เรื่องสั้น : เมืองคนยิ้ม : ศักรินทร์ สีหมะ

เรื่องสั้น : เมืองคนยิ้ม : ศักรินทร์ สีหมะ

 

           ไอ้กำไม่ได้ตั้งใจจะยิ้มตั้งแต่แรกหรอก มันแค่ยิ้มแล้วหยุดไม่ได้เท่านั้นเอง

           ย้อนกลับไปตอนเด็ก หมอเคยพูดชื่อภาษาอังกฤษยาวเหยียดเกี่ยวกับเส้นประสาทที่ใบหน้าของมัน แต่มันจำไม่ได้แล้ว จำได้เพียงว่าตั้งแต่วันนั้น เพื่อนบ้านและเด็กแถวบ้านเริ่มเรียกมันว่า “ไอ้หน้าตลก” แรก ๆ มันอายจนอยากจะเอากระสอบป่านเหม็นอับมาคลุมหัว แต่นานวันเข้ามันก็ขี้เกียจอาย เพราะต่อให้พยายามหุบปากจนกรามสั่น กล้ามเนื้อใบหน้าของมันก็ยังทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์—มันยังคงฉีกยิ้มค้างไว้อย่างนั้น ราวกับหน้ากากปูนปลาสเตอร์ที่ถูกทากาวตราช้างแปะติดกับกะโหลก มันเลยปล่อยเลยตามเลย ยิ้มรับทุกคำด่า ยิ้มรับทุกหยดน้ำตา และยิ้มให้กับเศษความสมเพชที่โลกโยนลงมาให้เหมือนโยนเศษอาหารให้หมาข้างถนน

           ตอนนี้มันอายุห้าสิบกว่า นั่งขดตัวขายไข่ปิ้งอยู่บนทางเท้าแคบ ๆ ใต้สถานีรถไฟฟ้าที่หรูหราที่สุดในกรุงเทพฯ ตรงที่ฝุ่นพิษเข้มข้นจนกลายเป็นรสโลหะในลำคอ เมืองนี้ทำหน้าที่เขย่าความสกปรกให้ฟุ้งขึ้นมาใหม่ทุกวันเพื่อให้คนข้างล่างสูดดมจนปอดกร่อน ส่วนคนข้างบนตู้รถไฟฟ้าแอร์เย็นฉ่ำก็แค่พ่นลมอุ่น ๆ ที่เหลือใช้จากการเสวยสุขใส่หัวพวกมันเหมือนเป็นการประทานพรจากสวรรค์

           มันจำภาพพ่อตายได้ไม่ชัดนัก—จำได้แค่กลิ่นเหล้าขาวปนกลิ่นอาเจียนที่ชวนให้คลื่นไส้ ภาพพ่อล้มฟาดพื้นจนกะโหลกเปิด เลือดสีแดงสดไหลนองพื้นปูนที่เย็นเฉียบพอกับหัวใจของมัน แต่ภาพที่ชัดกว่าคือภาพของแม่ แม่ตายช้ากว่าพ่อเยอะ และมันคือโศกนาฎกรรมที่ยาวนานกว่าหลายเท่า

           คืนนั้นมันอายุสิบสี่ แสงไฟในสลัมวูบวาบเหมือนจะดับ ผู้ชายแปลกหน้าบุกเข้ามาในห้องเช่าแคบ ๆ ที่ได้กลิ่นหนูตาย แม่พยายามสู้ พยายามตะเกียกตะกายหนี แต่แรงผู้หญิงผอมแห้งที่กินข้าวปนเม็ดทรายจะไปสู้แรงสัตว์ป่าได้อย่างไร มันยืนดูอยู่ตรงมุมห้อง ยืนนิ่งเหมือนหุ่นไม้ ไม่ได้ขยับแม้แต่ปลายนิ้ว และสิ่งที่น่าขยะแขยงที่สุด... คือหน้าของมันที่กำลังยืนยิ้ม

           มันไม่ได้คิดชั่วร้าย สมองมันแค่ขาวโพลนจนว่างเปล่า ร่างกายมันเลือกกลไกการเอาตัวรอดที่ขี้ขลาดที่สุด—นั่นคือการทำตัวเป็นผู้ชมที่ไร้พิษสง ทีหลังมันถึงเริ่มหลอกตัวเองว่า การยิ้มอาจช่วยให้เรื่องราวตรงหน้าดูเบาลง เหมือนการดูละครตลกที่นักแสดงเล่นผิดบท หรืออย่างน้อยรอยยิ้มจอมปลอมนี้อาจช่วยให้เข็มนาฬิกาเดินเร็วขึ้นอีกนิด เพื่อให้ฝันร้ายตรงหน้าจบลงเสียที แต่มันคิดผิด... ฝันร้ายนั้นไม่ได้จบลง แต่มันฝังรากลงในรอยยิ้มของมันตั้งแต่วันนั้น

