จากเวทีละครรำลึกโลกพินาศ Fossil Fools ถึงจอภาพยนตร์ขุดบาปกลบบาป Digger, ว่าด้วยคนพังโลก นักแสดง และผู้ชม : อานันท์ นาคคง
จากเวทีละครรำลึกโลกพินาศ Fossil Fools ถึงจอภาพยนตร์ขุดบาปกลบบาป Digger, ว่าด้วยคนพังโลก นักแสดง และผู้ชม
ค่ำวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ผมไปดูภาพยนตร์ Digger ที่ House Samyan สามย่านมิตรทาวน์ หนังแสบ ดูแล้วสะใจมาก พระเอกทอม ครูซรับบทเจ้าพ่อน้ำมัน อ้วน แก่ เจ้าพ่อผู้เชื่อว่าเงินซื้อได้ทุกอย่าง รอบตัวเขามีทั้งนักการเมือง ทหารใหญ่ นักวิทยาศาสตร์ และบรรดาคนสำคัญที่ช่วยกันทำให้โลกพินาศ คนพวกนี้มีอำนาจ มีตำแหน่งหน้าที่กันทุกคน ยิ่งใหญ่ในวงการการเมืองเศรษฐกิจ ความมั่นคง จะทำเรื่องฉิบหายแค่ไหนก็ได้เสมอ
ตอนแรกผมนั่งด่าเจ้าสัวในใจอย่างสนุก โลกร้อนละลาย มลภาวะ นักวิทยาศาสตร์เตือนก็ไม่ฟัง พอเกิดหายนะยังจะเสนอตัวมากู้โลกอีก ดูไปดูมา หนังหันกลับมาถามถึงชีวิตคนดูเสียอย่างนั้น สิ่งที่เราใช้ ความสะดวกที่เราต้องการทุกวัน มันเกี่ยวข้องกับกิจการของคนที่เรากำลังด่าอยู่ด้วย ผมเริ่มด่าได้ไม่เต็มปาก ยิ่งดูไปเรื่อยๆแล้วก็ยิ่งมีเรื่องให้กลับมาคิดถึงตัวเอง ทั้งในฐานะคนดูและคนทำงานศิลปะละครภาพยนตร์ด้วย อาจจะรวมถึงงานดนตรีที่รับใช้อำนาจอะไรบางอย่างด้วย
Digger เป็นภาพยนตร์ของ อเลฆานโดร จี. อินยาร์ริตู Alejandro Inarritu ผู้กำกับที่เคยพาคนดูเข้าไปวุ่นวายกับชีวิตนักแสดงและโลกละครใน Birdman คราวนี้เขาจับ ทอม ครูซ มาเล่นเป็น ดิกเกอร์ ร็อกเวลล์ มหาเศรษฐีผู้ต้องพิสูจน์ว่าตัวเองช่วยโลกได้ ทั้งที่หายนะซึ่งกำลังคืบเข้ามานั้นมีเขาเป็นต้นเหตุสำคัญ
.jpg)
จากตรงนี้ เป็นการสปอยล์ภาพยนตร์ (มีการเปิดเผยเนื้อเรื่องและตอนจบ)
เรื่องเริ่มจากปฏิบัติการขุดเจาะในกรีนแลนด์ คำเตือนเรื่องความเสี่ยงถูกมองเป็นอุปสรรคต่อผลกำไร จนการรั่วไหลของมีเทนและอุบัติเหตุทำให้มวลน้ำแข็งขนาดมหึมาแยกตัวออกมา เคลื่อนเข้าหายุโรป โลกจึงต้องรับผลของการตัดสินใจที่คนเพียงไม่กี่คนทำไว้ เจ้าพ่อน้ำมัน รัฐบาล และผู้เชี่ยวชาญต่างรีบหาทางจัดการสถานการณ์ พร้อมกับจัดการชื่อเสียงและความรับผิดของตัวเองไปด้วย
ดิกเกอร์มีพลั่วเก่าของปู่เป็นของสำคัญประจำตระกูล มันเล่าเรื่องการสร้างตัว ความบากบั่น และรากฐานความมั่งคั่งที่ส่งต่อมาถึงเขา คนรุ่นก่อนขุดพบทรัพยากร คนรุ่นหลังรับมรดก แล้วทำให้การขุดกลายเป็นกิจการที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ พลั่วด้ามนั้นจึงมีทั้งความภูมิใจของครอบครัวและประวัติของการเอาประโยชน์จากโลกติดมาด้วย
ผมชอบชื่อ Digger เพราะยิ่งดูยิ่งเห็นการขุดหลายอย่าง ขุดน้ำมัน ขุดความมั่งคั่ง ขุดอดีตของตระกูล แล้วก็ขุดหาเหตุผลมาอธิบายความผิดของตัวเอง ขุดไปพร้อมกับกลบ กลบคำเตือน กลบหลักฐาน กลบความเสียหายด้วยคำว่าการพัฒนาและความเจริญ พอโลกพัง คนขุดก็ยังมีโอกาสออกหน้ามารับบทผู้กอบกู้ เขารู้จักหลุมที่ตัวเองขุดดี และมีเครื่องมือมากกว่าคนอื่นเสียด้วย
พอเรื่องถึงรัฐบาล เราก็ได้พบประธานาธิบดีคอมป์สันที่จอห์น กู๊ดแมนเล่นได้กวนประสาทมาก ผมเห็นเค้าหน้าและบุคลิกของโดนัลด์ ทรัมป์อยู่ในตัวเขา ทั้งความยะโส ความเอาแต่ใจ และความมั่นใจว่าตัวเองรู้ดีกว่าลูกน้องทั้งทีม ดูไปก็เหมือนมีประธานาธิบดีอเมริกันอีกหลายคนแทรกอยู่ด้วย (เช่น ไบเดน นิกสัน) ไม่แน่ใจว่านักแสดงใช้ประธานาธิบดีคนใดเป็นต้นแบบโดยตรง ก็ยิ่งเปิดทางให้เรานึกถึงผู้นำได้หลายยุคหลายสมัย ผู้กำกับฉลาด ออกแบบคาแรกเตอร์นี้ขึ้นมาในลักษณะของตัวแทนเชิงเสียดสี (Satirical caricature) เพื่อล้อเลียนภาพรวมของผู้นำและนักการเมืองยุคปัจจุบันที่มีพฤติกรรมมั่นใจในตัวเองสูง ขาดความยับยั้งชั่งใจ มักแก้ปัญหาใหญ่ระดับโลกด้วยวิธีคิดแบบฉาบฉวยอีโก้สูง เชื่อมั่นในตัวเองอย่างไร้ขีดจำกัด บ้าอำนาจ ตัดสินใจบนโต๊ะประชุมของผู้นำประเทศที่พร้อมจะเอาอนาคตของมนุษยชาติมาเสี่ยงด้วยตรรกะกาว ๆ เพิกเฉยต่อเสียงเตือนของนักวิทยาศาสตร์ และเลือกแก้ปัญหาใหญ่ระดับโลกด้วยวิธีคิดแบบผิวเผินเน้นสร้างภาพลักษณ์หรือใช้กำลังทหารแก้ปัญหา มากกว่าจะรับมือกับวิกฤตอย่างแท้จริง
คอมป์สันป่วยเป็นมะเร็งทวารหนักระยะสุดท้าย กำลังจะถึงกาลตุย แต่ความบ้าอำนาจยังพลุ่งพล่าน เขาโวยวายใส่ทีมบริหาร ทหาร และนักวิทยาศาสตร์ ต้องการคำตอบทันที ต้องการความแน่นอนทันที นักวิทยาศาสตร์พูดถึงเงื่อนไขและความเป็นไปได้ก็หงุดหงิด เพราะคำอธิบายพวกนั้นไม่ทันใจท่านประธานาธิบดี ธรรมชาติจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรต้องบอกมาให้ชัด ราวกับมันเป็นลูกน้องอีกคนที่เรียกมาซักฟอกได้
ผมนั่งดูแล้วขำความเก่งกล้าของเขา กลัวเกรงเมีย แต่ข่มเหงคนได้ทั้งห้อง ป่วยจนแทบเอาตัวเองไม่รอด ยังจะนำทีมออกศึก กล่าวสุนทรพจน์อวดความยิ่งใหญ่ของประเทศ คำพูดโง่ ๆ พอออกจากปากประธานาธิบดีก็มีคนตั้งใจฟัง มีคนรับคำสั่ง และมีทรัพยากรของชาติรองรับ ความโง่ของคนระดับนี้ราคาแพง เพราะเขาสั่งให้คนอื่นลงมือได้ แล้วคนอีกจำนวนมากก็ต้องรับผลของมัน
ข้างตัวเขามีศาสนาจารย์นาธาเนียล มัวร์ คอยสวด คอยยกย่อง คอยทำให้ความปรารถนาของผู้นำดูเหมือนได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า โลกกำลังมีปัญหาที่ต้องใช้ความรู้และความรับผิดชอบ คนในห้องกลับช่วยกันประกอบพิธีรับรองความยิ่งใหญ่ให้ประธานาธิบดี ฉากที่เขาลงมือตบตีนักบวชยิ่งแสบ คนที่คอยอวยให้ก็ยังต้องรู้ว่าตัวเองอยู่ใต้มือใคร พระเจ้าจะอยู่สูงเพียงใด ผู้แทนของพระเจ้าตรงนี้ก็ถูกตบตีได้ถ้าทำให้ผู้นำไม่พอใจ
