เรื่องสั้น : สุภาพบุรุษจากทุ่งควาย : ชาคริต คำพิลานนท์

 เรื่องสั้น : สุภาพบุรุษจากทุ่งควาย : ชาคริต คำพิลานนท์

 

          1

          เรื่องราวเกี่ยวกับตาน่าพิศวง ผมไม่แน่ใจว่าควรเริ่มต้นเล่าเรื่องทั้งหมดอย่างไร ในฐานะหลานคนหนึ่ง...หรือเพียงนักเล่าเรื่องคนหนึ่ง           

          เท่าที่รู้ แม่บอกว่าตาเป็นคนทุ่งควาย เมืองนครศรีธรรมราช ชื่อนายทั่ง นามสกุลเดิมคือ ดำเกลี้ยง ต่อมาราวปี 2490 ตาเลือกหลบภัยคอมมิวนิสต์มาอยู่ที่บ้านในช่อง ชุมชนเล็ก ๆ กลางป่า ลึกเข้ามาจากริมถนนใหญ่ ซึ่งต่อมาถนนเส้นนี้มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่าถนนเพชรเกษม

          ไม่มีลูกหลานคนไหนรู้เลย ตาหลบมาเพราะถูกปราบปราม ถูกบังคับให้เข้าร่วม หรือเพียงเพราะเบื่อหน่ายความขัดแย้ง หลังพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเริ่มขยายเขตลงมาทางภาคใต้ ตามาตอนยังฉกรรจ์ อายุย่างสามสิบ แต่แม่ยืนยันว่าตาไม่ได้เป็นคอมฯ อย่างที่ใครในสมัยนั้นคิด ตาแค่มีวิชารักษาคนติดตัวมาจากการร่ำเรียนเป็นศิษย์สำนักเขาอ้อ

          ตามาอยู่เพียงไม่นาน แกก็กลายเป็นหมอบ้านที่ผู้คนให้ความนับถือ รักษาได้ทั้งไข้ป่า ไข้ขน หรือพิษจากสัตว์ร้าย แม้แต่เรื่องเอ็น การจับเส้นและต่อกระดูก

          เคยมีชายคนหนึ่งชื่อนายใจ พลัดตกลงมาจากต้นหมาก ขาซ้ายหัก ข้อเท้าบิด หัวไหล่ผิดรูป แม่บอกว่าแม่เห็นเองกับตา นายใจนอนราบกับพื้นดิน เนื้อตัวเหลวเหมือนน้ำ เหงื่อกาฬผุดพราย แววตาตื่นตระหนกเหมือนเห็นผี แต่ตารักษานายใจจนหายด้วยยาต้มยาทาที่เล่าลือกันปากต่อปาก ตายังใช้กาบจากหมากต้นนั้นมาทำเฝือก ไม่นานนายใจก็กลับมาเดินเหินได้เป็นปกติ

          ยาต้มของตาเป็นยาสมุนไพร เท่าที่แม่ยังพอจำได้ มีย่านเจ็ดหมุนเพลิง แทรกด้วยยาดำ มียอดสะเดา และว่านต่าง ๆ หลายชนิด แต่ละชื่อผมนึกไม่ออกเลยว่าหน้าตาเป็นอย่างไร แต่ทุกการรักษาต้องมีการร่ายคาถาปัดเป่า ตาเรียกร้องเพียง ข้าวถ้วยกล้วยหวี เพื่อถวายเพล ซึ่งถือเป็นค่าครูที่ได้ร่ำเรียนมาจากสำนักเขาอ้อ

          ต่อมา ตาอยู่กินกับยาย ยายมีชื่อว่าผุด ยายเป็นลูกสาวของกำนัน ทั้งสองคนย้ายลึกเข้าไปทางหนองพูด ตาถางป่าแถบนั้นเพื่อทำไร่ปลูกข้าว มีลูกกันปีเว้นปี พอลูกครบแปด ตาก็อาศัยรักษาคนเพียงอย่างเดียว

