เรื่องสั้น : วันตะวันดับบนดาวมรสุม : วีรพร นิติประภา

เรื่องสั้น : วันตะวันดับบนดาวมรสุม : วีรพร นิติประภา

 

          โลกร่วงล่มในแสงเถ้าถ่าน กระนั้นกลางวันก็ไม่ได้เปลี่ยนกลายเป็นกลางคืนอย่างที่คุณนายหฤทัยเคยได้ยินมา  แค่อัสดงที่ซ้อนเลือนลงบนเวลาเกือบเที่ยงวัน  …กับทัศนียภาพแปลกประหลาด 

          จากระเบียงชั้นสี่ที่ยืนอยู่เมืองเบื้องล่างดูวามวาวราวกับเปียก  ขณะเดียวก็มองกระด้าง  แบนราบ  และเลื่อนลอย  ตึกแถวสีน้ำตาลขุ่นมอ  แม่น้ำห่างออกไปที่มองข้นคลั่กเหมือนธารปรอท  เมฆลอยเลื่อนผ่านท้องฟ้าสีตะกั่วมองเหมือนควันรวยรินจากกัดกินของไฟไร้เปลวที่ปะทุอยู่ภายในเนื้อกระดาษ  ผู้คนสวมแว่นกระดาษน่าเกลียดที่รัฐบาลเอามาแจกให้พากันยืนแหงนหน้าไปทิศทางเดียวเป็นกลุ่มๆ ตามถนน 

          และดวงตะวันมอดไหม้จนเกรียมดำ 

          แวบหนึ่งคุณนายหฤทัยคิดว่าได้ยินเสียงกระดิ่ง  ...กรุ๋งกริ๋งลอยมาไกลๆ เหมือนประกายแสงระยิบระยับในสลักสลัว  แต่ชั่วอึดใจก็เงียบ  ครู่ต่อมาก็ได้ยินนกหรือสัตว์อะไรสักอย่างหวีดร้องเสียงดัง  ลากยาวแต่พลันก็เงียบหายเหมือนถูกตัด  จากนั้นก็ไม่มีเสียงอะไรให้ได้ยินอีก  ไม่มีเสียงลมพัดผ่านแมกไม้  ไม่มีเสียงอะไรทั้งสิ้นในโลกเปียกปอนที่แทบไม่มีอะไรเคลื่อนขยับ  ทุกอย่างนิ่งและสงัด  และเป็นชั่วขณะเหมือนสุญญากาศนั่นที่ขังลูกชายคนโตของเธอเอาไว้ในอายุเจ็ดขวบตลอดกาล

          เพลิงไม่ได้เติบโตขึ้นอีกแม้แต่วินาทีนับแต่คว้าแมวสีขาวตัวนั้นเอาไว้ในอ้อมแขน  ...หน้ารถเมอร์สิเดสสีงาช้างที่แล่นมาอย่างเร็ว 

          สิ่งสุดท้ายที่เขาเห็นคือแมวนั่น  ผละโผจากอ้อมอกอีกหนและโบยบินออกไปพร้อมกับเศษแก้ววิบวาว  เพลิงไม่เคยรู้มาก่อนว่าพวกแมวบินได้  ไม่เคยรู้ด้วยว่าตัวเขาเองก็เช่นกัน...บินได้  และกำลังโบยบินโลดแล่นติดตามแมวออกไปในท้องฟ้าที่มีพระอาทิตย์สีดำลอยอยู่เหมือนรูถูกเจาะทะลุในท้องฟ้า  แต่ทันใดก็หยุด  ค้างกลางห้วงหาวราวกับมีใครมาฉุดรั้งเอาจากเบื้องหลัง  นาทีต่อมาก็ร่วงหล่นเหมือนใบไม้ปลิดขั้วร้างลง  …เคว้งคว้าง 

