนั้น

          “แนวคิดที่เชื่อว่า มนุษย์เกิดมาอ่อนแอ โหดร้าย เห็นแก่ตัว หากอยู่ร่วมกันโดยปราศจากกฎกติกา จะทำร้ายกันเองจนสังคมล่มสลาย ด้วยเหตุนี้ จึงต้องมีอำนาจหนึ่งซึ่งยิ่งใหญ่ราวกับมังกรเจ้าสมุทรลิเวียธานอวตารมาเป็นเจ้าผู้ปกครอง” ผมรีบร่ายยาวทฤษฎีที่ได้รู้ราวกับเป็นพิรุธ เด็กสาวพยักหน้ายิ้มน้อย ๆ ก่อนชวนผมพูดคุยถึงเรื่องหนังสือที่จะเขียน

          “หนูอยากเขียนเกี่ยวกับเรื่องความทรงจำเสมือนจริง” เธอว่า

          อย่างน้อยการให้ค้นหาเรื่องราวที่อยากเขียนด้วยการเขียนคำในตาราง 16 ช่องของผมก็ได้ผล

          เราไม่ได้จำสิ่งต่าง ๆ ได้เหมือนการบันทึกไว้ด้วยกล้องถ่ายรูปหรือเครื่องบันทึกเสียง แต่สมองของเราตัดหั่นสิ่งที่เราได้พบเห็นออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยและเก็บไว้ในส่วนต่าง ๆ ของสมอง ซึ่งเชื่อมโยงกันด้วยประสาทผ่านสารสื่อประสาท เมื่อต้องการเรียกคืนความทรงจำใด สารสื่อประสาทจะวิ่งไปรวบรวมข้อมูลที่เก็บไว้มาประกอบสร้างขึ้นมาใหม่ ภาพความทรงจำไม่ใช่ภาพที่เราบันทึกไว้ แต่มันคือภาพที่เราสร้างใหม่ทุกครั้ง สำหรับวิธีการเก็บและเรียกคืนความทรงจำยังเป็นความลับที่นักวิทยาศาสตร์ทางสมองและประสาทวิทยาจะต้องค้นหากันต่อไป

          “เราจึงสร้างความทรงจำเสมือนได้ด้วยวิธีการนี้” เธอสรุป

          ผมพอจะเข้าใจเรื่องการทำงานของสมองและความทรงจำ แต่ผมก็ยังไม่เข้าใจเสียทีเดียวนักว่า เราสร้างความทรงจำเสมือนได้ด้วยวิธีนี้คือวิธีไหน แต่วันนั้นก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เราแลกเปลี่ยนบทสนทนาซึ่งกันและกันจนหมดเวลา เธอมอบซองค่าปรึกษาให้ผมตามขั้นตอน แต่สำหรับวันนี้เธอเดินไปส่งผมที่ประตูเหล็กหน้าบ้านด้วย บอกลาเพื่อพบกันใหม่ในวันพุธหน้า

..............................................................

 

          วันพุธซึ่งเป็นการพบกันครั้งที่สี่ ความคุ้นเคยทำให้แม่บ้านเพียงเปิดประตูรั้วให้ผมแล้วขอตัวไปทำกิจธุระของเธอต่อ ผมเดินขึ้นไปที่ห้องสมุดชั้นสองด้วยตัวเอง จากที่ปะติดปะต่อจากการสนทนา คุณแม่ของเด็กสาวไม่ได้ทำงานที่ไหน แต่นอกจากการมาที่นี่ครั้งแรกแล้ว ผมก็ไม่เคยได้เจอกับนางอีกเลย ผมเดินขึ้นไปที่ห้องสมุดอันเป็นเหมือนที่ทำงาน หากคราวนี้เสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ทำนองหนักแน่นดังออกมาถึงชานพักบันได เมื่อเดินพ้นบันไดถึงห้องสมุดที่เป็นประตูกระจกก็ได้เห็นเด็กสาวเล่นเกมฟันกระบี่แสงเสมือนจริงตามจังหวะทำนอง ผมนั่งรอเงียบ ๆ บนโต๊ะไม้สัก เมื่อเพลงที่เธอกำลังเล่นอยู่จบ ผมจงใจเลื่อนเก้าอี้ออกมาเพื่อวางกระเป๋า หวังจะใช้เสียงนั้นบอกเธอว่ามีมนุษย์อีกคนอยู่ร่วมห้องนั้นด้วย เพื่อจะได้เริ่มกิจกรรมการปรึกษาของวันนี้

