เรื่องสั้น : ขอฟังอีกครั้งไม่ได้หรอก บางเสียงเรียก : แตแอ

เรื่องสั้น : ขอฟังอีกครั้งไม่ได้หรอก บางเสียงเรียก : แตแอ

 

            1.

            “เอาอย่างนี้ไหมล่ะ ?”

            เธอพูดออกมาแค่นั้นแล้วเงียบไป ก่อนที่จะหันหลังเดินขึ้นไปบนชั้นสองของบ้าน ปล่อยให้ผมยืนงงว่าคืออะไร

            ผมเดินขึ้นบันไดไปชั้นสอง นอนดูโทรศัพท์มือถือเหมือนอย่างเคย จนหลับไปตอนไหนไม่รู้ รู้ตัวอีกทีตีสองกว่า ลืมตาเพราะฤทธิ์เหล้าจากเมื่อคืนหมดหาย หันไปข้าง ๆ ไม่เห็นเธอ เธอคงเข้าห้องน้ำ หรืออาจจะลงไปหาน้ำเย็น ๆ ดื่มแก้กระหาย

            ผมเดินตามลงไปด้วยอาการโงนเงน น้ำเย็น ๆ ในครัวคือสิ่งที่ปรารถนา เธอก็คงคิดอย่างนี้ เมื่อคืนเราสองคนดื่มกันค่อนข้างหนักทีเดียว แต่ผมก็เดินโซเซลงไปจนถึงครัวจนได้

            และที่เห็น คือเธอใช้สายไฟผูกคอตัวเองเข้ากับเหล็กดัดตรงหน้าต่างครัว

            “เอาอย่างนี้ไหมล่ะ ?” คำพูดนั้นของเธอแว่วมาในความมืดที่เงียบดำ ไร้คำถาม – ไม่มีคำตอบ นานแค่ไหนไม่รู้ที่ผมยืนนิ่งมองเธออยู่แบบนั้น หรือผมนั่ง ผมก็จำไม่ได้

            “เอาอย่างนี้ไหมล่ะ ?”

กระทั่งผมหลุดออกมาจากคำถามในความมืดที่เงียบนิ่งเบื้องหน้า ผมเดินเข้าไปหาเธออย่างลอย ๆ ค่อย ๆ แกะสายไฟออกจากคอของเธอเบา ๆ เนื้อตัวเธอยังอุ่น ผมอุ้มเธอไปนั่งบนโซฟาหน้าทีวี แต่ไม่ได้เปิดทีวี ผมเปิดเพลงที่เธอชอบฟังบ่อย ๆ จากโทรศัพท์มือถือแทน

            ผมจำไม่ได้ว่าเดินวนไปมาอยู่นานแค่ไหน หรือแค่ยืนนิ่งเฉย ๆ พอคิดบางอย่างขึ้นมาได้จึงรีบเดินไปหยิบมือถืออีกเครื่อง คิดว่าจะถ่ายวีดีโอในวันสุดท้ายที่เราอยู่ด้วยกัน

            ผมเปิดเพลง ‘กรูมมี่ซันเดย์’ ในฉบับของ ‘บิลลี่ ฮอลิเดย์’ หลังจากที่จบเพลง ‘ดอกไม้กับแจกัน’ ที่เธอชอบ ผมตั้งใจว่าจะบันทึกบรรยากาศพวกนี้ไว้และโพสต์ลงในอินสตาแกรมกันลืม เพราะเห็นมีแต่โซเชียลมีเดียนี่แหละ ที่จดจำเรา

 

            กรูมมี่ซันเดย์ วนไปมาหลายรอบซ้ำแล้วซ้ำอีก ถึงเธอจะไม่ชอบเพลงนี้สักเท่าไหร่ แต่ผมชอบนะ มันฟังแล้วโหวง ๆ ดี และคิดว่าคงเหมาะกันกับเช้าวันอาทิตย์แบบนี้

 

            2.