          ยังไม่ทันเพลิงจะได้รู้สึกเจ็บตรงไหน  โลกทั้งใบก็ดับหาย  เหมือนตอนแม่เดินเข้ามาปิดสวิทช์ไฟในห้องนอนตอนค่ำ  ...หลับได้แล้วลูกรัก  แล้วเพลิงก็หลับใหลทั้งๆ ดวงตาลืมเปิดราวกับปรารถนาจะมองดูท้องฟ้าแทบยังไม่รู้จักนั่นไม่เลิกรา  มีรอยยิ้มพึงใจระคนงงงันอันไม่อาจเข้าใจได้ฉาบรางบนริมฝีปาก  กับมีชายวัยกลางคนที่ไหนไม่รู้วิ่งเข้ามาคุกเข่าลงข้างๆ  เอามือตบปะเหลาะไล่ในอากาศเหนือเนื้อตัวเขากลับไปกลับมา  ไปแล้วก็กลับ  ไปแล้วก็กลับ  พร้อมกับแผดร้องเสียงดังสลับกับส่งเสียงอือๆ ออๆ ออกมาจากลำคอเป็นระยะ  ...กึ่งสบถเจ็บปวด  กึ่งครวญคร่ำสิ้นหวัง  กึ่งตะโกนหวาดหวั่น

          ตอนคุณนายหฤทัยวิ่งลงมาเห็นเพลิงนอนแน่นิ่งท่ามกลางแขนขาพับบิดผิดรูปของตัวเองอยู่กับพื้นถนน  เธอไม่รู้เลยว่าแอ่งน้ำในดวงตาลูกคือน้ำตาชายวัยกลางคนซึ่งคุกเข่าอยู่ข้างๆ ทำหยดลงไป  ไม่รู้ว่าเขาเป็นคนขับรถยังจอดขวางทำจราจรติดขัด  ...ไม่รู้กระทั่งว่ามีอะไรเกิดขึ้นก่อนหน้า  ต่อเมื่อแอ่งน้ำน้อยรินร้างออกทางหางตา...ดวงตาของเพลิงก็กลับมาแห้งเหือด  เหลือแต่เงาสะท้อนของนภากาศอันเปล่าดายที่ทำให้มันมองเป็นสีน้ำเงินจาง 

          อย่างกับเด็กฝรั่ง...คุณนายหฤทัยนึกในใจตอนปรายมองลูกอีกครั้งผ่านใบหน้าเปียกปอนยับย่นของชายคนขับ  ผู้ซึ่งจู่ๆ ก็ผละผุดลุกขึ้นเดินพล่าน  ยื่นหน้าเข้าประชิดใบหน้าคุณนายหฤทัยกับใครต่อใครที่ยืนมุงอยู่ตรงนั้นไปทีละคน  พนักงานส่งเอกสาร  แม่ค้าขายหมูทอด  ตำรวจจราจร  บริกรภัตตาคารจีน  บุรุษไปรษณีย์  นักดนตรีหนุ่ม  เสมียน  คนเขียนโปสเตอร์หนัง  หนูนาพี่เลี้ยงของเพลิงผู้ซึ่งร้องไห้พลางทุบตีตัวเองวุ่นวาย  แม่บ้านร้านขายรองเท้า  ชายจรจัด  ช่างซ่อมนาฬิกา  ...คนที่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใครอีกสองคน  …เพ่งจ้องส่องความสิ้นหวังรันทดเข้าไปในทีละคู่ดวงตา  พลางพล่ามประโยคโชกชุ่มกระไอแอลกอฮอล์ใส่  กระผมไม่ตั้งใจ  มันสุดวิสัย  กระผมไม่ได้ตั้งใจ  มันสุดวิสัย  กระผมไม่ตั้งใจ  มันสุดวิสัย  ซ้ำไป  ซ้ำมา  ซ้ำไป  ซ้ำมา 

