มนต์รักหนังสือเกาหลี : กว่าชื่น บางคมบาง
มนต์รักหนังสือเกาหลี
ไปเกาหลีมาหลายรอบ ในฐานะนักท่องเที่ยวโปรไฟลุกไฟไหม้ แม้จะเห็นมุม “เมืองส่งเสริมการอ่าน” อยู่บ้าง แต่เห็นไม่ชัดเท่าครั้งนี้ ซึ่งไปในฐานะตัวแทนสำนักพิมพ์คมบาง นำเสนอหนังสือไทยไปตลาดโลก อยากรู้เหมือนกันว่า ทำไมเกาหลีถึงเป็นประเทศรักการอ่าน ดารานักร้องอ่านกันเป็นเทรนด์จนนักอ่านไทยต้องอ่านตาม
การเก็บตกบรรยากาศต่าง ๆ ในครั้งนี้น่าจะบอกอะไรกับพวกเราได้บ้าง


นักอ่านเกาหลี กับแผนพัฒนาการอ่าน
เท้าความกันก่อนว่าการไปเกาหลีครั้งก่อน เป็นช่วงต้นปี 2024 ก่อนที่ ฮัน คัง นักเขียนหญิงชาวเกาหลีจะได้รับรางวัลโนเบล ปีนั้นคณะทัวร์พาไปเที่ยวห้องสมุด Starfield ซึ่งนั่นคือครั้งแรกที่ได้รู้จักห้องสมุดที่ใหญ่โตในห้างสรรพสินค้าและฮอลล์แสดงสินค้าขนาดใหญ่กลางย่านกังนัม พื้นที่ห้องสมุดอบอุ่นด้วยแสงแดดส่องสว่างผ่านกระจกด้านบน หนังสือจัดเรียงเต็มพื้นที่ มีบันไดเลื่อนกลางห้องสมุดขึ้นเดินเข้าสู่มหาสมุทรหนังสือสองชั้น และเป็นมุมที่นักท่องเที่ยวนิยมไปถ่ายรูป-เครื่องมือประกาศวัฒนธรรมการอ่านอันยิ่งใหญ่แห่งเกาหลี
.jpg)

ในครั้งนั้นได้เห็นป้ายโฆษณาในพื้นที่สาธารณะต่าง ๆ มีแต่หนังสือ นักเขียน ทั้งเกาหลีและต่างประเทศ และนั่นก็ทำให้สงสัยว่า รัฐบาลเกาหลีน่าจะมีข้อตกลงอะไรกับบริษัททัวร์ในการขนนักท่องเที่ยวไปปักหมุดถ่ายรูปเช็กอินที่ห้องสมุดแห่งนี้แน่นอน เพราะไม่ใช่แค่ทัวร์ไทย แต่มีทั้งมาเลย์ เวียดนาม และอื่น ๆ อีกหลายทัวร์
นั่นคือปี 2024 ที่เกาหลีประกาศแผนพื้นฐานเพื่อการส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่าน ฉบับที่ 4 (2024-2028) โดยกระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว -MCST (แบ่งกระทรวงเหมือนกับไทยเลย)


ปีเดียวกันนั้นเอง 10 ตุลาคม ฮัน คัง ได้รับรางวัลโนเบล อาจจะบอกได้ว่า นี่คือแผนการทำงานที่รัฐบาลเกาหลีวางไว้อย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน แสดงผลสำเร็จอย่างน่าชื่นชม
ครั้นไปเกาหลีอีกครั้ง หลัง ฮัน คัง ได้รับรางวัลโนเบล ร้านหนังสือทุกร้านที่ผ่านไป มีภาพป้ายโฆษณาแสดงความยินดีและนำเสนอหนังสือทุกเล่มของ ฮัน คัง เรียกว่าเฉลิมฉลองกันทั้งเมือง
Seoul International Book Fair 2026 งานหนังสือระดับโลกที่คนเกาหลีภาคภูมิ
ปีนี้ 2026 ในฐานะตัวแทนสำนักพิมพ์คมบาง มีโอกาสได้ร่วมงาน Seoul International Book Fair (SIBF) สนับสนุนโดยทางกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และสมาคมผู้จัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ทำให้มีโอกาสได้เห็นภาพประเทศรักการอ่านอย่างใกล้ชิดกว่าเดิม
SIBF - 24-28 มิถุนายน คือช่วงเวลาของนักอ่านเกาหลีที่จะได้พบนักเขียนและหนังสือจากสำนักพิมพ์ทั่วโลก รวมทั้งสำนักพิมพ์เกาหลีด้วย ทั้งมีเวทีเจรจาลิขสิทธิ์วรรณกรรมของเกาหลีและประเทศอื่น ๆ ในงานด้วย


