เรื่องสั้น : เซ็งเป็ด : นทธฤต อัคริยานนท์
เรื่องสั้น : เซ็งเป็ด : นทธฤต อัคริยานนท์
ผมเป็นมนุษย์เงินเดือน เพิ่งผ่านพ้นวัยเบญจเพส เลยยังไม่มีฐานะซื้อรถขับไปไหนต่อไหน ผมชอบเดินทางท่องเที่ยว โดยเฉพาะทะเลที่ชื่นชอบมากเป็นพิเศษ ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ ผมจึงมักนั่งรถโดยสารไปเที่ยวทะเลเป็นส่วนใหญ่ เหมือนคราวนี้ พอเย็นวันศุกร์หลังเลิกงานในช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ ผมจึงตั้งใจจะไปทะเลเพื่อพักผ่อนสัก 2 - 3 วัน
ผมโดยสารรถมินิบัสจากขนส่งหมอชิตใหม่ มาถึงพัทยาใต้ในช่วงค่ำ ช่วงมหาสงกรานต์เมษาฮาวายเช่นนี้ ยามค่ำคืนจึงดูครึกครื้นกว่าช่วงกลางวัน แสงสีเสียงของสถานบันเทิง ทั้งผับ บาร์ ร้านเหล้า ช่วยปลุกเร้าอารมณ์ให้คนทั้งเมืองลืมหลับใหล สถานที่พักผ่อนสำหรับคนนอนดึก
ผมจองห้องพักไว้แล้วในระบบการจองของโทรศัพท์มือถือ ก่อนเดินทางตามพิกัดของกูเกิ้ลแมพมาจนถึงหน้าที่พัก ติดต่อที่เคาน์เตอร์ครู่เดียวก็รับกุญแจห้องมาไขห้องพักเข้าไปพักผ่อนหย่อนใจ จากหน้าต่างชั้น 7 เห็นเวิ้งหาดพัทยายามค่ำคืนช่างงดงาม จนรู้สึกหายคลายเหนื่อย แต่ที่ดึงดูดใจกลับเป็นหญิงสาวหลายนางที่ยืนอยู่ตรงชายหาด จนผมอยากออกไปเดินเล่นที่ชายหาดดูบ้าง ดูอะไรให้เจริญหูเจริญตา อาจทักทายในฐานะพ่อนักรักที่มักเกิดขึ้นในยามราตรี
ผมลงจากที่พักหรูรีสอร์ทรูปทรงศาลาเรือนไทย ตกแต่งสไตล์วินเทจด้วยข้าวของย้อนยุคเพื่อสร้างบรรยากาศอบอุ่นและคลาสสิก นับเป็นศิลปะที่แสดงคุณค่าและงดงามเหนือกาลเวลา ด้านหน้ามียักษ์วัดแจ้งยืนเฝ้าอยู่ที่ประตูทางออก 2 ตน เชื้อเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวเช็คอินเข้าพักเต็มทุกวัน ผมเก๊กหน้าหล่อแยกเขี้ยวหยอกล้อกับยักษ์ อยู่ในชุดลำลองเดินชายหาด ก่อนพาร่างสันทัด สูง 175 เซนติเมตร ออกมาหาสาว ๆ ไปร่วมหลับนอน
เพื่อน ๆ ที่เคยมาเล่าให้ฟังว่า ยามค่ำคืนเช่นนี้ จะมีหญิงสาวออกมายืนขายบริการอยู่ริมหาด พอผ่านร้านสะดวกซื้อลงมาถึงชายหาด ผมก็พบประสบพักตร์กับหญิงขายบริการ คนแรกหน้าตาเหมือนสาวเกาหลี ทรวดทรงองค์เอวดูเต็มไม้เต็มมือ หน้าอกดูอวบอัด ส่วนนั้นชวนเย้ายวน เดินมาจนเจออีกนางเยื้องย่างออกมาจากหลังต้นมะพร้าว คงไม่ใช่ผีขนุนที่ยืนใต้ต้นมะขามแถวสนามหลวงเหมือนสมัยก่อน เธอเป็นหญิงไทยสูงราว 170 เซนติเมตร หน้าตาสะสวยคมเข้ม คิ้วโก่งดั่งคันศร ดวงตาชอนไขเข้ามาถึงข้างในหัวใจของผม จนทำให้รู้สึกคึกคักขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล
ผมตัดสินใจเลือกเธอคนนี้... ก่อนเข้าไปทักทายด้วยอาการบ่งบอกถึงความต้องการที่กักเก็บอยู่ภายใน เธอยิ้มน้อย ๆ เอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเชิญชวน
“เที่ยวมั้ยคะ ชั่วคราวพันสองห้าสิบ ค้างคืนสองพันห้าค่ะ”
ผมยิ้มรับ รู้สึกพึงพอใจกับความชาญฉลาดของเธอที่ตั้งราคาค่าตัวชั่วคราวครึ่งราคา ถ้าค้างคืนเพิ่มอีกเท่า คงจัดหนักกับเธอได้เต็มที่หน่อย ผมเลือกตามใจปรารถนาแล้วชวนเธอขึ้นห้อง
“ค้างคืนครับ ที่พักผมอยู่ทางด้านโน้น”
เธอเดินตามผมมาอย่างว่าง่าย คงเพราะหน้าตาหล่อกับรูปร่างสันทัดมัดใจสาว ๆ เป็นแน่ ผมพาเธอเดินมาจนถึงที่พัก ตรงประตูทางเข้ายังเห็นยักษ์วัดแจ้ง 2 ตนยืนแยกเขี้ยวอยู่อย่างนั้น ผมคิดแบบยักษ์ว่าคืนนี้จะงับ ขบเคี้ยว แล้วกลืนกินเธอให้หมดทั้งตัว เธอยังมองหน้ายักษ์อย่างผมด้วยความพึงพอใจขณะเดินเข้าประตูมา ผมเองก็นึกอยากจนส่วนนั้นเกิดปฏิกิริยาโต้ตอนอยู่ในเป้ากางเกง เพราะบรรยากาศเป็นใจ ค่ำมืดแล้วราว 2 ทุ่ม ขณะที่ผมเดินอย่างกระหยิ่มใจขึ้นที่พักมาจนถึงห้อง
ตอนไขกุญแจแล้วบิดลูกบิดประตูห้องเข้ามา เธอไม่ทันสังเกตเห็นส่วนนั้นของผมที่ผงาดอย่างม้าศึก แต่พอผมผลัดผ้าขนหนู เธอจึงเห็นกับอาการตื่นตัว เธอไม่กระโตกกระตาก ยังคงยิ้มน้อย ๆ รักษามารยาท ไม่มีสีหน้าเอียงอายอะไร ก่อนขอผ้าขนหนูอีกผืนเข้าห้องน้ำไปชำระร่างกายให้พร้อมเสียก่อน พอเธอเข้าไปได้เพียงครู่เดียวก็ได้ยินเสียงอาบน้ำจากฝักบัวดังซู่ ๆ
จินตนาการว่าน้ำคงไหลผ่านเรือนร่างที่สะโอดสะองของอนงค์นาง ชวนให้รู้สึกอยากเข้าไปอาบด้วยคน พอย่างกรายเข้าไปยืนติดประชิดประตูห้องน้ำ จับลูกบิด ๆ ประตูห้องน้ำก็เปิดเข้าไปได้ในทันใด เห็นหญิงสาวแค่หันมามอง ไม่เขินอายอย่างเคย ก่อนอาบน้ำชำระร่างกายต่อ เป็นผมที่ตื่นเต้นอย่างล้นปริ่ม จนเดินเข้าไปหาเธอเหมือนต้องมนต์กลกามราคะสะกดเข้าให้แล้ว พลางเอ่ยคำ
“ขออาบน้ำด้วยคนครับ”
“ได้ค่ะ”
เธอสบตาบอกอย่างว่าง่าย ผมเริ่มอดใจไว้ไม่ไหว ลุกลี้ลุกลนรีบเข้าไปประกบแล้วใช้มือลูบไล้ไปบนเรือนร่างของเธอ สัมผัสใบหน้าสวย ผ่านลำคอระหง ใช้ฝ่ามือวางหมับไว้ที่เนินอกทั้งสองข้าง คำนวณว่าใหญ่กว่า 35 นิ้ว เลื่อนมาที่เอวคอดกิ่ว แค่ 26 นิ้ว ทรวดทรงเธอสเลนเดอร์ ชวนให้วาบหวิวในทุกสัมผัส
