เมื่อ Ethnomusicology พูดภาษาจีนในสังคมจีนใหม่ : อานันท์ นาคคง

เมื่อ Ethnomusicology พูดภาษาจีนในสังคมจีนใหม่ 

 

 

            วันนี้ผมมีโอกาสเข้าร่วมวงเสวนาที่คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประเด็นที่ถูกชวนไปร่วมวงคือทิศทางและประโยชน์ของมนุษยดนตรีวิทยาในโลกสังคมศาสตร์ไทย ๆ

 

            สิ่งที่ทำให้ผมกลับมาครุ่นคิดต่อไม่ใช่คำตอบของผู้ร่วมเสวนา หากเป็นคำถามเปิดฟลอร์ของ อาจารย์ปั๊ป ณัฐพล วิสุทธิแพทย์ ผู้ดำเนินรายการ ที่ถามผู้ร่วมเสวนาแต่ละคน คืออาจารย์เดโบร่า หว่อง, อาจารย์เบนจามิน เทาสิค และผม ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทยว่า Ethnomusicology มีความหมายอย่างไร

 

            ผมถามเล่น ๆ กลับไปว่า จะให้ผมตอบด้วยความเป็นคนไทย ความเป็นฝรั่ง หรือความเป็นชาติอะไรดี เพราะเพียงแค่เลือกภาษา เราก็อาจกำลังเลือกกรอบคิดบางอย่างไปแล้วโดยไม่รู้ตัว

 

            เมื่อนักวิชาการสองท่านตอบเป็นภาษาอังกฤษอย่างลุ่มลึก ผมเลยเย้าหยอกเล่นว่า ขอผมตอบเป็นภาษาจีนได้ไหม เพราะคนจีนมีจำนวนมากที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลก และภาษาจีนก็เป็นหนึ่งในภาษาที่มีพลังและอิทธิพลอย่างมากในโลกปัจจุบัน และในยุคหลังที่พอจะติดตามวงการ เจอเรื่องน่าสนใจ เมื่อคำว่า Ethnomusicology เดินทางเข้าไปในภาษาจีน มันไม่ได้อยู่ในความหมายเดิมอย่างที่โลกตะวันตกคุ้นเคยอีกต่อไป คำว่า 民族音乐学 (หมินจู๋ อินเยว่เสวีย, Minzu Yinyuexue) พ่วงมาด้วยประวัติศาสตร์เรื่องชาติ ชนชาติ การจำแนกผู้คน และการสร้างรัฐสมัยใหม่ของจีน

 

            อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ไม่ผ่าน บรรยากาศบนเวทีไม่สามารถชวนคุยเรื่องจีนได้ ก็ตอบเรื่องความน่ารำคาญของวาทกรรม “ดนตรีชาติพันธุ์” ในศตวรรษที่ 21 ไป จากนั้น คำถามถูกตัดบทไปถามเรื่องอื่น 

 

            ที่จริงในใจผมยังคิดเรื่องที่อยากพูดคุยต่อไป แต่ไม่น่าจะเป็นประโยชน์แล้ว คือเมื่อศาสตร์หนึ่งเดินทางข้ามภาษา มันยังเป็นศาสตร์เดิมอยู่หรือไม่ และเมื่อมันไปถึงจีน คนจีนมอง ethnomusicology อย่างไร

 

