พระยาพิพัฒน์โกษา นางเอกละครนอกและนักการทูตผู้ร่วมก่อสร้างเส้นทางศิลปะสมัยใหม่ในกรุงสยาม : อานันท์ นาคคง

พระยาพิพัฒน์โกษา นางเอกละครนอกและนักการทูตผู้ร่วมก่อสร้างเส้นทางศิลปะสมัยใหม่ในกรุงสยาม

          เมื่อได้รับเกียรติให้เป็นองค์ปาฐกในการแสดงปาฐกถาศิลป์ พีระศรี ประจำปี พ.ศ. 2569 ณ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผมตั้งใจอัญเชิญภาพพระยาพิพัฒน์โกษา (Celestino Maria Xavier หรือ C. M. Xavier) ในบทนางรจนา มาประทับบนหน้าปกหนังสือที่ระลึก "ดนตรีเสรีเพศ: พลังเสียง พลังตัวตน พลังเสรีภาพ" ด้วยความเคารพและความประทับใจที่มีต่อภาพนี้มาเนิ่นนาน

          ในแต่ละปี มหาวิทยาลัยศิลปากรคัดสรรผู้มีผลงานและความรู้ความสามารถทางศิลปะหรือศาสตร์ที่เกี่ยวข้องมาเป็นองค์ปาฐก เพื่อร่วมรำลึกถึงอาจารย์ศิลป์ พีระศรี และนำเสนอความคิดที่เป็นประโยชน์ต่อวงการศิลปะและสังคม การได้รับหน้าที่นี้ในปีนี้จึงมีความหมายต่อผมอย่างมาก โดยเฉพาะโอกาสที่จะนำเรื่องเสียงหลากหลาย การแสดงตัวตน และเสรีภาพของมนุษย์มาสนทนากันในวันสำคัญของมหาวิทยาลัย

 

 

          ภาพนางรจนาของพระยาพิพัฒน์โกษา มีเสน่ห์ เป็นภาพที่ผมจดจำได้เสมอ ทั้งอารมณ์รอยยิ้มและความสง่างามของร่างกายใต้เครื่องละครชุดตัวนาง ในสายตาของคนรักละครนอก ผมเห็นท่าทีแห่งความเป็นนางเอกที่มีชีวิต มีจริตกิริยา และมีความมั่นใจในการสวมบทบาท ภาพนี้ยังเป็นภาพที่ผมคุ้นเคยจากการอ่านและพูดคุยเรื่องละครโบราณ เพื่อนหลายคนเรียกท่านว่าแม่ครูโดยไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามที่มาที่ไป แต่ทุกคนรักและเทิดทูนจริตของท่าน ดังนั้น เมื่อถึงวาระที่จะทำหนังสือว่าด้วยมนุษย์เสรีเพศ ผมจึงรู้สึกว่าภาพของท่านเหมาะสมที่สุด การเลือกภาพนี้เป็นปกหนังสือมีความหมายเป็นการไหว้ครูของคนรักละครนอกและการแสดงเสรีเพศคนหนึ่งด้วย

          ตามคำบรรยายภาพที่สำนักพิมพ์สยาม เรเนซองส์เผยแพร่ประกอบหนังสือ สมุดภาพสยามเรเนซองส์: ความทรงจำแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เล่ม 2 พระยาพิพัฒน์โกษาแสดงเป็นนางรจนาในการสมโภชรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกลับจากประพาสยุโรปครั้งที่ 1 วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2440 ตามการนับปีในเวลานั้น การแสดงละครบรรดาศักดิ์ของกรีฑาสโมสรครั้งนี้มีข้าราชการฝ่ายหน้าร่วมฝึกซ้อมและแสดงถวาย ภาพถ่ายโบราณนี้จึงเก็บรักษาร่องรอยของโลกละครที่ขุนนางและนักการทูตเข้ามาเป็นผู้แสดง เรียนรู้บทบาทผ่านร่างกาย และร่วมสร้างความรื่นรมย์ในโอกาสสำคัญของบ้านเมือง

 

 