          ...ซ้ำไป  ซ้ำมา  ซ้ำไป  ซ้ำมา 

          ซ้ำซาก...พูดทำไมอยู่ได้ซ้ำๆ  หนวกหูจะตาย  คุณนายหฤทัยกรีดร้องลั่นใจใส่หน้าชายคนนั้นกลับไป  ก่อนจะเหลือบมองที่ระเบียงซึ่งเพิ่งละจากลงมา  ราวเหล็กดัดนั่นช่างบอบบาง  ไม่เห็นเข้ากันกับตึกสี่เหลี่ยมทื่อๆ สักนิด  น่าจะทาสีตึกใหม่เป็นสีชมพูอ่อน  เอาเหล็กดัดออกเปลี่ยนใส่ลูกกรงแก้ว  สีขาว…อาจจะ  อาจจะ...คุณนายหฤทัยพึมพำ  มองเลยขึ้นไปที่สวนบนดาดฟ้าเห็นลูกสาวกับลูกชายคนเล็กยืนกอดกันร้องไห้อยู่ตรงขอบ  มีป้าผ่องยืนเช็ดน้ำตาป้อยๆ อยู่ข้างหลัง  ดวงตะวันลอยเลยมุมตึกออกไปยังเป็นสีดำ  แต่ตอนนี้จุดแสงกระจิดริดริบหรี่ที่เห็นตรงขอบได้ขยายใหญ่กลายเป็นดวงเจิดจ้าไปแล้ว  นี่แหนะเพลิงลูก...ดูดาวน้อยนั่นสิคนดี  นั่นยังไงดาวลูก...เกาะติดอยู่กับดาวแม่  เห็นมั้ยเพลิง  ...ลูกแม่เห็นมั้ย 

          ใช่  มันสุดวิสัย  และวิษณุไม่ตั้งใจ  ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหญิงงามในชุดสีชมพูอมเทาที่กำลังยืนเรียกลูกให้ดูดาวแม่มอดไหม้ในใจท่ามกลางเลื่อนไหลอลหม่านของถนนคนนั้นคือแม่ของเด็ก  เขาเป็นข้าราชการชั้นสูงในกระทรวง  มีตำแหน่ง  ครอบครัว  ฐานะ  ความนับหน้าถือตา  ทุกอย่างที่ชายอายุสี่สิบหกคนหนึ่งพึงมี  และไม่เคยมีความสุขอีก…นับแต่ละอ้อมกอดหฤหรรษ์ของสุชีราขับรถกลับออกมาในแสงหม่นหมองของคราส 

          กรุ่นสุราจิบดื่มพอให้ถลำใจในรักต้องห้ามยังร่ำรื้นความรู้สึกตอนวิษณุเห็นแมว  ...กระโจนแผล็วขึ้นตรงหน้า วินาทีต่อมาขนสีขาวของมันก็ขยายวาบขึ้นบดบังทุกสิ่งทุกอย่าง  แต่ในชั่วขณะอันแปลกประหลาด…วิษณุก็กลับไพล่ไปนึกถึงเสี้ยวนาทีสุขสมขณะทุรนเคลื่อนไปในรักเร้าร้อนของชู้รัก  โลกทั้งโลกเผือดพร่า  ขาวกว่าขาว  สาบสูญ  เสียงระส่ำร่ำร้องของสุชีราในห้วงคำนึงดึงเขากลับมา  แต่พลันเสียงร้องนั่นก็เงียบหาย 

          วิษณุพบตัวเองหลังพวงมาลัยรถจอดนิ่ง  เงยมองก็เห็นมีคนเดินไปเดินมาอยู่หน้ารถ  หยุดยืนชั่วครู่ก็รีบรนเดินกลับไปทางเก่า  …ขวักไขว่  แล้วก็ได้ยินเสียงร้องนั่นอีก  หนนี้ถึงตระหนักว่าเสียงที่ได้ยินเมื่อครู่ไม่ใช่ครวญคร่ำรัญจวน  แต่เป็นหวีดร้องหวนโหยตระหนกของนกไม่ก็ตัวอะไรสักอย่าง  จากนั้นก็เงียบไปอีก  ทำไมไม่เห็นมีแมวที่ไหน  วิษณุเปิดประตูลงจากรถไปงงๆ  มีแต่เศษกระจก  …สะท้อนประกายหม่นมัวของดวงตะวันดับเกลื่อนกล่น 