            หากเราถามคนจีนรุ่นใหม่ที่เติบโตหลังการเสียชีวิตของเหมาเจ๋อตงในปี ค.ศ. 1976 ว่า Ethnomusicology คืออะไร คำตอบที่ได้อาจทำให้ นักมานุษยดนตรีวิทยา/มานุษยวิทยาดนตรี จำนวนไม่น้อยประหลาดใจ เพราะสำหรับคนจีนส่วนใหญ่ คำนี้ไม่ได้เป็นคำที่ใช้กันในชีวิตประจำวัน หลายคนไม่เคยได้ยินด้วยซ้ำ เช่นเดียวกับที่คนไทยจำนวนมากไม่รู้จักคำว่า "มานุษยดนตรีวิทยา" "มานุษยวิทยาดนตรี"  แต่หากเปลี่ยนเป็นคำภาษาจีน 民族音乐学 (หมินจู๋ อินเยว่เสวีย, Minzu Yinyuexue) เรื่องกลับซับซ้อนขึ้นทันที เพราะคำว่า หมินจู๋ (民族, Minzu) ในภาษาจีนมีความหมายกว้างกว่าคำว่า ethnic ในภาษาอังกฤษอย่างมาก มันสัมพันธ์กับแนวคิดเรื่องชาติ การจำแนกชนชาติ และการสร้างรัฐสมัยใหม่ของจีน เมื่อรัฐรับรองชนชาติ 56 กลุ่มอย่างเป็นทางการ คำว่าหมินจู๋ อินเยว่เสวีย จึงไม่ได้หมายถึงเพียงการศึกษาดนตรีของกลุ่มชาติพันธุ์ หากยังเกี่ยวข้องกับการทำความเข้าใจความหลากหลายภายในประเทศจีนด้วย

 

            สำหรับนักศึกษาดนตรีและนักวิชาการจีนจำนวนมาก ภาพแรกของหมินจู๋ อินเยว่เสวียจึงมักเป็นการศึกษาดนตรีของอุยกูร์ ทิเบต มองโกเลีย เหมียว จ้วง ต้ง หรือดนตรีฮั่นในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ มากกว่าการศึกษาดนตรีข้ามวัฒนธรรมในความหมายที่ ethnomusicology พัฒนาขึ้นในสหรัฐอเมริกาและยุโรป

 

            การพัฒนาของศาสตร์นี้ในจีนมีรากฐานจากนักวิชาการรุ่นบุกเบิกอย่าง Yang Yinliu (หยาง อินหลิว, 杨荫浏) ผู้วางระบบการศึกษาดนตรีพื้นบ้านและประวัติศาสตร์ดนตรีจีนอย่างเป็นวิชาการ ต่อมา Du Yaxiong (ตู้ หย่าซยง, 杜亚雄) มีบทบาทสำคัญในการผลักดันคำว่าหมินจู๋ อินเยว่เสวียให้เป็นสาขาวิชาในมหาวิทยาลัย พร้อมทั้งพยายามเชื่อมโยงแนวคิด ethnomusicology จากโลกตะวันตกเข้ากับบริบทของจีน แต่ในเวลาเดียวกัน เขาก็เสนอว่าจีนควรพัฒนากรอบแนวคิดของตนเอง มากกว่าจะรับวิธีคิดจากภายนอกมาใช้ทั้งหมด หลิว หย่ง (刘勇) เป็นอาจารย์ประจำ China Conservatory of Music ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ดนตรีจีนและทฤษฎีดนตรีจีน ผลงานของท่านครอบคลุมทั้งประวัติศาสตร์ดนตรี การวิเคราะห์ทฤษฎีเสียง และการชำระตำราโบราณ ผลงานสำคัญ ได้แก่ งานวิจัยว่าด้วยประวัติศาสตร์และศิลปะการบรรเลงปี่โซน่าของจีน, การชำระและอธิบายตำราคลาสสิกด้านทฤษฎีเสียงและปฏิทินดนตรีจีน, บทความซึ่งตั้งคำถามสำคัญว่า การเปลี่ยนผ่านของวัฒนธรรมดนตรีจากราชวงศ์ถังสู่ราชวงศ์ซ่งควรอธิบายว่าเป็น "ความเสื่อมถอย" หรือ "การเปลี่ยนผ่าน" อันเป็นประเด็นถกเถียงสำคัญในประวัติศาสตร์ดนตรีจีน และงานวิจัยที่ศึกษาการวัดระดับเสียงจากท่อเสียงที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางแตกต่างกันตามทฤษฎีของ จูไจ่อวี้ (朱载堉) นักทฤษฎีดนตรีผู้พัฒนาระบบแบ่งคู่แปดอย่างเท่าเทียม (equal temperament) ที่มีความสมบูรณ์ที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์จีนช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 นักวิชาการรุ่นต่อมาอย่าง Zhang Boyu (จาง ปั๋วอวี๋, 张伯瑜) และ Yang Mu (หยาง มู่, 杨沐) ยิ่งทำให้การอภิปรายเข้มข้นขึ้น พวกเขาไม่ได้ถามเพียงว่า ethnomusicology ศึกษาอะไร แต่ถามว่าศาสตร์นี้ควรมีหน้าตาแบบใดในประเทศจีน หลายคนชี้ว่า การศึกษาดนตรีของจีนมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าการรับคำว่า ethnomusicology จากตะวันตก จึงไม่จำเป็นต้องให้กรอบความคิดแบบอเมริกันหรือยุโรปเป็นผู้กำหนดอัตลักษณ์ของศาสตร์นี้