ก่อนไปถึง Coex Hall ได้เดินเข้าไปในห้องสมุด Starfield อีกครั้ง ยังเช้า ด้านโถงกลางห้องสมุดวางผลงานศิลปะกระดาษขนาดใหญ่รูปใบหน้า สัญลักษณ์แทนการฉลองครบรอบ 9 ปี ผลงานของ Jungryun Kwon ถ้าจะบอกว่าห้องสมุดนี้มีไว้โชว์ก็พูดไม่ได้ เพราะตามโต๊ะทั้งชั้นบนและล่างก็มีชาวเกาหลีนั่งอ่านหนังสือกันสบาย ๆ ไม่ได้สนใจนักท่องเที่ยวที่เริ่มมาวนเวียนเดินขึ้นลงบันไดเลื่อนและถ่ายรูปเช็กอินกัน

งานหนังสือเริ่มสิบโมงเช้า แต่เจ้าหน้าที่เปิดให้เข้าก่อนเวลา เพื่อทยอยระบายคน ได้เห็นผู้คนต่อแถวเข้างานอย่างเป็นระเบียบ ยาวอ้อมฮอลล์ไปอีกด้าน มีแถวเรียงประมาณ 4 แถว ตอนเดินเข้าประตู เจ้าหน้าที่บอกให้ผู้เข้างานชูริสต์แบนด์ขึ้นเพื่อเช็กว่าซื้อบัตรเรียบร้อย
ใช่ นี่คืองานหนังสือที่มีค่าเข้างาน และเหมือนกับหลาย ๆ ประเทศที่งานหนังสือมีค่าเข้างาน เหมือนงานคอสเพลย์ เหมือนคอนเสิร์ตนั่นล่ะ เรียกว่าเป็นเรื่องปกติ ต่างจากประเทศไทยที่เข้าฟรี อันนี้พิเศษต่างจากประเทศอื่นจริง ๆ
ราคาบัตรสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 19 ปี 6,000 วอน (ค่าเงินช่วงนี้ราว 130 บาท) ผู้ใหญ่ 19 ปีขึ้นไป 12,000 วอน (ราว 260 บาท) แต่คนแน่นมากแม้จะต้องจ่ายค่าบัตร


ผู้คนทยอยเข้างานมาเรื่อย ๆ กระจายไปตามสำนักพิมพ์ที่สนใจ หลายคนพุ่งไปต่อแถวขอลายเซ็นนักเขียนก่อน ส่วนการตกแต่งบูทต้องบอกว่ายิ่งใหญ่งดงามและมีความเป็นศิลปะ ในโซน A จะเป็นสำนักพิมพ์ใหญ่และบูทจากประเทศต่าง ๆ ประเทศไทยอยู่ในโซนนี้ใกล้กับบูทประเทศเยอรมัน ข้างกันเป็นไต้หวัน แต่ละบูทล้วนแข่งกันตกแต่งโชว์ภาพ โชว์ความโดดเด่น โชว์คอนเซ็ปต์หนังสือต่าง ๆ ได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ
ที่เตะตาในความง่ายแต่มีดีไซน์คือสำนักพิมพ์หนึ่งของเกาหลี ที่ทำปกเป็นสีต่าง ๆ ไล่เฉดไล่โทนโดยที่ไม่มีภาพอื่นใดบนหน้าปกนอกจากชื่อหนังสือและผู้แต่ง ว้าวสุด เวลาจัดวางเรียงกันแล้วสวยมาก


เดินเลยเข้าไปด้านในซึ่งเป็นโซนหนังสือทำมือ มีความเป็นงานคราฟต์ งานศิลปะทำมือเก๋ ๆ เช่น หนังสือป๊อปอัป หรือการตัดกระดาษสามมิติ การตัดกระดาษเป็นรูปต่าง ๆ การวาดภาพและตกแต่งหนังสือแบบทำมือทำด้วยใจ
เวทีกิจกรรมมีทั้งในบูทของแต่ละประเทศ และเวทีใหญ่ บูทไต้หวันใกล้ ๆ เวทีของนักเขียนไต้หวันพบปะนักอ่านเกาหลีแบบใกล้ชิดเลยทีเดียว
ผู้คนหนาแน่นในช่วงใกล้เที่ยงยาวๆ ไป มีทุกเพศทุกวัย วัยรุ่นมากหน่อย เดินทั่วๆ งานก็ให้ตื่นตาตื่นใจจริงๆ