          ที่ไร่ซึ่งเกิดจากการถางด้วยมีดพร้านั้นกินพื้นที่มากมาย เกินกว่าที่ผมจะนึกคิด แม่บอกว่าที่ดินครึ่งหนึ่งของหมู่บ้านเคยเป็นที่ทางของตา แม้แต่บางส่วนของวัด ซึ่งตาได้อุทิศให้พระใช้สร้างประโยชน์ แม่บอกเสมอว่าตาเป็นคนมีบารมี แม้จะเป็นคนต่างถิ่น แต่ด้วยบุคลิกเงียบขรึม พูดน้อย พูดจาสิ่งใดรักษาสัตย์ ถือศีลห้าเคร่งครัด ผู้คนจึงให้ความยำเกรง

          เวลากินข้าว สามคำแรก ตาจะสวดบางอย่างสั้น ๆ ก่อนกินเสมอ เพื่ออุทิศให้แก่เจ้ากรรมนายเวร หรือสิ่งใดก็ตามที่ตาได้คำนึงถึง

          ตามักจะเดินตีนเปล่า ถือตีนไต้ผ่านไร่ไปทางหลังบ้านเพื่อรักษาคนเจ็บ สะพายย่ามที่ข้างในมีเพียงสมุนไพร แม้จะดึกดื่นแค่ไหน หากอาการของคนเจ็บสาหัส ตาก็ต้องไป

          การรักษาผู้คนได้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะหมู่บ้านตั้งอยู่ห่างไกลจากการพยาบาลสมัยใหม่ แม้แต่ทางที่จะตัดเข้ามาจากถนนสายเพชรเกษมก็ยังไม่มี หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านจึงเป็นเพียงชุมชนกลางป่า มีบ้านเรือนไม่กี่หลัง ส่วนวัดเพิ่งเริ่มตั้ง แต่ยังไร้โบสถ์ไร้เมรุ โรงเรียนยังไม่ถือกำเนิด คนจึงอยู่กันท่ามกลางป่าเขา เดินลัดเลาะหากันผ่านไร่นา ส่วนที่เหลือของชุมชนเป็นป่าแก่หรือป่าดงดิบรกทึบลึกเข้าไปถึงตีนเขาพนมเบญจา

          แม่บอกว่าที่นี่ดินดีและมีความอุดมสมบูรณ์ ฝนตกเยอะ แต่น้ำไม่เคยท่วมหลากหรือแห้งแล้ง เราปลูกข้าวไร่ไว้กินเอง ตอนเช้า ๆ ลูกทุกคนเดินเรียงแถวกันเหมือนไก่ คนโตอุ้มคนเล็ก หาอยู่หากินในไร่ กลางวันคดข้าวนั่งล้อมวง ต่อมาอีกหลายปีผู้คนจึงเริ่มอพยพเข้ามาตั้งรกรากกันมากขึ้น โดยเฉพาะคนจากพัทลุง นครศรีธรรมราช และตรัง

          มีคนมาขอเรียนวิชาแบบครูพักลักจำกับตาหลายคน หนึ่งในคนเหล่านั้นต่อมาเป็นหมอตำแยและทำคลอดแม่ให้ผมได้เกิด วิชาเหล่านี้สามารถรับไว้ติดตัว แม่เองก็เรียนรู้เรื่องเอ็นจากตา จนสามารถบีบนวดหรือแก้อาการบางอย่างได้

          นอกจากการรักษาคน ตายังมีความรู้เรื่องไสยเวท เรื่องฤกษ์ยาม และมีความเป็นนักเล่าเรื่อง ตาชอบเล่าตำนานต่าง ๆ ให้ลูกฟัง แม่เคยได้ฟังเรื่องนิ้วชี้เพชรของพระอาจารย์ปาล ปาลธมฺโม เรื่องตำนานนางเลือดขาว เรื่องหลวงพ่อทวดแก้ปัญหาธรรมของพราหมณ์ชาวสิงหล และเรื่องของพระอาจารย์เอียดเหาะได้

 

          2

          ความตายของตาเริ่มมาจากการสร้างถนนสายหนึ่ง ในปี 2518 จากนโยบายเงินผันของรัฐบาลคึกฤทธิ์ หมู่บ้านจึงมีงบประมาณถนนลูกรังเส้นแรก เส้นทางสั้นๆ สายนี้เปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้คน

          แม่เล่าว่า ผู้ใหญ่มืดซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านในสมัยนั้นของหมู่บ้านต้นทางถนน ได้นำเรื่องนี้มาแจ้งกับคนในหมู่บ้าน นโยบายดังกล่าวชาวบ้านจะเป็นส่วนหนึ่งในการจ้างงานสร้างถนน ร่วมกันขุดดินและยกคูทาง และด้วยงบประมาณก้อนดังกล่าว คนกลุ่มหนึ่งจึงเล็งเห็นผลประโยชน์ จนไม่นานก็เลยเถิดกลายเป็นความขัดแย้ง

