เรื่องที่ประวัติศาสตร์ดนตรีไทยลืม ร่องรอยฟิลิปปินส์ในประวัติศาสตร์ดนตรีไทยสมัยใหม่ : อานันท์ นาคคง

เรื่องที่ประวัติศาสตร์ดนตรีไทยลืม ร่องรอยฟิลิปปินส์ในประวัติศาสตร์ดนตรีไทยสมัยใหม่ (Forgotten Stories of Thai Music History: Philippine Traces in Modern Thai Music)

ครูนคร มงคลายน และสหายฟิลิปปินส์

          ถ้าเอ่ยชื่อครูนคร มงคลายน หลายคนคงนึกถึงเพลงแปลงกับลีลาตลกที่ฟังแล้วอดยิ้มไม่ได้ “โจงกระเบน” “อยากกินกาแฟ” “ทำอะไรย่ะ” "อย่ามาคุม" และ “สวย” เป็นตัวอย่างเพลงที่ครูหยิบทำนองสากลคุ้นหูมาใส่ถ้อยคำไทย เล่าเรื่องใกล้ตัว และชวนผู้ฟังหัวเราะไปด้วยกัน การดัดแปลงภาษาคำร้องเป็นเครดิตของครูวิภาค สุนทรจามร แต่การถ่ายทอดเสียง ถ่ายทอดอารมณ์ เป็นความสามารถเชิงอัจฉริยภาพของครูนคร มงคลายน

          “โจงกระเบน” นำทำนอง Jingle Bells ที่คุ้นเคยในเทศกาลคริสต์มาสมาวิพากษ์วิจารณ์การแต่งกายของจิ๊กโก๋จิ๊กกี๋ในยุคนั้น ฟังวันนี้ก็พอจะนึกออกว่าคนต่างรุ่นมองแฟชั่นของกันและกันอย่างไร ส่วน “อยากกินกาแฟ” ใช้ทำนอง My Truly, Truly Fair ที่ Guy Mitchell ขับร้อง มาเล่าเรื่องกาแฟกับเงินในกระเป๋า “ทำอะไรย่ะ” แปลงจาก Jambalaya ที่รู้จักกันผ่านเสียงร้องของ Hank Williams และ Jo Stafford "อย่ามาคุม" แปลงจากเพลงละติน El Cumbanchero ของ Dezi Arnaz ขณะที่ “สวย” ใช้ทำนอง Sway ที่คุ้นหูจากฉบับของ Dean Martin

          ความสนุกอยู่ตรงที่เราจำทำนองได้ แต่ไม่รู้ว่าครูนครจะพาเพลงไปจบตรงไหน คำธรรมดาพอวางถูกจังหวะ ออกเสียงนิด เว้นวรรคหน่อย ก็กลายเป็นมุกขึ้นมาได้ ดนตรีที่ชวนโยกตามยิ่งทำให้เพลงฟังเพลิน ร้องตามง่าย และจำได้นาน

          ครูนครเกิดเมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2468 ในย่านบางรัก กรุงเทพฯ ถึงแก่กรรมเมื่อ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2542 เติบโตจากบ้านที่เป็นโรงยาฝิ่น จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษารุ่นโตโจ (ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ) ผ่านงานละครเร่ ละครตลก การแสดงตามโรงภาพยนตร์ วงดนตรีเดินสาย และไนต์คลับมาอย่างโชกโชน ครูร้องเพลง แต่งเพลง เต้นรำ เล่นตลก และนำวงได้ เคยได้รับรางวัลในการเต้นรำถึง 3 ปีซ้อน โดยเฉพาะการเต้นจิ๊ตเตอร์บั๊ก หรือ ร๊อคเอนโรลล์ เคยร่วมงานกับครูพยงค์ มุกดา และครูสมยศ ทัศนพันธุ์ ในยุคที่ศิลปินช่วยกันรับงานและรวมคณะขึ้นแสดง ใครรับงานได้ก็ชวนกันไป คนดูจึงได้ชมความสามารถหลายอย่างในรายการเดียว นอกจากการตระเวนเดินสายร้องเพลงตามไนท์คลับทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด ท่านยังจัดรายการวิทยุ “หนุ่มน้อยฝอยข่าว” ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ฟังได้รู้จักอารมณ์ขันของครูผ่านการพูดคุยเรื่องข่าวและเรื่องชาวบ้าน ชื่อ “ราชาเพลงแปลง” จึงอยู่กับศิลปินที่รู้ทางผู้ชม รู้ว่าจะเล่าเรื่องอย่างไร และมีลูกเล่นให้ติดตามอยู่เสมอ

