The Furious ระบำนักรบ ดนตรีแจ๊ส ปี่พาทย์ไม้แข็ง ในหนังบู๊พหุวัฒนธรรมเอเชีย จากตาและหูของนักมานุษยวิทยาดนตรีคนหนึ่ง : อานันท์ นาคคง

The Furious ระบำนักรบ ดนตรีแจ๊ส ปี่พาทย์ไม้แข็ง ในหนังบู๊พหุวัฒนธรรมเอเชีย จากตาและหูของนักมานุษยวิทยาดนตรีคนหนึ่ง 

 

 

          เมื่อคืนผมเพิ่งไปดูหนัง The Furious มา ชื่อไทยว่า คนเดือดระห่ำ

 

          วันนี้เพิ่งอ่านงานวิจารณ์ของนักเขียนท่านหนึ่งซึ่งกล่าวว่าเป็น “หนังไร้สาระ” และให้คะแนนสาระเพียง 2/10 

 

          อ่านแล้วก็อดคิดตามไม่ได้ ไม่ใช่เพราะผมเห็นต่างเรื่องความชอบไม่ชอบ หากสงสัยว่า เราใช้เกณฑ์อะไรในการตัดสินคำว่า “สาระ” กันแน่

 

          ขออนุญาตใช้ตาและหูของนักมานุษยวิทยาดนตรีคนหนึ่งส่องหนังบ้าง

 

 

 

 

1. ภาพยนตร์พหุวัฒนธรรมแห่งเอเชีย

 

          The Furious เป็นภาพยนตร์แอ็กชันความยาว 113 นาที กำกับโดย เคนจิ ทานิงากิ นักออกแบบคิวบู๊ชาวญี่ปุ่น ได้รับการสนับสนุนจากบริษัท Edko Films ของฮ่องกง  ดูแลโดยโปรดิวเซอร์ชื่อดัง บิล คอง ผู้เคยมีบทบาทสำคัญในภาพยนตร์ระดับนานาชาติหลายเรื่อง ร่วมทุนสร้างกับบริษัท XYZ Films จากสหรัฐอเมริกา และจัดจำหน่ายทั่วโลกโดย Lionsgate เปิดตัวรอบปฐมทัศน์โลกที่เทศกาลหนังนานาชาติโตรอนโตในปี 2025 ฉายในประเทศไทยรอบแรกเมื่อ 18 มิถุนายน 2026

 

          ภาพยนตร์ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ผสมภาษาจีนและภาษาไทย ถ่ายทำในกรุงเทพเป็นเวลาหลายเดือน มีทีมงานไทยจำนวนมากในการสร้างสรรค์งานเบื้องหลัง ทีมนักแสดงและสตันท์มาจากหลากหลายประเทศในเอเชีย ตั้งแต่จีน ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ฮ่องกง ไทย ไปจนถึงสหรัฐอเมริกา ทำให้ตัวหนังมีลักษณะเป็นโครงการข้ามชาติอย่างชัดเจนทั้งในระดับทุนสร้าง บุคลากร และเนื้อหา

 

          รายชื่อนักแสดงเพียงอย่างเดียวก็สะท้อนความเป็นพหุวัฒนธรรมได้อย่างน่าสนใจ เซี่ยเหมียว นักแสดงจีนผู้เติบโตมาจากยุคภาพยนตร์กำลังภายในรุ่นหลังเจ็ท ลี รับบทหวังเว่ย ชายผู้ต้องออกตามหาลูกสาว(รับบทโดยหยางเอินโหย่ว)ที่ถูกลักพาตัวไป ขณะที่โจ ทาสลิม นักแสดงและอดีตนักกีฬายูโดทีมชาติอินโดนีเซีย รับบทนาวิน นักข่าวภาคสนามที่กำลังสืบสวนเครือข่ายค้ามนุษย์ข้ามชาติและตามหาภรรยา (มาทิอา รับบทโดยจีจ้า ญาณิน นักแสดงหญิงชาวไทย) ที่หายตัวไปอย่างลึกลับ นอกจากนี้ยังมียายาน รูเฮียน นักแสดงสายบู๊ชาวอินโดนีเซียผู้โด่งดังจาก The Raid รับบทนักฆ่ามือฉมังผู้ใช้ธนูเป็นอาวุธหลัก ร่วมปรากฏตัวในเรื่อง พร้อมด้วยโดนัท มนัสนันท์ ตำรวจหญิง ไบรอัน ลี นักฆ่าจอมพลัง และโจอี้ อิวานากะ ลูกเขยมาเฟียสุดเพี้ยน ที่เข้ามาเติมสีสันให้กับโลกของตัวร้ายและเครือข่ายอาชญากรรมในเรื่อง