          ตาออกโรงคัดค้านกลุ่มคนที่หาทางเบียดบังเอาผลประโยชน์จากถนนสายนี้ ยายเล่าให้ฟังว่า ต่อมามีชายชราคนหนึ่งพูดเตือนตาระหว่างทางไปไร่ แต่ยายไม่เคยเห็นหน้าชายผู้นี้มาก่อน อีกทั้งยังแต่งตัวผิดวิสัยชาวบ้านในสมัยนั้น เหมือนคนที่มาจากเมืองใหญ่ ผมของตาแก่หงอกขาว แต่รูปร่างยังสันทัด หลังตรง สวมโสร่งยาวกับเสื้อขาว มีผ้าขาวม้าพาดบ่า มือหนึ่งจับด้ามพร้าเอาไว้อย่างผ่าเผย ยายมองออกว่าชายผู้นี้ไม่ได้มีเจตนาร้ายมากไปกว่าการมาบอกเตือน

          แต่ตายืนกราน ไม่มีท่าทีเกรงกลัวต่อคำเตือน ตามคำบอกเล่าของยายและแม่ซึ่งพูดตรงกัน ตาตอบชายชรากลับไปว่า

          “ถ้าเดินดินเหมือนกัน ไม่มีใครหรือสิ่งใดจะทำร้ายตัวผมได้

          ด้วยคำพูดนี้เอง ผมจึงมองเห็นคนหนึ่งคนได้อย่างฉายชัด เห็นถึงส่วนลึก เห็นถึงความสง่าผ่าเผย เห็นถึงความนักเลงอย่างที่คนบ้านนอกเคยเอ่ยถึง มันคือความเด็ดเดี่ยวที่บ่งบอกว่าไม่มีอะไรจะทำให้จิตใจข้างในนั้นหวาดหวั่น แม่พูดถูกแล้ว ตาของผมไม่ได้เป็นคอมมิวนิสต์ แต่ตาคือสุภาพบุรุษที่มาจากทุ่งควาย

          ผมมาย้อนคิดถึงเรื่องนี้และแน่ใจได้ในที่สุด ตาต้องรู้อยู่แล้วว่าสิ่งเดียวที่คนคิดร้ายจะใช้นอกจากกำลังก็คือปืน และปืนในสมัยนั้นมีใครเป็นเจ้าของได้บ้าง คำว่า “เดินดินเหมือนกัน” ซุกซ่อนความนัยใดไว้ มีแต่ตาเท่านั้นที่รู้

          จนคืนเดือนมืดคืนหนึ่ง มีคนโพกหัวซุ่มยิงตาจากจอมปลวก แต่ปืนด้าน ชายคนนั้นกระโดดลงมาจ่อยิง แต่ปืนในมือก็ยังขัดลำกล้อง ชายแปลกหน้าผวาจนต้องวิ่งหนีไป ส่วนตาแค่ชะงักเล็กน้อย ก่อนจะเดินต่อไปยังบ้านของคนป่วยที่รอรักษา ตารู้ว่าตนเองมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยคุ้มครอง     

          ในเวลานั้น แม่ของผมยังเป็นเพียงเด็กผู้หญิงอายุสิบสี่ ป้าคนโตสุดอายุสิบเก้า ป้าเป็นคนเงียบขรึม แทบไม่เคยพูดถึงตาให้ผมฟัง แต่เมื่อผมได้รับรู้ว่าตาตายจากทุกคนไปอย่างไร ผมก็เข้าใจความเงียบงันของป้าได้อย่างถ่องแท้ เข้าใจหัวอกของแม่ เข้าใจหัวอกของยาย และเข้าใจลูก ๆ ของตาทุกคน

          ในคืนที่คนร้ายกลับมาซุ่มยิงอีก ตานอนเอนหลังอยู่ภายในบ้าน ส่วนยายกำลังร้องเพลงกล่อมลูกคนเล็ก เด็กทุกคนนอนเรียงกันเหมือนทุกคืน แสงจันทร์เท่านั้นที่สาดส่องผ่านช่องไม้ลงมา คนร้ายเลือกใช้ปืนยิงตาจากบนต้นมะขาม เท้าของคนคิดร้ายไม่ได้ติดดิน นั่นคือวิธีแก้เคล็ดและหาทางเอาชีวิตของตาจากสิ่งที่คอยปกป้องคุ้มครอง ตาจึงตายจากไปต่อหน้าเมียและลูกทุกคน