พอเลื่อนมาถึงเนินสามเหลี่ยม ส่วนนั้นของผมเริ่มเร่าร้อนราวภูเขาไฟ อยากพ่นลาวาออกมาในทันใด ดูเธอเชี่ยวชาญและชำนาญในงานอาชีพ ก่อนคว้าหมับเข้าที่ยอดเขา บีบจนรู้สึกเจ็บที่ปลายเล็กน้อยจนน้ำลาวาชะลอการหลั่ง
เธอเป็นฝ่ายเล้าโลมผมบ้าง จากจุดยุทธศาสตร์ขยับมาจนถึงกล้ามท้องแน่นสมชายชาตรี ดวงหน้าของเธอแนบลงมาสัมผัส ริมฝีปากกับจมูกวนอยู่ที่กล้ามท้องครู่หนึ่งแล้วเลื่อนมาจนถึงแผงอกล่ำอย่างย่ามใจ เธอยังยิ้มน้อย ๆ ไม่เร่งรีบแต่เร่าร้อน ขณะซุกไซ้ที่ซอกคอ ใช้มือลูบไล้ใบหน้าหล่อเหลาด้วยความพึงพอใจไม่สร่างซา
กล้ามใหญ่ของผมเริ่มทำหน้าที่ กอดรัดฟัดเหวี่ยงจนเธอนอนหงาย ขยับท่วงท่าลีลาบนล่างให้สอดประสาน สีหน้าเธอดูแน่นิ่งราวไม่มีอะไรเกิดขึ้น ขณะผมขยับแก่นกายจนเสร็จสมอารมณ์หมาย พอผละเรือนร่างออกจากกันได้แค่นั้น เธอเริ่มส่งเสียงบ่นผมเสียยกใหญ่
“มีแค่นี้หรือ นิโกร ฝรั่ง ขนาดถึงใจกว่านี้เป็นไหน ๆ”
คำสบประมาททำให้ผมอับอายจนพูดอะไรไม่ออก คงอย่างเธอว่าต่างชาติทั้งใหญ่ ทั้งยาว คนไทยจะไปสู้อะไรได้ ผมได้แค่ทำใจแล้วหยิบกระเป๋าสตางค์ควักธนบัตรส่งให้เธอสองพันห้าร้อยบาท พลางเปลี่ยนใจบอกเธอไม่เหมือนตอนแรกที่ตั้งใจเอาไว้
“ทำแค่ชั่วคราว แต่ให้ราคาค้างคืนครับ”
จากที่เธอยิ้มน้อย ๆ กลับแสยะยิ้มจนกว้าง มีท่าทางไม่สบอารมณ์ แสดงอาการเชิดริมฝีปากแล้วพูดสวนกลับจนผมรู้สึกอับอายอีกจนได้
“ทั้งเล็ก นกกระจอกไม่ทันกินน้ำ ฉันลดราคาให้ดีกว่า” เธอสบถ ก่อนใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้คีบเพียงธนบัตรใบละห้าร้อยบาทจากมือของผม แล้วสะบัดก้นเดินกลับออกจากห้องพักไปอย่างไม่สนใจใยดี
ผมนอนจมอยู่บนที่นอนยันเช้า ที่อยากสุขสมในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่น่ารื่นรมย์ กลับหมดอารมณ์จนไม่อยากทำอะไรอีด นึกอย่างเดียวอยากกลับกรุงเทพฯ เสียให้ไว ๆ
06.00 น. หลังไก่โห่ แถวชายทะเลมีชาวบ้านเลี้ยงไก่อยู่เหมือนกัน ผมเช็คเอ้าท์ออกจากที่พักโรงแรมมาที่ท่ารถ หันกลับไปมองเห็นยักษ์สองตัวแยกเขี้ยวใส่ ไม่ต้องมีใครไล่ผมก็อยากรีบกลับอยู่ดี ผมเป็นคนแรกที่มาถึงที่ท่ารถมินิบัส พัทยา - กรุงเทพฯ แต่กว่าจะมาถึงได้เนื้อตัวก็เปียกโชกเพราะอยู่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ แถมโดนปะแป้งจนหน้าตาเนื้อตัวขาววอกไปเลย
