260825hear

จาก “ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน” สู่ “ดนตรีเมือง เมืองดนตรี”

          สิ่งที่น่าสนใจจากการเฝ้ามองโครงการ “ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน” ของพิเชษฐ กลั่นชื่น คือการเดินทางไปพบพ่อครู แม่ครู และศิลปินในพื้นที่ล้านนา 8 จังหวัด แล้วเปลี่ยนจากการเก็บข้อมูลท่าฟ้อนไปสู่การค้นหาวิธีคิดและความรู้ที่อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหว ความแตกต่างของแต่ละพื้นที่จึงมีคุณค่าในตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องรวบให้เป็นมาตรฐานฟ้อนล้านนาเพียงแบบเดียว (อ่านต้นฉบับ https://www.facebook.com/share/p/1JLQW7i59h/?mibextid=wwXIfr)

          วิธีคิดนี้ทำให้คนทำงานด้านดนตรีและเสียงอย่างผมคิดต่อว่า ถ้าลองทำงานคู่ขนานกันในพื้นที่เดียวกันจะเกิดอะไรขึ้น?

          สมมติว่าเราเรียกโครงการนี้ว่า “ดนตรีเมือง เมืองดนตรี” แล้วเดินทางไปยังเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน พะเยา เชียงราย และแม่ฮ่องสอน คราวนี้เราไม่ได้ไปตามหาเฉพาะเพลง เครื่องดนตรี หรือครูดนตรี แต่ไปสำรวจว่า ชีวิตทางดนตรีของผู้คนในล้านนาปัจจุบันกำลังดำเนินไปอย่างไร

          เราอาจพบสะล้อ ซอ ซึง ปี่ กลอง เพลงคำเมือง ดนตรีพิธีกรรม ดนตรีของกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงโฟล์ก ร็อก แจ๊ส อิเล็กทรอนิกส์ ดนตรีทดลอง เพลงในร้านอาหาร ดนตรีเพื่อการท่องเที่ยว และเพลงที่เกิดและเดินทางอยู่บน YouTube หรือ TikTok ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตทางดนตรีล้านนาในเวลาปัจจุบัน

          แทนที่จะรีบถามว่า “อะไรคือดนตรีล้านนาที่แท้จริง” เราอาจถามว่า “อะไรทำให้ดนตรีเหล่านี้ยังมีชีวิตอยู่”

          ใครเล่นกับใคร ใครเรียนจากใคร ใครจ้าง ใครฟัง นักดนตรีหาเลี้ยงชีพอย่างไร พิธีกรรมยังต้องการดนตรีแบบเดิมหรือไม่ การท่องเที่ยวเปลี่ยนวิธีเล่นอย่างไร มหาวิทยาลัยและโรงเรียนเปลี่ยนความรู้ทางดนตรีอย่างไร คนรุ่นใหม่เรียนจากครูหรืออินเทอร์เน็ต และดนตรีของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ มีพื้นที่อยู่ตรงไหนในภาพใหญ่ที่เราเรียกว่า “ล้านนา”

          สิ่งเหล่านี้คือ Conditions of Musical Life เงื่อนไขของชีวิตทางดนตรี

          และถ้า Ethnomusicology ขยับไปพบกับ Sound Studies สนามจะกว้างขึ้น เพราะชีวิตของผู้คนเต็มไปด้วยเสียงอีกมากมายที่ไม่ได้ถูกเรียกว่า “ดนตรี”

          เสียงระฆังวัด เสียงสวด เสียงตลาด เสียงรถ เสียงประกาศ เสียงพ่อค้าแม่ค้า เสียงเครื่องจักร เสียงภาษาและสำเนียง เสียงน้ำ ฝน ป่า นก แมลง ตลอดจนเสียงจากโทรศัพท์และสื่อดิจิทัล ล้วนประกอบกันเป็น sonic life — ชีวิตทางเสียง

          คำถามจึงขยายออกไปว่า

          ทุกวันนี้ มีเสียงอะไรอยู่ในชีวิตของผู้คนล้านนา?