ฝ่ายทหาร เสนาธิการทหารบก ผู้บัญชาการกองทัพเรืออเมริกัน ก็มีวิธีจัดการธรรมชาติตามความถนัดของตน มีน้ำแข็งเป็นภัยก็ทิ้งระเบิดใส่มันเสีย ความคิดเรื่องศัตรู การรบ และชัยชนะถูกนำมาใช้กับปัญหาที่ตนเองเข้าใจเพียงน้อยนิด ผลคือมวลน้ำแข็งแตกออกเป็นก้อนเล็กอีกยี่สิบก้อน เพิ่มปัญหาให้กระจายตัวออกไป ความรู้ถูกขัดจังหวะด้วยคำสั่ง ความกลัวถูกแต่งให้เป็นความกล้าหาญ และความสิ้นคิดก็มีอาวุธครบมือ ตัวละครกลุ่มนี้ถูกสร้างขึ้นมาในฐานะตัวแทนภาพสะท้อนของวัฒนธรรมทหารนิยมและพวกนิยมความรุนแรง (Militarism & Warhawks) ในการเมืองสหรัฐฯ ซึ่งถอดแบบมาจากคาแรกเตอร์นายทหารยศใหญ่ในภาพยนตร์ตลกร้ายแนวสงครามเย็นคลาสสิกอย่าง Dr. Strangelove หรือภาพยนตร์เสียดสีการเมืองยุคเก่าที่มีพฤติกรรมสุดโต่งด้วยกองกำลังทหารหรืออาวุธหนักเสมอ เพื่อแสดงความเด็ดขาดตามแบบฉบับของโครงสร้างอำนาจรัฐฝ่ายขวา
คนที่ทำให้ความบ้าคลั่งพวกนี้มีน้ำหนักขึ้นคือดอกเตอร์นิราฟ กาเนช รับบทโดยริซ อาห์เหม็ด นักวิทยาศาสตร์ที่พยายามเตือนและอธิบายถึงหายนะโลก เขามีความรู้ มีข้อมูล แต่ต้องทำงานอยู่ในกิจการของดิกเกอร์ ความรู้ของเขาจะได้รับการฟังเพียงใดขึ้นอยู่กับคนจ่ายเงินและคนออกคำสั่ง ก่อนที่หายนะจะเกิดขึ้น ดร.กาเนชเคยส่งอีเมลและรายงานเตือนภัยเกี่ยวกับความเสี่ยงของการขุดเจาะมาโดยตลอด แต่กลับถูกมองข้ามเพราะขัดผลประโยชน์เรื่องกำไร เมื่อเกิดเรื่องขึ้นจริง นักวิทยาศาสตร์ก็ถูกดึงเข้ามาในวงประชุมเพื่ออธิบายตัวเลขและหาทางออก แต่เสียงและความรู้ของเขากลับต้องทำงานภายใต้กรอบการตัดสินใจของนายทุนและนักการเมืองที่สนใจแต่การรักษาภาพลักษณ์และผลประโยชน์ของตัวเองมากกว่าการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุจริง ๆ นี่คือความอึดอัดของคนทำงานวิชาการและวิทยาศาสตร์ ที่มีความรู้จริงอยู่ในมือแต่กลับไม่มีอำนาจในการตัดสินใจเด็ดขาด ต้องตกเป็นเบี้ยล่างของระบบทุนนิยมและการเมืองที่พร้อมจะหยิบฉวยข้อมูลไปใช้ประโยชน์เฉพาะหน้าเท่านั้น
ช่วงหนึ่งของการเผชิญหน้า ดอกเตอร์นิราฟ กาเนช บอกประธานาธิบดีที่กำลังดูถูกเขาว่า เขาเป็นคนอเมริกันเชื้อสายอินเดีย ใจผมนึกถึงเทวะแห่งศิลปวิทยาการ - พระพิฆเณศ!!!!
ขออนุญาตมองว่า การที่ผู้สร้างตั้งใจวางคาแรกเตอร์ของนักวิทยาศาสตร์ผู้กุมความรู้และความจริงของธรรมชาติให้ชื่อว่า "กาเนช" (Ganesh) ซึ่งพ้องเสียงและสื่อถึง "พระพิฆเนศ" (Ganesha) เทพแห่งปัญญา ศิลปวิทยาการ และผู้ขจัดอุปสรรค ยิ่งทำให้มิติเชิงสัญลักษณ์ของตัวละครนี้มีความน่าสนใจขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว เมื่อลองมองเทียบกับบทบาทของ ดร.กาเนช ในเรื่อง จะเห็นความย้อนแย้งและตลกร้ายที่เจ็บแสบทีเดียว ในทางคติชนวิทยา พระพิฆเนศคือผู้มีปัญญาญาณอันทะลุปรโปร่งและเป็นผู้ขจัดอุปสรรค แต่ ดร.กาเนช ใน Digger กลับเป็นผู้มีความรู้ที่ต้องไปยืนอยู่ท่ามกลางวงล้อมของคนใหญ่คนโต ทั้งเจ้าสัวน้ำมัน ประธานาธิบดี และนายทหารที่เต็มไปด้วยความโลภและความงี่เง่า ความรู้ทางวิทยาศาสตร์อันล้ำค่าของเขาไม่ได้ถูกนำไปใช้เพื่อขจัดอุปสรรคหรือกอบกู้โลกอย่างแท้จริง แต่กลับถูกจำกัดให้เป็นเพียงข้อมูลประกอบการตัดสินใจบนโต๊ะประชุม ที่ผู้มีอำนาจจะหยิบฉวยเฉพาะส่วนที่เข้าทางตัวเองไปใช้เท่านั้น นี่เป็นความตลกร้ายของ "ผู้ขจัดอุปสรรค" ในเมื่อปัญหาความพินาศของโลกถูกสร้างขึ้นโดยความโลภของมนุษย์ การให้ตัวละครที่ชื่อกาเนชพยายามเข้ามาอธิบายหาทางแก้ไข จึงเหมือนเป็นการประชดประชันว่า ต่อให้มีปัญญาหรือความรู้อันยิ่งใหญ่แค่ไหน ก็ไม่สามารถเอาชนะความโง่เขลาและความเย่อหยิ่งของโครงสร้างอำนาจทุนนิยมได้ การซ่อนนัยยะทางวัฒนธรรมและชื่อตัวละครแบบนี้ ยิ่งทำให้เห็นว่าผู้กำกับไม่ได้แค่อยากทำหนังหายนะธรรมดา แต่จงใจใส่รหัสทางสัญลักษณ์เพื่อให้เราต้องกลับมาขบคิดต่อในเชิงมานุษยวิทยาและปรัชญาต่ออีก
ขณะที่เอมมา ร็อกเวลล์ น้องสาวต่างมารดาและหุ้นส่วนธุรกิจของดิกเกอร์ ซึ่งซานดรา ฮึลเลอร์รับบท ก็ทำให้เราเห็นว่าผลประโยชน์ของครอบครัวพันอยู่กับกิจการและการเอาตัวรอดอย่างไร ถือเป็นอีกหนึ่งตัวละครที่มีมิติและสะท้อนความจริงอันแสนอึดอัดของโลกธุรกิจครอบครัวได้อย่างน่าสนใจ ในฐานะน้องสาวต่างมารดาและหุ้นส่วนทางธุรกิจของดิกเกอร์ เธอยืนอยู่ตรงจุดตัดระหว่างสายสัมพันธ์ทางสายเลือดกับผลประโยชน์อันมหาศาลจากกิจการที่กำลังทำลายโลก ความน่าสนใจของตัวละครเอมมา มีจุดที่สะท้อนสังคมทุนนิยมและครอบครัวชนชั้นนำอยู่หลายประการ เอมมาไม่ใช่คนนอกที่ถูกหลอกใช้ แต่เธอคือผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียและรู้ดีว่าเบื้องหลังความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรน้ำมันนั้นสร้างความเสียหายอะไรไว้บ้าง ความสัมพันธ์แบบพี่น้องจึงเต็มไปด้วยความตึงเครียด การปะทะคารมกันระหว่างเธอกับดิกเกอร์สะท้อนให้เห็นว่า ผลประโยชน์ทางธุรกิจสามารถผูกขาดสายสัมพันธ์ในครอบครัวให้ต้องจำใจเดินหน้าไปด้วยกัน แม้จะรู้ว่าเรือกำลังจะล่มก็ตาม การปกป้องสมบัติของตระกูลเหนือมนุษยชาติเวลาเกิดวิกฤต ปฏิกิริยาของเอมมาไม่ได้มุ่งไปที่การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากหายนะ แต่เป็นการรักษาเสถียรภาพของบริษัท ปกป้องทรัพย์สิน และคุมเชิงไม่ให้ความผิดพลาดของพี่ชายมาทำลายมรดกหรือส่วนแบ่งที่เธอควรจะได้ ที่สำคัญ เธอเป็นแม่ของเคนนี ตัวละครเด็กที่ผมจะกล่าวถึงช่วงต่อไป