          แต่ไม่รู้ว่าเธอจะไม่ได้ยินจริง ๆ ได้ยินแล้วแต่ไม่สนใจ หรือสนใจแต่ก็อยากเล่นเกมต่อก็ตามที แต่เธอก็ยังกดเลือกเพลงต่อไป ผมจึงต้องเฝ้ามองรอเธอเล่นเกมเสมือนจริงนั้นต่อไปเงียบ ๆ บนเก้าอี้ที่ห่างจากจุดที่เธอร่ายรำและสะบัดอุปกรณ์จับความเคลื่อนไหวในมือตามจังหวะเพลงราวสองเมตร

          ห้องสมุดนั้นไม่มีเครื่องปรับอากาศ แต่เพราะผนังข้างหนึ่งเป็นประตูมุ้งลวดกว้างเกือบหกเมตรที่ด้านนอกเป็นสวนลอยที่มีต้นไม้ครึ้ม กับพัดลมเพดาน ทำให้อากาศในห้องนั้นเย็นสบายพอที่จะนั่งอ่านหนังสือหรือทำงานได้โดยไม่ต้องเปิดเครื่องปรับอากาศแม้ว่าจะเป็นช่วงบ่ายปลายเดือนมีนาคม หากนั่นคือการนั่งทำงานเฉย ๆ ไม่ใช่การเล่นเกมกึ่งออกกำลังกาย

          รอยเหงื่อจึงซึมออกจากแผ่นหลังปรากฏเป็นรอยบนเสื้อยืดสีขาว บางครั้งที่เธอเอี้ยวตัวหันมาตามจังหวะเพลง ผมได้เห็นใบหน้าที่พ้นจากแว่น VR เต็มไปด้วยเหงื่อที่หยดไหลผ่านลำคอลงไปที่แผ่นอกส่วนที่อยู่นอกเสื้อคอวีเห็นเป็นเม็ดพราว ทุกนาทีที่ผ่านไป เสื้อยืดสีขาวของเธอก็เปียกชุ่มจนมองเห็นร่องรอยของเสื้อชั้นในสีเดียวกันที่อยู่ข้างใต้ได้ชัดเจนขึ้น จังหวะการเคลื่อนไหวเหมือนเต้นรำก็รั้งเสื้อให้รัดรึงจนทรงทรวงเล็ก ๆ ขนาดคัพเอนั้นปรากฏเด่นกว่ายามปกติ จนผมรู้สึกกระดากเขินต้องหลบตาไปทางอื่น แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าเด็กสาวก็ไม่ได้มองเห็น

          สาบานได้เลยว่าก่อนหน้านี้ผมไม่เคยมีความคิดกับเธออย่างชู้สาวหรือแม้แต่ความรู้สึกเชิงกามใด ๆ ซึ่งก็ไม่ใช่เพราะจรรยาบรรณด้วยถือตัวว่ามีสถานะเทียบเท่าครูอาจารย์อะไรด้วย แต่เพราะความรู้สึกแปลกปลอมบางอย่างทั้งรูปลักษณ์และนิสัยใจคอของเธอต่างหากที่เป็นเหมือนไอพลังกั้นขวางความรู้สึกถ้าจะมีเช่นนั้นไว้ แต่ในตอนนี้ต้องยอมรับว่าในฐานะของชายหนุ่มที่มีความพึงใจปรารถนาต่อเพศตรงข้าม สัญชาติญาณธรรมชาติของผมทำงานเต็มที่ อย่างน้อยบางส่วนของร่างกายก็ฟ้องอยู่เช่นนั้น