          เสียงเหล่านั้นเกิดขึ้นที่ไหน ใครเป็นผู้สร้าง ใครเป็นผู้ฟัง เสียงใดกำลังเปลี่ยนไป เสียงใดกำลังหายไป และเสียงใหม่กำลังเกิดขึ้นจากเงื่อนไขอะไร

          เมื่อเดินทางผ่าน 8 จังหวัด เราคงพบความแตกต่างมากมาย เชียงใหม่ไม่จำเป็นต้องเหมือนน่าน แพร่ไม่จำเป็นต้องเหมือนเชียงราย เมืองท่องเที่ยวมีโลกทางเสียงต่างจากหมู่บ้านชายแดน วัดต่างจากตลาด กลางวันต่างจากกลางคืน คนต่างรุ่นและต่างชาติพันธุ์ย่อมมีประสบการณ์ทางเสียงของพื้นที่เดียวกันแตกต่างกัน

          ความหลากหลายทางเสียงเหล่านี้คือความงาม

          ความแตกต่างของระบบเสียง สำเนียง วิธีเล่น เครื่องดนตรี ภาษา ความเชื่อ พิธีกรรม รสนิยม รุ่นวัย ชาติพันธุ์ และความคิดเรื่องความไพเราะ ไม่ควรถูกลดทอนเพื่อสร้างภาพ “ล้านนา” ที่เป็นระเบียบและมีเสียงเดียว

          ตรงนี้เองที่ผมนึกถึงความเป็นไปได้ของ Curatorial Ethnomusicology มานุษยวิทยาดนตรีเชิงภัณฑารักษ์

          งานอาจเริ่มจากการฟัง การทำ fieldwork และการสร้างความสัมพันธ์ ก่อนคิดว่าจะเลือกอะไรมาแสดง การ curate จึงหมายถึงการสร้างเงื่อนไขให้เสียง ผู้คน และโลกทางดนตรีที่แตกต่างกันได้พบกัน โดยยังรักษาความแตกต่างของตนเองไว้

          ก็ตาม วิธีของพิเชษฐไม่สามารถย้ายจาก dance มาสู่ music และ sound ได้ตรง ๆ เพราะเสียงมีปัญหาเฉพาะของมัน

          เมื่อร่างกายหลายร่างอยู่บนเวที ผู้ชมยังมองเห็นแต่ละร่างแยกจากกันได้ แต่เมื่อเสียงหลายระบบเกิดขึ้นพร้อมกัน ทุกเสียงต้องเข้ามาใช้พื้นที่การได้ยินร่วมกัน

          คำถามจึงเกิดขึ้นทันทีว่า ใครดังที่สุด ใครถูกกลบ ใครต้องตั้งเสียงตามใคร ใครต้องเล่นตาม tempo ของใคร ใครต้องเล่นผ่านเครื่องขยายเสียง ใครถูก EQ ใครต้องย่อเพลงของตัวเอง และใครเป็นคนตัดสินว่าเสียงเหล่านี้เข้ากันหรือไม่เข้ากัน

          นี่คือ sonic power — อำนาจทางเสียง

          ดนตรีแต่ละพื้นที่อาจมีระบบเสียง จังหวะ ระดับความดัง และความสัมพันธ์กับสถานที่ต่างกัน บางเสียงผูกพันกับพิธีกรรม บางเสียงมีความหมายเพราะเกิดในเวลาและพื้นที่เฉพาะ การย้ายเสียงเหล่านั้นขึ้นเวทีอาจทำให้สิ่งที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตกลายเป็นเพียง sonic material สำหรับ curator, composer หรือ sound designer นำไปจัดวางใหม่

          ความตั้งใจที่จะเฉลิมฉลองความหลากหลายจึงอาจเผลอทำให้ความแตกต่างหายไป ทุกเสียงต่อเข้ามิกเซอร์เดียว ผ่านลำโพงชุดเดียว อยู่ภายใต้เวลาการแสดงเดียว และถูกควบคุมด้วยระบบการผลิตเดียวกัน

          บางครั้ง บนเวทีที่ประกาศความหลากหลาย คนที่มีอำนาจมากที่สุดอาจไม่ใช่พ่อครูแม่ครูหรือศิลปินคนใด หากเป็น sound engineer คนที่ถือไอแพดปรับ fader อยู่หน้า mixer และลำโพง

          เพราะเทคโนโลยีการจัดการเสียงก็คือการควบคุมว่า ใครจะถูกได้ยินมากกว่าน้อยกว่า ใครจะถูกปล่อยทิ้งไว้ไม่ให้รบกวนคนอื่น ไม่มีประชาธิปไตยจริงๆในการมิกซ์เสียงและการฟังเสียงผ่านลำโพง มันไม่เหมือนการร่ายรำ ซึ่งแม้เสพจากภาพถ่ายที่เป็นภาพนิ่งโดยตากล้องทั้งหลายที่เขาแชร์กัน ก็ยังรู้สึกในความงามที่บันทึกได้ แต่การทำงานของเสียงและการบันทึกเสียงไม่ใช่เช่นนั้น