          ยิ่งติดตามประวัติของท่าน ผมก็ยิ่งสนใจชีวิตอีกด้านของท่าน พระยาพิพัฒน์โกษาเป็นชาวสยามเชื้อสายโปรตุเกส เกิดในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ.2406 เป็นสหชาติกับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์  สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ รับราชการในกระทรวงการต่างประเทศ ดำรงตำแหน่งปลัดทูลฉลอง และต่อมาเป็นอัครราชทูตสยามประจำอิตาลี ชีวิตของท่านจึงเกี่ยวพันกับทั้งศิลปะการแสดงและการติดต่อกับโลกภายนอก ในช่วงที่สยามกำลังรับความรู้ วิชาชีพ และรูปแบบศิลปะจากยุโรปเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

          เอกสารร่วมสมัยช่วยให้ติดตามหน้าที่ของท่านได้ชัดเจนขึ้น ในรายชื่อคณะผู้แทนสยามสำหรับการประชุมสันติภาพปารีส พ.ศ. 2462 ปรากฏชื่อ Phya Bibadh Kosha พร้อมตำแหน่งอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มของพระมหากษัตริย์สยามประจำกรุงโรม และมีชื่ออยู่ในกลุ่มผู้แทนผู้มีอำนาจเต็มของสยาม เอกสารนี้เป็นหลักฐานตรงที่แสดงสถานะของท่านในวงการทูตระหว่างประเทศหลังสงครามโลกครั้งที่ 1

          อีกชิ้นหนึ่งคือข่าว “Loss to Siam” ซึ่งมีหัวรองว่า “Phya Phipat Kosa’s Career” ในหนังสือพิมพ์ Straits Echo ฉบับวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2465 หน้า 1426 ข้อความส่วนต้นที่ฐานข้อมูลเผยแพร่ระบุชื่อ Phya Phipat Kosa (C. M. Xavier) กล่าวถึงตำแหน่งอัครราชทูตสยามประจำอิตาลีและสเปน การถึงแก่กรรมที่เมืองซานเรโม ประเทศอิตาลี และการทำงานในกระทรวงการต่างประเทศ ข่าวนี้เป็นเอกสารที่ผู้สนใจประวัติของท่านสามารถติดตามอ่านต่อได้ผ่าน NewspaperSG ของหอสมุดแห่งชาติสิงคโปร์

 

 

          เมื่อมองไปยังความสัมพันธ์ทางศิลปะระหว่างสยามกับอิตาลี เราจะพบศิลปิน สถาปนิก และช่างชาวอิตาลีหลายคนที่เข้ามาทำงานก่อนอาจารย์ศิลป์ พีระศรี ผลงานของพวกเขาปรากฏทั้งในพระราชวัง อาคารสาธารณะ และภาพเขียนที่บันทึกชีวิตของผู้คน การเดินทางเหล่านี้เกิดขึ้นต่างวาระ ผ่านการว่าจ้างและผู้ประสานงานหลายฝ่าย และเป็นบริบทสำคัญสำหรับทำความเข้าใจโลกที่พระยาพิพัฒน์โกษาปฏิบัติหน้าที่อยู่

          มาริโอ ตามาญโญ (Mario Tamagno) เดินทางมารับราชการในสยามเมื่อ พ.ศ. 2443 ทำงานด้านสถาปัตยกรรมให้รัฐบาลสยาม ผลงานสำคัญคือการร่วมออกแบบพระที่นั่งอนันตสมาคม และการออกแบบอาคารหอสมุดนีลเซ็น เฮส์ ซึ่งเปิดใช้งานใน พ.ศ. 2465 อาคารหลังนี้ยังเป็นพื้นที่อ่านหนังสือและกิจกรรมทางวัฒนธรรมของกรุงเทพฯ มาจนถึงปัจจุบัน

          เชซาเร แฟร์โร มีโลเน (Cesare Ferro Milone) เดินทางมาสยามครั้งแรกใน พ.ศ. 2447 สร้างงานจิตรกรรมตกแต่งพระราชวัง รวมถึงภาพบุคคลและสถานที่ในสยาม เช่น ภาพภายในวัดพระแก้ว ลงปี พ.ศ. 2449 ต่อมาเขากลับมาทำงานอีกครั้งใน พ.ศ. 2467 และมีผลงานตกแต่งบ้านนรสิงห์ การทำงานของเขาจึงครอบคลุมทั้งช่วงก่อนและหลังเฟโรจีเดินทางมาถึง