          จนเดินเข้าไปใกล้ก็ถึงเข้าใจว่ากลางวงล้อมแข้งขาใครต่อใครคือเด็กผู้ชาย  ดวงตาลืมลอยนอนแน่นิ่งอยู่ที่พื้น  และกรีดร้องที่ทำให้เขานึกไปถึงสุชีราก็เป็นเสียงร้องของเด็กสาวที่กำลังยืนสะอึกสะอื้นร้องไห้  กรีดร้อง  ซอยเท้าเร่า  กับเอากำปั้นทุบลงบนหัวใจตัวเองซ้ำๆ   

          วิษณุไม่แตะต้องสุราอีกแม้แต่หยดหยาดนับแต่นั้น  และโดยไม่อาจเข้าใจ…เขาไม่เคยกลับไปหาสุชีราผู้ซึ่งเป็นรักแท้เพียงหนึ่งเดียวของชีวิตทั้งๆ คงถูกเก็บงำเป็นความลับไปตราบชั่วฟ้าดินสลาย  หรือเปิดโอกาสตัวเองให้ได้รักผู้หญิงคนไหนอีก  เช่นเดียวกับที่ไม่ยอมกลับไปนั่งในที่นั่งคนขับ  เด็กคนนั้น  มันสุดวิสัย  วิษณุพูดกับลูกชายของเขาสามสิบเอ็ดปีต่อมา  จากนั้นก็หลับตาลง  กระซิบประโยคเคยพล่านพล่ามใส่หน้าใครต่อใครซ้ำๆ ในแสงเถ้าถ่านของชั่วขณะคราสนั้น  …ฉันไม่ได้ตั้งใจ  มันสุดวิสัย  ก่อนจะพูดว่าฉันไม่ได้ตั้งใจซ้ำอีกเป็นครั้งสุดท้าย  และสงบลมหายใจ 

          คุณนายหฤทัยคงยืนนิ่งอยู่กับที่อย่างเก่า  …ท่ามกลางเคลื่อนขยับรนลุกสลับกับกระตุกหยุดเป็นพักๆ เหมือนหนังขาวดำโบราณ  อันเกิดจากผู้คนเข้ามามุงออกับรถขับชะลอมอง  ที่พอเห็นผู้เคราะห์ร้ายเป็นเด็กเล็กก็จะพากันผละจากไป  พร้อมกับรันทดลึกซึ่งจะตรึงเร้นในใจไม่รู้ตัวอีกนานหลายต่อหลายปี  …เธอไม่ได้ร้องไห้   หากยืนเงียบใบ้ราวกับสะดุ้งตื่นในกลางฝันวิปลาสของคนแปลกหน้าที่หลับใหลในโลกใบอื่น  ทำให้ผู้คนพากันทึกทักกันเอาว่าเธอกำลังช็อก  แต่เปล่าหรอก  เปล่าเลย…เธอแค่ไม่อาจเชื่อมโยงเด็กน้อยน่ารักเพิ่งผละวิ่งตามพี่เลี้ยงไปไม่กี่นาทีก่อน  ...กับร่างไร้วิญญาณที่นอนกองแทบเท้านี่ได้ต่างหาก 