ดูไปถึงจุดหนึ่ง ต้นไม้ที่อยู่ในฉากล้มลง แล้วมีคนเข้ามาจัดมันกลับเข้าที่ ความเป็นธรรมชาติที่เราเพิ่งเชื่อก็โป๊ะแตกตรงหน้า
สิ่งที่ดูมาตั้งแต่ต้นเป็นการซ้อมละครเวที ทอม ครูซ กำลังเล่นเป็นเคอร์ติส มาร์กสัน นักแสดงผู้รับบทดิกเกอร์อีกทอดหนึ่ง ละครมีผู้กำกับ มีทีมงาน มีปัญหาการแสดงและปัญหาทางเทคนิคที่ต้องแก้ก่อนเปิดโรงละครให้ผู้ชมเข้ามาดูการแสดงที่จะเกิดขึ้นนี้
.jpg)
ภาพยนตร์เฉลยว่านี่เป็นละครเก่าที่สร้างจากเหตุการณ์หายนะของจริงของโลกใบนี้ เคยทำแสดงมาก่อนเมื่อ 25 ปีที่แล้ว งานครั้งนี้นี่เป็นการซ้อมบทและซ้อมงานโปรดักชั่นใหม่ของละครย้อนยุค ดังนั้นคนดูอย่างผมต้องแยกแยะสิ่งที่จะเกิดขึ้นในจอและในสมองให้ทำงานได้สองมิติ คือความเป็นภาพยนตร์และความเป็นละครเวที
ละครเรื่องนี้ชื่อว่า Fossil Fools
ตรงนี้เองที่ผมเริ่มชอบชื่อละครมากกว่าชื่อภาพยนตร์
คำว่า Fossil Fools เล่นพ้องเสียงกับ fossil fuels เชื้อเพลิงฟอสซิล เปลี่ยนคำท้ายก็ได้เหล่าคนโง่ที่พาโลกพินาศ ความโง่ของพวกเขามีทุน มีเทคโนโลยี มีอาวุธ มีผู้เชี่ยวชาญคอยรับใช้ และมีคนอีกมากต้องจ่ายค่าเสียหายให้ ชื่อนี้ด่าระบบที่ทำให้ความโง่ของคนสำคัญกลายเป็นเรื่องใหญ่ของมนุษย์ทั้งโลกได้เจ็บแสบดี
คำว่า fossil ยังชวนให้ผมนึกถึงความคิดที่แข็งตัวอยู่กับอำนาจเก่า ๆ เชื่อว่าต้องอนุรักษ์นิยมต่อไป ต้องมั่นคงต่อไป ต้องชนะต่อไป ประเทศของตัวเองต้องยิ่งใหญ่กว่าใคร ความเชื่อเหล่านี้ถูกส่งต่อกันเหมือนมรดก แม้โลกจะเปลี่ยนไปจนใช้อำนาจอนุรักษ์นิยมต่อแทบไม่ได้แล้วก็ตาม พอมองอย่างนี้ เหล่า Fossil Fools ก็มีสมาชิกมากมาย ตั้งแต่มหาเศรษฐีนักธุรกิจ นักการเมืองที่ทำตัวเป็นมาเฟียโลก ทหารใหญ่ นักวิทยาศาสตร์ที่ยอมให้เงินกำกับความรู้ ไปถึงผู้พิพากษา นักบวช และสภามาเฟียที่พูดเรื่องจริยธรรมความถูกต้องได้คล่องกว่าการจัดการกับคนผิดจริงๆ
เมื่อหนังเปิดให้เห็นหลังเวทีละคร เราก็ต้องนับคนทำงานละครเข้าไปในวงสนทนาด้วย ใครออกเงินในการสร้างละคร ใครถือสิทธิ์ ใครกำกับ ใครเขียนบท ใครเลือกว่าจะให้ตัวแสดงพูดอย่างไร ใครจัดไฟ จัดเสียง ใครทำเอฟเฟคสร้างฉากให้หายนะดูน่าตื่นตา คนเหล่านี้กำลังเล่าเรื่องของผู้ทำลายโลกให้ผู้ชมดู และการเล่าแต่ละครั้งก็มีอำนาจของผู้เล่าปะปนอยู่เสมอ
พลังของละครย้อนยุคอยู่ตรงที่มันเอาเรื่องซึ่งผ่านไปแล้วกลับมาวางต่อหน้าเรา มีร่างกายของนักแสดง มีเสียง มีลมหายใจ มีคนเป็น ๆ อยู่ด้วยกันในเวลานั้น ผู้ชมได้เห็นคนที่เคยอยู่ไกลเกินเอื้อมถูกทำให้เล็กลง ถูกล้อ ถูกถาม ถูกขัดจังหวะ เรื่องที่ถูกเขียนให้ดูสง่างามในประวัติศาสตร์อาจกลายเป็นความน่าเกลียดอัปลักษณ์บนเวที ละครทำให้คนดูหัวเราะพร้อมกัน โกรธพร้อมกัน และรับรู้ว่าความรู้สึกของตนมีคนอื่นร่วมอยู่ด้วย
ฉากที่ผมเห็นว่าเป็นกระดูกสันหลังของทั้งหนังและละครคือฉากห้องประชุมไต่สวน ดิกเกอร์ต้องเผชิญหน้ากับผู้แทนสหประชาชาติและคนสำคัญจำนวนมาก มีผู้ดำเนินการประชุม เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ผู้สื่อข่าว และสายตาของสาธารณชนรายล้อมอยู่ ห้องนั้นให้ความรู้สึกเหมือนศาลที่กำลังพิจารณาคดีบาปของโลก ใครมีสิทธิ์ตัดสิน ใครเป็นโจกย์ ใครเป็นจำเลย ใครกำลังรักษาความบริสุทธิ์ของตัวเองผ่านการกล่าวโทษคนตรงกลาง เรามองเห็นความซับซ้อนเหล่านี้พร้อมกับความรู้สึกว่าเราอยู่ร่วมการไต่สวนพิจารณาคดีไปด้วย
ฉากนี้โคตรดี พระเอกทอม ครูซ พริ้วมาก เล่น monologue ร่ายยาวประมาณสิบนาที ถ่ายในเทกเดียว (อาจจะหลายเทค แต่ละครทำให้เราเชื่อว่าเทคเดียว) เขาพาคำพูดเดินไปกับอารมณ์ ความโกรธ ความดูแคลน และความมั่นใจของคนที่เชื่อว่าตัวเองมีคำตอบให้ทุกคน ถือเป็นงานแสดงที่ท้าทายมาก ถ้าเรียบเรียงใจความตามที่ผมรับจากฉากนั้น ดิกเกอร์กำลังถามประชดคนในห้องพิพากษาว่า พวกคุณอยากเปิดแอร์ไหม อยากมีไฟฟ้าใช้ไหม อยากใช้โทรศัพท์มือถือไหม อยากใช้ AI ไหม อยากกดสั่งของแล้วให้มันส่งถึงบ้านเร็ว ๆ ไหม ถ้ายังต้องการสิ่งเหล่านี้อยู่ ก็หันมาดูด้วยว่าพลังงานและกิจการที่รองรับความสะดวกของพวกคุณมาจากไหน เขาขายสิ่งที่มีคนต้องการ แล้ววันนี้คนเหล่านั้นมารวมตัวกันด่าเขา เขาร่ายบทไป เคลื่อนไหวร่างกายไปเหมือนเต้นบัลเล่ต์ เพลินมาก
จังหวะนี้ตบหน้าคนดูเต็ม ๆ ผมนั่งด่าเจ้าสัวน้ำมันอยู่ในใจดี ๆ พอฟังสิ่งที่เขาแดกดันก็ต้องนึกถึงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าตัวเอง นึกถึงแอร์ที่บ้าน นึกถึงของที่กดซื้อ นึกถึงเครื่องมือที่ใช้อยู่ทุกวัน เราชอบมองคนพังโลกจากระยะที่ทำให้ตัวเองรู้สึกปลอดภัย พอเขาพูดถึงชีวิตประจำวันของเรา ระยะนั้นก็หดเข้ามาทันที แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็เห็นลูกเล่นของคำแก้ตัวอยู่ในสุนทรพจน์นี้ด้วย ดิกเกอร์เอาสันดานของผู้บริโภคมาเฉลี่ยความรับผิดของตัวเอง คนที่รู้ความเสี่ยง มีอำนาจตัดสินใจ และเลือกผลกำไร ย่อมต้องตอบมากกว่าคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับบริการซึ่งระบบจัดไว้ให้ ทางเลือกของคนแต่ละคนมีมากน้อยต่างกัน นี่คือกบอัจฉริยะของมหาเศรษฐีใช้ความรู้สึกผิดของเราล้างบาปให้ตัวเอง
