อนาคตของช่างทำเครื่องดนตรีไทยและเครื่องดนตรีพื้นบ้าน : อานันท์ นาคคง
อนาคตของช่างทำเครื่องดนตรีไทยและเครื่องดนตรีพื้นบ้าน
ตอนที่ 1 : สิ้นช่าง ใครจะทำเครื่องดนตรีให้เราเล่นในอนาคต?
ทุกวันนี้ประเทศไทยมีคนเรียนดนตรีไทยกันมากมาย ตั้งแต่โรงเรียนประถมศึกษา มัธยมศึกษา วิทยาลัยนาฏศิลป มหาวิทยาลัย ไปจนถึงสำนักดนตรีเอกชนและบ้านครู เรามีหลักสูตรผลิตนักดนตรี ครูดนตรี นักวิชาการ นักวิจัย และนักประพันธ์เพลง มีการประกวดแข่งขัน มีมหกรรมดนตรีไทยระดับชาติ มีการจัดแสดงคอนเสิร์ตและกิจกรรมอนุรักษ์วัฒนธรรมกันตลอดปี
แต่ผมอยากชวนถามคำถามง่าย ๆ สักข้อหนึ่ง
ใครเป็นคนทำเครื่องดนตรีให้คนเหล่านี้เล่น?
ระนาดเอกที่นักเรียนกำลังฝึกตีอยู่ในห้องเรียน ใครเป็นคนเลือกไม้ ใครเหลาและแต่งลูกระนาดให้ได้เสียงตามที่ต้องการ ฆ้องวงที่ใช้บรรเลงในวงปี่พาทย์ ใครเป็นคนหล่อ ตีขึ้นรูป และปรับแต่งเสียง ซอด้วง ซออู้ ซอสามสาย ใครเป็นคนเลือกไม้ เลือกหนัง ขึ้นรูปกระบอกซอ และทำคันชัก ปี่ในที่นักดนตรีเป่าอยู่ทุกวัน ใครเป็นคนกลึงเลาปี่และทำลิ้นปี่ให้ตอบสนองต่อแรงลมของผู้เป่า
ถ้าขยับออกไปดูดนตรีพื้นบ้าน คำถามก็ยิ่งกว้างขึ้น ใครทำแคนให้หมอแคน ใครทำพิณให้หมอลำ ใครทำสะล้อ ซึง ปี่จุม กลองสะบัดชัย กลองโนรา หรือเครื่องดนตรีอีกสารพัดชนิดที่ยังมีชีวิตอยู่ในชุมชนต่าง ๆ
คนเหล่านี้อยู่ที่ไหน เรียนวิชามาจากใคร มีลูกศิษย์สืบทอดกี่คน มีรายได้เท่าไร และอีกสิบหรือยี่สิบปีข้างหน้า จะยังมีคนทำงานเหล่านี้อยู่หรือเปล่า
ผมคิดว่าเราควรเริ่มสนใจคำถามเหล่านี้กันอย่างจริงจังเสียที
1) ช่างนิรนาม คนที่อยู่หลังเสียงดนตรี
เมื่อเราไปชมการแสดงดนตรีไทย สิ่งที่อยู่ตรงหน้าคือนักดนตรีและเครื่องดนตรี เราฟังฝีมือของผู้บรรเลง ชื่นชมความแม่นยำ ความไพเราะ ความละเอียดของการประสานเสียง บางครั้งก็วิจารณ์ว่าเครื่องดนตรีวงนั้นเสียงดีหรือไม่ดี ระนาดเสียงแข็ง ซอเสียงบาง ฆ้องเสียงไม่เข้ากัน หรือกลองเสียงไม่แน่น
แต่คนที่ทำให้เครื่องดนตรีเหล่านั้นเกิดขึ้นมามักไม่มีชื่อปรากฏอยู่ในสูจิบัตรการแสดง
เรารู้จักชื่อครูดนตรีไทยจำนวนมาก รู้จักประวัตินักดนตรีสำคัญ รู้ว่าใครเป็นลูกศิษย์ใคร ใครสืบทอดเพลงจากสำนักไหน แต่เมื่อถามถึงช่างทำเครื่องดนตรี เรากลับมีข้อมูลกระจัดกระจายอยู่ตามความทรงจำของนักดนตรี ตามโรงช่าง ตามชุมชน และตามเรื่องเล่าของครอบครัวช่าง
แน่นอนว่าเรามีช่างทำเครื่องดนตรีที่มีชื่อเสียง มีโรงงานผลิตเครื่องดนตรี มีผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจมายาวนาน และมีงานศึกษาประวัติศาสตร์งานช่างอยู่บ้าง แต่ผมสงสัยว่าเรามีข้อมูลครอบคลุมเพียงใดเกี่ยวกับจำนวนช่างที่ยังทำงานอยู่ อายุของช่าง ความชำนาญเฉพาะทาง แหล่งวัสดุ วิธีถ่ายทอดวิชา และความสามารถในการสืบทอดอาชีพของคนรุ่นต่อไป
เราอาจมีทะเบียนนักดนตรี มีรายชื่อศิลปินแห่งชาติ มีฐานข้อมูลเพลงไทยและเครื่องดนตรีในพิพิธภัณฑ์ แต่ทะเบียนครูช่างทำเครื่องดนตรีที่ยังมีชีวิตอยู่ทั่วประเทศอยู่ที่ไหน?
เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะเครื่องดนตรีทุกชิ้นมีประวัติการทำงานของมนุษย์อยู่ภายใน
ช่างทำซอรู้จักธรรมชาติของไม้และหนัง รู้ว่ากระบอกซอขนาดเท่าใดจะตอบสนองต่อการสั่นสะเทือนอย่างไร ช่างทำระนาดรู้จักการเลือกไม้ การเหลา การปรับแต่ง และการถ่วงเสียง ช่างทำฆ้องต้องเข้าใจการทำงานของโลหะ ตั้งแต่การขึ้นรูปจนถึงการแต่งเสียง ส่วนช่างทำแคนต้องรู้จักไม้ไผ่ ลิ้นโลหะ ขี้สูด และความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างของแคนกับลมหายใจของผู้เป่า
ความรู้เหล่านี้เกิดจากการทำงานซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผ่านความสำเร็จ ความผิดพลาด และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า บางอย่างเขียนเป็นตำราได้ บางอย่างต้องดูครูทำ บางอย่างต้องลองทำด้วยตัวเอง และบางอย่างต้องใช้เวลาฝึกหูและมือจนเกิดความชำนาญ
ผมอยากให้เรามองเห็นคนเหล่านี้ในฐานะผู้สร้างความรู้ทางดนตรีอย่างแท้จริง
2) ทำไมเรามีโรงเรียนสอนเล่นดนตรี แต่แทบไม่มีโรงเรียนสอนทำ?
ลองมองระบบการศึกษาดนตรีไทยในปัจจุบัน นักเรียนสามารถเข้าเรียนดนตรีไทยตั้งแต่อายุยังน้อย ฝึกเล่นเครื่องดนตรีจนสอบเข้ามหาวิทยาลัย เรียนต่อปริญญาตรี ปริญญาโท หรือปริญญาเอกได้ มีหลักสูตรด้านการบรรเลง การสอน การประพันธ์ การวิจัย และการจัดการดนตรี
แต่ถ้าเด็กคนหนึ่งบอกว่าเขาอยากเป็นช่างทำซอ อยากเรียนทำฆ้อง อยากเป็นช่างทำปี่ใน หรืออยากทำเครื่องดนตรีพื้นบ้านเป็นอาชีพ เขาควรไปเรียนที่ไหน?