 

            อย่างไรก็ตาม หากย้อนกลับไปในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม (ค.ศ. 1966–1976) เราจะพบว่า คำว่า Ethnomusicology แทบไม่มีพื้นที่ในวงวิชาการจีน มหาวิทยาลัยหลายแห่งหยุดการเรียนการสอน นักวิชาการจำนวนมากถูกส่งไปชนบท งานวิจัยด้านมนุษยศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมหยุดชะงัก ดนตรีพิธีกรรม ดนตรีศาสนา งิ้วท้องถิ่น และประเพณีการแสดงจำนวนมากถูกจัดอยู่ในกลุ่ม "ของเก่าสี่อย่าง" (四旧, ซื่อจิ้ว) ที่ควรถูกปฏิวัติ การศึกษาดนตรีในช่วงเวลานั้นจึงดำเนินไปภายใต้กรอบอุดมการณ์ของรัฐ มุ่งรวบรวมและเผยแพร่เพลงที่สอดคล้องกับการสร้างสังคมนิยม มากกว่าการทำความเข้าใจความหลากหลายทางวัฒนธรรมในแบบที่ ethnomusicology ตั้งคำถาม

 

            หลังการปฏิรูปและเปิดประเทศในปี ค.ศ. 1978 สถานการณ์จึงเปลี่ยนไปอย่างมาก นักวิชาการจีนเริ่มเข้าถึงงานของ Alan Merriam, Bruno Nettl, Mantle Hood และ John Blacking คำว่าหมินจู๋ อินเยว่เสวียจึงค่อย ๆ ปรากฏขึ้นในมหาวิทยาลัยจีน พร้อมกับการกลับไปสำรวจ ฟื้นฟู และศึกษาดนตรีของชนชาติต่าง ๆ อีกครั้ง ที่น่าสนใจคือ ประสบการณ์จากยุคปฏิวัติวัฒนธรรมกลับกลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดคำถามใหม่ เช่น ดนตรีอะไรที่สูญหายไป ใครเป็นผู้รักษาความรู้ไว้ อะไรคือ ของแท้หลังการฟื้นฟู และการสืบทอดในปัจจุบันเป็นการสืบทอดจริง หรือเป็นการสร้างขึ้นใหม่ คำถามเหล่านี้เองได้หล่อหลอมให้ ethnomusicology ของจีนพัฒนาไปในทิศทางที่มีลักษณะเฉพาะ แตกต่างจากทั้งยุโรปและสหรัฐอเมริกา

 

            เมื่อเข้าสู่ยุคของสีจิ้นผิง คำถามของวงวิชาการจีนก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่า Ethnomusicology คืออะไร หากอยู่ที่ว่า Ethnomusicology ควรทำหน้าที่อะไร ในสังคมจีนร่วมสมัย ภายใต้นโยบายการสร้าง 中华民族共同体 (จงหัว หมินจู๋ ก้งถงถี่) หรือ "ประชาชาติจีน" ดนตรีของชนชาติต่าง ๆ ยังคงได้รับการศึกษาอย่างกว้างขวาง แต่กรอบการอธิบายค่อย ๆ เปลี่ยนจากการเน้นความแตกต่างของแต่ละกลุ่ม ไปสู่การอธิบายว่าความหลากหลายเหล่านั้นร่วมกันประกอบสร้างอารยธรรมจีนอย่างไร

