วัดที่ไม่มีเรื่องโป๊ อาจมีอยู่แค่ในจินตนาการของเรา : อานันท์ นาคคง

วัดที่ไม่มีเรื่องโป๊ อาจมีอยู่แค่ในจินตนาการของเรา

 

 

          เมื่อหมอลำซิ่งถูกวิจารณ์ในนามของศีลธรรม เราอาจต้องย้อนกลับมาถามก่อนว่า วัดในความทรงจำของชุมชนไทยเคยเป็นพื้นที่แบบไหนกันแน่….

 

          ขออนุญาตอ้างถึงโพสต์ของ อ.ดร.ยุทธพงศ์ มาตย์วิเศษ หัวข้อ “โป๊เปลือยในวัด ทัศนะเรื่องหมอลำซิ่ง” https://www.facebook.com/share/p/1DPkAU4Nk5/?mibextid=wwXIfr ท่านกล่าวว่า ข้อถกเถียงเรื่องหมอลำซิ่งในวัดมักตั้งอยู่บนแนวคิดว่า วัดเป็นพื้นที่ศีลธรรม แต่ในอีกมุมหนึ่ง วัดแต่เดิมเป็นพื้นที่สาธารณะของชุมชน เป็นทั้งสถานที่ประกอบศาสนกิจ งานบุญ ตลาด และมหรสพต่าง ๆ รวมถึงหมอลำ โดยในอีสานหลายแห่งเคยมี “ฮ่านหมอลำ” สร้างไว้รองรับการแสดงโดยเฉพาะ อาจารย์ยุทธพงษ์จึงตั้งคำถามว่า การตัดสินหมอลำซิ่งจากเรื่องการแต่งกายเพียงอย่างเดียว อาจทำให้มองข้ามประวัติศาสตร์ของวัดและชุมชน เพราะแม้ในศิลปกรรมของวัดเองก็ปรากฏภาพเกี่ยวกับเรื่องเพศและกามารมณ์อยู่ไม่น้อย ประเด็นสำคัญจึงอาจไม่ใช่การแยกศาสนาออกจากความบันเทิงอย่างเด็ดขาด หากเป็นการทำความเข้าใจว่าวัดเคยเป็นพื้นที่ที่ศรัทธา วิถีชีวิต และวัฒนธรรมของชาวบ้านดำรงอยู่ร่วมกันมาอย่างยาวนาน

 

 

          น่าสนใจกับคำว่า “วัดเป็นพื้นที่ศีลธรรม” ซึ่งท่านกล่าวว่าเป็นจินตนาการใหม่ที่เพิ่งถูกสร้างขึ้น และได้รับการสำทับด้วยกฎหมาย ระเบียบ และชุดความคิดสมัยใหม่บางประการ ประโยคนี้อาจฟังแรงสำหรับหลายคน แต่ก็ชวนให้ย้อนมองประวัติศาสตร์ของวัดในฐานะ “พื้นที่สาธารณะของชุมชน” ว่าครั้งหนึ่งเคยมีบทบาทกว้างขวางกว่าการประกอบศาสนกิจเพียงอย่างเดียว

 

 

          ผมชอบตลาดในวัด และชอบงานวัด เพราะทุกครั้งที่เดินเข้าไปจะได้เห็นภาพของผู้คนหลากหลายมารวมตัวกันอยู่ในที่เดียว เด็กวิ่งเล่น ผู้เฒ่านั่งคุยกัน แม่ค้าตั้งร้านขายของ พระเดินผ่านไปมา เสียงประกาศ เสียงดนตรี และกลิ่นอาหารลอยปะปนอยู่ในอากาศ ทุกอย่างอาจไม่ได้เงียบสงบตามอุดมคติของใครบางคน แต่เต็มไปด้วยชีวิตที่กำลังดำเนินอยู่จริง

 

 