งานภาพในฉากนี้สวยแปลกตา ผมเรียกศัพท์ไม่ถูกในตอนดู รู้แต่ว่าโทนสีหม่นคล้ายเถ้าถ่านนั้นทำให้ห้อง คน เสื้อผ้า และใบหน้าดูเป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศเดียวกัน แล้วสีแดงไวน์ของดิกเกอร์ก็เด่นขึ้นมา มันทำให้เขาดูทั้งเป็นจำเลยและเป็นเจ้าของการแสดง ทั้งห้องกำลังจับตาเขา ขณะเดียวกันเขาก็กำลังควบคุมความสนใจของทั้งห้อง งานฉากกับงานภาพช่วยกันทำให้คำพูดของเขามีน้ำหนักจนน่าอึดอัด
ถ้าหากสมมุติว่าทอม ครูซจะได้ออสการ์จากภาพยนตร์เรื่องนี้ สำหรับผม ฉากนี้มีแนวโน้มมาก เขาใช้คำพูดทำงานกับคนดูอย่างหนัก เราได้ยินคนเลวอธิบายตัวเองจนเกือบจะมีเหตุผล แล้วต้องคอยตรวจด้วยว่าตัวเองเผลอคล้อยตามตรงไหน การแสดงแบบนี้ทำให้เห็นอันตรายของคนมีเสน่ห์ มีความมั่นใจ และรู้ว่าจะพูดอะไรให้คนฟังยอมรับ
นักแสดงเคอร์ติสเองก็ติดใจกับเรื่องนี้ เขาไม่สบายใจกับการเล่นบทดิกเกอร์ให้เป็นคนบ้าโวยวายอยู่ตลอด เพราะคนที่สร้างความเสียหายได้ขนาดนั้นต้องมีความพิเศษบางอย่าง มีวิธีหว่านล้อม มีเสน่ห์ มีความน่าเชื่อถือพอให้คนยอมทำตาม หากเราเล่นเขาเป็นตัวตลกอย่างเดียว คนดูก็หัวเราะได้ง่าย แล้วอาจกลับออกไปโดยเชื่อว่าคนเลวในชีวิตจริงต้องดูโง่และน่าขันเหมือนบนเวที เคอร์ติสประท้วงตัวละครดิกเกอร์อย่างทำให้คนดูแปลกใจมากว่าอิหยังวะ
คนที่ต้องรับมือกับข้อกังขาของเขาคือฮันนาห์ ผู้กำกับละครหญิงสาวที่โซฟี ไวลด์รับบท เธอกล้าเผชิญหน้า โต้แย้ง และยืนยันวิธีทำงานกับนักแสดงชายอาวุโส ฮันนาห์คิดถึงผู้ชมที่ต้องอยู่กับผลของหายนะด้วย การทำให้ดิกเกอร์น่าขันมีความหมายสำหรับเธอ คนที่เคยมีอำนาจเหนือชีวิตผู้อื่นถูกทำให้เป็นเป้าของเสียงหัวเราะ ผู้เสียหายมีโอกาสลดความยิ่งใหญ่ของเขาลง คนดูได้โกรธ ได้หัวเราะ และรู้สึกว่าตนไม่ได้โดดเดี่ยวอยู่กับความเจ็บปวด เคอร์ติสอยากให้การแสดงเข้าใกล้คนจริง ส่วนฮันนาห์ต้องการให้การเสียดสีทำงานกับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ทั้งคู่มีเหตุผลที่ต้องฟังกันและกัน
ผมชอบที่หนังยอมให้ผู้กำกับละครถูกถามเรื่องวิธีทำงานของตัวเองด้วย คนทำศิลปะเลือกได้ว่าจะให้ผู้ชมเห็นอะไร แล้วก็ต้องรับผิดชอบต่อการเลือกนั้น เราจะทำให้ผู้มีอำนาจดูน่าขันเพียงใด จะเก็บความฉลาด ความน่าเชื่อถือ และความสามารถในการหลอกคนของเขาไว้แค่ไหน คนดูควรได้ความสะใจมากน้อยเพียงใดเมื่อความสะใจนั้นอาจทำให้เขามองอันตรายบางอย่างไม่เห็น
การเถียงกันเกิดขึ้นในช่วงที่ละครต้องเดินไปถึงการเปิดแสดง มีนักแสดงคนอื่น มีคนจัดฉาก จัดไฟ จัดเสียง มีแรงงานทั้งคณะรออยู่ด้วย ฮันนาห์จึงต้องดูแลทั้งความหมายของงานและการทำงานร่วมกัน นักแสดงคนหนึ่งอาจมีคำถามที่สำคัญมาก แต่เวลาของเขาก็ผูกอยู่กับเวลาของคนอื่น การยืนยันความเข้าใจของตัวเองกับการยอมทำงานร่วมกันเป็นเรื่องที่คนละครรู้จักดี และหนังเอาความอึดอัดตรงนี้มาให้คนดูเห็น
ระหว่างที่คณะกำลังวุ่นวาย มีชายหนุ่มคนหนึ่งปรากฏตัวอยู่ใกล้เวทีและเดินเข้าออกหลังโรง เขาคอยสังเกต เข้ามาพูดคุยกับเคอร์ติสอย่างเป็นมิตร ดูเหมือนไม่ได้ต้องการออกคำสั่งกับใคร เขาคือเคนนี รับบทโดยเจสซี เพลมอนส์ ชายคนนี้ค่อย ๆ ปรากฏความสำคัญขึ้นมา จนถึงตอนที่เข้ามาระหว่างการปะทะของฮันนาห์กับเคอร์ติส แล้วเปิดเผยว่าเขาคือเคนนี ร็อกเวลล์ หลานชายของดิกเกอร์ ลูกชายของเอมมา เคนนี่จ่ายเงินให้โปรดักชั่นละครย้อนยุคเรื่องนี้ บทบาทของเขาคือผู้อำนวยการสร้าง
ภาพยนตร์เฉลยว่า เคนนีในวัยเด็กเป็นตัวละครอยู่ใน Fossil Fools ด้วย มีนักแสดงเด็กสวมบทเขาบนเวที ส่วนเคนนีผู้ใหญ่ยืนดูคนอื่นเล่าชีวิตวัยเด็กและเรื่องครอบครัวของตัวเอง เขาจึงเป็นทั้งผู้ประสบเหตุ คนที่ถูกนำชีวิตมาแสดง และคนที่ออกเงินให้การแสดงนั้นเกิดขึ้น นักแสดงกำลังทำงานให้เขา พร้อมกับสวมร่างคนที่เคยอยู่ในชีวิตของเขา ความสัมพันธ์นี้ทำให้บทสนทนาหลังเวทีมีน้ำหนักเกินกว่าการคุยเรื่องเล่นดีหรือเล่นไม่ดี
.jpg)
ผมเห็นว่าความซับซ้อนหลังเวทีละครสนุกมาก ผู้กำกับกำลังคุยกับนักแสดง ส่วนผู้อำนวยการสร้างกำลังคุยกับตัวละครที่มีประวัติผูกอยู่กับตน ฮันนาห์ถามเคอร์ติสว่าจะเล่นอย่างไร เคนนีมองเคอร์ติสแล้วเห็นลุงของตัวเองขึ้นมาด้วย คนหนึ่งมีหน้าที่จัดการการแสดง อีกคนมีทั้งความทรงจำ เงิน และสิทธิ์ในเรื่องที่กำลังเล่าอยู่ตรงหน้า ใครจะยืนยันความจริงแบบไหนก็ต้องเจรจากันอยู่ในความสัมพันธ์นี้
เคนนีเคยเป็นผู้ชมมาก่อน เขาเล่าว่าเคยดู Fossil Fools ในโรงละครโรงเล็กที่ลอนดอน ใช้นักแสดงเพียงไม่กี่คน เมื่อคนดูหัวเราะเยาะครอบครัวของเขาและปรบมือกับจุดจบของดิกเกอร์ เขาก็ลุกขึ้นปรบมือไปด้วย ความโกรธของคนอื่นกลายเป็นความรู้สึกที่เขาร่วมอยู่ได้ การเห็นญาติของตัวเองถูกประณามกลับทำให้เขารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของผู้คนในโรงละคร
จากประสบการณ์นั้น เขาตามหาผู้เขียน ซื้อสิทธิ์บทละคร เขาจ่ายเงินจ้างฮันนาห์มาดัดแปลง จ่ายเงินจ้างเคอร์ติสและคณะ แล้วขยายงานให้ใหญ่ขึ้น มีฉาก มีจอภาพ มีพื้นที่สำหรับการแสดง เขาพูดถึงการฟื้นฟูสถานที่ร้างให้กลับมาเป็นที่ที่คนรวมตัวกันได้ และอยากให้งานครั่งนี้ ผลลัพธ์ออกมายิ่งใหญ่และดีพอที่จะชวนผู้คนยอมออกมาเผชิญถนนข้างนอกเพื่อดูละครที่มนุษย์ร่วมกันสร้างขึ้น