 

          พล็อตเรื่องไม่ซับซ้อนอะไร เป็นแนวทวงความแค้น พ่อตามหาลูกที่โดนลักพาตัว ผัวตามหาเมียที่หายไป และนำไปสู่การทำลายแก๊งมาเฟีย แต่ผมรู้สึกว่ากำลังดูภาพยนตร์ที่รวบรวมประวัติศาสตร์หนังบู๊เอเชียตลอดหลายทศวรรษมาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน จีนนำประเพณีวูซูและมรดกของภาพยนตร์กำลังภายในเข้ามา อินโดนีเซียนำพลังของปันจักสีลัตและความดิบแบบ The Raid เข้ามา ญี่ปุ่นนำประสบการณ์ด้านการออกแบบคิวบู๊และภาษาภาพยนตร์ร่วมสมัยเข้ามา ขณะที่ประเทศไทยมอบพื้นที่ เมือง ผู้คน และแรงงานสร้างสรรค์ให้กลายเป็นฉากหลังของเรื่องราวทั้งหมด เนื้อหาของภาพยนตร์เองก็ว่าด้วยปัญหาที่ข้ามพรมแดน ไม่ว่าจะเป็นการค้ามนุษย์ ความรุนแรง การคอร์รัปชัน อาชญากรรมข้ามชาติ หรือการเคลื่อนย้ายผู้คนในโลกยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่หลายประเทศในเอเชียกำลังเผชิญร่วมกัน ดังนั้น ก่อนที่ผมจะมองเห็น The Furious เป็นหนังบู๊ ผมกลับมองเห็นมันเป็นพื้นที่สนทนาทางวัฒนธรรมของเอเชีย เป็นพื้นที่ที่ผู้คนจากหลากหลายภาษาชาติพันธุ์ และหลากหลายประวัติศาสตร์ กำลังสื่อสารกันผ่านร่างกายและการเคลื่อนไหวบนจอเดียวกัน

 

2. สุนทรียศาสตร์แห่งความรุนแรง

 

          หากตัดพล็อตเรื่องออกไปชั่วคราว สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของผมมากที่สุดใน The Furious ไม่ใช่การต่อสู้ แต่คือสุนทรียะของการเคลื่อนไหว หลายช่วงให้ความรู้สึกราวกับกำลังดูนาฏศิลป์ร่วมสมัย มากกว่ากำลังดูหนังบู๊ตามความหมายทั่วไป ยอมรับตามตรงว่าในบางช่วงผมเผลอมองความบาดเจ็บและความตายบนจอว่างดงาม ไม่ใช่เพราะชอบความรุนแรง หากเพราะกำลังเห็นความสามารถของมนุษย์ในการเปลี่ยนความรุนแรงให้กลายเป็นศิลปะ นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ในประวัติศาสตร์มนุษย์ มหากาพย์สงคราม โขน งิ้ว คาบูกิ มวยไทย ซูโม่ ภาพยนตร์ซามูไร หรือหนังบู๊ฮ่องกง ต่างอาศัยความขัดแย้ง การต่อสู้ และความเสี่ยงของชีวิตเป็นวัตถุดิบในการสร้างสุนทรียะ The Furious เองก็กำลังเดินอยู่บนเส้นทางเดียวกัน เพียงใช้ภาษาของศิลปะร่วมสมัยในการเล่าเรื่อง

 

          นักแสดงแต่ละคนมีทิศทางการแอคชั่นของตนเองอย่างชัดเจน เซี่ยเหมียวเคลื่อนไหวอย่างหนักแน่น แม่นยำ โจ ทาสลิมใช้ร่างกายอย่างดุดัน เต็มไปด้วยแรงปะทะ ขณะที่ยายาน รูเฮียน ไบรอัน ลี โจอี้ อิวานากะ มีคุณสมบัติพิเศษที่ทำให้ทุกการเคลื่อนไหวดูมีจังหวะเฉพาะตัวราวกับนาฏศิลปินที่กำลังเต้นรำอยู่กลางสมรภูมิ เมื่อผู้คนจากสำนักการต่อสู้และวัฒนธรรมการแสดงที่แตกต่างกันมาพบกันบนจอ สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงการต่อสู้ หากเป็นระบำนักรบ ที่สนทนาแลกเปลี่ยนภาษาการเคลื่อนไหวผ่านจังหวะ น้ำหนัก และพื้นที่ หลายฉากมีลักษณะคล้ายการผลัดกันโซโล แต่ละคนมีช่วงเวลาของตนเอง มีภาษกายของตนเอง มีจังหวะช้าเร็วและจังหวะพักของตนเอง ผู้ชมไม่ได้กำลังลุ้นว่าใครจะชนะ แต่กำลังเฝ้ามองว่าศิลปินแต่ละคนจะสร้างลีลาของตนเองอย่างไรภายในพื้นที่เดียวกัน