เขาอาจต้องออกตามหาโรงช่าง ขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์ เริ่มจากช่วยหยิบจับเครื่องมือ กวาดขี้เลื่อย ขัดไม้ และทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ก่อนจะได้รับโอกาสให้ลงมือทำชิ้นส่วนสำคัญ
ระบบเช่นนี้มีคุณค่าอย่างมาก เพราะเป็นการเรียนรู้ผ่านชีวิตและการทำงานจริง ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์มีความละเอียดอ่อน มีทั้งความไว้วางใจ ความรับผิดชอบ และการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง
แต่ระบบนี้ก็มีข้อจำกัด โดยเฉพาะเมื่อครูช่างไม่มีทุน ไม่มีเวลาสอน หรือไม่มีลูกศิษย์ที่สามารถอยู่ฝึกงานได้นานหลายปี
เด็กหนุ่มสาวที่ต้องหาเลี้ยงชีพอาจไม่สามารถทำงานเป็นลูกมือโดยไม่มีรายได้ได้เป็นเวลานาน ครูช่างเองก็อาจไม่มีเงินพอจะจ้างผู้ช่วยหรือจัดซื้อวัสดุสำหรับให้ลูกศิษย์ทดลองทำจนเสียหาย
แล้วเราจะปล่อยให้การสืบทอดวิชาช่างขึ้นอยู่กับโชคชะตาของแต่ละครอบครัวต่อไปหรือ?
ผมคิดว่าถึงเวลาที่สถาบันการศึกษาควรเข้ามารับผิดชอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยเริ่มจากการทำความเข้าใจระบบช่างที่มีอยู่แล้ว และหาวิธีสนับสนุนให้แข็งแรงขึ้น
3) เศรษฐกิจของอาชีพช่าง: ใครจะยอมสืบทอดวิชาที่เลี้ยงชีวิตไม่ได้?
มีอีกคำถามหนึ่งที่เราต้องพูดกันอย่างตรงไปตรงมา
ทุกวันนี้ช่างทำเครื่องดนตรีไทยมีรายได้เท่าไร และคนหนุ่มสาวที่คิดจะเรียนอาชีพนี้จะเลี้ยงชีวิตตัวเองได้อย่างไร?
เวลาพูดถึงภูมิปัญญาช่าง เรามักพูดถึงความงดงามของงานฝีมือ ความประณีต ความอดทน และการสืบทอดจากบรรพบุรุษ เราชื่นชมช่างที่สามารถทำเครื่องดนตรีได้ด้วยมือ ใช้เครื่องมือพื้นบ้าน และทำงานตามวิธีที่เรียนรู้มาจากครูรุ่นก่อน
แต่เราไม่ค่อยพูดกันว่าเครื่องดนตรีหนึ่งชิ้นต้องใช้เงินลงทุนเท่าไร ต้องซื้อไม้ หนัง โลหะ กาว สี และวัสดุอีกกี่อย่าง ต้องใช้เวลาทำงานกี่วัน กี่สัปดาห์ หรือกี่เดือน และเมื่อขายเครื่องดนตรีได้แล้ว ช่างเหลือรายได้จริงเท่าไร
สมมติว่าช่างคนหนึ่งใช้เวลาทำซอคุณภาพดีหนึ่งคันเป็นเวลาหลายวัน ต้องซื้อวัสดุ เตรียมไม้ ขึ้นรูป ประกอบ ทดลองเสียง แก้ไขข้อผิดพลาด และปรับแต่งจนได้คุณภาพที่ต้องการ หากคิดค่าแรงตามเวลาที่ใช้จริง รวมค่าเครื่องมือ ค่าไฟฟ้า ค่าเช่าสถานที่ และต้นทุนวัสดุ ราคาขายที่เหมาะสมควรเป็นเท่าไร?
แล้วตลาดยินดีจ่ายราคานั้นหรือเปล่า?