          โดยขณะที่ตาย แม่เล่าเสียงสั่นว่า ตายังคงนอนเท้าไขว้ขา ท่องบทสวดอิติปิโสฯ เหมือนทุกคืนก่อนนอน ตาไม่ได้ระแวดระวังสิ่งใดเลย คนร้ายยิงอย่างแม่นยำเข้าที่กกหู แม่เห็นภาพนั้น แววตาของตาเคว้งคว้าง ลิ่มเลือดไหลอาบหมอน สาดกระเซ็นไปบนเสื่อกระจูด มันเป็นคืนที่สยดสยองที่สุดในชีวิต นอกบ้านไม่มีแม้แต่เสียงเรไร จักจั่น หรือสายลมยามค่ำคืน

          เสียงบอกเล่าของแม่เงียบลง ผมรู้สึกหายใจได้ไม่ทั่วท้อง ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าตาตายแบบนี้  และเหมือนภาพเหล่านั้นกำลังก่อร่างสร้างรูปอยู่ภายในจิตใจอันหดหู่ของผม ยายที่หัวใจแหลกสลาย ออกเดินโซซัดโซเซไปร้องขอความช่วยเหลือ ผ่านทางลึกที่ลัดเลาะจอมปลวก หญ้าคา แอ่งดิน ลืมสิ้นแม้กระทั่งตะเกียง ปล่อยลูกทุกคนทิ้งไว้กับศพของพ่อด้วยความหวาดกลัวและวังเวง เสียงร้องไห้ดังระงมใต้แสงจันทร์ คนโตเข้าปลอบคนเล็ก น้ำตานอง พูดจาสะอึกสะอื้นไม่เป็นคำ แม่บอกว่าตัวเองแทบเสียสติ เมื่อหันไปมองดูแววตาคู่นั้นของตา 

          เช้าวันต่อมา ผู้ใหญ่บ้านได้หารือกับตำรวจ แต่แน่นอนว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นมากกว่านั้น เรื่องทั้งหมดจบลงไปในความเงียบงัน แม่เล่าว่าทั้งโกรธและผิดหวัง เพราะทุกคนรู้ดีว่าใครคือคนบงการ แม่แช่งชักหักกระดูกอยู่ทุกคืนก่อนนอน เผาพริกเผาเกลือสาบส่งด้วยความเคียดแค้น

          แต่ตายังคงวนเวียนอยู่รอบ ๆ บ้าน นุ่งขาวห่มขาว บางครั้งแม่เห็นตาตอนกลางวันแสก ๆ ที่ท้ายสวน มีรอยเท้าย่ำเดินไปมาตามคันนาร้าง ตายังไม่หมดห่วง ยิ่งในคืนที่ฝนตกหนัก เสียงฟ้าร้องมักจะมีเสียงสวดอิติปิโสฯ คลออยู่ด้วยเสมอ

          ฝนแรกผ่านไปไม่นาน มือปืนที่ยิงตาก็ถูกยิงตาย ศพของมือปืนถูกพบริมถนนเพชรเกษม ไม่มีใครรู้เรื่องราวมากกว่านั้น ตำรวจมาและจากไป ส่วนผู้ใหญ่มืดซึ่งเป็นผู้ใหญ่ของหมู่บ้านที่ขัดแย้งกับตาก็ตายตามกันไปอีกคนด้วยอาการตามยาสั่ง

          หลายปีที่ยายต้องเลี้ยงดูลูกทุกคนตามลำพัง ไม่ร่วมหัวจมท้ายกับใคร แม่คิดว่ายายเสียใจหนักและคงรักตาอยู่มาก ผมไม่สามารถนิยามความรักของยายได้ ยายดูเหมือนเข้มแข็ง และเช่นกันยายดูเหมือนคนซวนเซภายหลังเรื่องราวทั้งหมด ที่ดินหลายแปลงถูกยึดเอาไปออกเอกสารสิทธิ์โดยใครต่อใครหลายคน ยายสูญเสียหลายอย่าง