 

          ความน่าสนใจเหล่านี้เกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดงาน cinematography ที่เฉียบคม หนังแอ็กชันจำนวนมากในยุคหนึ่งนิยมตัดภาพอย่างรวดเร็วจนผู้ชมแทบมองไม่เห็นว่าร่างกายกำลังทำอะไรอยู่ แต่ The Furious เลือกอีกแนวทางหนึ่ง กล้องจำนวนมากทำหน้าที่เป็นพยาน เฝ้ามอง ติดตาม และเปิดพื้นที่ให้การเคลื่อนไหวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องภายในเฟรม ผู้ชมจึงมองเห็นการเดินทางของร่างกายในพื้นที่ เห็นจังหวะการเข้าหาและถอยห่าง เห็นการจัดวางมวลของตัวละคร เห็นการครอบครองพื้นที่ และเห็นความสัมพันธ์ระหว่างร่างกายกับสถาปัตยกรรมรอบตัว ฉากต่อสู้บนรถสิบล้อ กำแพง บันได ทางเดิน เสาเหล็ก กรงขัง ประตู และซากวัตถุต่าง ๆ ไม่ได้เป็นเพียงฉากหลัง แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการแสดง กลายเป็นคู่สนทนาของนักแสดง และกลายเป็นองค์ประกอบของ choreography ที่ถูกออกแบบมาอย่างละเอียด

 

          ขณะเดียวกัน ดนตรีและเสียงก็มีบทบาทสำคัญไม่แพ้ภาพ สิ่งที่น่าสนใจคือหนังไม่ได้พึ่งดนตรีประกอบตลอดเวลา หลายช่วงเลือกปล่อยให้เสียงร่างกายทำงานแทนดนตรี ไม่ว่าจะเป็นเสียงลมหายใจ ฝีเท้า หมัดกระทบเนื้อหนัง เสียงโลหะปะทะกัน เสียงสิ่งของแตกหัก หรือเสียงสะท้อนของพื้นที่ บางช่วงผมแทบไม่ได้ฟัง soundtrack แต่กำลังฟังจังหวะของการปะทะ การล้ม การลุก และการหายใจ จนรู้สึกว่าฉากต่อสู้หลายฉากมีโครงสร้างคล้ายวงเพอร์คัสชั่น หมัดทำหน้าที่เหมือนกลอง โลหะปะทะกันเหมือนเครื่องกระทบ ส่วนความเงียบที่ถูกวางไว้ระหว่างการต่อสู้ก็ทำหน้าที่ไม่ต่างจากช่องไฟในบทเพลง

 

          เมื่อภาพ เสียง พื้นที่ และร่างกายทำงานร่วมกันเช่นนี้ ความรุนแรงจึงถูกยกระดับให้กลายเป็นภาษาทางศิลปะ และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมมอง The Furious เป็นมากกว่าหนังบู๊ หากเป็นนาฏศิลป์แห่งความรุนแรงที่ถูกสร้างขึ้นผ่านร่างกายมนุษย์ กล้อง เสียง และจังหวะการเคลื่อนไหวอย่างประณีต

 

3. ตัวละครในหนังแอ็กชัน คนดี คนเลว ผู้ชนะ และผู้แพ้

 

          เมื่อมองลึกลงไป ความขัดแย้งใน The Furious ไม่ได้ตั้งอยู่บนความเกลียดชังระหว่างพระเอกกับตัวร้ายเพียงอย่างเดียว หากยังชวนให้นึกถึงบทบาทพื้นฐานของตัวละครในหนังแอ็กชันที่ผู้ชมคุ้นเคยมายาวนาน ใครคือคนดี ใครคือคนเลว ใครจะรอด ใครจะแพ้ ใครจะชนะ และใครจะเป็นผู้แพ้ เราแทบเดาตอนจบได้ตั้งแต่หนังยังไม่ผ่านครึ่งเรื่องด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่ทำให้หนังแนวนี้ยังคงมีพลัง ไม่ได้อยู่ที่ผลลัพธ์สุดท้าย หากอยู่ที่วิธีการเดินทางไปสู่ผลลัพธ์นั้น

 