ตรงนี้ทำให้ผมต้องระวังคำวิจารณ์ของตัวเองด้วย ละครมีชีวิตอยู่ก่อนเคนนีจะซื้อสิทธิ์ งานละครเล็กในอดีตทำให้เขาสะเทือนใจได้ แล้วเงินของเขาจึงเข้ามาเปลี่ยนขนาดและเงื่อนไขของการแสดง เราต้องเห็นคุณค่าของคนที่ทำงานมาก่อน เห็นประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในหมู่ผู้ชม และเห็นด้วยว่าการซื้อสิทธิ์ทำให้ใครมีอำนาจเพิ่มขึ้น การยอมให้คนด่าครอบครัวตัวเองถือเป็นความใจกว้างได้ ส่วนการเป็นเจ้าของเรื่องที่ควบคุมนักแสดงและผู้ชมได้ ก็เป็นอำนาจอีกอย่างหนึ่งที่เราต้องมองให้เห็น โรงละครในโลกหลังหายนะมีความหมายมาก ผู้ชมต้องออกจากบ้าน เดินทางผ่านสภาพแวดล้อมที่เสียหาย แล้วมานั่งอยู่ด้วยกัน ความสะใจอาจเป็นสิ่งหนึ่งที่เขาต้องการ แต่การได้พบมนุษย์คนอื่น ได้หัวเราะพร้อมกัน ได้รับรู้ว่ามีคนจำเรื่องเดียวกันอยู่ ก็มีความจำเป็นต่อชีวิตเหมือนกัน คนที่สูญเสียอาจต้องการพื้นที่แบบนี้เพื่อให้ตนยังอยู่ต่อได้ การถามถึงผลของศิลปะจึงควรฟังความต้องการของคนเหล่านี้ด้วย
ขณะเดียวกัน เคนนีก็มีอำนาจอยู่นอกโรงละคร เขาร่ำรวยและมีกิจการข่าวกรองและความมั่นคงระดับโลก เมื่อรู้ว่าเคอร์ติสกำลังหวาดกลัวเรื่องลูกสาวซึ่งหายไปหลังขึ้นเครื่องบินท่ามกลางพายุ เขาเสนอช่วยตามหา และใช้ทรัพยากรของตนช่วยจนมีข่าวว่าลูกสาวปลอดภัย ความสัมพันธ์ระหว่างผู้อำนวยการสร้างกับนักแสดงจึงลงไปถึงเรื่องครอบครัวและความหวังในชีวิตจริงด้วย ผมเห็นความช่วยเหลือที่มีค่ามากอยู่ตรงนี้ และเห็นความเหลื่อมล้ำของอำนาจไปพร้อมกัน คนหนึ่งกำลังรอข่าวลูกด้วยความกลัว อีกคนมีเครื่องมือที่เข้าถึงข้อมูลและค้นหาคนได้ เมื่อนักแสดงได้รับความช่วยเหลือเช่นนี้จากผู้จ้างงาน ความไว้วางใจและความรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณก็อาจเข้ามาอยู่ในงานด้วย เรายังไม่ต้องตัดสินว่าเคนนีจงใจใช้เรื่องลูกสาวต่อรองกับเคอร์ติส เพียงมองให้เห็นว่าความช่วยเหลือกับอำนาจเดินเข้ามาในชีวิตพร้อมกันได้
พอเคนนีเข้ามาคลี่คลายการถกเถียง เขาก็รับรองเหตุผลของทั้งสองฝ่าย ดิกเกอร์ที่เขารู้จักมีทั้งความน่ากลัวและความน่าขันอยู่ในตัว เขาพูดกับคณะนักแสดงและทีมงาน ชื่นชมแรงงาน ความคิดสร้างสรรค์ และสิ่งที่ทุกคนทำ ก่อนชวนให้กลับมาทำละครให้เสร็จ คนทั้งคณะกำลังฟังผู้ที่เคยอยู่ในเหตุการณ์จริง และกำลังฟังคนที่จ้างพวกเขามาทำงานด้วย
บทเคนนีจึงเป็นอีกส่วนที่สำคัญมาก ดิกเกอร์พูดต่อที่ประชุมเพื่ออธิบายการกระทำของตัวเอง เคนนีพูดต่อคณะละครเพื่ออธิบายว่าทำไมต้องเล่าการกระทำเหล่านั้นต่อไป เขามีสถานะหลายอย่างรองรับคำพูด ทั้งสมาชิกครอบครัว ผู้ประสบเหตุ ผู้ชม เจ้าของสิทธิ์ และผู้อำนวยการสร้าง เขาแทบไม่ต้องตะโกน ความสุภาพและความเข้าใจของเขาก็พาคนกลับไปทำงานได้
ผมยังไม่อยากตัดสินว่าเคนนีทำละครขึ้นมาเพื่อตบตาทุกคน เขาอาจต้องการให้คนจำความผิดพลาดของครอบครัวจริง ๆ หรือเขาอาจอยากให้คนรุ่นหลังรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ความปรารถนาเหล่านั้นอยู่ร่วมกับผลประโยชน์ของเขาได้ สิ่งที่น่าคิดต่อคือ เมื่อความโกรธต่อคนรุ่นก่อนถูกจัดให้อยู่บนเวที คนดูจะหันมาถามคนรุ่นปัจจุบันด้วยหรือไม่ คนรุ่นปู่รุ่นลุงขุดน้ำมันจากใต้ดิน คนรุ่นหลานมีธุรกิจที่เข้าถึงข้อมูลและชีวิตผู้คน ทรัพยากรเปลี่ยนรูป วิธีสะสมอำนาจก็เปลี่ยนตาม
เรากำลังดูละครประณามเจ้าพ่อน้ำมัน โดยมีมหาเศรษฐีอีกแบบหนึ่งเป็นผู้สนับสนุนอยู่ข้างหลัง เมื่อเรามองความเชื่อมโยงระหว่าง เอมมา (แม่) กับ เคนนี (ลูกชายผู้เป็นผู้อำนวยการสร้างและซื้อสิทธิ์ละคร Fossil Fools) มันสะท้อนภาพการสืบทอดอำนาจทุนนิยมและการจัดการประวัติศาสตร์ของตระกูลได้อย่างแยบยล ในขณะที่เอมมาในฐานะหุ้นส่วนธุรกิจร่วมกันรับรู้และมีส่วนได้เสียกับความพินาศที่ดิกเกอร์ (พี่ชาย) ก่อขึ้น เคนนี (ลูกชายของเธอ) กลับใช้วิธีการลงทุนสร้างละครเวทีขึ้นมา เพื่อจัดฉาก ขุดคุ้ย และจำลองความผิดพลาดของคนรุ่นก่อนหน้าให้ออกมาเป็นความบันเทิง การที่เคนนีเข้ามามีเอี่ยวกับโปรดักชันละคร Fossil Fools จึงไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ แต่เป็นการจัดการ "มรดกบาป" ของครอบครัว ให้กลายเป็นพื้นที่ที่พวกเขาสามารถควบคุมทิศทางการเล่าเรื่องได้ ว่าคนรุ่นหลังจะมองความผิดพลาดของตระกูลร็อกเวลล์อย่างไร นี่เป็นอำนาจในการบงการความทรงจำและประวัติศาสตร์เพื่อให้ตระกูลของตนยังคงอยู่รอดและทรงอิทธิพลต่อไปได้ ไม่ว่าโลกจะพังทลายลงไปแค่ไหนก็ตาม
Fossil Fools เป็นละครที่ถูกนำกลับมาทำใหม่ในโลกซึ่งผ่านหายนะมาหลายสิบปี ผู้ชมยังอยู่กับผลของเหตุการณ์ที่กำลังดู นักแสดงบางคนก็มีชีวิตถูกกระทบจากเรื่องนั้น ประวัติศาสตร์บนเวทีจึงยังเกี่ยวพันกับชีวิตข้างนอกอย่างใกล้ชิด ความโกรธที่เกิดขึ้นในโรงละครมีที่มาจากคนจริงซึ่งต้องรับผลต่อมาเรื่อย ๆ
พอคิดถึงการนำละครย้อนยุคกลับมาเล่น ผมก็นึกถึงละครบรอดเวย์และละครเวสต์เอนด์ ละครดังที่เล่นซ้ำ เปลี่ยนนักแสดง เปลี่ยนคนดู ผ่านผู้ชมหลายรุ่น จนเรื่องบนเวทีกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเมือง บางคนดูครั้งเดียว บางคนกลับไปดูซ้ำ พาลูกหลานไปดู ซื้อเพลง ซื้อหนังสือ ซื้อของที่ระลึก เรื่องความทุกข์ ความอยุติธรรม และความตายจึงมีทั้งชีวิตทางศิลปะและชีวิตในตลาดอยู่ด้วยกัน
ผมนึกถึงละครเพลง Les Misérables ที่เริ่มแสดงในลอนดอนเมื่อปี 2528 และฉลองครบ 40 ปีในปี 2568 เรื่องคนขโมยขนมปังเพราะความหิว คนจนที่ถูกกฎหมายไล่ต้อน ผู้หญิงที่ถูกเอาเปรียบ และหนุ่มสาวที่ตายบนแนวต่อสู้ ถูกส่งต่อผ่านบทเพลงมาหลายสิบปี ผู้ชมร้องไห้กับคนยากจนบนเวที ส่วนความหิวและความจนในเมืองนอกโรงละครก็ยังเป็นปัญหาอยู่