          ตรงนี้ทำให้ Curatorial Ethnomusicology ต้องคิดให้ไกลกว่าการนำสิ่งต่าง ๆ มารวมกัน หลังจากเดินทาง 8 จังหวัด เราไม่จำเป็นต้องจบด้วย grand finale ที่ทุกวงขึ้นมาเล่นพร้อมกันเพื่อแสดง “ความเป็นหนึ่งเดียวของล้านนา”

          ความหลากหลายไม่ได้หมายความว่าทุกเสียงต้องเล่นพร้อมกัน

          เสียงบางเสียงอาจเล่นด้วยกัน บางเสียงควรเล่นต่อกัน บางเสียงควรอยู่คนละพื้นที่ บางเสียงเหมาะกับการฟังผ่านหูฟัง บางเสียงต้องเดินไปฟังในตลาด ในป่า หรือริมแม่น้ำ บางเสียงควรฟังที่วัดหรือในพิธีกรรม และบางเสียงอาจไม่ควรถูกย้ายออกจากพื้นที่ของมันเลย

          หน้าที่ของ curator จึงรวมถึงการพิจารณาว่า อะไรควรพบกัน อะไรควรมีระยะห่าง และอะไรควรอยู่ในเงื่อนไขเดิมของมัน

          คอนเสิร์ตจึงเป็นเพียงหนึ่งในความเป็นไปได้ เรายังสามารถสร้าง soundwalk, listening session, field recording, sound installation, sonic archive หรือ oral history เมือง วัด ตลาด ป่า ถนน และเส้นทางเดินสามารถกลายเป็น Knowledge Laboratory ได้ เพราะการฟังก็เป็นวิธีหนึ่งของการสร้างความรู้

          Archive ที่เกิดขึ้นก็ควรเก็บมากกว่าเพลง โน้ต และภาพเครื่องดนตรี เราสามารถเก็บเสียงของชีวิต ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน สถานที่ ภาษา พิธีกรรม อาชีพ ธรรมชาติ ความทรงจำ รวมถึงเสียงที่กำลังเกิดขึ้นและเสียงที่กำลังหายไป จนเกิดเป็น Sonic Map of Lanna — แผนที่ชีวิตทางเสียงของล้านนา

          หาก “ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน” ทำให้เรามองเห็นความรู้ที่อยู่ในร่างกาย “ดนตรีเมือง เมืองดนตรี” อาจพาเราไปสำรวจความรู้ที่อยู่ในเสียง ความสัมพันธ์ และชีวิตของผู้คน

          คำถามจึงไม่จำเป็นต้องเป็น “ดนตรีล้านนาที่แท้จริงคืออะไร”

          เราอาจถามว่าทุกวันนี้ มีเสียงอะไรอยู่ในชีวิตของผู้คนล้านนา? ใครเป็นผู้สร้างเสียงเหล่านั้น? เสียงใดกำลังเปลี่ยนหรือหายไป? เสียงใหม่กำลังเกิดขึ้นจากไหน? ใครมีพื้นที่ให้ส่งเสียง และเสียงของใครแทบไม่มีใครได้ยิน?

          ท้ายที่สุด ขอขอบพระคุณ พิเชษฐ กลั่นชื่น พ่อครูแม่ครู และช่างฟ้อนล้านนาทุกท่าน ที่ทำให้คนทำงานด้านดนตรีและเสียงได้คิดต่อจากการเคลื่อนไหวของร่างกายมาสู่โลกของเสียง

          บางทีบทเรียนสำคัญจาก “ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน” คือการทำให้เราเห็นคุณค่าของความแตกต่าง เมื่อหันกลับมาสู่ดนตรีและเสียง เราก็ควรถามต่อว่า จะทำอย่างไรให้ความแตกต่างเหล่านั้นยังคงมีพื้นที่ของตนเอง

          เพราะล้านนาไม่มีร่างกายเพียงแบบเดียว และไม่มีเสียงเพียงเสียงเดียว

          ความหลากหลายคือความงาม และการเคารพความหลากหลายไม่จำเป็นต้องจบด้วยการเอาทุกเสียงมารวมกัน

          งานของ Curatorial Ethnomusicology อาจเริ่มจากเรื่องพื้นฐานที่สุด คือ ฟังว่าแต่ละเสียงมีชีวิตอยู่อย่างไร สร้างพื้นที่ให้เสียงเหล่านั้นมีสิทธิ์ถูกได้ยิน และปล่อยให้ความแตกต่างยังคงเป็นความแตกต่างต่อไป