Seoul Real Book Fair แค่แอบส่องบรรยากาศก็อบอุ่นใจ
อีกงานหนังสือ ชื่อว่า Seoul Real Book Fair จัดขึ้น ในช่วงเวลาเดียวกัน 25-28 มิถุนายน ซ้อนกันเกือบเป๊ะกับงาน SIBF จัดโดยกลุ่มสำนักพิมพ์ทางเลือกในเกาหลี ที่ Nodeul Lounge เกาะโนดึล เกาะกลางแม่น้ำฮัน
งานนี้เกิดจากการที่ผู้จัดมองว่างาน SIBF นั้นเป็นงานของสำนักพิมพ์ใหญ่ ๆ จนหลงลืมสำนักพิมพ์อิสระต่าง ๆ ไป จึงร่วมกันจัดงานที่เน้นแก่นสาระของหนังสือมากกว่าธุรกิจ


ต้องบอกว่าเสียดายมากที่ไปถึงก็หมดเวลาชมงานพอดี ได้แต่มองร้านค้าที่อยู่ในฮอลล์เล็ก ๆ เห็นบรรยากาศงานหนังสือแบบอบอุ่น มีโซนโต๊ะสำนักพิมพ์ มุมกิจกรรมเด็กน่ารัก
ฮอลล์ใกล้กันเป็นพื้นที่ห้องสมุดเก๋ ๆ ที่มีที่นั่งยันที่นอนสบาย จะอ่านหนังสือ เล่นโทรศัพท์ นอนมองท้องฟ้าและสนามหญ้าสีเขียว และจะนอนหลับนอนกรนก็ไม่มีใครว่า...
อาคาร Nodeul Lounge แห่งนี้เป็นพื้นที่อิสระมาก เน้นสเปซสำหรับพัก ใช้ชีวิตสงบงาม สามารถไปนั่งทอดสายตาได้ในทุกจุด วิวสวย มีเสน่ห์ โดยเฉพาะช่วงพระอาทิตย์ตกสวยมาก

คลองสายนักอ่านที่ชื่อ ชองกเยชอน
อีกกิจกรรมการอ่านที่ขึ้นชื่อมาก คือการอ่านในพื้นที่สาธารณะ รัฐพยายาม “เสิร์ฟ” หนังสือถึงมือผู้คนในทุกจุด สร้างเทรนด์การอ่านให้เป็นเรื่องเท่ ๆ เป็นจุดถ่ายรูป ต้อนรับท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวต่างชาติก็ยังต้องมาเช็กอิน อวดโซเชียล
คลองชองกเยชอนเคยมีทางด่วนคร่อม ทำให้คลองกลายเป็นแหล่งเสื่อมโทรม น้ำเน่าเสีย จนรัฐบาลแก้ไขเมืองครั้งยิ่งใหญ่ด้วยการรื้อทางด่วนทิ้ง แล้วบำบัดคลองให้กลับมาใสแจ๋ว กลายเป็นสถานที่พักผ่อนออกกำลังกายของชาวเมืองโซล เส้นทางเลียบคลองกว่า 5 กิโลเมตร (คลองยาวทั้งเส้นยาวประมาณ 10 กิโลเมตร) ปรับภูมิทัศน์งดงาม สองข้างทางเป็นทางเดินเรียบกริบทอดยาวตลอดแนว สำหรับเดินออกกำลัง ด้านต้นคลองเป็นจุดนัดพบสำหรับกิจกรรมดี ๆ โดยเฉพาะห้องสมุดกลางแจ้ง ที่จัดขึ้นทุกวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ มีเบาะนั่งริมคลองพร้อมหนังสือในกล่องให้เลือกอ่าน เย็นย่ำก็มีไฟอ่านหนังสือให้ด้วย