          ตราบจนเย็นย่ำ  เมื่อท้องฟ้าเป็นสีชมพูและหมู่ดาวเริ่มปรากฏเลือนราง  และหนูนาพี่เลี้ยง  ผู้ซึ่งเช่นเดียวกันกับวิษณุ...ชั่วชีวิตไม่เคยอนุญาตให้ตัวเองหยุดพักเสียใจที่คว้าตัวเพลิงที่วิ่งออกไปไม่ทัน  และร้องไห้ติดต่อกันมานานถึงห้าชั่วโมงแล้ว  เดินปาดน้ำตายกรูปถ่ายของเพลิงเข้ามาวางบนขาตั้งหน้าโลงเล็กๆ เหมือนกล่องคลุมด้วยดอกไม้  ที่คุณนายหฤทัยสำเหนียกว่าสิ่งกัดกินเธอมาตลอดบ่ายคือว้าวุ่นซับซ้อนของการไม่เห็นลูกรักในสายตา  ซึ่งสงบลงพลันทันทีที่เห็นเพลิงอีกครั้ง  ...ในภาพเด็กชายน่ารักที่สุดในโลกอย่างเคยเป็นมากลางกรอบสีขาวลวดลายอ่อนช้อยประดุจคลื่นทะเลแข็งค้าง 

          และจนเห็นรอยยิ้มแรระบายในดวงตาไม่เป็นสีน้ำเงินอ่อนอีกต่อไป  ที่เธอตระหนักแน่เป็นครั้งแรกว่าลูกไม่อยู่แล้ว  และไม่อยู่ที่ไหนเลยทั้งสิ้น  นอกจากใต้แผ่นกระจกซึ่งจะผนึกขังเขาแน่นหนาในพื้นที่คับแคบนั่นไปชั่วกาล  …เดียวดายผุดพร่างเหน็บหนาว 

          แหละในว่างเปล่าที่ว่างเปล่ากว่ากระทั่งว่างเปล่าเมื่อครั้งอิสราสามีทิ้งเธอออกตามหาประชาธิปไตยในคืนพฤษภาทมิฬและสาบสูญไปชั่วฟ้าดินสลาย  คุณนายหฤทัยก็คว้าแจกันขว้างเข้าใส่รูปของเพลิงจนกระจกร่วงแตกพร้อมกับแผดร้องออกมา  …สุดเสียง  สุดชีวิต  สุดจิตวิญญาณ  และคงร้อง  และร้อง  และร้องตอนนั่งคุกเข่าเอาแจกันอันเดียวกันนั้นทุบเศษกระจกจนแหลกป่นเป็นผงสีเงินยวง  ซึ่งอวลละลาย  ระเหิดเป็นสายหายไปกับในลมกระโชกที่พัดผ่านความมืดเข้ามาตอนตีหนึ่ง

 

 

          ทุกเช้าทันทีที่ตื่นลืมตา  คุณนายหฤทัยก็จะลุกเดินลงไปที่ห้องยังถูกทิ้งเหมือนเดิมของเพลิงบนชั้นสอง  ผลักบานประตูที่อยู่ตรงกับบันไดพอดีออกกว้าง  เดินเข้าโถมร่างในชุดนอนมองเหมือนเพตติโค้ทยาวซึ่งทำให้เธอมองเปล่าเปลือยเสียยิ่งกว่าเปลือยเปล่าลงกับเตียง  จากนั้นแผดเสียงร้องไห้ดังลั่น  รวดร้าวประหนึ่งตอนเพิ่งตระหนักว่าไม่มีเพลิงอยู่แล้วในเย็นย่ำสีชมพูนั้น  …ราวกับยังเจ็บปวดสาหัส  ราวกับพินาศพังไม่เหลือชิ้นดี  ราวกับเสียจริต  ราวกับไม่มีลูกๆ หลงเหลือในชีวิตอยู่อีกสองคน  มีเพลิงเฝ้ามองพิธีกรรมวิปโยคนั่นลงมาจากกรอบเกลียวคลื่นแข็งค้างไร้กระจกบนผนังหัวเตียง  …ด้วยดวงตาสีน้ำตาลอ่อนโยนเดียวกับที่เฝ้ามองคนในบ้านออกมาจากรูปถ่ายเดียวกันในกรอบไร้กระจกแบบต่างๆ ที่ติดวางทั่วบ้าน  บนผนังข้างโต๊ะกินข้าว  โถงทางเดิน  ห้องรับแขก  ...ทุกหนแห่ง  