 

            การศึกษาดนตรีจึงเชื่อมโยงกับนโยบายมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Cultural Heritage) อย่างใกล้ชิด นักวิชาการจำนวนมากทำงานร่วมกับหน่วยงานของรัฐในการสำรวจ บันทึก จัดทำฐานข้อมูล และออกแบบแนวทางการสืบทอดองค์ความรู้ทางดนตรี ขณะเดียวกัน ดนตรีพื้นบ้านและดนตรีของชนชาติต่าง ๆ ก็ถูกมองในฐานะทรัพยากรวัฒนธรรมที่สามารถต่อยอดสู่การท่องเที่ยว อุตสาหกรรมวัฒนธรรม และการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศบนเวทีโลก

 

            แน่นอนว่าในวงวิชาการจีนยังมีการศึกษาที่ตั้งคำถามเรื่องตัวแทน ความเป็นของแท้ การเปลี่ยนแปลงของประเพณี และผลกระทบของโลกดิจิทัลต่อดนตรีท้องถิ่น แต่ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเมืองเรื่องอัตลักษณ์หรือความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับชนกลุ่มน้อย ย่อมมีขอบเขตของการอภิปรายที่แตกต่างจากโลกวิชาการตะวันตก สิ่งนี้สะท้อนว่า ethnomusicology ไม่ได้ดำรงอยู่นอกบริบททางการเมือง หากเติบโตไปพร้อมกับเงื่อนไขของสังคมที่มันสังกัดอยู่

 

            สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ “Ethnomusicology ของจีน ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากศูนย์กลางเพียงแห่งเดียว หากเกิดจากเครือข่ายนักวิชาการที่กระจายตัวอยู่ทั้งในจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง ไต้หวัน และมหาวิทยาลัยชั้นนำในยุโรปและอเมริกา 

 

            ในขณะเดียวกัน นักวิชาการเชื้อสายจีนที่ทำงานในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกก็มีบทบาทอย่างยิ่งในการทำให้เสียงของจีนเข้าไปอยู่ในวงวิชาการนานาชาติ ลอเรนซ์ พิกเคน Laurence Picken นักวิชาการบูรพคดีศึกษาชาวอังกฤษผู้บุกเบิกการศึกษาดนตรีจีนและดนตรีเอเชียด้วยระเบียบวิธีวิจัยอันเข้มงวด ได้วางรากฐานและสืบทอดสายธารความรู้ให้กับศิษย์เอกอย่าง Bell Yung (หย่ง จิ่นชาง, 容錦昌) เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกู่ฉินและดนตรีจีนดั้งเดิมที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง Tsao Pen-yeh (เฉา เปิ่นเย่, 曹本冶) เชื่อมโยงงานด้านดนตรี พิธีกรรม และเครือข่าย ICTMD ขณะที่ Helen Rees แม้จะไม่ใช่นักวิชาการเชื้อสายจีน แต่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีจีนที่มีอิทธิพลในวงการ ethnomusicology ระดับนานาชาติ เฮเลนทำงานภาคสนามในจีนมายาวนาน ศึกษาดนตรีพิธีกรรม ดนตรีของชนชาติในยูนนาน ความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีกับการท่องเที่ยว ชีวิตของนักดนตรี นโยบายมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ และยังแปล ถ่ายทอด และเผยแพร่งานด้านดนตรีจีนสู่โลกภาษาอังกฤษอย่างต่อเนื่อง

 