          ภาพเพียงนั้นมิใช่ปัญหา แต่สิ่งที่ทำให้ผมปั่นป่วนยวนใจคือกลิ่น มันคือกลิ่นเหงื่อเคล้าด้วยกลิ่นอับกาย ผสมกลิ่นครีมอาบน้ำจาง ๆ กลิ่นที่ชวนให้เราระลึกถึงสมัยที่เป็นนักเรียนประถมปลายถึงมัธยมต้น วัยรอยต่อสั้น ๆ ที่กำลังทิ้งความเป็นเด็กเข้าสู่วัยรุ่น ช่วงเวลาที่เด็กหญิงเพิ่งสวมเสื้อชั้นในตัวแรกและเริ่มมีกลิ่นกายก่อนจะรู้จักใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันกลิ่นไม่พึงประสงค์นั้น มันคือกลิ่นที่สัมผัสได้ยามที่เข้าใกล้เพื่อนหญิงของเราในคาบบ่ายหลังเที่ยงหรือตอนเช้าในวิชาพละ กลิ่นที่ชัดเจนว่าไม่ใช่กลิ่นหอมแน่ ๆ แต่ก็ไม่ได้รุนแรงรบกวนจมูก กลิ่นครึ่งกลางในวัยกึ่งวิถี กลิ่นกายและบรรยากาศที่มีเด็กสาวผู้เลี้ยงเม่นแคระน้ำจืดเป็นศูนย์กลางดึงพาความทรงจำผมกลับไปสู่วันวัยเช่นนั้น

          เมื่อคำว่า “เม่นแคระน้ำจืด” วาบเข้ามาในความคิด ผมก็เพิ่งสังเกตว่า จุดที่เคยเป็นคอกที่เลี้ยงของเม่นแคระน้ำจืดนั้นไม่ได้อยู่ในห้องนั้นแล้ว ที่ ๆ เคยกันไว้นั้นกลายเป็นพื้นไม้สักขัดมันเรียบกริบเหมือนจุดอื่น ๆ ในห้องนั้น ผมเผลอจินตนาการไปในทางร้าย แต่เมื่อเห็นว่าเพลงที่เด็กสาวกำลังโลดเต้นตามจังหวะอยู่นั้นใกล้จะจบลง ก็ตัดสินใจได้ว่าจะต้องส่งสัญญาณบอกการเข้ามานั่งอยู่ในห้องนั้นอย่างชัดเจนจริงจัง เมื่อเพลงจบ ผมตัดสินใจเรียกชื่อเธอ และในคราวนี้เองที่เธอได้ยิน หรือได้ยินแล้วสนใจ หรือไม่อยากเล่นเกมต่อแล้ว จะเหตุใดก็ตามที เธอไม่ได้เลือกเพลงต่อไป ถอดแว่น VR นั้นออก กล่าวทักทายผม กดปิดเครื่องเกม ความหนึบเหนียวตัวและเสื้อยืดที่ชุ่มโชก ทำให้เธอขอผมไปล้างตัวก่อนค่อยเริ่มกิจกรรมของวันนี้กัน

          เด็กสาวกลับมาพร้อมด้วยเสื้อผ้าราวกับเป็นชุดเดิม จนแอบสงสัยว่าเธอมีเสื้อยืดคอวีสีขาวแบบนี้กี่ตัวกันนะ สำหรับผมเองผ่านวันนั้นไปอยางไรไม่รู้ได้ สอนหรือแนะนำอะไรไปบ้าง แทบไม่มีอะไรเหลืออยู่ในความทรงจำเลย แม้แต่เรื่องที่ทำไมคอกของเม่นแคระน้ำจืดลิเวียธานไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้วผมก็ไม่ได้คิดถาม มานึกได้อีกครั้งก็ตอนที่อยู่บนรถไฟฟ้า ห่างจากที่จะลงอีกเพียง 2 สถานี

          ค่ำวันนั้น คนรักของผมปรับทุกข์เรื่องการงานให้ฟังเป็นครั้งแรกในหลายเดือน เธอทำงานอยู่ฝ่ายการตลาดของเครือข่ายร้านอาหารญี่ปุ่นปิ้งย่างขนาดกลางแห่งหนึ่งที่มีสาขาในกรุงเทพ ฯ ราวสิบสาขา งานของเธอทำให้เราได้รู้จักกันเมื่อแฟนเพจของผมเป็นหนึ่งในเพจที่เธอติดต่อขอซื้อโพสต์