          ที่ผ่านมา งานวัดไม่ได้มีแต่เทศน์มหาชาติหรือสวดมนต์เท่านั้น รำวง ลำตัด เพลงอีแซว หนังตะลุง หนังกลางแปลง ลิเก หมอลำ และมหรสพอีกนานาชนิด ล้วนเคยเป็นส่วนหนึ่งของงานบุญและงานประจำปีของวัดมาแล้วทั้งนั้น หลายอย่างเต็มไปด้วยมุกตลก การหยอกล้อ การเกี้ยวพาราสี และเสียงหัวเราะของผู้ชม บางครั้งก็มีเนื้อหาสองแง่สองง่ามอยู่ไม่น้อย เพียงแต่ไม่ได้มาในรูปแบบของการแต่งกายน้อยชิ้นเท่านั้นเอง

 

 

          หรือหากเรามองประวัติศาสตร์ดนตรีไทยสมัยใหม่ให้ดี จะยิ่งพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างวัดกับความบันเทิงของชาวบ้านแนบแน่นกว่าที่หลายคนคิด ไม่ใช่เฉพาะหมอลำเท่านั้น แม้แต่เพลงลูกทุ่งไทยเองก็เติบโตขึ้นมาพร้อมกับงานวัด เวทีประกวดร้องเพลง งานฉลองประจำปี งานปิดทองฝังลูกนิมิต งานกฐิน งานผ้าป่า และมหรสพกลางแจ้งอีกนับไม่ถ้วน ก่อนจะมีโทรทัศน์ ก่อนจะมีอินเทอร์เน็ต ก่อนจะมีแพลตฟอร์มดิจิทัล เวทีวัดคือพื้นที่สำคัญที่ทำให้นักร้องได้พบผู้ฟัง ทำให้วงดนตรีได้ทดลองเพลงใหม่ และทำให้ศิลปินจำนวนมากมีที่ยืนในสังคม

 

 

          ในอีกด้านหนึ่ง งานวัดยังเป็นกลไกทางเศรษฐกิจที่หล่อเลี้ยงศิลปินพื้นบ้าน นักดนตรี ลูกทุ่ง หมอลำ ลิเก หนังตะลุง หนังกลางแปลง ตลอดจนพ่อค้าแม่ค้าจำนวนมากมาหลายชั่วอายุคน หากตัดวัดออกจากประวัติศาสตร์ดนตรีและมหรสพของไทย เรื่องราวจำนวนมากอาจอธิบายได้ไม่ครบถ้วน เพราะวัดไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา หากยังเป็นหนึ่งในเวทีวัฒนธรรมที่สำคัญที่สุดของสังคมไทยมาอย่างยาวนาน

 

 

          เมื่อมองย้อนกลับมาที่ข้อถกเถียงเรื่องหมอลำซิ่งในวัด ผมจึงรู้สึกว่าคำถามสำคัญอาจไม่ใช่เรื่องความยาวของกระโปรงเพียงอย่างเดียว หากเป็นเรื่องที่ใหญ่กว่านั้น คือเรากำลังเข้าใจวัดเป็นพื้นที่แบบไหนกันแน่ หากวัดเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ก็ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีทั้งศรัทธา ความบันเทิง ความสุข ความทุกข์ และกิจกรรมหลากหลายรูปแบบอยู่ร่วมกัน

 

 

          อีกเรื่องที่น่าคิดคือ ภาพจำของคนทั่วไปมักมองพระในฐานะคนดี ผู้สงบระงับ ผู้ทรงศีล ผู้ควรเป็นแบบอย่าง จนบางครั้งลืมไปว่าพระก็คือมนุษย์ที่กำลังฝึกฝนตนเองอยู่เช่นกัน การบวชไม่ได้ทำให้กิเลสหายไปในทันที หากเป็นการยอมรับว่ากิเลสยังมีอยู่ และฝึกตนเพื่อรู้เท่าทันมันในแต่ละวัน

 

 

          ถ้าเรากังวลว่าพระจะเสียศีลเพราะเห็นหมอลำซิ่ง เห็นผู้หญิงแต่งตัวสวย หรือเห็นสิ่งยั่วยุต่าง ๆ ก็อาจต้องถามต่อว่าแล้วตลอดชีวิตของพระจะอยู่กับโลกอย่างไร ในเมื่อโลกเต็มไปด้วยสิ่งที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจอยู่ตลอดเวลา พระในอดีตก็อยู่กลางชุมชน อยู่ใกล้ตลาด อยู่ท่ามกลางงานบุญ งานศพ งานรื่นเริง และเรื่องวุ่นวายของชาวบ้านมาโดยตลอด ชีวิตสงฆ์ไม่ใช่การอยู่ในห้องปลอดเชื้อ หากเป็นการฝึกใจท่ามกลางโลกที่เป็นจริง