ช่างทำเครื่องดนตรีจำนวนมากอาจเผชิญปัญหาการตั้งราคางานฝีมือ เพราะลูกค้าบางส่วนคุ้นเคยกับการซื้อเครื่องดนตรีจากร้านค้าหรือโรงงานที่ผลิตได้จำนวนมาก เมื่อเห็นเครื่องดนตรีรูปร่างคล้ายกันก็อาจเปรียบเทียบจากราคาเป็นหลัก โดยไม่รู้ว่าคุณภาพวัสดุ เวลาในการทำงาน และความละเอียดของการปรับแต่งเสียงแตกต่างกันเพียงใด
ปัญหานี้ยิ่งหนักขึ้นเมื่อช่างต้องแข่งขันกับสินค้าราคาถูกที่ผลิตจำนวนมาก ขณะที่ตนเองทำงานด้วยมือ ใช้เวลานาน และต้องรับผิดชอบคุณภาพทุกชิ้นด้วยตัวเอง
เราควรศึกษาด้วยว่าในระบบการค้าเครื่องดนตรีไทยปัจจุบัน ใครเป็นผู้กำหนดราคา ช่างขายตรงให้ลูกค้าได้มากน้อยเพียงใด ร้านค้าหรือคนกลางมีบทบาทอย่างไร และรายได้ที่เกิดจากการจำหน่ายเครื่องดนตรีถูกแบ่งไปถึงผู้ผลิตในสัดส่วนเท่าไร
ร้านค้าและคนกลางมีบทบาทสำคัญในการจัดจำหน่าย การเก็บสินค้า การขนส่ง การรับประกัน และการหาลูกค้า ซึ่งล้วนมีต้นทุนและความเสี่ยง เราควรมีข้อมูลที่ทำให้เห็นโครงสร้างเศรษฐกิจของอาชีพนี้อย่างชัดเจน
อีกเรื่องหนึ่งคือเศรษฐกิจของวัสดุ เครื่องดนตรีหนึ่งชิ้นอาจเกี่ยวข้องกับคนทำงานหลายอาชีพ ตั้งแต่คนปลูกไม้ คนตัดไม้ที่ได้รับอนุญาต คนแปรรูปไม้ คนขายหนัง คนทำชิ้นส่วนโลหะ คนกลึง คนแกะสลัก คนทำสี ไปจนถึงช่างประกอบและช่างปรับแต่งเสียง
หากวัสดุบางชนิดขาดแคลนหรือมีราคาแพงขึ้น ต้นทุนก็จะส่งผลต่อเนื่องไปถึงผู้ผลิตและผู้ซื้อ การพัฒนาวัสดุทดแทนจึงมีความหมายทางเศรษฐกิจด้วย เพราะอาจช่วยลดต้นทุน เพิ่มความแน่นอนในการจัดหาวัตถุดิบ และทำให้ช่างสามารถผลิตเครื่องดนตรีได้อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ อาชีพช่างทำเครื่องดนตรียังมีเศรษฐกิจจากการซ่อมบำรุง ซึ่งเราแทบไม่เคยนำมาพิจารณาอย่างเป็นระบบ
เครื่องดนตรีไทยจำนวนมากมีอายุการใช้งานยาวนาน แต่ต้องการการดูแล ซ่อมแซม และปรับแต่งเป็นระยะ ซออาจต้องเปลี่ยนสาย เปลี่ยนหนังหรือซ่อมส่วนประกอบ ระนาดต้องเปลี่ยนเชือก ปรับแต่งเสียง หรือเปลี่ยนลูกที่เสียหาย กลองต้องขึงหนังใหม่ ฆ้องต้องได้รับการตรวจและปรับแต่งเมื่อเสียงเปลี่ยนไป
งานเหล่านี้ต้องอาศัยช่างที่มีความชำนาญ และอาจเป็นแหล่งรายได้ที่ต่อเนื่องกว่าการรอขายเครื่องดนตรีใหม่เพียงอย่างเดียว
ผมอยากเห็นระบบบริการช่างทำเครื่องดนตรีที่มีมาตรฐาน มีการประเมินค่าซ่อมอย่างโปร่งใส มีการรับประกันงาน มีทะเบียนประวัติการซ่อม และมีความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างช่างกับนักดนตรี
โรงเรียนดนตรี มหาวิทยาลัย วงดนตรีอาชีพ วัด ชุมชน และหน่วยงานวัฒนธรรมที่มีเครื่องดนตรีจำนวนมาก อาจเป็นลูกค้าสำคัญของบริการลักษณะนี้ หากมีระบบงบประมาณซ่อมบำรุงที่เหมาะสม