          ในช่วงบั้นปลาย ยายเลือกหมกมุ่นอยู่กับการเล่นไพ่ขาว อยู่กับเพื่อนของยายแค่ไม่กี่คน ปล่อยให้ลูกซึ่งโตหมดแล้วมีชีวิตเป็นของตนเอง ในที่ดินซึ่งมีเหลืออยู่นั้น ยายยังขายที่ดินของตาอีกหลายแปลง ดูเหมือนยายแทบไม่เคยมีความสุข ผมใกล้ชิดกับยายมากพอจนถึงวาระสุดท้าย ผมคิดว่ายายหลงอยู่ในวังวนของความทุกข์ใจ น้อยครั้งจริง ๆ ที่ยายจะยิ้มอย่างเปิดเผย  

 

          3

          ผมเกิดปลายเดือนเมษายน ปี 2529 ตาหลงเหลือเพียงภาพถ่ายในตู้กระจก ผมมองภาพถ่ายนั้นตั้งแต่ยังเด็ก เป็นภาพถ่ายหน้าตรง ใบหน้าของตาคมคาย ผมและคิ้วดกหนา สันจมูกโด่ง แววตามุ่งมั่น แม้สีของภาพจะซีดเซียวจนดูเหมือนเป็นเพียงภาพวาด   

          เรื่องน่าพิศวงเกิดขึ้นตอนผมอายุสิบสี่ มีวันหนึ่งผมอยู่บ้านกับยายเพียงลำพัง เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่ผมได้พูดคุยกับตา ผมรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะนอกจากแม่แล้ว - เรื่องนี้เล่าให้ใครฟังกี่ครั้งก็ไม่เคยมีใครเชื่อผม แต่มันเกิดขึ้นจริง ๆ ในบ่ายอันร้อนอบอ้าววันหนึ่ง

          ผมกับยาย เรานั่งดูโทรทัศน์กันอยู่ในบ้าน จู่ ๆ ยายก็บอกว่ารู้สึกหน้ามืด ท่าทางยายดูกระวนกระวายใจ ผมจึงรีบหยิบเอายาลมในเชี่ยนหมากมาให้ และกดโทรศัพท์หาลุงให้มาพายายไปโรงพยาบาล แต่ยายบอกว่าไม่ต้องโทร ยายไม่ได้เป็นอะไร

          ในระหว่างที่เราพูดคุยกันอยู่นั้น จู่ ๆ เสียงของยายก็เปลี่ยน ยายยังคงมองผม แต่เปลือกตาของยายไม่กระพริบเลยแม้แต่ครั้งเดียว เสียงนั้นแหบแห้ง แบบที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อนในชีวิต ผมพยายามถามยาย ถามว่ายายเป็นอะไรไป แต่เสียงนั้นเป็นฝ่ายตอบกลับมา

          “ยายไม่พรือแล้ว ไม่เป็นไหรแล้ว อย่าห่วง อย่ากลัว นี่ตาเอง ตาอยู่นี่ อย่าเป็นห่วงยายเลย ตาคุ้มครองยายอยู่ตลอด

          ผมอึ้งไปเลย ทั้งกลัวและสับสน จะผละหนีไปเรียกหาใครก็ทำไม่ได้ ผมไม่กล้าสบตาคู่นั้น นอกจากร้องถามยาย เขย่าตัวยาย และบีบมือคู่นั้นเอาไว้แน่น

          ผมไม่กล้าคุยตอบเสียงนั้น แต่ผมฟังทุกคำพูดนั้น จนยายเริ่มได้สติคืนมา ยายน้ำตาคลอ ส่วนผมยังคงมึนงงและสับสนในสิ่งที่เกิดขึ้น ผมพยายามโทรหาลุงอีกครั้ง แต่ไม่มีใครรับสาย ผมบอกยายว่าจะพายายไปอนามัยให้ได้ แต่ยายห้ามและบอกว่าตัวเองไม่เป็นอะไรแล้วจริง ๆ เสียงของยายจริง ๆ คืนกลับมา ดวงตาคู่นั้นกะพริบและมองมาที่ผมอย่างเอ็นดู ยายโอบคอผมมาใกล้เหมือนที่ยายชอบทำ ผมได้กลิ่นหมากและกลิ่นพลูเหมือนที่คุ้นเคย ผมรู้สึกว่าน้ำตาตัวเองกำลังไหล เหมือนมีความตื้นตันใจบางอย่างที่ผมไม่สามารถจะเก็บกลั้นเอาไว้ได้