          ตัวละครหวังเว่ยและนาวินน่าสนใจ ทั้งคู่ไม่ได้เป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ในความหมายแบบดั้งเดิม ไม่ได้เหนือมนุษย์ และไม่ได้แบกรับภารกิจกอบกู้โลก คนหนึ่งเป็นเพียงพ่อที่กำลังตามหาลูกสาวที่ถูกลักพาตัวไป อีกคนเป็นนักข่าวที่กำลังตามหาความจริงเกี่ยวกับการหายตัวไปของภรรยา ทั้งคู่ถูกผลักเข้าสู่โลกแห่งความรุนแรงเพราะความรัก ความผูกพัน และความสูญเสีย มากกว่าความทะเยอทะยานหรืออุดมการณ์ทางการเมืองใด ๆ ประเด็นนี้ พวกเขาจึงคล้ายภาพสะท้อนของกันและกัน คนหนึ่งกำลังไล่ตามอนาคตที่ยังเหลืออยู่ ขณะที่อีกคนกำลังโหยหาอดีตที่ไม่มีวันหวนกลับ

 

          ในอีกด้านหนึ่ง หนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้สร้างตัวร้ายให้เป็นปีศาจที่เกิดมาเพื่อความชั่วร้ายเพียงอย่างเดียว นักฆ่า ลูกน้อง เจ้าพ่อ หรือผู้เกี่ยวข้องกับเครือข่ายอาชญากรรมต่างเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ใหญ่กว่าตัวบุคคล หลายคนติดอยู่ในเงื่อนไขของอำนาจ เงิน หรือความอยู่รอด ยากจะบอกได้ว่าความรุนแรงทั้งหมดเกิดจากคนคนเดียว ความขัดแย้งในเรื่องจึงไม่ได้เป็นเพียงการปะทะกันระหว่างคนดีกับคนเลว หากเป็นการปะทะกันระหว่างผู้คนที่ต่างถูกดูดกลืนเข้าไปอยู่ในกลไกเดียวกัน

 

          ในแง่นี้ The Furious ทำให้ผมนึกถึงศิลปะการแสดงแบบดั้งเดิมของเอเชียอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นโขน งิ้ว คาบูกิ หรือละครคลาสสิกหลายรูปแบบ ที่ผู้ชมรู้ตั้งแต่ต้นว่าใครคือพระเอก ใครคือตัวร้าย และใครจะเป็นฝ่ายชนะในท้ายที่สุด แต่ความสนุกไม่ได้อยู่ที่การลุ้นผลแพ้ชนะ หากอยู่ที่การเฝ้ามองว่าผู้แสดงจะทำให้บทบาทนั้นมีชีวิตขึ้นมาอย่างไร พระรามเป็นพระราม ทศกัณฐ์เป็นทศกัณฐ์ แต่ผู้ชมยังคงกลับไปดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะความงามอยู่ที่วิธีการแสดง ไม่ใช่เพียงตอนจบของเรื่อง

 

          หนังบู๊จำนวนมากทำงานบนหลักการเดียวกัน เรารู้อยู่แล้วว่าพระเอกน่าจะชนะ ตัวร้ายจะต้องพ่ายแพ้ แต่สิ่งที่เรากำลังเฝ้ามองคือวิธีที่ตัวละครเหล่านั้นต่อสู้ และรักษาศักดิ์ศรีของตนเองภายในบทบาทที่ได้รับ บางคนชนะการต่อสู้แต่สูญเสียคนที่รัก บางคนรอดชีวิตแต่ไม่สามารถกลับไปเป็นคนเดิมได้อีก และบางทีภายใต้การต่อสู้ สิ่งที่ผู้ชมกำลังมองเห็นอยู่เสมออาจไม่ใช่การปะทะระหว่างคนดีกับคนเลว หากเป็นมนุษย์ที่กำลังต่อสู้กับชะตากรรมของตนเองมากกว่า

 

4. คนใบ้ที่เอาชีวิตรอดในโลกของเสียง

 

          คนที่ผมสนใจมากที่สุดในหนัง เป็นตัวละครหวังเว่ยของเซี่ยเหมียว เขาเป็นคนที่มีข้อจำกัดในการสื่อสารด้วยภาษาเสียงแบบคนทั่วไป แต่ต้องเอาชีวิตรอดอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยเสียง ความรุนแรง และความสับสนอลหม่าน ในหนังแอ็กชันทั่วไป พระเอกมักใช้เสียงเป็นเครื่องมือสำคัญในการดำรงอยู่ในเรื่อง ตะโกนสั่งการ ตะโกนข่มขวัญ ตะโกนเรียกความช่วยเหลือ หรือใช้คำพูดสร้างอำนาจเหนือพื้นที่รอบตัว แต่หวังเว่ยไม่มีสิทธิพิเศษเหล่านั้น เขาไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ด้วยคำพูด ไม่สามารถประกาศตัวตนผ่านเสียง และไม่สามารถร้องเรียกชื่อลูกสาวที่กำลังตามหาได้ สิ่งที่เหลืออยู่จึงมีเพียงสายตา การสังเกต การอ่านการเคลื่อนไหว การรับรู้พื้นที่ และการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมรอบตัวอย่างละเอียดอ่อนกว่าคนทั่วไป