          ในบรรดาผลงานของครูนครที่ยังสามารถค้นคว้าได้จากช่องยูทูป ผมสะดุดกับชื่อวง “นครและสหายฟิลิปปินส์” ชื่อนี้ปรากฏในภาพหน้าปกแผ่นเสียงเพลงจำนวนมาก ตั้งแต่เพลงที่เป็นเพลงแปลงไปจนเพลงกลุ่มโฆษณา

          รสชาติชั้นเชิงของดนตรีประกอบการขับร้องของครูนครนั้นไม่ธรรมดา นักดนตรีเล่นโน้ตอย่างแม่นยำ คล่องแคล่ว จังหวะชัดเจน หลายเพลงดูเหมือนว่ามีอะไรมากกว่าการทำงานโฆษณาสินค้า แต่เป็นงานศิลปะเลยทีเดียว ชวนให้ตามฟังแผ่นเสียงเพลงโฆษณาของครูอีกหลายชิ้น ทั้ง “กระติกน้ำตรานกยูง” “ปากกามาร์แชล” “วิสกี้รวงทอง” "โรงเรียนสอนขับรถ ส.สะพานมอญ" "พะม่าตบยุง" (เพลงโฆษณายากันยุง) "แขกจาม" (เพลงโฆษณายาแก้ไอ Inpex) และ “ถ่านไฟฉายตรากบ” งานกลุ่มนี้เปิดให้ศึกษาการร่วมงานกับนักดนตรีฟิลิปปินส์ โดยควรสืบค้นรายนามผู้บรรเลงของแต่ละแผ่นประกอบกับการฟัง พวกเขาเป็นใคร พบกับครูนครที่ไหน และทำงานด้วยกันอย่างไร

          ตอนนี้ยังหาข้อมูลไม่ได้ว่าครูนครพบกับสหายเหล่านี้ครั้งแรกเมื่อใด เวทีและไนต์คลับที่ครูทำงานอาจเป็นที่ให้รู้จักกัน เห็นฝีมือกัน แล้วชวนมาบันทึกเสียง เรื่องนี้ยังต้องตามหาเอกสารหรือคำบอกเล่าต่อไป แต่ผลงานที่หลงเหลืออยู่ก็ทำให้เรามีเรื่องให้ฟังและขบคิดกันมากแล้ว (หมายเหตุ : ไม่ควรสรุปว่าเป็นเฉพาะฝีมือนักดนตรีฟิลิปปินส์ เพราะมีบางเพลงก็ใช้นักดนตรีและผู้เรียบเรียงเสียงประสานชาวไทย เช่น ประสิทธิ์ ชำนาญไพร แต่ในที่นี้ผมอยากเน้นงานส่วนที่มีความชัดเจนว่านักดนตรีฝ่ายฟิลิปปินส์มีตัวตนอยู่)

          เพลงแปลงต้องให้คนฟังจับคำได้ทัน ถ้าดนตรีแน่นเกินไป คำสำคัญก็อาจหาย ถ้ารับส่งกันไม่พอดี มุกก็อาจแป้ก เพลงโฆษณายิ่งต้องออกชื่อสินค้าให้ชัด วงจึงมีส่วนอย่างมากต่อความสนุกที่เราได้ยิน การเล่นให้ดูง่ายและเป็นธรรมชาติเช่นนี้ต้องรู้จังหวะของกันและกัน ทั้งรู้ว่าจะประคองผู้ร้องอย่างไร และตรงไหนควรเติมเสียงเข้าไปให้เพลงมีชีวิต

          คำว่า “สหาย” ทำให้ชื่อวงดนตรีฟิลิปปินส์มีความอบอุ่นอยู่ในตัว ผมอ่านแล้วรู้สึกถึงการให้เกียรติคนร่วมงาน การบอกผู้ฟังว่ามีนักดนตรีฟิลิปปินส์ร่วมสร้างเพลงเหล่านี้อยู่ด้วย ส่วนใครเป็นผู้ตั้งชื่อและพวกเขาสนิทสนมกันเพียงใด คงต้องหาคำตอบจากผู้เกี่ยวข้อง