          และในกาลต่อมาเมื่อพิณรีน้องสาวกับพลินน้องชายโตพอจะไปโรงเรียนเองได้  เสียงร่ำไห้ของแม่ที่แผดดังมาจากห้องพี่ยังเป็นประหนึ่งเสียงบอกเวลา  ทั้งคู่จะลุกจากโต๊ะกินข้าวพร้อมกันโดยไม่ต้องพูดบอก  ย่ำย่างตามกันออกไปในสรรพสำเนียงของโลกกร้าวกระด้างข้างนอกซึ่งจะค่อยๆ ซึมซาบเข้ากลบเสียงร่ำไห้ของแม่ไปทีละน้อย  

          ตราบเมื่อทั้งคู่โตและมีอายุมากกว่าเพลิงผู้ซึ่งติดค้างในวัยเจ็ดขวบตลอดกาล  ทั้งพิณรีที่อายุหกขวบกับพลินอายุสี่ขวบในวันที่พี่ตายซึ่งจดจำพี่ไม่ได้มากนักก็ไม่รู้สึกว่าเขาเป็นพี่อีกต่อไป  ไม่แม้กระทั่งเป็นคนเคยมีตัวตนในโลกมาเลยด้วยซ้ำ  ภาพบนผนังของเพลิงไม่มีหมายความมากไปกว่าสิ่งของประดับตกแต่งอันไร้ประโยชน์  เฉกเช่นภาพถ่ายเทือกเขาน้ำแข็งบนกำแพงร้านอาหาร  ดอกไม้พลาสติกในแจกัน  เปลือกหอยในฟองแก้วทับกระดาษที่ไม่มีกลิ่นไอของทะเลกรุ่นโชย 

          แมวโบยบินก็ดุจกัน…ไม่ถูกจดจำ  มันไม่กระทั่งยังเป็นสีขาวอยู่ด้วยซ้ำตอนสิริหญิงเจ้าของร้านขายยาเรียกคนงานเขี่ยซากของมันลงจากชายคาสองวันต่อมา  คราบเลือดเกรอะกรังทำให้มันมองเห็นเป็นแมวสีน้ำตาล  มอมแมมกับสกปรกเสียจนหญิงวัยกลางคนคิดว่ามันเป็นผ้าขี้ริ้วที่มาลีเพื่อนบ้านอริกันทำมนต์ดำโยนใส่กลั่นแกล้ง  และเกือบให้คนงานวิ่งตามนิมนต์พระบิณฑบาตที่เพิ่งคล้อยหลังกลับมาสวดปัดรังควาน  แต่พอพินิจอีกครั้งเห็นเป็นซากแมวเน่าเจ้าหล่อนก็ให้คนงานจับใส่ถุงมัดปากแน่นหนาเอาทิ้งถังขยะ  โดยไม่หยุดสังหรณ์แม้แต่วินาทีว่ามันเป็นแมวในโศกนาฏกรรมเกิดห่างไม่กี่ช่วงตึก  ซึ่งโบยบินออกไปในอัสดงที่ผุดโผล่ขึ้นกลางวันแสกๆ  พร้อมกับเด็กชายน่ารักน่าชังที่เจ้าของโชว์รูมรถยนต์คนสวยแม่ของเขาเคยอุ้มมาที่ร้าน

          แม้แต่วิษณุเองก็ลืมเรื่องที่เห็นแมวตัวนั้นไปเสียสนิท  และทั้งๆ ยังฝันถึงมันอยู่หลายครั้งตลอดช่วงสามสิบเอ็ดปีที่เหลือของชีวิตนับแต่นั้น  แต่ไม่มีสักครั้ง...กระทั่งระหว่างทางกำลังฝัน...ที่เขาจะรำลึกได้ว่าเห็นแมวตัวนั้นในเสี้ยวขณะจิตที่ชีวิตเขาต้องเปลี่ยนไปตลอดกาล 