ละครเพลง Chicago ฉบับนำกลับมาแสดงบนบรอดเวย์เปิดเมื่อปี 2539 และกำลังจะครบสามสิบปี เรื่องฆาตกรรม การปั้นคนผิดให้เป็นคนดัง การใช้สื่อและกฎหมายจัดการภาพลักษณ์ ยังมีคนมาดูและหัวเราะกันอยู่เรื่อย ๆ เรารู้จักกลโกงบนเวทีดีเหลือเกิน พอเจอการแสดงของนักการเมือง นักธุรกิจ และสื่อในชีวิตจริง กลับยังมีคนหลงตามได้เสมอ
หรือย้อนกลับไปหาละครในตำนานของแอนดรูว์ ลอยย์ เวบเบอร์ The Phantom of the Opera เล่นบนบรอดเวย์นาน 35 ปี เกือบหนึ่งหมื่นสี่พันรอบ ก่อนปิดในปี 2566 ความรัก ความหลง การครอบครอง และความรุนแรงถูกเล่าซ้ำอยู่ในโรงละครซ้อนโรงละคร คนดูตื่นตากับโคมระย้าที่ตกลงมา คืนแล้วคืนเล่า เรามีความสุขกับการเห็นหายนะเกิดขึ้นอย่างแม่นยำ เพราะรู้ว่าทีมงานเตรียมมันไว้ และพรุ่งนี้มันจะกลับมาเล่นได้อีก
ส่วนอีกเรื่อง The Mousetrap เปิดในลอนดอนตั้งแต่ปี 2495 มีประวัติการแสดงเกินเจ็ดสิบปี แม้ต้องหยุดช่วงโควิด เรื่องสืบสวนที่ผู้ชมสนุกกับการหาฆาตกรนี้มีแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งจากคดีเดนนิส โอนีล เด็กที่เสียชีวิตจากการถูกทำร้ายในครอบครัวอุปถัมภ์เมื่อปี 2488 ความเจ็บปวดของเด็กจริงเดินทางผ่านการแต่งเรื่องมาเป็นความบันเทิงที่คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าเข้ามาชม
การเล่นละครซ้ำมีคุณค่ามาก คนทำงานมีอาชีพ ผู้ชมรุ่นใหม่มีโอกาสพบงานเก่า ละครเวทีบางเรื่องยังพูดกับชีวิตปัจจุบันได้ และการเปลี่ยนคณะก็เปิดทางให้เกิดความหมายใหม่ ผมเองเข้าใจดีว่าการกลับไปฟังเพลงเดิมหรือดูงานเดิมให้อะไรเราได้บ้าง คำถามอยู่ตรงที่เราจะทำอย่างไรกับสิ่งที่ได้จากการดู ทุกครั้งที่ร้องไห้หรือโกรธ เราจำอะไรเพิ่มขึ้น เราสังเกตโลกข้างนอกได้ดีขึ้นแค่ไหน หรือเราเพียงมีที่ระบายความอัดอั้นแล้วกลับไปทนต่ออย่างเดิม
ละครหายนะจึงมีเรื่องให้คิดทั้งในประวัติที่นำมาเล่าและในเงื่อนไขของการจัดแสดง เราเอาความผิดของคนรุ่นก่อนมาเล่นให้คนรุ่นหลังดู ประณามความโลภของนายทุนบนเวที รับทุนจากนายทุนนอกเวที ขายตั๋วให้คนซื้อความสะใจกลับบ้านได้ ความโกรธมีรอบแสดง มีราคา มีวันฉลองครบรอบ ระบบที่ถูกด่าก็อาจมีรายได้จากเสียงด่านั้น การเปิดโปงเดินต่อไปได้พร้อมกับธุรกิจที่มันกำลังเปิดโปงอยู่
พอคิดมาถึงตรงนี้ ผมเพิ่งรู้สึกตัวว่า วันที่เดินเข้าไปนั่งดูภาพยนตร์เรื่องนี้คือ 14 ตุลา วันรำลึกการลุกขึ้นต่อต้านเผด็จการและการปราบปรามประชาชนในปี 2516 ผมเพิ่งใช้เวลาอยู่กับเรื่องความพินาศในโรงภาพยนตร์ ขณะเดียวกัน วันในปฏิทินก็ผูกอยู่กับความสูญเสียของสังคมที่ตัวเองอาศัยอยู่
.jpg)
ย้อนไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ผมเพิ่งไปดูละคร ดูภาพยนตร์เก่า ฟังคอนเสิร์ต ฟังบรรยาย และเดินผ่านนิทรรศการในวาระ 50 ปีของ 6 ตุลา 2519 มีงานหลายรูปแบบช่วยกันพาความทรงจำกลับมา มีคนทำงาน มีคนเล่า มีคนฟัง มีคนรุ่นใหม่เข้ามารับรู้ เรื่องบางเรื่องผมรู้แล้ว เรื่องบางเรื่องได้เห็นเพิ่ม ความเศร้า ความโกรธ และคำถามเก่า ๆ ก็กลับมาพร้อมกัน
เมื่อปีที่แล้ว ผมไปแสดงดนตรีที่โอซาก้า วันที่ขึ้นเวทีคือ 6 สิงหาคม 2568 ครบ 80 ปีการทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมา การตัดสินใจของสหรัฐอเมริกาครั้งนั้นทำให้ผู้คนเสียชีวิตมหาศาล เมืองฮิโรชิมาประเมินว่าภายในสิ้นปี 2488 มีผู้เสียชีวิตจากการทิ้งระเบิดมากมาย ยังมีผู้รอดชีวิตที่ต้องแบกความเจ็บป่วยและผลกระทบต่อมาอีกยาวนาน วันแสดงดนตรีของผมจึงไปตรงกับวันที่มีชีวิตจำนวนมากถูกทำลายลงเมื่อแปดสิบปีก่อน
อำนาจอเมริกันที่อยู่ในประวัติศาสตร์ฮิโรชิมายังมีบทบาทใหญ่ในโลก และเข้ามาเกี่ยวพันกับการเมืองไทยในยุคสงครามเย็นด้วย เอกสารของสหรัฐฯ เดือนมีนาคม 2516 แสดงการอนุมัติความช่วยเหลือเพิ่มเติมแก่ไทย ทั้งเงินและเครื่องบิน เพื่อสนับสนุนภารกิจทางทหารและการต่อต้านการก่อความไม่สงบ เราจึงต้องมองรัฐบาลเผด็จการไทยในเวลานั้นอยู่ในเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไปด้วย งานศึกษาของซิเน ฮยอน เรื่อง Indigenizing the Cold War: The Border Patrol Police and Nation-Building in Thailand อธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง CIA ความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ และพัฒนาการของตำรวจตระเวนชายแดน รวมถึงเครือข่ายที่มีส่วนในความรุนแรงวันที่ 6 ตุลา การมองความเกี่ยวพันนี้ทำให้เห็นว่ามหาอำนาจกับชนชั้นนำท้องถิ่นร่วมใช้สงครามเย็นสร้างและรักษาอำนาจอย่างไร ผู้สั่งการ ผู้ลงมือ และผู้สนับสนุนในไทยก็ยังต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนทำ
ผมจึงนึกถึงฉากห้องประชุมในภาพยนตร์ Digger อีกครั้ง คนทำเรื่องเสียหายมักทำงานกันเป็นเครือข่าย มีฝ่ายคิด ฝ่ายให้เงิน ฝ่ายจัดหาอาวุธ ฝ่ายออกคำสั่ง ฝ่ายลงมือ และฝ่ายเขียนคำอธิบายย้อนหลัง พอถึงเวลาเรียกหาความรับผิด ทุกฝ่ายก็มีเรื่องเล่าว่าตัวเองทำเพียงส่วนเล็ก ๆ คนที่ตาย คนที่บาดเจ็บ และครอบครัวของพวกเขากลับต้องรับผลทั้งหมด ไม่มีใครแบ่งความสูญเสียออกเป็นหน้าที่ราชการให้เบาลงได้