พอรอที่ท่ารถอยู่ครู่ใหญ่ มีนักท่องเที่ยวทยอยมาซื้อตั๋วจนนับได้ประมาณ 4 - 5 คน เขาจึงเรียกให้ขึ้นรถ ที่ว่าจะได้ขึ้นรถบัส 20 ที่นั่ง ๆ สบาย ๆ กลับเป็นรถตู้ 1 ที่นั่งคันหนึ่งขับเข้ามาจอดรับแทน ผมถอนหายใจ แต่ทำใจได้ ถึงนั่งไม่สบายเท่ารถมินิบัส แต่อย่างน้อยก็พาใจร้อนรนกระเสือกกระสนของผมกลับบ้านได้เสียที
แต่ไม่ใช่อย่างที่คิด เมื่อรถตู้ขับย้อนกลับเข้าไปวนในชายหาดอีกรอบ พอเปิดประตูรถรับผู้โดยสารเพิ่ม ก็โดนสาดน้ำอีกรอบ คราวนี้เป็นน้ำแช่น้ำแข็งจนรู้สึกเนื้อตัวหนาวสั่น แต่อาการเซ็งเป็ดยังคุกรุ่นอยู่ยังไม่สร่างซา จนรถแล่นมาได้อีกครู่เดียวก็จอดแช่ที่คิวถัดมาอีกแห่งราว 5 นาที ถึงมีหญิงวัยกลางคนคนเดียวเดินมาขึ้นรถตู้ พร้อมกับเจ้าของคิวรถเพศหญิงตัวอ้วนกลม ส่งค่าโดยสารจำนวน 140 บาท ให้ชายร่างท้วมที่ขับรถตู้แวะมาหาลูกค้าเพิ่มระหว่างทาง
ผมนึกในใจ เช้า ๆ อย่างนี้ไม่มีผู้โดยสาร เลยเร่หาคนกลับกรุงเทพฯ กันจ้าละหวั่น หาแบบเบี้ยบ้ายรายทาง ค่ารถ 160 บาท จึงถูกเจ้าของคิวรถหักไว้ 20 บาท เป็นค่าหัวก่อนส่งลูกค้าให้คนขับรถตู้อีกทอดหนึ่ง
ช่วงเวลาที่อยากกลับบ้านใจจะขาดเพื่อหลีกหนีความรู้สึกเซ็งเป็ด กลับต้องมาเซ็งเป็ดกับพฤติกรรมการหาผู้โดยสารของคนขับรถตู้อีก เปรียบง่าย ๆ เหมือนชายโฉดหญิงชั่วช่วยกินทำมาหากินไม่มีผิด และคงเหมือนกับหญิงบริการเมื่อคืนก่อนที่ไม่เต็มใจให้บริการ เพราะอ้างว่าขนาดของผมเล็กจนเกินไป
รถตู้แวะเวียนหาลูกค้าตลอดแนวชายหาดที่มีคิวรถ ได้คิวละคนสองคน จนมาสุดหาดอีกรอบ นับผู้โดยสารได้ 8 คน จนผมนึกเบาใจว่า อีกเดี๋ยวคงขับออกถนนใหญ่ แต่ขณะที่เบาใจกลับหนักใจขึ้นอีกจนได้ เมื่อคนขับรถตู้จอดแวะรับผู้โดยสารอีกคนที่คิดรถริมถนนขาออก แล้วเปิดประตูรถเดินลงมานับผู้โดยสารอีกครั้ง พอนับได้ 9 คน จึงชะโงกหน้าเข้ามาในห้องโดยสารบอกลูกค้า
“ครบสิบคน รถถึงจะออกพากลับกรุงเทพฯ นะครับ”
ผมเซ็งเป็ดสุดขีดจนฟิวส์ขาด ก่อนลงจากรถตู้แล้วใช้น้ำเสียงของ อาภาพร นครสวรรค์ อารมณ์เสีย ตัดสินใจไม่ร่วมโดยสารไปกับรถตู้คันนั้น เดินกลับมาจนถึงชายหาดพัทยา อารมณ์เริ่มผ่อนคลายหลังจากเห็นกิจกรรมในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ที่ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวเต้นระบำชาวเกาะตรงชายหาด