          คุณนายหฤทัยเองก็จำไม่ได้ว่าเคยเลี้ยงแมว  และว่ามันมีสีอะไร  มาอยู่ที่บ้านตอนไหน  ชื่ออะไร  หรือมีชื่อเรียกหรือไม่  ในตอนที่พิณรีไปรื้อเจอรูปเพลิงโดยบังเอิญ  …อีกรูป  ไม่ใช่รูปเดิมเดียวกับรูปในกรอบไร้กระจกที่ติดเรียงบนผนังทั่วบ้าน  แต่เป็นรูปเพลิงบุบเบลอเลือนราง  นั่งยิ้มร่าในแสงย้อนท่ามกลางแมกไม้ไหววาบบนสวนลอยฟ้าของแม่  มีลูกแมวสีขาวนัยน์ตาเศร้าซุกอยู่กับตัก  แล้วเอารูปที่ว่าไปไล่ถามคนในบ้านก็ไม่มีใครสักคนจดจำแมวซึ่งคงเป็นแมวเด็กชั่วนิจนิรันดร์เช่นเดียวกับเพลิงตัวนั้นได้ 

          หลังกรีดร้องหลั่งน้ำตาให้กับโศกทุกข์กับรู้สึกผิดที่ไม่มีวันสงบอันมีแต่คนเคยสูญลูกไปเท่านั้นจะรู้ว่ามีอยู่นานราวหนึ่งชั่วโมง  …คุณนายหฤทัยก็หยุด  ลุกจากเงาแดดลอดช่องแสงไม้ฉลุลายลงอาบร่างซึ่งทำให้ตัวเธอส่องสะท้อนรองเรืองเหมือนรูปนักบุญตามโบสถ์ฝรั่ง  และยังทำให้เธอรู้สึกประหนึ่งบริสุทธิ์ผุดผ่องจากการชำระด้วยแสงสว่างกับน้ำตาขณะเดินกลับขึ้นห้องของตัวเองบนชั้นสี่  …อาบน้ำ  แต่งตัว  รวบผมที่คลี่ลงห่มหัวใจเหน็บหนาวตลอดคืนขึ้นเป็นมุ่นมวย  ประพรมน้ำหอมรวยรินกลิ่นดอกไม้ป่า  ก่อนจะลงมาปรากฏต่อผู้คนที่แวะเวียนเข้ามาที่โชว์รูมขายรถยนต์ชั้นล่าง 

          สวยสด  งดงาม  ราวกับไม่ได้ร้องไห้  ไม่ได้แหลกราญ  ราวกับมรณะกรรมร้าวฉานของเพลิงไม่เคยเกิด 

          ...และยังคงเกิดดำเนินซ้ำๆ  ซ้ำแล้วซ้ำเล่า  ทุกเช้า

 

..................................................................................

 

วีรพร  นิติประภา
นักเขียนรางวัลซีไรต์ (ประเภทนวนิยาย ปี 2558 และ 2561)

 

Link ที่เกี่ยวข้อง

 

                “บางกอกไลฟ์นิวส์” เปิดรับ “เรื่องสั้น” และ “บทกวี”

         

                บทกวี : นั่นแหละ : เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

 

                เรื่องสั้น : เรื่องมันยาว เล่าให้สั้น : จำลอง ฝั่งชลจิตร

     

                บทกวี : อ่านฟ้า : ชมัยภร แสงกระจ่าง

 

                บทกวี : ภ า พ พ บ : สถาพร ศรีสัจจัง

 

                บทกวี : โควิดหนึ่งเก้า : อัคนี หฤทัย

 

                เรื่องสั้นเม่นแคระน้ำจืด : กล้า สมุทวณิช

 

                บทกวี กลับตาลปัตรศุ บุญเลี้ยง

 

                บทกวี : กางจอ กลางแจ้ง : โชคชัย บัณฑิต'

 

               บทกวี : 1 + 1 = 1 : มนตรี ศรียงค์ 

 

//..........................