แต่เราก็ต้องยอมรับว่า ตลาดเครื่องดนตรีไทยมีขนาดจำกัด และเครื่องดนตรีบางประเภทมีผู้ใช้จำนวนน้อยมาก
การผลิตเครื่องดนตรีจึงอาจไม่สามารถสร้างรายได้สม่ำเสมอให้ช่างทุกคนได้ตลอดทั้งปี บางช่วงมีคำสั่งซื้อมาก บางช่วงแทบไม่มีงาน ช่างบางคนต้องทำอาชีพอื่นควบคู่ไปด้วย หรือรับงานซ่อมและงานไม้ประเภทอื่นเพื่อเลี้ยงครอบครัว
การสร้างสถาบันช่างทำเครื่องดนตรีจึงต้องศึกษาความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจของผู้เรียนตั้งแต่ต้น
เราควรมีข้อมูลต้นทุนการผลิต ราคาขาย ปริมาณความต้องการในตลาด รายได้จากงานซ่อม ระยะเวลาฝึกฝน และความเสี่ยงในการประกอบอาชีพ เพื่อให้คนรุ่นใหม่ตัดสินใจได้ว่าต้องการเข้าสู่อาชีพนี้อย่างไร
สถาบันควรช่วยพัฒนารูปแบบธุรกิจที่เหมาะกับตลาดขนาดเล็ก เช่น โรงช่างอิสระ สตูดิโอเครื่องดนตรีสั่งทำ การรวมกลุ่มช่างเพื่อใช้เครื่องมือร่วมกัน การรับซ่อมและปรับแต่งเสียง การผลิตชิ้นส่วนอะไหล่ และการขายเครื่องดนตรีคุณภาพสูงให้ลูกค้าเฉพาะกลุ่ม
เราควรศึกษาความเป็นไปได้ของระบบประกันสังคม สวัสดิการ การเข้าถึงสินเชื่อขนาดเล็ก และกองทุนสนับสนุนเครื่องมือสำหรับช่างรุ่นใหม่ด้วย เพราะคนที่เพิ่งเริ่มต้นอาชีพอาจไม่มีเงินซื้อเครื่องกลึง เครื่องเลื่อย หรืออุปกรณ์เฉพาะทางราคาแพง
4) คุณค่าของวิชาช่าง
อีกประเด็นที่สำคัญมากคือการสร้างความเข้าใจเรื่องคุณค่าของแรงงานฝีมือในหมู่ผู้ซื้อ
นักดนตรีบางคนอาจยินดีจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อซื้อเครื่องดนตรีคุณภาพดีจากต่างประเทศ แต่เมื่อซื้อเครื่องดนตรีไทยกลับคาดหวังให้ช่างคิดราคาไม่แพง เพราะมองว่าเป็นงานพื้นบ้านหรือเป็นของที่ควรหาได้ง่าย
เราควรตั้งคำถามกับทัศนคติเช่นนี้อย่างจริงจัง
ทำไมงานฝีมือที่ต้องฝึกฝนมาหลายสิบปีจึงควรถูกกดราคาให้ต่ำอยู่เสมอ? ทำไมช่างที่มีความสามารถสูงจึงต้องรู้สึกเกรงใจเวลาคิดค่าแรงตามความชำนาญของตนเอง?
การให้เกียรติช่างควรสะท้อนอยู่ในค่าตอบแทนและเงื่อนไขการทำงานด้วย
และหากเราคิดจะสร้างสถาบันผลิตช่างรุ่นใหม่ เราก็ควรมีความรับผิดชอบต่ออนาคตของคนที่เรียนจบออกไปด้วย
ผมไม่อยากเห็นโรงเรียนที่ผลิตช่างออกมาปีละหลายสิบคน แล้วปล่อยให้ทุกคนแข่งขันกันขายเครื่องดนตรีในตลาดที่มีผู้ซื้อจำกัด จนสุดท้ายต้องลดราคาแข่งกันเองและเลิกอาชีพไปทีละคน
สถาบันควรผลิตคนให้สัมพันธ์กับความต้องการจริงของตลาด พัฒนาทักษะให้หลากหลาย และสร้างเครือข่ายงานที่ช่วยให้ช่างมีรายได้จากหลายทาง
ถ้าเราต้องการให้คนรุ่นใหม่สืบทอดวิชาช่าง เราต้องทำให้อาชีพนี้มีอนาคตที่เขามองเห็นได้