          อันนิบาเล ริกอตตี (Annibale Rigotti) เดินทางมาสยามใน พ.ศ. 2450 ร่วมงานกับตามาญโญและวิศวกร คาร์โล อัลเลกรี (Carlo Allegri) ในโครงการพระที่นั่งอนันตสมาคม เมื่อริกอตตีกลับอิตาลีใน พ.ศ. 2452 เขายังทำหน้าที่สถาปนิกที่ปรึกษา ดูแลการจัดซื้อและขนส่งวัสดุมายังสยาม ทั้งหินอ่อนคาร์รารา หินแกรนิต และโลหะต่าง ๆ รายละเอียดนี้ทำให้เห็นว่าเบื้องหลังอาคารหนึ่งหลังมีงานประสานข้ามประเทศดำเนินอยู่ แม้ผู้ออกแบบจะเดินทางกลับไปแล้ว 

          แอร์โกเล มันเฟรดี (Ercole Manfredi) เดินทางถึงกรุงเทพฯ ใน พ.ศ. 2452 เข้าทำงานในกระทรวงโยธาธิการและร่วมงานก่อสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคม ต่อมามีส่วนในงานพระราชนิเวศน์มฤคทายวันและบ้านนรสิงห์ เขาตั้งหลักแหล่งและทำงานในสยามต่อมาอีกหลายสิบปี เป็นสถาปนิกอิตาลีอีกคนหนึ่งที่มีผลงานผูกพันกับสังคมไทยอย่างยาวนาน

          กาลิเลโอ กีนี (Galileo Chini) เดินทางมาสยามใน พ.ศ. 2454 สร้างจิตรกรรมตกแต่งภายในพระที่นั่งอนันตสมาคม ถ่ายทอดเหตุการณ์สำคัญของราชวงศ์จักรี พร้อมกับเขียนภาพจากชีวิตและบรรยากาศในกรุงเทพฯ เช่น ภาพงานฉลองปีใหม่จีน เขากลับอิตาลีใน พ.ศ. 2456 และยังนำประสบการณ์จากสยามไปพัฒนางานศิลปะในเวลาต่อมา

 

 

          ชื่อและผลงานเหล่านี้ชวนให้เรามองย้อนกลับไปยังเงื่อนไขของการเดินทางมาทำงานในสยาม การว่าจ้างศิลปินข้ามทวีปย่อมมีเรื่องให้ตกลงและจัดเตรียมมากมาย ตั้งแต่การติดต่อสื่อสาร การพิจารณาความสามารถ ขอบเขตของงาน ค่าจ้าง ระยะเวลาทำงาน ไปจนถึงเครื่องมือ วัสดุ การเดินทาง ที่พัก และการดูแลเมื่อเกิดปัญหา ใครรับผิดชอบเรื่องใด ศิลปินต่อรองอย่างไร และสถานทูตเข้าไปมีบทบาทในขั้นตอนไหนบ้าง เป็นคำถามที่ควรศึกษาควบคู่กับตัวผลงาน

          เรามักจดจำชื่อศิลปินและอาคารหรือภาพเขียนที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว ส่วนจดหมาย สัญญา บัญชีค่าใช้จ่าย และเรื่องราวละเอียดอ่อนระหว่างทางอยู่ห่างจากสายตาของผู้ชม การศึกษาชีวิตพระยาพิพัฒน์โกษาจึงอาจพาเราเข้าไปพบผู้คนและกระบวนการที่ยังได้รับความสนใจน้อย

          หลักฐานที่พบขณะนี้ยืนยันตำแหน่งและบทบาททางการทูตของท่าน ส่วนรายละเอียดว่าท่านติดต่อ คัดเลือก หรือทำสัญญากับศิลปินคนใด ต้องติดตามจากจดหมายโต้ตอบ รายงานสถานทูต และเอกสารว่าจ้างเป็นรายกรณี ความสัมพันธ์ระหว่างนักการทูตกับศิลปินในเรื่องนี้จึงยังเป็นพื้นที่ของการค้นคว้า และอาจช่วยเติมประวัติศาสตร์ศิลปะสยามให้มีผู้คนอยู่ในเรื่องเล่ามากขึ้น

          พระยาพิพัฒน์โกษาถึงแก่กรรมใน พ.ศ. 2465 ก่อน คอร์ราโด เฟโรจี (Corrado Feroci) ผู้เป็นที่รู้จักในเวลาต่อมาว่า ศิลป์ พีระศรี เดินทางมาสยามใน พ.ศ. 2466