            “เอาอย่างนี้ไหมล่ะ ?” เธอพูดออกมาแค่นั้นและเงียบไปสักพัก ก่อนจะหันหลังเดินไป  ปล่อยให้ผมยืนงงว่าหมายถึงอะไร

            ผมเดินขึ้นบันไดไปชั้นสอง เสียบปลั๊กยากันยุงไฟฟ้าไว้ เพราะช่วงนี้ยุงค่อนข้างเยอะ ไข้เลือดออกก็กำลังระบาด ชาร์จแบตเตอรี่ให้มือถือแล้วก็เดินลงมาตามเธอ เธอนั่งอยู่ในครัวมืด ๆ นั่งเงียบ ๆ “มีอะไรรึป่าว ?” ผมถามเธอ เธอหันมาน้ำตาคลอตา “เหนื่อย” เธอพูดออกมาเบา ๆ

            ผมเอื้อมมือไปกุมมือเธอไว้ และบอกว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวทุกอย่างจะดีขึ้นเอง ชีวิตมันก็ตะกุกตะกักแบบนี้แหละ

            เธอมองมาด้วยสีหน้าหม่นซึม ผมขอโทษเธอไปในทุกเรื่องที่อาจทำเธอเหนื่อย รวมทั้งทุก ๆ เรื่องที่ไม่อาจทำเธอหายเหนื่อยได้

            เธอร้องไห้ และกอดผมแน่น

            “คืนนี้ฝนไม่น่าตกนะ ออกไปขี่มอไซด์เล่นข้างนอกดีกว่า” ผมกระซิบบอกเธอ เธอหันมายิ้มและว่า “เบียร์เซเว่นด้วยสักขวด” ผมยิ้ม

 

            3.

            ตีสองกว่าผมสะดุ้งตื่น รู้สึกว่าอยากกินน้ำเย็น ๆ หันไปข้าง ๆ ไม่เห็นเธอบนเตียง เธอก็คงลงไปหาน้ำเย็น ๆ กินเหมือนกัน เมื่อคืนเราสองคนซดเบียร์กันไปหลายขวดน่าดู จากที่ตั้งใจว่าจะผ่อนคลายคนละขวด

            ผมเดินลงบันไดไปแบบงัวเงีย แว่วเพลง ‘ดอกไม้กับแจกัน’ ลอยมาเบา ๆ เดินไปตามเสียงเพลงจนเห็นเธอนั่งอยู่บนโซฟาหน้าทีวี มืด ๆ เงียบ ๆ ผมเดินเข้าไปในครัวเปิดตู้เย็นหยิบน้ำออกมาดื่มแก้กระหาย ได้ยินเพลง ‘กรูมมี่ซันเดย์’ ในฉบับของ ‘บิลลี่ ฮอลิเดย์’ แว่วลอยมา ผมชอบเพลงนี้ แต่เธอไม่ชอบ เธอบอกว่ามันฟังดูเศร้าและน่ากลัว ผมไม่รู้ความหมายในเพลงหรอก ผมว่าเพลงเพราะดี ผมเคยบอกเธอแบบนั้น

            ดื่มน้ำไปพอชุ่มคอ ผมจึงเดินมานั่งข้าง ๆ เธอบนโซฟา เราฟังเพลงไปด้วยกันเงียบ ๆ จนฟ้าสาง ผมถึงได้โพสต์สตอรี่ของเช้าวันอาทิตย์ที่แสนเศร้าลงไปในอินสตาแกรม เช้าสุดท้ายที่เราอยู่ด้วยกัน โพสต์เสร็จหันไปเห็นสายไฟที่ผมแกะออกมาจากคอเธอยังม้วนวางอยู่บนโต๊ะในครัว ผมนิ่งมองอยู่นาน

            “เอาอย่างนี้ไหมล่ะ ?” ผมหันไปถามเธอเบา ๆ และผมเห็นเธอยิ้ม.

 

...................………………………………….

 

Link ที่เกี่ยวข้อง   

               “บางกอกไลฟ์นิวส์” เปิดรับ “เรื่องสั้น” และ “บทกวี” 

               วรรณกรรมออนไลน์