 

          

          แน่นอน ความสนุกไม่จำเป็นต้องมาพร้อมความโป๊ รำวงก็สนุก ลำตัดก็สนุก เพลงอีแซวก็สนุก ตลกพื้นบ้านก็ทำให้คนหัวเราะกันได้ทั้งคืนโดยไม่ต้องนุ่งผ้าสั้น ความเหมาะสมจึงยังเป็นเรื่องที่พูดคุยกันได้เสมอ แต่การถกเถียงเรื่องนี้อาจจะมีน้ำหนักมากขึ้น หากเรายอมรับก่อนว่าวัดในอดีตไม่เคยเป็นพื้นที่ที่มีเพียงความเงียบสงบ และชาวบ้านก็ไม่เคยเข้าวัดเพื่อฟังเทศน์เพียงอย่างเดียว

 

 

          วัดควรสะอาด เป็นระเบียบ และเอื้อต่อการปฏิบัติธรรม แต่ไม่จำเป็นต้องสะอาดจนไม่มีมนุษย์ เพราะมนุษย์ทุกคนล้วนมีความไม่สมบูรณ์ติดตัวมาด้วยกัน หากเปิดประตูรับเฉพาะคนที่ดีพร้อม วัดก็คงเหลือเพียงความว่างเปล่า

 

 

          และเมื่อมองให้ไกลกว่าข้อถกเถียงเรื่องหมอลำซิ่ง เราอาจพบว่าวัดมีความหมายมากกว่าพื้นที่ของคนดี วัดคือสถานที่ที่ผู้คนใช้ชีวิตร่วมกันมาตั้งแต่เกิดจนตาย เด็กถูกอุ้มเข้าวัดเพื่อทำบุญ ผู้ชายจำนวนไม่น้อยเคยบวชเรียน คนชรามาแสวงหาความสงบ และเมื่อถึงวันสุดท้ายของชีวิต ญาติพี่น้องก็มาพบกันที่วัดอีกครั้ง

 

 

          ไม่ว่าจะเป็นพระ เณร หมอลำ แม่ค้า ครู อาจารย์ นักการเมือง นักธุรกิจ หรือชาวบ้านธรรมดา สุดท้ายปลายทางของชีวิตก็มักพาเรากลับมาสู่สถานที่แห่งนี้เหมือนกัน ที่นั่นมีทั้งเสียงสวด เสียงร้องไห้ เสียงสนทนาของผู้คน และความเงียบที่ทำให้เรานึกถึงความไม่เที่ยงของชีวิต

 

 

          บางทีวัดจึงไม่ได้มีไว้เพื่อแยกคนบริสุทธิ์ออกจากคนไม่บริสุทธิ์ ไม่ได้มีไว้รองรับเฉพาะผู้ที่ดีพร้อมแล้ว หากมีไว้สำหรับมนุษย์ที่กำลังเรียนรู้ กำลังผิดพลาด กำลังแสวงหา และกำลังเดินทางไปสู่ปลายทางเดียวกัน

 

 

          เพราะในที่สุดแล้ว ไม่ว่าเราจะเป็นใคร แต่งกายแบบไหน มีชื่อเสียงเพียงใด หรือยืนอยู่ในสถานะใดของสังคม เราล้วนเป็นมนุษย์ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปไม่ต่างกัน

 

 

          บางทีนี่อาจเป็นเหตุผลที่วัดยังคงมีความหมายต่อสังคมมาจนทุกวันนี้ ไม่ใช่เพราะวัดเป็นสถานที่ของคนดีพร้อม หากเป็นสถานที่ที่เปิดประตูต้อนรับมนุษย์ธรรมดา ๆ ให้เข้ามาเรียนรู้ชีวิต ความไม่เที่ยง และความเป็นจริงของตนเอง ไม่ว่าจะเดินเข้ามาพร้อมเสียงสวด เสียงหมอลำ เสียงหัวเราะ หรือเสียงร่ำไห้ก็ตาม