           มันยิ้มเรื่อยมา... จนรอยยิ้มกลายเป็นนิสัย และเป็นอาวุธที่ใช้เชือดคอตัวเอง

           วันที่ “ดาว” ตาย มันก็ยิ้ม ดาวเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ยอมนั่งดมควันรถกินไข่ปิ้งข้างทางกับมัน เธอเป็นพนักงานทำความสะอาดในคอนโดกระจกเงาวับที่ตั้งตระหง่านอยู่เหนือหัวคนจน ภาพวันนั้นลบยังไงก็ไม่ออก ดาวยืนเถียงกับคนของคอนโดเรื่องค่าแรงที่ถูกโกง เสียงเธอสั่นเทาด้วยความแค้นแต่ยังดื้อดึงจะทวงศักดิ์ศรี สุดท้ายอุบัติเหตุหรือความตั้งใจก็ไม่ทราบได้ เธอถูกผลักล้มลงหัวกระแทกขอบฟุตบาทที่อาบไปด้วยคราบเขม่าดำ ตรงหน้ามันพอดี

           มันจำได้ว่าตัวเองก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว—เพียงก้าวเดียวที่เกือบจะเป็นความเป็นคน—แล้วก็หยุด จากนั้นรอยยิ้มของมันก็ทำงาน

           เงินปึกหนึ่งถูกส่งมาให้ในซองสีน้ำตาลที่ชื้นเหงื่อ มันไม่ถามว่าแลกกับอะไร เอกสารยอมความที่มันเซ็นรับโดยไม่อ่านชื่อผู้กระทำผิด มันบอกตัวเองซ้ำ ๆ ว่าไม่งั้นมันจะอยู่ยังไงในเมืองที่หายใจเข้ายังต้องเสียเงิน มันไม่เคยเรียกสิ่งที่ทำว่าการทรยศดาว แต่มันเรียกว่า “การต่อลมหายใจให้เศษเนื้ออย่างตัวมันเอง”

           จนกระทั่งคืนที่มันเจอเศษกระดาษแผ่นนั้น

           มันแอบอยู่ใต้ถาดรองไข่ปิ้งที่ดำปื้อไปด้วยเขม่า กระดาษชื้นน้ำฝนจนยุ่ย หน้าคนในรูปซีดจางเหมือนผีที่ถูกโรเนียวออกมาจากความทรงจำอันเลวร้าย ทันทีที่มันจะหยิบไปทิ้ง มันรู้สึกได้ว่ากระดาษแผ่นนั้นขยับ... มันไม่ได้ขยับเพราะลมปลิว แต่มันขยับขึ้นลงตามจังหวะสม่ำเสมอ เหมือนหน้าอกของมนุษย์ที่กำลังหายใจด้วยความอึดอัด

           ไอ้กำควรจะขยำแล้วโยนลงถังขยะ แต่มันกลับพับเก็บใส่กระเป๋าเสื้อตรงตำแหน่งหัวใจ คืนนั้นมันนอนไม่หลับ มันรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนสั้น ๆ ในกระเป๋าเสื้อที่วางอยู่ข้างหมอน พอหลับตาลง ภาพอดีตก็พุ่งเข้าใส่เหมือนรถไฟชนวินาศกรรม ภาพแม่ที่ถูกย่ำยี ภาพดาวที่จมกองเลือดสีดำ และภาพตัวมันเองที่ยืนยิ้มแป้นอยู่ในทุกฉากฆาตกรรมชีวิต

           เสียงหนึ่งดังขึ้นในหัว เป็นเสียงที่แหบแห้งเหมือนคนกำลังจะขาดใจ: “มึงเคยหยุดยิ้มบ้างไหม ?”

           เช้าวันต่อมา เงาของมันเริ่มประท้วง เมื่อมันเดิน เงาจะลากเท้าช้ากว่าหนึ่งจังหวะ พอมันหยุด เงายังขยับยึกยักเหมือนพยายามจะกรีดร้อง และที่น่าสยองที่สุดคือ เมื่อมันก้มมองพื้น เงามันไม่ได้ยิ้มแบบที่หน้ามันยิ้ม แต่มันแสยะปากกว้างจนถึงใบหู รอยหยักของเงาดูแหลมคมเหมือนใบเลื่อยที่พร้อมจะฉีกกระชากเจ้าของร่าง