          ไม่กี่เดือนหลังจากนั้น เช้าวันหนึ่ง ยายก็จากผมไปอย่างสงบ

 

          ยังมีเรื่องน่าพิศวงอีกเรื่องเกิดขึ้นในสองปีต่อมา มีชายชราคนหนึ่งดั้นด้นเดินทางมาหาตาจากวัดทุ่งควาย แกบอกว่าเป็นสหายเก่า ผมของตาแก่หงอกขาว ผิวคล้ำกร้านแดด สวมเสื้อเชิ้ตมอม ๆ กางเกงยาว ผูกผ้าขาวม้าสีเลือดนก แกเดินตีนเปล่าฝ่าเปลวแดดมาตามถนนลูกรัง

          เมื่อป้าตอบแกว่า ตาตายไปเกือบยี่สิบปีแล้ว ชายชราส่ายหน้าและครุ่นคิด ผมเดาไม่ออกจริง ๆ ว่าแกรู้สึกอย่างไร สีหน้าของแกคาดเดาได้ยาก หากแกนึกเศร้าใจ ก็คงเพราะมีเหตุผลบางอย่างที่ดั้นด้นมาหา แต่ในเมื่อตาไม่อยู่แล้ว อะไรก็ตามที่จะบอกกันคงหมดความหมาย

          ในวันนั้น ผมนึกอยากให้ตายังไม่ตาย อยากให้เพื่อนทั้งสองคนได้พบกัน แต่สุดท้ายแล้วผมทำได้แค่มองชายชราเดินจากไป ท่ามกลางสายลมในฤดูร้อนที่พัดโกรก ใบยางสองข้างทางกำลังร่วงหล่น ภาพนั้นก่อให้เกิดเป็นความห่อเหี่ยวในจิตใจต่อมา ถนนสายนั้นเหมือนทอดยาวเข้ามาในตัวผม วางภาพอดีตและประวัติศาสตร์ขนาดย่นย่อของชุมชน ท่ามกลางความขัดแย้งและความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในโลกสมัยใหม่

 

          4

          ทุกวันนี้ ถนนสายนั้นกลายเป็นถนนลาดยางแอสฟัลท์ บ้านเรือนสองข้างทางผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด น้ำประปา ไฟฟ้า เสาสื่อสาร ผู้คนรุ่นก่อนล้มหายตายจาก ไม่มีใครปลูกข้าวไร่ข้าวนากันอีกแล้ว มีแค่ใบยางกับทางปาล์มที่ร่วงหล่นทับถม แต่บางสิ่งยังคงอยู่ เหมือนกับดวงวิญญาณที่ล่องลอยและสิงสถิตเหนือชุมชน

          ผมเคยได้พบเจอชายชราที่มีใบหน้าคล้ายคลึงกับเพื่อนของตาอีกหลายครั้งหลายหน บนถนนสายนั้น แต่ไม่เคยมีใครเข้าใจในสิ่งที่ผมพยายามบอก ราวกับว่าทุกคนไม่เคยมีใครเห็นเหมือนที่ผมเห็น จนบางครั้งผมอดคิดไม่ได้จริง ๆ ชายชราคนที่ผมได้พบในบ่ายวันนั้นคือชายชราคนเดียวกันที่เคยกล่าวเตือนตาระหว่างทางไปไร่ แม้ช่วงเวลาและความเป็นจริงของคนทั้งสองจะขัดแย้งกัน แต่ผมรู้สึกอยู่ลึก ๆ ว่าเรื่องราวทั้งหมดโยงใยกันอย่างนั้น

          แน่นอนอยู่แล้ว ผมไม่มีอะไรเลยจะใช้ยืนยัน นอกจากเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งที่มีผมเป็นผู้เขียน.

 

............................................................

 

หมายเหตุ:

  1. ทุ่งควาย ส่วนหนึ่งของตำบลเขาโร อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช
  2. บ้านในช่อง ส่วนหนึ่งของตำบลทับปริก อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่

 

............................................................

 

Link ที่เกี่ยวข้อง   

               “บางกอกไลฟ์นิวส์” เปิดรับ “เรื่องสั้น” และ “บทกวี” 

               วรรณกรรมออนไลน์