ในฐานะคนทำงานศิลปะ ผมคงนั่งวิจารณ์เรื่องเหล่านี้จากเก้าอี้คนดูอย่างสบายใจนักไม่ได้ ผมเคยขึ้นเวที เคยทำดนตรีประกอบละคร เคยเป็นส่วนหนึ่งของงานที่พาคนมารำลึก ร่วมรับรู้ และรู้สึกไปด้วยกัน ผมรู้ว่าความรู้สึกเหล่านี้มีค่า และรู้ด้วยว่าศิลปินมีความสุขกับการทำให้ผู้ชมรู้สึกได้ บางครั้งเสียงปรบมือก็ทำให้เราคิดว่างานสำเร็จแล้ว ทั้งที่เรื่องซึ่งนำมาเล่นยังมีสิ่งที่ค้างอยู่ข้างนอกอีกมาก
สำหรับประวัติศาสตร์อย่างกรณี 6 ตุลา การรักษาความทรงจำเป็นงานหนัก คนต้องรวบรวมหลักฐาน ต้องหาพื้นที่พูด ต้องต่อสู้กับการลืมและการบิดเบือน การจัดละคร คอนเสิร์ต นิทรรศการ และวงสนทนาจึงมีความหมายมาก เราควรช่วยกันดูต่อด้วยว่า พื้นที่เหล่านี้ยอมให้พูดได้ไกลแค่ไหน ความเศร้าอาจได้รับอนุญาตให้แสดง ขณะที่คำถามว่าใครทำ ใครสั่ง ใครได้ประโยชน์ และใครควรรับผิด ยังทำให้บางคนไม่สบายใจ วาระครบรอบช่วยให้เราหันกลับมามองอดีตได้พร้อมกัน สิ่งที่ต้องระวังคือการให้วาระนั้นทำหน้าที่จบเรื่องแทนเรา พอจบงานรำลึก เก็บเวที เก็บนิทรรศการแล้ว หลักฐานยังต้องมีคนดูแล เรื่องที่ถูกปิดยังต้องมีคนถาม และความยุติธรรมยังต้องมีคนเรียกร้อง ผู้ตายไม่ได้รับอะไรเพิ่มจากการที่เรานับปีได้สวยขึ้นเพียงอย่างเดียว
ฮันนาห์ เคอร์ติส และเคนนีจึงทำให้ผมกลับมาถามงานของเพื่อนนักสร้างและนักเล่นละครเวทีทั้งหลายด้วย เราใช้ละครพาคนดูโกรธได้ แล้วความโกรธนั้นเดินทางต่อไปไหน ใครได้ความน่าเชื่อถือจากงานของเรา ใครมีสิทธิ์กำหนดว่าความผิดของเขาจะถูกเล่าอย่างไร เราจะทำให้คนดูเห็นความรับผิดที่แตกต่างกันได้อย่างไร โดยไม่ปล่อยให้คำว่าเราทุกคนมีส่วนผิดกลายเป็นทางหนีให้คนที่มีอำนาจมากที่สุด คนทำงานศิลปะต้องเจรจากับนักแสดง ทีมงาน ผู้สนับสนุน และผู้ชม แล้วก็ต้องเจรจากับความเชื่อของตัวเองอยู่ตลอด
ช่วงท้ายละคร-ภาพยนตร์มีภาพหนึ่งที่น่าสะกิดใจ ประธานาธิบดีคอมป์สันตายแล้ว ร่างเขาถูกเก็บไว้ในตู้เย็นในครัว มีธงชาติอเมริกาคลุมอยู่ คนที่เคยสั่งการใหญ่โต ออกศึก กล่าวสุนทรพจน์ และให้คนทั้งห้องเกรงใจ สุดท้ายเหลือพื้นที่อยู่แค่นั้น ศพของเขาถูกเก็บรักษาไว้ ขณะที่ความเสียหายที่เขามีส่วนสร้างยังเดินทางต่อไป
ธงชาติที่คลุมร่างทำให้ภาพนี้แสบขึ้นอีก ผมเห็นความพยายามรักษาเกียรติยศของผู้นำอยู่ในนั้น ต่อให้ลงเอยอย่างน่าสมเพชเพียงใด ก็ยังมีเครื่องหมายของชาติช่วยห่อหุ้มให้ดูสำคัญ ชาติถูกเรียกมาใช้งานตั้งแต่ตอนออกคำสั่งจนถึงตอนเก็บศพ ตอนมีชีวิตใช้ธงชาติขยายอำนาจ พอตายใช้ธงชาติคลุมศพ ส่วนความฉิบหายที่ทำไว้ ไม่มีธงผืนไหนคลุมมิด
พระเอกของเรา ดิกเกอร์ จบชีวิตของเขาเหมือนกัน หลังจากอำลาแมวของเขาในสายลม เขากระโดดน้ำตาย ท่าทางในการจมน้ำ เหมือนนาฏศิลป์ และดูอีกทีเหมือนเขากลับไปเป็นเด็กทารกอยู่ในครรภ์มารดา ก่อนที่จะนิทรารมย์อยู่บนผืนทรายใต้ทะเล จอภาพขึงผ้าบนเวทีละครกับจอภาพยนตร์ซ้อนทับกันอย่างมีนัยยะ
เมื่อ Fossil Fools จบ ผู้ชมลุกขึ้นปรบมือกับจุดจบของตัวละครดิกเกอร์ นักแสดงเคอร์ติสกลับไปฉลองกับคณะหลังเวที การแสดงทำงานกับความรู้สึกของผู้ชมได้จริง คนทำงานก็มีสิทธิ์ยินดีกับสิ่งที่ร่วมกันทำมา ถึงอย่างนั้น เสียงปรบมือยังตอบแทนข้อกังขาของทุกฝ่ายไม่ได้ ความสะใจของคนดูไม่ได้ทำให้ข้อท้วงเรื่องการเล่าประวัติศาสตร์หมดไป และความสำเร็จของการแสดงก็ยังไม่บอกว่าโลกข้างนอกดีขึ้นเพียงใด
และแล้วก็มีเสียงแทรก มีคำเตือนเรื่องสภาพอากาศเลวร้าย ประกาศให้ทุกคนเตรียมสวมหน้ากากก่อนออกไปข้างนอก โลกที่รออยู่นอกโรงละครยังเสียหาย ผู้คนยังต้องเดินทาง ทำงาน หาของกิน ดูแลครอบครัว และมีวันพรุ่งนี้ ชีวิตเดินต่อได้ท่ามกลางสิ่งที่เกิดขึ้น นั่นเป็นภาพที่เจ็บปวดมาก เพราะหายนะกลายเป็นเงื่อนไขธรรมดาที่ทุกคนต้องเรียนรู้จะอยู่กับมัน น้ำยังท่วมอยู่ ขยะลอยเกลื่อน รถยนต์และหุ่นยนต์เป็นเศษเหล็กผุพังอยู่ข้างทาง คนนอกโรงละครเดินไปมาอย่างเซื่องซึม ไม่ได้ตื่นเต้นกับอะไรเลย
การเอาตัวรอดของผู้คนเป็นเรื่องจำเป็น เขาจะหยุดชีวิตทั้งหมดเพื่อประท้วงทุกวันก็คงไม่ได้ ความสามารถในการปรับตัวช่วยให้มีชีวิตอยู่ต่อ แต่ผู้มีอำนาจก็อาจฉวยสิ่งนี้ไปพูดว่าทุกอย่างยังเรียบร้อย เมืองยังทำงาน ธุรกิจยังเดิน โรงละครยังขายตั๋วได้ เราจึงต้องระวังการใช้ชีวิตที่ดำเนินต่อไปเป็นหลักฐานว่าไม่มีอะไรต้องแก้ คนทนได้เพราะเขาจำเป็นต้องทน และคนที่ได้ประโยชน์จากความอดทนนั้นก็มีอยู่
พอเครดิตทีมสร้างและนักแสดงเริ่มวิ่งบนจอ ผมยังนั่งอยู่ในโรง ช่วงนั้นได้ยินเสียงกบเขียด นก แมว และเสียงสัตว์อื่น ๆ ระงมอยู่รายรอบ ไม่มีเพลง ไม่มีเอฟเฟกต์อื่นมาคั่นในช่วงที่ผมกำลังฟัง การออกแบบเสียงรอบตัวทำให้ต้องคอยเงี่ยหู เสียงหนึ่งอยู่ตรงนี้ อีกเสียงดังมาจากอีกทาง จอภาพมีชื่อคนขึ้นไปเรื่อย ๆ ส่วนพื้นที่รอบตัวกลับเต็มไปด้วยชีวิตที่เราแทบไม่ได้ให้เวลาฟังอย่างนี้
ผมเป็นคนทำงานเสียง ปรากฏการณ์เสียงช่วงนี้จึงติดหูมาก ตลอดเรื่องมีคนพูด คนเถียง คนสั่ง คนแสดงสุนทรพจน์ ทุกคนมีเหตุผลอยากให้คนอื่นฟัง พอถึงท้ายเรื่อง เสียงของสัตว์ก็อยู่กับเราโดยไม่มีคำแปล ไม่มีผู้บรรยายมาบอกว่าต้องรู้สึกอย่างไร คนดูต้องฟังเอง จะฟังเป็นความไพเราะ ความวุ่นวาย ความคุ้นเคย หรือความรู้สึกผิด ก็คงต่างกันไป