คนหนุ่มสาวควรมีสิทธิหวังว่าจะสามารถทำงานที่ตนเองรัก มีรายได้พอเลี้ยงครอบครัว มีเวลาพักผ่อน มีสวัสดิการ และมีชีวิตที่มั่นคงเมื่อแก่ตัวลง ผมคิดว่าเรื่องนี้คือหัวใจสำคัญของการอนุรักษ์ภูมิปัญญาช่าง
5) ก่อนจะไม่มีใครให้ถามความรู้เรื่องช่าง
ผมคิดถึงครูช่างที่ยังนั่งทำงานอยู่ตามโรงเรือนเล็ก ๆ ทั่วประเทศ บางคนทำงานมาตั้งแต่เด็ก บางคนเรียนวิชาจากพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย หรือครูที่ล่วงลับไปแล้ว บางคนใช้เวลาทั้งชีวิตอยู่กับเครื่องดนตรีเพียงชนิดเดียว จนรู้จักไม้ทุกเสี้ยน รู้จักเสียงทุกความผิดเพี้ยน และรู้ว่าต้องแก้ไขตรงไหนจึงจะได้เสียงที่ต้องการ
คนเหล่านี้อาจไม่มีปริญญา ไม่มีตำแหน่งทางวิชาการ ไม่มีบทความตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ และไม่มีชื่อปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์ดนตรีไทยที่เราเรียนกัน
แต่เครื่องดนตรีที่พวกเขาสร้างกลับส่งเสียงอยู่ในโรงเรียน มหาวิทยาลัย วัด โรงละคร และเวทีการแสดงทั่วประเทศ
เราฟังเสียงเครื่องดนตรีเหล่านั้นกันทุกวัน โดยแทบไม่เคยถามถึงชีวิตของคนที่ทำมันขึ้นมา
ช่างบางคนแก่แล้ว สายตาเริ่มพร่ามัว มือเริ่มสั่น หลังเริ่มงอ บางคนหูเริ่มได้ยินไม่ชัด บางคนยังต้องทำงานหนักเพราะหยุดทำก็ไม่มีรายได้ ไม่มีเงินบำนาญ ไม่มีสวัสดิการ และไม่มีใครมารับช่วงวิชาที่ตนเองรักษามาทั้งชีวิต
เราชอบเรียกคนเหล่านี้ว่า “ครูภูมิปัญญา” เชิญท่านไปรับเกียรติบัตร เชิญไปสาธิตงานในนิทรรศการ จัดพิธีไหว้ครูและกล่าวคำยกย่องกันอย่างงดงาม
แต่หลังจากงานเลิก ใครเคยถามบ้างว่าท่านมีเงินซื้อไม้สำหรับทำงานครั้งต่อไปหรือเปล่า มีเงินรักษาตัวเวลาเจ็บป่วยไหม และมีลูกศิษย์สักคนหรือยังที่จะมารับช่วงงานต่อจากท่าน
เราพูดเรื่องอนุรักษ์กันมานานเหลือเกิน จนบางครั้งดูเหมือนเราจะคุ้นเคยกับการอนุรักษ์ทุกอย่าง ยกเว้นชีวิตของคนที่กำลังรักษาความรู้นั้นอยู่
และผมคิดว่านี่เป็นเรื่องที่น่าละอาย
หากเราอยากให้คนรุ่นใหม่สืบทอดวิชาช่าง เราต้องทำให้อาชีพนี้เลี้ยงชีวิตคนได้ ต้องมีค่าตอบแทนที่เป็นธรรม มีระบบการเรียนรู้ มีความปลอดภัย มีสวัสดิการ และมีอนาคตที่คนหนุ่มสาวมองเห็นได้
ไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากส่งลูกไปเรียนอาชีพที่ต้องทำงานหนักทั้งชีวิตแล้วจบลงด้วยความยากจน ต่อให้สังคมเรียกอาชีพนั้นว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าเพียงใดก็ตาม
และเราไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหลานของครูช่างเสียสละชีวิตเพื่อรักษาภูมิปัญญาที่พวกเราเองยังไม่ยอมลงทุนดูแลอย่างจริงจัง