           เมืองเริ่มบ้าคลั่งตามเงาของมัน ข่าวคนรวยถูกรุมโทรมหรือโดนทำร้ายกลายเป็นเรื่องตลกที่คนในเน็ตคอมเมนต์หัวเราะสะใจ ความรุนแรงกลายเป็นยาเสพติดชนิดใหม่ที่ทุกคนเสพด้วยรอยยิ้ม รอยยิ้มที่ไอ้กำเคยใช้เป็นเกราะ บัดนี้กลายเป็นโรคระบาดสีเลือดที่กลืนกินเมืองไปทั้งเมือง

           คืนหนึ่ง ไอ้กำยืนมองกระจกบานร้าวในห้องเช่า มันพยายามใช้ปลายนิ้วที่ด้านแข็งแตะมุมปากแล้วกดมันลง พยายามจะปั้นหน้าให้บึ้ง พยายามจะเรียกหยดน้ำตาออกมาสักหยด... แต่มันทำไม่ได้ กล้ามเนื้อใบหน้ากลายเป็นหินไปแล้ว ทันใดนั้น เงาดำมืดบนผนังก็แยกตัวออกมาจากเท้าของมัน

           เงาในร่างปีศาจแสยะยิ้มกว้างจนเห็นซี่ฟันสีดำ “พอได้แล้ว...” ไอ้กำกระซิบ เสียงมันสั่นเหมือนคนไข้ระยะสุดท้าย

           “มึงคิดว่ายิ้มแล้วมันจะจบดีจริง ๆ เหรอ ?” เงาถามพร้อมกับขยับเข้าใกล้จนสัมผัสได้ถึงความเย็นเยือก

           ไอ้กำไม่มีคำตอบ ในเงามืดนั้นมันเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ใต้รอยยิ้ม—มันเห็นความขี้ขลาดที่เห็นแก่ตัว เห็นการเอาตัวรอดที่ต้องสังเวยด้วยชีวิตคนที่รักมัน รอยยิ้มที่เคยเบาหวิว ตอนนี้มันเริ่มหนัก หนักเหมือนมีหินนับร้อยตันมากดทับอยู่ที่กราม หนักจนมันรู้สึกเจ็บ

           มันเจ็บเป็นครั้งแรกในชีวิต เจ็บเหมือนมีคีมเหล็กร้อน ๆ มารั้งมุมปากแล้วกระชากออกไปทางด้านหลัง มันไม่ใช่ความเจ็บของร่างกาย แต่มันคือความเจ็บของมโนธรรมที่ถูกขังลืมอยู่ในห้องมืดมานานสามสิบปี มันกำลังพยายามจะถีบประตูออกมาในร่างที่เน่าเปื่อย

           วันรุ่งขึ้น ไอ้กำยังคงออกไปขายไข่ปิ้งที่เดิม ท่ามกลางเมืองที่เงียบเชียบแต่เต็มไปด้วยคนยิ้มหน้าเป็นหน้ากาก ลูกค้าคนหนึ่งเดินมาซื้อไข่ปิ้งพลางบ่นพึมพำ “ไหม้ฉิบหาย ขายได้ไงวะ” แล้วก็ส่งยิ้มแข็ง ๆ ให้มันตามระเบียบใหม่ของสังคม

           ไอ้กำพยักหน้า มันยิ้มตอบตามสัญชาตญาณ แต่ลึกลงไปใต้ผิวหนังที่เริ่มแข็งกระด้างเหมือนเปลือกไม้ มันรู้สึกว่ามีบางอย่างขยับ... มันคือความโกรธแค้นและความเสียใจที่กำลังจะระเบิดออกมาจากข้างใน

           ถ่านในเตายังคงคุแดงลึก ๆ ไข่ปิ้งบนตะแกรงส่งกลิ่นหอมปนไหม้คละคลุ้ง เมืองยังคงขับเคลื่อนไปบนคราบเลือดที่ถูกเช็ดออกด้วยน้ำยาเคลือบเงารอยยิ้ม และไอ้กำก็ยังยืนยิ้มอยู่ตรงนั้น เหมือนเดิมทุกประการ

           แต่ลึก ๆ แล้วมันรู้ดี... รอยยิ้มนี้ไม่ใช่เกราะอีกต่อไป แต่มันคือชนวนระเบิด มันกำลังรอวันที่ความเจ็บปวดจะฉีกใบหน้านี้ให้ขาดวิ่น เพื่อที่มันจะได้ร้องไห้ตะโกนออกมาเป็นครั้งแรก—และครั้งสุดท้าย—ก่อนที่เมืองทั้งเมืองจะยิ้มจนขาดใจตายไปพร้อมกับความหลอกลวงของมันเอง.

 

...............................................................

 

Link ที่เกี่ยวข้อง   

               “บางกอกไลฟ์นิวส์” เปิดรับ “เรื่องสั้น” และ “บทกวี” 

               วรรณกรรมออนไลน์