          บริษัทของเธอพบวิกฤติหนักจากการล็อกดาวน์ร้านอาหารในปีที่แล้วที่ไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาดครั้งแรกในประเทศนี้ แม้เป็นร้านอาหารแฟรนไชส์ในรูปบริษัทแต่ก็ไม่ได้ใหญ่โตทุนหนาอย่างบริษัทมหาชน หากด้วยความเข้มแข็งที่สั่งสมมาเกือบสิบปีทำให้ยังดำเนินกิจการต่อไปได้แบบตึง ๆหลังจากที่รัฐบาลผ่อนคลายมาตรการเมื่อคราวนั้น แต่ในการแพร่ระบาดรอบใหม่นี้ ข่าวลือเรื่องอาจมีการสั่งปิดร้านอาหารอีกรอบ ทำให้ได้ยินมาว่าผู้บริหารเริ่มเปรยกันอย่างจริงจังว่า หากคำสั่งนั้นมาถึงจริง หรือบริษัทอาจจะต้องพักกิจการ หรืออาจจะแย่กว่านั้น

          ผมได้แต่ปลอบใจเธอ แม้มันอาจจะเป็นคำแนะนำที่ดูไม่ฉลาด หรือฉลาดเกินไปจนพ้นโลกก็ไม่รู้ได้ว่า อนาคตก็ยังไม่แน่นอน เช่นนี้ความกังวลคือสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเอง ไม่ต้องรีบเป็นทุกข์นำไปก่อน จงรับรู้อยู่กับปัจจุบัน

          ไม่รู้ว่าเธอจะรู้สึกดีขึ้นหรือไม่ แต่เราก็จบการสนทนาเรื่องนี้กันไป

          คอกเลี้ยงเม่นแคระน้ำจืดและเจ้าลิเวียธานกลับมาอยู่ที่เดิมเมื่อพบกับเธอครั้งต่อไปหลังจากนั้น ผมจึงไม่มีคำถามว่ามันหายไปไหนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

..............................................................

 

          เรื่องนี้เกิดขึ้นในการพบกันครั้งที่เท่าไรก็ไม่แน่ใจ ผมจำได้เพียงเหตุการณ์ก่อนหน้านั้น ในครั้งนั้นเหมือนงานของเราคืบหน้าไปได้ดี ผมสามารถแนะนำเด็กสาวผู้รับปรึกษาให้สามารถเขียนข้อความ 1,200 คำแรกสำหรับหนังสือของเธอได้ ผมจึงตอบรับคำชวนที่จะเล่นเกมเสมือนจริง แต่จะว่าไปมันก็ไม่ใช่เกมจริงจัง เธอให้ผมเล่นกับสิ่งที่เป็นประสบการณ์จำลอง หรือ VR Experience ด้วยการสวมบทบาทเป็นนักประดาน้ำผู้ถูกหย่อนลงไปในกรงสำรวจโลกใต้สมุทรที่ไม่รู้ว่ามีอะไรรออยู่

          เธอให้ผมสวมแว่นตา VR ช่วยปรับโฟกัสจนมองเห็นภาพชัดที่สุด แล้วเธอก็สั่งเริ่มเกม

          ผมได้สัมผัสประสบการณ์โลกเสมือนจริงครั้งแรกในตอนนั้น มันช่างน่าตื่นเต้น ภาพรอบตัวผมเปลี่ยนไปเหมือนอยู่ในกรงใต้ทะเล แม้จะเป็นภาพที่สร้างจากคอมพิวเตอร์กราฟิก แต่ก็มีคุณภาพสูง ความจริงเสมือนสร้างภาพราวกับผมลงไปอยู่ที่นั่นจริง ๆ จนน่าตกใจ เมื่อมีปลาว่ายเข้ามาในกรง ผมเผลอเดินเข้าไปมองใกล้ ๆ เกือบเอื้อมคว้าจับมัน

          แล้วกรงนั้นก็ค่อย ๆ ถูกหย่อนลึกลงไปใต้ทะเล ผมได้รู้สึกทึ่งและตระหนักอีกครั้งว่า ภาพที่ตาเห็นกำหนดความจริงทั้งหลายของเราเกินกว่าครึ่ง ทั้งที่ผมรู้ชัด ๆ ว่าผมยืนอยู่กับที่บนพื้นห้องสมุดบ้านเด็กสาว แต่ก็รู้สึกร่างกายกำลังร่วงลงเหมือนอยู่ในลิฟต์ที่กำลังลงไปต่ำกว่าระดับที่ยืนอยู่จริง ๆ