          การเหลื่อมกันของช่วงชีวิตยังเปิดคำถามเรื่องความต่อเนื่องของงานราชการ เครือข่ายการติดต่อ และแนวปฏิบัติที่ส่งต่อกันระหว่างผู้ดำรงตำแหน่ง เราควรติดตามต่อไปว่า งานของสถานทูตในสมัยพระยาพิพัฒน์โกษาเกี่ยวข้องกับการเดินทางของเฟโรจีอย่างไรบ้าง โดยรวบรวมเอกสารช่วยอธิบายความเชื่อมโยงนั้นต่อไป

          สำหรับผม การอัญเชิญภาพท่านมาอยู่บนหน้าปกหนังสือปาฐกถาศิลป์ พีระศรี เป็นโอกาสระลึกถึงนักการทูตผู้เคยฝากความทรงจำไว้กับบทนางเอกละครนอก และเคยรับหน้าที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับอิตาลี ภาพนี้ยังชวนให้เราคิดถึงคนเบื้องหลัง ผู้ร่วมสร้างเงื่อนไขให้ศิลปะเดินทางข้ามแดน คนที่ทำงานอยู่ในกระดาษจดหมาย ในพื้นที่การเจรจา และในการจัดเตรียมสิ่งต่าง ๆ ซึ่งพวกเขาก็สมควรมีพื้นที่ในความทรงจำของวงการศิลปะด้วย ประวัติศาสตร์ศิลปะของโลกมันมองข้ามนักการฑูตและผู้ประสานงานการแลกเปลี่ยนศิลปะที่ต้องใช้เทคนิคการบริหารจัดการไม่แพ้ฝีมือของศิลปิน ผมเชื่อว่าพระยาพิพัฒน์โกษาเคยพบปะวิสาสะกับศิลปินอิตาลีในช่วงเวลาที่ท่านยังมีชีวิตอยู่มิใช่น้อย

          หากพระยาพิพัฒน์โกษาท่านมีทิพยวิญญาณรับรู้ว่า ในเส้นทางความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่ท่านเคยร่วมทำหน้าที่นั้น มีศิลปินอิตาลีคนหนึ่งเดินทางเข้ามาสร้างคุณประโยชน์มหาศาลแก่สังคมสยาม วางรากฐานการศึกษาศิลปะที่เติบโตขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยศิลปากร และเปิดโอกาสให้กุลบุตรกุลธิดามากมายได้เรียนรู้ สร้างผลงาน และเติบโตอย่างงดงามในโลกศิลปะ ผมเชื่อว่าท่านคงมีความปีติยินดีเป็นอย่างยิ่ง

 

 

บรรณานุกรม

สมุดภาพสยามเรเนซองส์: ความทรงจำแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เล่ม 2. กรุงเทพฯ: สยาม เรเนซองส์, พ.ศ. 2562. 

อานันท์ นาคคง. ดนตรีเสรีเพศ: พลังเสียง พลังตัวตน พลังเสรีภาพ. หนังสือการแสดงปาฐกถาศิลป์ พีระศรี ครั้งที่ 31. มหาวิทยาลัยศิลปากร, พ.ศ. 2569.

“Loss to Siam.” Straits Echo, 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2465, หน้า 1426. หัวรอง “Phya Phipat Kosa’s Career.” NewspaperSG

U.S. Department of State. “Part I. Composition of the Conference.” Papers Relating to the Foreign Relations of the United States, The Paris Peace Conference, 1919, Volume III. เอกสารรายชื่อคณะผู้แทนในการประชุม พ.ศ. 2462.

หมายเหตุ: แหล่งข้อมูลศิลปินแต่ละคนเชื่อมไว้ในเนื้อหาเพื่อให้ติดตามต่อได้ ปีจากแหล่งภาษาอังกฤษและอิตาลีแปลงเป็น พ.ศ. ตามปีปฏิทินสากล ส่วนวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2440 คงตามคำบรรยายภาพและการนับปีของสยามในเวลานั้น

 

//............................

 

หมายเหตุ : พระยาพิพัฒน์โกษา นางเอกละครนอกและนักการทูตผู้ร่วมก่อสร้างเส้นทางศิลปะสมัยใหม่ในกรุงสยาม : คอลัมน์ “เสียงโลก เสียงเรา” โดย อานันท์ นาคคง : บางกอกไลฟ์นิวส์

 

//...........................

 

อ่านบทความเกี่ยวข้อง "คอลัมน์ เสียงโลก เสียงเรา"