          งานของครูนครยังน่าสนใจตรงที่ไปถึงผู้ฟังได้หลายทาง หากแบ่งตามวิธีที่ผู้คนพบกับเพลง จะเห็นอยู่สามรูปแบบ คือ เพลงโฆษณาทางวิทยุและโทรทัศน์ แผ่นเสียง และการแสดงสด ทั้งสามอย่างเกี่ยวข้องกัน เพลงเดียวกันอาจบันทึกลงแผ่น นำไปเปิดออกอากาศ และถูกหยิบมาร้องบนเวทีอีกครั้ง แต่ประสบการณ์ของผู้ฟังในแต่ละทางนั้นต่างกัน

          เพลงโฆษณาทางวิทยุและโทรทัศน์เข้าถึงคนได้กว้าง เราเปิดฟังรายการอยู่ก็ได้ยินโฆษณาคั่นเข้ามา ฟังบ่อยเข้าก็จำได้โดยไม่ต้องตั้งใจ ยิ่งเครื่องรับเปิดอยู่ในบ้านหรือร้านค้า คนแถวนั้นก็ได้ยินไปด้วยกัน เพลงเดียวจึงอยู่ในหูของคนต่างวัย ต่างอาชีพ และต่างฐานะได้ตลอดช่วงที่มีการออกอากาศ

          “ถ่านไฟฉายตรากบ” เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เพลงนี้มีบันทึกอยู่บนแผ่นเสียงด้วย และควรนำมาฟังร่วมกับ “วิสกี้รวงทอง” “กระติกน้ำตรานกยูง” “ปากกามาร์แชล” "ส.สะพานมอญ" และเพลงอื่นๆ ขอให้ลองพิจารณาสำเนียงดนตรี ลีลาร้อง และวิธีนำเสนอ  ผมเห็นวิธีทำงานที่ใกล้เคียงกัน คำร้องกระชับ จังหวะพาไป และมีความสนุกช่วยให้จำสินค้าได้ รายการเผยแพร่ของ WorkpointOfficial ระบุว่าครูนครแต่งคำร้องและทำนองเพลงถ่านไฟฉายตรากบขึ้นประมาณ พ.ศ. 2500 ผมอยากเรียกเพลงนี้เล่น ๆ ว่า “เพลงโฆษณาของชาติ” ด้วยซ้ำ หลายคนไม่ได้ยินทางสถานีมานานแล้ว แต่พอมีใครร้องขึ้นต้นก็ยังต่อได้ บางครั้งก็ร้องแซวกัน บางครั้งได้ยินแล้วนึกถึงบ้านเก่า ร้านค้า หรือวิทยุที่ผู้ใหญ่เคยเปิดอยู่ทุกวัน เพลงโฆษณาจบหน้าที่ในช่วงหนึ่งไปแล้ว คนฟังยังเก็บมันไว้และเอามาใช้ต่ออย่างสนุกสนาน ความทรงจำเกี่ยวกับสินค้าจึงปะปนอยู่กับความทรงจำเรื่องผู้คนและชีวิตของเราเอง

          แผ่นเสียงมีเงื่อนไขต่างออกไป ต้องมีทั้งแผ่นและเครื่องเล่น ต้องเลือกว่าจะซื้อหรือเปิดเพลงอะไร ปกติเราซื้อเพลงที่ชอบมาฟัง แต่พอเป็นเพลงโฆษณาก็น่าคิดว่าอะไรทำให้คนอยากเก็บไว้ เสียงครูนครหรือ ความตลกหรือ ดนตรี หรือเป็นความผูกพันกับของใช้และช่วงเวลาหนึ่งในชีวิต

          เรื่องการขายแผ่นยังต้องดูให้ชัดว่าแผ่นใดขายทั่วไป แผ่นใดทำส่งสถานีหรือแจกเพื่อประชาสัมพันธ์ การพบแผ่นในตลาดสะสมวันนี้ยังตอบเรื่องนั้นไม่ได้ทั้งหมด แต่หากมีคนซื้อเพลงโฆษณาไปเปิดฟังเพื่อความเพลิดเพลิน ก็แสดงว่าเพลงมีอะไรดึงดูดใจมากพอให้เขายินดีฟังคำขายสินค้าซ้ำอีก ชื่อของครูนครน่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ควรศึกษา เพราะคนอาจอยากฟังว่าครูจะเอากระติกน้ำ ปากกา หรือวิสกี้มาร้องให้สนุกได้อย่างไร