 

 

          ขอแถมอีกหน่อย แม้จะเป็นเรื่องที่เพ้อเจ้อมากขึ้น คืออนาคตของวัดกับเรื่องโป๊

 

 

          ถ้ามองในระยะยาว ผมคิดว่าอนาคตของวัดกับเรื่องโป๊คงไม่ใช่การหายไปของเรื่องโป๊ แต่เป็นการเปลี่ยนรูปแบบของการต่อรองกันมากกว่า

 

 

          ในอดีต เรื่องเพศปรากฏอยู่ในฮูปแต้ม นิทานชาดก วรรณกรรมพื้นบ้าน เพลงเกี้ยวพาราสี ลำตัด เพลงอีแซว และมหรสพของชุมชน ผู้คนรับรู้ว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ แม้จะไม่ได้พูดถึงตรง ๆ ตลอดเวลา

 

 

          ปัจจุบัน สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่การมีอยู่ของเรื่องเพศ แต่คือเทคโนโลยีการมองเห็น ทุกคนมีโทรศัพท์ ทุกคนถ่ายภาพได้ ทุกคนเผยแพร่ได้ในไม่กี่วินาที การแสดงหมอลำซิ่งในลานวัดแห่งหนึ่งจึงไม่ได้ถูกดูโดยคนในหมู่บ้านเท่านั้น แต่ถูกดูโดยคนทั้งประเทศที่ไม่รู้บริบทของงานนั้นเลย

 

 

          อนาคตจึงอาจไม่ได้เป็นการถกเถียงว่า “โป๊หรือไม่โป๊” เท่านั้น แต่เป็นการถกเถียงว่า ใครมีสิทธิ์กำหนดความเหมาะสม ระหว่างชุมชนท้องถิ่น รัฐ คณะสงฆ์ สื่อมวลชน และสังคมออนไลน์

 

 

          ผมคิดว่าวัดจะเผชิญโจทย์ใหม่ที่ยากกว่าเรื่องหมอลำซิ่งมาก นั่นคือการอยู่ร่วมกับโลกดิจิทัล ในวันที่เด็กวัด เณรน้อย พระหนุ่ม หลวงลุง หลวงตา และญาติโยมพุทธบริษัท เข้าถึงภาพโป๊จากโทรศัพท์และจอโน้ตบุ๊คได้ง่ายกว่าการเดินไปดูหมอลำที่วัดหลายร้อยเท่า การถกเถียงเรื่องกระโปรงบนเวทีอาจเป็นเพียงปลายยอดของภูเขาน้ำแข็ง ขณะที่โลกออนไลน์กำลังเปลี่ยนวิธีเรียนรู้เรื่องเพศของผู้คนทั้งสังคม

 

 

          บางทีคำถามในอนาคตอาจไม่ใช่ว่า “จะกันเรื่องโป๊ออกจากวัดอย่างไร” แต่อาจเป็น วัดจะช่วยให้ผู้คนเข้าใจความเป็นมนุษย์ ความปรารถนา และการอยู่ร่วมกับกิเลสอย่างมีสติได้อย่างไร

 

 

          เพราะตราบใดที่ยังมีมนุษย์ เรื่องเพศก็คงไม่หายไปจากโลก

 

 

          และตราบใดที่วัดยังเป็นพื้นที่ของมนุษย์ เรื่องเหล่านี้ก็คงยังเดินผ่านเข้ามาในวัดอยู่เสมอ เพียงแต่ในแต่ละยุคสมัย มันสวมเสื้อผ้าไม่เหมือนเดิมเท่านั้นเอง

 

 

          ปล.กุฏิหลวงตามีไวไฟบริการมานานแล้ว อนุโมทนาบุญนะคุณโยม

 

 

//............................

 

หมายเหตุ : วัดที่ไม่มีเรื่องโป๊ อาจมีอยู่แค่ในจินตนาการของเรา : คอลัมน์ “เสียงโลก เสียงเรา” โดย อานันท์ นาคคง : บางกอกไลฟ์นิวส์

 

//...........................

 

อ่านบทความเกี่ยวข้อง "คอลัมน์ เสียงโลก เสียงเรา"