          ในช่วงแรก เกมนำเสนอภาพสวยงามของทะเล ฝูงปลากระเบนแหวกว่ายเหมือนภาพที่เคยเห็นในสารคดี ผมถูกสมมติบทบาทให้เป็นนักสำรวจที่สวมชุดประดาน้ำ เดินไปเดินมาได้ในพื้นที่จำกัดประมาณหนึ่งตารางเมตร ชมความงามของทะเลลึกในกรงที่ถูกหย่อนลงไป จนกระทั่งถึงก้นทะเลที่มืด มีแสงจากแมงกะพรุนลอยขึ้นมาเป็นฝูง ราวกับวิญญาณเร่ร่อนแห่งมหาสมุทร ในจุดนั้นเองที่ผมเริ่มมีความรู้สึกหวาดกลัว ที่ไม่ใช่ความรู้สึกที่เกมนั้นกำหนดไว้พอดีในตอนนั้น ซึ่งสมมติสถานการณ์ว่าผมอยู่ท่ามกลางซากของเรือดำน้ำปรมาณูลึกลับ

          แต่ในความมืดของโลกเสมือนจริงนั้น ผมรู้ทั้งรู้ว่านั่นไม่ใช่ที่ ๆ ผมอยู่ แต่ที่ ๆ ผมอยู่จริง ๆ คือที่ไหน ผมยังอยู่ในห้องอ่านหนังสือบ้านของเด็กสาวคนนั้นหรือไม่ ถ้าไม่ใช่แล้วผมจะอยู่ที่ไหน ผมไม่ได้อยู่ใต้ทะเลกลางซากเรือดำน้ำทำปลอมและมีฉลามว่ายน้ำหาทางจะกินผมอยู่รอบ ๆ นี่อย่างแน่นอน แต่ผมก็ไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วผมอยู่ที่ไหน

          ภาพในดวงตา ฉลามขาวตัวใหญ่พุ่งเข้าโจมตีกรงที่กำลังจะหักพังอยู่ใต้ทะเลลึก แต่ผมแทบไม่ได้สนใจอะไรแล้ว ภาพในดวงใจผมรู้สึกเหมือนถูกจ้องมองด้วยดวงตาจากใครก็ไม่รู้ อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ดวงตานั้นมีจำนวนนับร้อย

          เด็กสาวกำลังทำอะไรอยู่นะ

          “โรส...” ผมแน่ใจว่าผมเปล่งเสียง “ยังอยู่ตรงนั้นไหมครับ”

          ไม่มีเสียงตอบกลับมา

          ฉลามขาวพังกรงด้านหนึ่งได้สำเร็จ ผมตัดสินใจลองเดินออกไปนอกขอบเขตกรงนั้น ภาพในดวงตาเปลี่ยนเป็นสีดำมืด จนเมื่อผมถอยกลับมาสองสามก้าว จึงกลับมาอยู่ในกรงที่เปิดอ้าเช่นเดิม

          “โรส...” ผมส่งเสียงอีกครั้งหนึ่ง แน่ใจว่าเสียงดังขึ้นแน่ ๆ

          กรงถูกดึงขึ้นเพื่อหนีฉลามที่ว่ายตามมาอย่างรวดเร็ว หัวใจผมเต้นแรง แต่ไม่เกี่ยวกับภาพที่เห็นในสายตาที่เกิดจากเทคโนโลยีประสบการณ์เสมือนจริง จนที่สุด ผมตัดสินใจ กดปุ่มเพื่อดึงแว่นตา VR ขึ้นจากศีรษะ

          เด็กสาวผู้เลี้ยงเม่นแคระยืนจ้องหน้าผมอยู่ ห่างไม่ถึงสองฟุต ดวงตากลมภายใต้แว่นตากรอบทองมองสบตาผมพอดี

          “ไม่ไหวแล้วเหรอ” เธอถามด้วยแววตาเป็นห่วง ซึ่งเป็นไม่กี่ครั้งที่ผมได้เห็นแววตาของเธอแสดงอารมณ์บางอย่าง

          ผมหอบหายใจ นิ่งไปสักพัก รอให้หัวใจกลับมาเต้นด้วยจังหวะปกติ แล้วจึงตัดสินใจถาม

          “ตอนที่ผมเรียก... คุณได้ยินเสียงผมหรือเปล่า”

          “ได้ยินค่ะ แต่หนูไม่ได้ขานตอบ เดี๋ยวไม่สมจริง...” เธอพยักหน้า แววตาและสีหน้างง ๆ

          “พี่กลัวจริง ๆ หรือคะ” คราวนี้เธอมีสีหน้ารู้สึกผิดอย่างจริงจัง “หนูขอโทษนะ”

          ผมไม่ได้ตอบอะไร ให้เธอเข้าใจว่าผมหวาดกลัวฉลามในโลกเสมือนจริงจนต้องถอดแว่นตา แต่ที่แท้จริงแล้วผมกลัวอะไรที่ก็ไม่สามารถบอกได้จริง ๆ

..............................................................