เช้าอย่างนี้ลมพัดเย็นสบายตัว ท้องฟ้าเกลื่อนกล่นด้วยมวลหมู่เมฆจับตัวกันเป็นก่อนขาวละมุน เห็นคนเล่นวินด์เซิร์ฟโต้คลื่น พาราเซลลิ่งหรือร่มชูชีพที่ลอยขึ้นไปบนฟ้าแข่งกับก้อนเมฆ ผู้คนเริงเล่นน้ำทะเลอยู่ตรงชายหาด ไม่เห็นหญิงขายบริการยืนหาแขกเหมือนในยามค่ำคืน จนอาการเซ็งเป็ดของผมหายเป็นปลิดทิ้ง
ช่วงบ่ายผมกลับไปเช็คอินที่พักเดิม เดินผ่านซุ้มประตู ยักษ์วัดแจ้ง 2 ตน ยืนยิ้มแฉ่งให้ผมอีกครั้ง เข้าที่พักทรงศาลาเรือนไทย พอถึงห้องพัก (แต่ไม่ใช่ห้องเดิม) ผมจึงได้พักผ่อนหย่อนใจอย่างเต็มที่ ผล็อยหลับไปตอนไหนไม่รู้ ตื่นขึ้นมาก็เย็นย่ำค่ำแล้ว ได้ยินเสียงท้องร้องจ๊อก ๆ ก่อนออกจากห้องพักมาหาอะไรรับประทานมื้อค่ำ
เลี่ยงเดินผ่านบริเวณชายหาด อยากลืมเหตุการณ์เมื่อคืนวานให้หมดสิ้น หาอะไรรับประทานง่าย ๆ ที่ย่านสตรีทฟู้ด ผัดไทยโบราณ น่าจะถูกปากมากกว่า คนขายเป็นสาวไทยหน้าตาสะสวยน่ารักยิ้มต้อนรับ ส่งเสียงถามหวานเจี๊ยบ
“รับผัดไทยกี่ที่ดีคะ”
“มาเที่ยวคนเดียวครับ” ผมตอบ เธอยิ้มอารมณ์ดี ชม้ายชายตาจะว่าทอดสะพานก็ใช่ ก่อนส่งเสียงถามอีกครั้ง
“จานเดียวนะ ว่าแต่คืนนี้มีเพื่อนคุยหรือยังคะ”
“อยากมีเพื่อนเดินเล่นมากกว่าครับ” ผมจ้องตาบอกเธอ ขณะเดินข้ามสะพานที่เธอทอดด้วยอาการยิ้มอยู่ในที เธอสบตาบอกผม
“ได้ค่ะ เลิกร้านมารับ ฉันจะไปเดินเล่นเป็นเพื่อนคุณเอง”
นอกจากอาการเซ็งเป็ดหายเป็นปลิดทิ้ง ผมยังได้เดินเล่นกับเธอย่านถนนคนเดิน ไนท์บาซ่าร์จนมายืนเคียงคู่กันบนโค้งสะพานท้ายหาด เห็นกระต่ายในจันทร์งดงามราวภาพฝันกับดวงหน้าของเธอที่ไม่ต่างกัน อยากอยู่อีกหลาย ๆ วัน แต่ต้องกลับไปทำงานตามภารกิจหน้าที่ ยังนึกเสียดายอยู่ในที
เช้าอีกวัน ที่ท่ารถมินิบัส ผมแจ้งว่าซื้อตั๋วที่นั่งรถมินิบัส ไม่ชอบนั่งรถตู้ คนขายตั๋วยิ้มเหมือนรู้ทัน แล้วตีตั๋วให้ก่อนพาผมมานั่งบนรถ แถมเอาใจเปิดเพลงให้ฟังเพลิน ๆ ก่อนรถออก
เพลงเริงสงกรานต์
ฟ้าใหม่แล้วละนะน้อง
สงกรานต์เราร้องทำนองเพลงโทน
โน่นไงจ๊ะ โทนป๊ะโทนโทน
ทั้งโยกทั้งโยนเย้ายวนยั่วใจ...
ตามด้วยเพลงพัทยาลาก่อน
ลาแล้วลา ขอลา... โอ้พัทยา ลาก่อน
ผมอมยิ้ม แค่กลับไปทำงาน ไม่ได้บอกลาพัทยาเสียทีเดียว เพราะถึงอย่างไร... ผมต้องกลับมาหาเธออีกอย่างแน่นอน.
....................................................
Link ที่เกี่ยวข้อง