วันนี้เรายังมีโอกาสเดินเข้าไปในโรงช่าง ไปนั่งข้างครู ไปถามว่าทำไมต้องเลือกไม้ท่อนนี้ ทำไมต้องเหลาให้บางเท่านี้ ทำไมเสียงฆ้องใบนี้ยังใช้ไม่ได้ ครูอาจหยิบสิ่วขึ้นมาทำให้ดู เคาะให้ฟัง แล้วบอกว่า “ยังไม่ใช่ ลองทำใหม่”
แต่วันหนึ่ง โรงช่างแห่งนั้นอาจปิดประตูลงเป็นครั้งสุดท้าย
ไม้ที่ครูผึ่งแห้งไว้ยังวางอยู่บนชั้น สิ่วยังอยู่ในกล่อง เครื่องดนตรีที่ทำค้างไว้ยังตั้งอยู่บนโต๊ะ ทุกอย่างอยู่ครบ ขาดเพียงคนที่รู้ว่าจะต้องทำอะไรต่อ
วันนั้นเราอาจมีเงินสร้างสถาบัน มีเครื่องมือทันสมัย มีห้องทดลองเสียงราคาแพง มีหลักสูตรที่ผ่านการรับรองทุกมาตรฐาน และมีอาจารย์ที่พร้อมสอนเต็มอาคาร
แต่ไม่มีใครเรียกครูคนนั้นกลับมาจับมือสอนเราได้อีกแล้ว
ผมจึงอยากถามคนที่มีอำนาจตัดสินใจเรื่องการศึกษาและวัฒนธรรมไทยว่า เราจะรออะไรกันอีก?
เราสร้างโรงเรียนผลิตนักดนตรีมาหลายสิบปี สร้างเวทีการแสดง สร้างหอประชุม สร้างพิพิธภัณฑ์ และใช้งบประมาณจัดงานเฉลิมฉลองมรดกทางวัฒนธรรมกันปีแล้วปีเล่า
6) ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะสร้างอนาคตให้คนทำเครื่องดนตรีด้วย?
เพราะความสูญเสียที่น่ากลัวที่สุดอาจเกิดขึ้นในวันที่เรายังมีนักดนตรีเต็มประเทศ ยังมีเด็กอยากเรียนดนตรีไทย ยังมีครูสอนเพลงอยู่ทุกจังหวัด ยังมีผู้ชมปรบมือให้การแสดงอย่างกึกก้อง
แต่เมื่อเครื่องดนตรีชิ้นสุดท้ายชำรุดลง กลับไม่มีใครรู้วิธีทำมันขึ้นมาใหม่อีกแล้ว
และหากวันนั้นมาถึงจริง ๆ เราคงต้องยอมรับว่า ความรู้เหล่านี้ไม่ได้สูญหายไปเพราะกาลเวลาเพียงอย่างเดียว
มันสูญหายไปต่อหน้าต่อตาเรา ในวันที่เรายังมีโอกาสช่วยกันรักษาไว้
ครูช่างกำลังแก่ลงทุกวัน
แต่ระบบของเรายังมีเวลาประชุมกันอีกมากเหลือเกิน
//............................
หมายเหตุ : อนาคตของช่างทำเครื่องดนตรีไทยและเครื่องดนตรีพื้นบ้าน : คอลัมน์ “เสียงโลก เสียงเรา” โดย อานันท์ นาคคง : บางกอกไลฟ์นิวส์
//...........................
อ่านบทความเกี่ยวข้อง "คอลัมน์ เสียงโลก เสียงเรา"
- จากเวทีละครรำลึกโลกพินาศ Fossil Fools ถึงจอภาพยนตร์ขุดบาปกลบบาป Digger, ว่าด้วยคนพังโลก นักแสดง และผู้ชม : อานันท์ นาคคง
- เรื่องที่ประวัติศาสตร์ดนตรีไทยลืม ร่องรอยฟิลิปปินส์ในประวัติศาสตร์ดนตรีไทยสมัยใหม่ : อานันท์ นาคคง
- พระยาพิพัฒน์โกษา นางเอกละครนอกและนักการทูตผู้ร่วมก่อสร้างเส้นทางศิลปะสมัยใหม่ในกรุงสยาม : อานันท์ นาคคง
- จาก “ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน” สู่ “ดนตรีเมือง เมืองดนตรี” : อานันท์ นาคคง
- เพลงรักบนโต๊ะผู้นำ กับการเมืองในหัวของผู้ฟัง : อานันท์ นาคคง