 

          เรื่องต่อจากนั้นไม่ได้มีรายละเอียดอะไรพิสดาร ผมยังคงไป “ทำงาน” ที่บ้านของเด็กสาว แม้ว่างานเขียนหนังสือไม่คืบหน้าอะไรนัก เพจที่เปิดไว้ก็แค่โพสต์รูปกับคำคมอาทิตย์ละสองครั้ง ถ้ากล่าวอย่างตรงไปตรงมา เหมือนเธอแค่จ้างผมมาไว้เป็นเพื่อนเพื่อกิจกรรมยามบ่ายอันไร้จุดหมายสองครั้งต่อสัปดาห์เท่านั้น หากมีความยโสโอหังหน่อยผมคงถอนตัวเพื่อไม่ให้ครอบครัวของเธอหมดเปลืองไปเปล่า แต่ในตอนนั้นความไม่มั่นใจกับสภาพทางเศรษฐกิจทำให้ผมรับทำงานนี้ต่อไปอย่างไม่ปริปากอะไร ตราบใดที่คนจ่ายยินดีจ่ายและไม่ได้ต่อรองอะไร

          ผมจำไม่ได้จริงๆ ว่าเราจบสัญญากันอย่างไร แต่สรุปแล้ว ตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน ผมก็ไม่ได้ไปบ้านหลังนั้นอีก และไม่ได้รับการติดต่ออันใดจากเด็กสาวนามรสมาลิน เหมันต์ อีกเลย เพจของเธอถูกทิ้งร้างหลังจากนั้นไม่นาน

          สุดท้ายนี้ แม้จะค่อนข้างแน่ใจว่ามันไม่มีสัตว์ที่เรียกว่าเม่นแคระน้ำจืด แน่นอนว่านอกจากการ Google แล้ว ผมได้ตรวจสอบจากอนุกรมวิธานสัตว์ทั้งในภาษาไทยและภาษาอังกฤษ แต่กระนั้นมันก็ไม่แปลกอะไร มีพืชสัตว์มากมายในโลกที่ไม่มีการระบุในสารบบเหล่านั้น หากมีชื่อที่ถูกจัดตั้งขึ้นในทางการค้าหรือโดยวัฒนธรรมร่วมสมัย เช่นตัวกระดิ่งเงินกระดิ่งทอง ซึ่งแท้จริงก็คือด้วงข้าวพันธุ์หนึ่งเท่านั้น

          ดังนั้นสำหรับเม่นแคระน้ำจืดแล้ว ถ้าใครจะเชื่อว่ามันมีจริงมันก็มีจริง.

กรุงเทพฯ

มิถุนายน 2564 

 

*โรสแมรี วินเทอร์ (Rosemary Winter) เด็กหญิงที่เป็นตัวละครสำคัญในเกม Resident Evil Village

 

..............................................................

 

 กล้า  สมุทวณิช
นักเขียนรางวัลมติชนอวอร์ด (เรื่องสั้น) ปี 2555

 

 

Link ที่เกี่ยวข้อง

 

                “บางกอกไลฟ์นิวส์” เปิดรับ “เรื่องสั้น” และ “บทกวี”

         

                บทกวี : นั่นแหละ : เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

 

                เรื่องสั้น : เรื่องมันยาว เล่าให้สั้น : จำลอง ฝั่งชลจิตร

     

                บทกวี : อ่านฟ้า : ชมัยภร แสงกระจ่าง

 

                เรื่องสั้น : วันตะวันดับบนดาวมรสุม : วีรพร นิติประภา 

 

                บทกวี : ภ า พ พ บ : สถาพร ศรีสัจจัง

 

                บทกวี : โควิดหนึ่งเก้า : อัคนี หฤทัย 

 

                บทกวี : กลับตาลปัตร: ศุ บุญเลี้ยง

 

                ทกวี : กางจอ กลางแจ้ง : โชคชัย บัณฑิต'

 

               บทกวี : 1 + 1 = 1 : มนตรี ศรียงค์ 

 

//..........................