คอสโม เชลเดรก ผู้ประพันธ์ดนตรีของภาพยนตร์ อธิบายว่างานดนตรีเรื่องนี้ใช้เสียงจากโลกของสิ่งมีชีวิตอื่น และเขาจะแบ่งรายได้ค่าลิขสิทธิ์ส่วนหนึ่งให้ EarthPercent เพื่อยอมรับการมีส่วนร่วมของนก กบ ปลา และวาฬ รายละเอียดนี้อยู่ในงานดนตรีโดยรวม ส่วนเสียงรอบตัวระหว่างเครดิตที่ผมได้ยินเป็นประสบการณ์จากการชม สิ่งที่ทำให้ผมสนใจคือความคิดเรื่องผู้ร่วมสร้างงาน เราให้เครดิตมนุษย์กันอย่างละเอียด แล้วชีวิตอื่นที่ให้เสียง ให้ทรัพยากร และรับผลจากกิจการของเรา มีที่อยู่ตรงไหนในรายชื่อนั้น
ผมยังฟังเสียงเหล่านี้แล้วรู้สึกโล่งใจไม่ได้ การที่สัตว์ยังส่งเสียงอยู่บอกว่าโลกยังมีชีวิต เราไม่รู้จากเสียงเพียงเท่านี้ว่าพวกมันอยู่ได้ดีเพียงใด ธรรมชาติไม่ได้ฟื้นคืนเพียงเพราะคนทำหนังเปิดเสียงธรรมชาติให้ฟัง กบเขียด นก แมว และชีวิตอื่น ๆ ก็ต้องอยู่กับสิ่งที่มนุษย์ทำไว้ พวกมันไม่มีที่นั่งในห้องประชุม ไม่มีโอกาสขึ้นเวทีแก้ข้อกล่าวหา และไม่ได้เป็นคนเลือกว่าจะให้โลกเดินไปทางไหน
นั่งฟังจนชื่อคนทำงานขึ้นจอผ่านไป ผมก็กลับมาคิดถึงคนสามกลุ่มที่หนังพามาเจอกัน คนพังโลก นักแสดง และผู้ชม คนกลุ่มแรกทิ้งเรื่องไว้ให้คนกลุ่มที่สองเอามาเล่า คนกลุ่มที่สามเข้ามาดู หัวเราะ โกรธ ร้องไห้ แล้วอาจกลับออกไปด้วยความรู้สึกว่าได้อยู่ข้างความถูกต้องแล้ว ระหว่างทางยังมีผู้กำกับ ผู้อำนวยการสร้าง เจ้าของสิทธิ์ และคนทำงานอีกมากช่วยกำหนดว่าเราจะจำเรื่องนี้อย่างไร
ผมเองก็อยู่ในวงนี้ เป็นผู้ชมในคืนหนึ่ง เป็นคนทำงานศิลปะในคืนอื่น เคยพาผู้คนรู้สึกไปกับเรื่องที่เลือกมาเล่า และมีชีวิตประจำวันผูกอยู่กับระบบที่กำลังวิจารณ์ Digger นี่ก็ทำให้ผมต้องดูตำแหน่งของตัวเองไปด้วย คิดถึงเพื่อนที่ทำงานเดือนตุลาไปด้วย เราจะเอาความสะใจจากการดูละคร-คอนเสิร์ตไปทำอะไร จะเก็บความทรงจำไว้ให้ใคร จะถามต่อถึงคนรับผิดชอบอย่างไร และจะยอมให้เวทีของเราเปิดได้กว้างไปสู่หัวใจคนรุ่นใหม่ได้เพียงใด
โลกนี้ยังมีละครพินาศให้ดูอีกมากมาย ยังมีภาพยนตร์หายนะให้ดูมากมาย คนมีอำนาจรู้จักบทของตัวเองดี คนทำศิลปะก็มีฝีมือพอจะขุดเรื่องที่ถูกกลบให้กลับมาปรากฏต่อหน้าสาธารณะชนใหม่เสมอ การขุดครั้งนั้นจะเปิดแผลให้เห็นต่อ หรือจะช่วยกลบมันอย่างประณีตกว่าเดิม ต้องดูไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้นหลังเสียงปรบมือ
คนพังโลกมีคนเล่าเรื่องให้ นักแสดงมีเสียงปรบมือ ผู้ชมมีความสะใจ ส่วนคนรับกรรมยังต้องมีวันพรุ่งนี้ให้ทนต่อ ละครเปลี่ยนคณะนักแสดงได้ หนังขึ้นเครดิตใหม่ได้ คนธรรมดาที่ถูกทิ้งไว้กับหายนะยังถูกบังคับให้เล่นบทเดิม รับกรรมซ้ำซากเช่นเดิม
- - - - - - - - - - - -
เครดิตภาพยนตร์ : Digger หรือ ดิกเกอร์ เป็นภาพยนตร์ปี 2569 (2026) กำกับโดย Alejandro G. Iñárritu เขียนบทภาพยนตร์ร่วมกับ Alexander Dinelaris, Nicolás Giacobone และ Sabina Berman จากเรื่องของ Berman, Iñárritu และ Jez Butterworth อำนวยการสร้างโดย Iñárritu, Mary Parent, Tom Cruise และ Michael Sharp
นักแสดงหลักประกอบด้วย Tom Cruise, Riz Ahmed, John Goodman, Sandra Hüller, Michael Stuhlbarg, Jesse Plemons, Sophie Wilde และ Emma D’Arcy ผู้กำกับภาพคือ Emmanuel Lubezki ตัดต่อภาพโดย Conor O’Neill และ Stephen Mirrione ออกแบบงานสร้างโดย Dennis Gassner และ Richard L. Johnson ออกแบบเครื่องแต่งกายโดย Jacqueline West ออกแบบแต่งหน้าและทรงผมโดย Alessandro Bertolazzi และออกแบบแต่งหน้าเทียมโดย Kazu Hiro
ดนตรีประกอบเป็นผลงานของ Cosmo Sheldrake ส่วนทีมเสียงมี Richard King เป็นผู้กำกับการตัดต่อเสียง และ Johnnie Burn ทำหน้าที่ผสมเสียงและกำกับการตัดต่อเสียงฝั่งสหราชอาณาจักร Burn ระบุว่าเขาเข้าร่วมในช่วงหลังของกระบวนการหลังถ่ายทำ เพื่อนำงานเสียงของ King ดนตรี และผลงานของทีมส่วนอื่นมารวมในการผสมเสียงขั้นสุดท้าย
ภาพยนตร์สร้างโดย Legendary Pictures และจัดจำหน่ายโดย Warner Bros. Pictures บริษัทที่ร่วมสร้างและสนับสนุนเงินทุนเพิ่มเติม ได้แก่ M. Productions และ TC Productions ประเทศผู้ผลิตเป็นสหรัฐอเมริกา เม็กซิโก และสหราชอาณาจักร
การถ่ายทำอยู่ในช่วงพฤศจิกายน 2567 ถึงพฤษภาคม 2568 โดยใช้ Pinewood Studios ในอังกฤษเป็นฐาน ถ่ายด้วยระบบ VistaVision ตลอดทั้งเรื่อง ก่อนเริ่มทยอยเข้าฉายต่างประเทศตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2569 และเข้าฉายในอเมริกาเหนือวันที่ 2 ตุลาคม 2569 รวมการฉายในระบบ IMAX
ในประเทศไทย Digger เข้าฉายวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ความยาวประมาณ 129 นาที
ผมชมภาพยนตร์ที่ House Samyan สามย่านมิตรทาวน์ ค่ำวันที่ 14 ตุลาคม 2569 เขียนต้นฉบับเช้า 15 ตุลาคม
//............................
หมายเหตุ : จากเวทีละครรำลึกโลกพินาศ Fossil Fools ถึงจอภาพยนตร์ขุดบาปกลบบาป Digger, ว่าด้วยคนพังโลก นักแสดง และผู้ชม : คอลัมน์ “เสียงโลก เสียงเรา” โดย อานันท์ นาคคง : บางกอกไลฟ์นิวส์
//...........................
อ่านบทความเกี่ยวข้อง "คอลัมน์ เสียงโลก เสียงเรา"
- เรื่องที่ประวัติศาสตร์ดนตรีไทยลืม ร่องรอยฟิลิปปินส์ในประวัติศาสตร์ดนตรีไทยสมัยใหม่ : อานันท์ นาคคง
- พระยาพิพัฒน์โกษา นางเอกละครนอกและนักการทูตผู้ร่วมก่อสร้างเส้นทางศิลปะสมัยใหม่ในกรุงสยาม : อานันท์ นาคคง
- จาก “ฟ้อนเมือง เมืองฟ้อน” สู่ “ดนตรีเมือง เมืองดนตรี” : อานันท์ นาคคง
- เพลงรักบนโต๊ะผู้นำ กับการเมืองในหัวของผู้ฟัง : อานันท์ นาคคง
- โอดิสซีอุสกลับบ้านผ่านเสียง : อานันท์ นาคคง