            เมื่อมองภาพรวม จะเห็นว่า นักวิชาการในจีนแผ่นดินใหญ่มีบทบาทอย่างมากในการกำหนดทิศทางของหมินจู๋ อินเยว่เสวียภายในประเทศ ทั้งด้านการเรียนการสอน การวิจัย และนโยบายวัฒนธรรม ส่วนนักวิชาการที่ทำงานในฮ่องกง ไต้หวัน และมหาวิทยาลัยในโลกตะวันตก มีบทบาทสำคัญในการผลักดันองค์ความรู้เหล่านี้เข้าสู่เวทีวิชาการนานาชาติ ทั้งสองเครือข่ายจึงไม่ได้แข่งขันกัน หากต่างเกื้อหนุนกันจนทำให้ Ethnomusicology ของจีนกลายเป็นพื้นที่ความรู้ที่มีหลายศูนย์กลาง และมีอิทธิพลต่อวงการมานุษยวิทยาดนตรีของโลกในปัจจุบัน

 

            หากย้อนกลับไปในทศวรรษ 1980 นักวิชาการจีนจำนวนมากตั้งคำถามว่า จีนควรเรียนรู้ ethnomusicology จากโลกตะวันตกอย่างไร แต่ในปัจจุบัน คำถามได้เปลี่ยนเป็นว่า ethnomusicology จะช่วยอธิบาย สืบทอด และสร้างความเข้มแข็งให้กับอารยธรรมจีนได้อย่างไร การเปลี่ยนแปลงของคำถามนี้อาจสำคัญกว่าการเปลี่ยนแปลงของทฤษฎี เพราะมันแสดงให้เห็นว่าศาสตร์เดียวกันสามารถมีภารกิจที่แตกต่างกันได้ตามบริบทของแต่ละสังคม

 

            กรณีของจีนจึงชวนให้ย้อนกลับมามองประเทศไทยด้วยสายตาอีกแบบ ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เราใช้คำว่า "มานุษยดนตรีวิทยา/มานุษยวิทยาดนตรี" ราวกับเป็นศาสตร์สากลที่มีความหมายตายตัว แต่ความจริงแล้ว แม้แต่ประเทศที่รับเอา ethnomusicology ไปใช้ ก็ยังตีความและสร้างความหมายใหม่ตามประวัติศาสตร์ การเมือง และระบบความรู้ของตนเอง จีนไม่ได้เพียงแปลคำว่า Ethnomusicology เป็นหมินจู๋ อินเยว่เสวีย หากแปลทั้งคำถาม วิธีคิด และภารกิจของศาสตร์ไปพร้อมกัน

 

            บางที คำถามที่น่าคิดสำหรับประเทศไทยอาจไม่ใช่ว่า เราจะทำมาตรฐานมานุษยวิทยาดนตรีให้เหมือนอเมริกาหรือยุโรปได้อย่างไร หากคือ เราจะสร้างวิธีคิดที่เติบโตจากประสบการณ์ของสังคมไทย จากประวัติศาสตร์ของภูมิภาคนี้ และจากความสัมพันธ์ระหว่างดนตรี ผู้คน และอำนาจที่เราพบเห็นจริงในภาคสนามได้หรือไม่

 

            จะว่าไปแล้ว สิ่งที่เดินทางข้ามพรมแดนอาจไม่ใช่ตัวศาสตร์ หากเป็นคำถามที่แต่ละสังคมต้องตอบด้วยภาษาของตนเอง

 

            ขอบพระคุณผู้มีอุปการะคุณทางภาษา ช่วยเฉลยคำตอบนี้และเกลาประเด็นให้ แม้จะไม่เห็นด้วยทั้งหมด

 

 

//............................

 

หมายเหตุ : เมื่อ Ethnomusicology พูดภาษาจีนในสังคมจีนใหม่  : คอลัมน์ “เสียงโลก เสียงเรา” โดย อานันท์ นาคคง : บางกอกไลฟ์นิวส์

 

//...........................

 

 

อ่านบทความเกี่ยวข้อง "คอลัมน์ เสียงโลก เสียงเรา"