          สำหรับคนสะสมรุ่นหลัง แผ่นเหล่านี้ยังเก็บเสียงของยุคสมัยเอาไว้ด้วย ทั้งวิธีเอ่ยชื่อสินค้า สำนวนขายของ สำเนียงร้อง และรสนิยมทางดนตรี ของใช้บางอย่างเปลี่ยนหน้าตาไปแล้ว บางยี่ห้ออาจห่างหายจากชีวิตประจำวัน แต่เสียงที่เคยใช้แนะนำสินค้าเหล่านั้นยังเปิดฟังได้ ความน่าสนใจจึงอยู่ทั้งที่ตัวเพลงและเรื่องราวรอบๆเพลง

          ส่วนการแสดงสด ผู้ชมได้พบตัวศิลปิน ได้เห็นท่าทาง สีหน้า และความไวในการเล่นกับคนดู เพลงเดียวกันร้องคนละคืนก็สนุกต่างกันได้ อยู่ที่บรรยากาศและการรับส่งทั้งกับวงและผู้ชม ตรงนี้เป็นความสามารถที่การฟังแผ่นเสียงอย่างเดียวอาจนึกภาพได้ไม่ครบ โดยเฉพาะศิลปินอย่างครูนครที่ร้อง เต้น พูด และเล่นตลกได้ในคนเดียว นอกจากนี้เพลงยังออกจากเวทีไปสู่การร้องเล่นในวงเพื่อน และถูกนักแสดงจำอวดนำไปใช้ล้อเลียนด้วย โฆษณาที่คนจำได้อยู่แล้วเอามาเล่นมุกได้ง่าย เพียงร้องทำนองขึ้นมาหรือเปลี่ยนคำบางคำ ผู้ชมก็เข้าใจ บางคนอาจรู้จักเพลงผ่านมุกตลกก่อนจะเคยฟังโฆษณาต้นฉบับเสียอีก เพลงจึงเดินทางต่อไปได้ด้วยคนที่นำมันมาร้องซ้ำและเล่นใหม่

          สำหรับผม เรื่องของครูนครกับสหายฟิลิปปินส์มีความกล้าหาญชาญชัยของคนทำเพลงอยู่มาก กล้าหยิบเพลงที่คนรู้จักมาเล่นใหม่ กล้าเอาเรื่องแฟชั่น เรื่องกินอยู่ และสินค้าธรรมดามาทำให้เป็นเพลง แล้วทำงานร่วมกับคนต่างภาษา ต่างพื้นเพ ให้ผู้ฟังไทยหัวเราะและร้องตามได้ งานเช่นนี้ต้องอาศัยฝีมือ ความกล้าทดลอง และความไว้ใจกัน

          เรายังรู้จักสหายฟิลิปปินส์เหล่านั้นน้อยเกินไป ใครเล่นอะไร ใครเสนอความคิดแบบไหน และใครร่วมงานกับครูนครมานานเพียงใด ยังเป็นเรื่องที่ควรค้นต่อ การรู้ชื่อและชีวิตของพวกเขาจะทำให้เราเล่าประวัติศาสตร์เพลงไทยได้ใกล้เคียงกับการทำงานจริงมากขึ้น และให้เกียรติผู้ที่ฝากฝีมือไว้ในเสียงบันทึกเหล่านี้ได้อย่างเหมาะสม

          ผมอยากให้เราจดจำครูนครและสหายฟิลิปปินส์ในฐานะศิลปินอาเซียนที่สร้างงานร่วมกัน ผลงานของพวกเขาอยู่กับคนไทยมาหลายรุ่นมาก ทุกวันนี้เมื่อมีใครหยิบเพลงครูนครมาร้องแล้วคนรอบข้างยิ้ม หัวเราะ หรือร้องต่อได้ ความสุขที่ครูนครกับสหายเคยช่วยกันทำขึ้นก็ยังส่งมาถึงเรา ผมคิดว่านี่เป็นเรื่องงดงามของความสัมพันธ์ระหว่างศิลปินไทยกับศิลปินฟิลิปปินส์ พวกเขาทำงานร่วมกันในโลกที่ไม่ปกติธรรมดา และฝากบทเพลงที่เจือเสียงหัวเราะกับรอยยิ้มไว้ให้สังคมไทยจนถึงวันนี้

 

//............................

 

หมายเหตุ : เรื่องที่ประวัติศาสตร์ดนตรีไทยลืม ร่องรอยฟิลิปปินส์ในประวัติศาสตร์ดนตรีไทยสมัยใหม่ : คอลัมน์ “เสียงโลก เสียงเรา” โดย อานันท์ นาคคง : บางกอกไลฟ์นิวส์

 

//...........................

 

อ่านบทความเกี่ยวข้อง "คอลัมน์ เสียงโลก เสียงเรา"