แวะไปตอนค่ำบรรยากาศดีมาก ๆ แสงไฟสร้างบรรยากาศชวนหลงใหล ผู้คนมานั่งริมน้ำสบาย ๆ เบาะรองนั่งมีพนักพิง ทำให้นั่งได้นานไม่เมื่อย มีหนังสือมากมายทั้งสำหรับผู้ใหญ่และเด็ก ทั้งภาษาเกาหลีและภาษาอังกฤษ ชาวเกาหลีอ่านกันจริง ๆ บางคนก็นั่งเอาเท้าแช่น้ำเย็น ๆ ไปด้วย บ้างมาเป็นกลุ่ม บ้างมาเป็นคู่รักหวาน ๆ น้ำตาลกระจาย โอย ช่างเป็นเมืองที่นั่งจีบกันได้อย่างอิ่มใจมาก
ห้องสมุดริมน้ำแห่งนี้มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลประจำจุดสังเกตสังกานักอ่าน หากใครมีปัญหาก็สอบถามได้ตลอดเวลา แถมยังคอยจัดหนังสือในกล่องให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เป็นบรรยากาศที่ควรได้ไปทดลองสักครั้ง มันชื่นชีวาจริง ๆ


ออกเดินทางด้วยหนังสือ
อย่างที่บอกไปตั้งแต่ต้นว่า มางาน SIBF เป็นหลัก จึงทำให้ได้คุยกับสำนักพิมพ์เกาหลีบ้าง คุณ Yon Kim จาก The Choicemaker เล่าว่า คนอ่านเกาหลีลดลง (พวกเราได้แต่เอ๊ะ ว่านี่ลดแล้วเหรอ) ยอดขายหนังสือทั่วไปก็ไม่ได้สูงมาก บางปกอาจจะอยู่ที่ยอดเพียง 1-2 พันเล่ม รัฐก็พยายามในการสร้างกลุ่มอ่าน “หน้าใหม่” ให้มากขึ้น อย่างที่มีกิจกรรมส่งเสริมการอ่านกันทั้งเมือง
ส่วนร้านหนังสือที่พบเห็นทั่วไป เป็นร้านไม่ใหญ่นัก ตามจุดท่องเที่ยวมีร้านหนังสือซ่อนอยู่ ซึ่งนักท่องเที่ยวสายช้อปอาจจะมองไม่เห็น เพราะหน้าร้านจะออกเรียบ ๆ ร้านกาแฟหลายร้านที่ผ่านไปก็มีหนังสือให้อ่าน หนังสือดูเหมือนจะเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตที่รัฐคอยสนับสนุนส่งต่อนำเสนอให้สังคมอย่างสม่ำเสมอ สำคัญสุดคือพื้นที่ทำกิจกรรม โซลมีพื้นที่สาธารณะมากมายให้ไปนั่งสบาย ๆ จะทำกิจกรรมอะไรก็ได้ นอกจากคลองชองกเยชอน ริมแม่นำฮันก็เป็นพื้นที่ประชาชน (อาคารร้านค้าต่าง ๆ จะสร้างบนโป๊ะขนาดใหญ่ในแม่น้ำ ไม่มีการสร้างอาคารถาวร) สามารถนอนเล่นริมแม่น้ำฮันพร้อมอ่านหนังสือก็ยังได้ มีเสื่อนอนให้เช่า ให้เช่ากระทั่งเต็นท์สำหรับนอนแบบเป็นส่วนตัวสุด ๆ


ก่อนกลับไทย ที่สนามบินอินชอนได้แวะไป Starbucks ซึ่งมีหนังสือมากมายแบบจัดเต็ม สำหรับให้นักเดินทางได้เลือกซื้อ แถมยังมีมุมอ่านให้อ่านรอเครื่องบินด้วย
ผู้คนที่กำลังจะเดินทาง นอกจากมาหากาแฟกินก็ยังแวะมาเลือกหนังสือสำหรับอ่านระหว่างเดินทาง และจะว่าไปหนังสือก็คือการเดินทางภายในเช่นกัน เป็นการเดินทางอีกมิติ


ได้เดินทางเพื่อพบเห็นบรรยากาศการอ่านดี ๆ ก็ทำให้ย้อนมองบ้านเมืองตัวเอง
ทำอย่างไรให้คนได้รู้จักการเดินทางด้วยหนังสือ เพื่อให้ใจรู้จักความเงียบที่เปี่ยมอารมณ์อยู่ข้างใน
//............................
หมายเหตุ : มนต์รักหนังสือเกาหลี : คอลัมน์ “กว่าชื่น On Repeat” โดย กว่าชื่น บางคมบาง : บางกอกไลฟ์นิวส์
//...........................
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง "กว่าชื่น On Repeat"