 

          ในมุมมานุษยวิทยาเสียง ประเด็นนี้น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะมันทำให้เราต้องกลับมาตั้งคำถามใหม่ว่า เสียงคืออะไรกันแน่ สำหรับคนส่วนใหญ่ เรามักเข้าใจว่าเสียงคือสิ่งที่รับรู้ผ่านหู แต่ในความเป็นจริง เสียงคือการสั่นสะเทือน และร่างกายมนุษย์สามารถรับรู้การสั่นสะเทือนเหล่านั้นได้หลายรูปแบบมากกว่าที่เราคิด คนหูหนวกจำนวนมากสามารถรับรู้จังหวะดนตรีผ่านพื้นเวที นักเต้นหูหนวกสามารถเต้นตามจังหวะได้จากแรงสั่นสะเทือนของลำโพง และนักดนตรีบางคนรับรู้ความถี่ผ่านกระดูก ผิวหนัง และแรงสะเทือนของวัตถุรอบตัว โลกของพวกเขาอาจไม่ได้เงียบสนิทอย่างที่คนหูดีจินตนาการ แต่เป็นโลกที่เต็มไปด้วยความถี่ แรงสั่นสะเทือน และรูปแบบการรับรู้ที่แตกต่างออกไป เมื่อกลับมามองหวังเว่ยอีกครั้ง ฉากต่อสู้หลายฉากจึงมีความหมายมากกว่าการต่อสู้ เขาไม่ได้เพียงเผชิญหน้ากับศัตรู แต่กำลังอ่านโลกอยู่ตลอดเวลา อ่านการเคลื่อนไหวของร่างกาย อ่านจังหวะของพื้นที่ อ่านแรงสั่นสะเทือนของสิ่งรอบตัว แม้หนังจะไม่ได้อธิบายเรื่องเหล่านี้อย่างตรงไปตรงมา แต่หลายช่วงทำให้รู้สึกว่าหวังเว่ยกำลังใช้ร่างกายทั้งร่างเป็นอวัยวะรับรู้โลก เขาไม่ได้ฟังด้วยหูเพียงอย่างเดียว หากฟังด้วยสายตา ฟังด้วยเท้า ฟังด้วยมือ ฟังด้วยการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ และฟังด้วยประสบการณ์ที่สะสมอยู่ในร่างกายตลอดชีวิต

 

          อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ตัวละครนี้มีพลังทางอารมณ์ไม่ได้อยู่ที่ความสามารถในการต่อสู้ หากอยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับลูกสาว หวังเว่ยรับรู้สิ่งที่ลูกสาวสื่อสารกับเขา แม้การสื่อสารนั้นจะไม่ราบรื่นนัก ลูกสาวมีความไม่พอใจ อึดอัด และมีระยะห่างบางอย่างต่อผู้เป็นพ่อ แต่ในเวลาเดียวกัน ผู้ชมก็รับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าหวังเว่ยรักลูกสาวมากกว่าสิ่งใดในชีวิต ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นผ่านบทสนทนายาวเหยียด หากเกิดขึ้นผ่านสายตา การเฝ้ามอง การรอคอย และความพยายามที่จะรักษาความผูกพันเอาไว้ แม้จะไม่สมบูรณ์แบบ

 

          มีฉากที่หวังเว่ยร้องไห้อย่างเจ็บปวด แต่ผู้ชมไม่ได้ยินเสียงสะอื้น ไม่ได้ยินเสียงคร่ำครวญ และไม่ได้ยินเสียงตะโกนระบายความทุกข์ สิ่งที่ปรากฏมีเพียงน้ำตา ลมหายใจ สีหน้า และร่างกายที่กำลังสั่นไหวด้วยความทรมาน ความเงียบในฉากเหล่านี้ไม่ได้หมายถึงการไม่มีเสียง หากกลับกลายเป็นเครื่องขยายความรู้สึก เมื่อเสียงหายไป ผู้ชมกลับมองเห็นความเจ็บปวดได้ชัดขึ้น เห็นความรัก เห็นความกลัว และเห็นความสิ้นหวังที่ซ่อนอยู่ในรายละเอียดเล็ก ๆ ของร่างกายมนุษย์

 

          อาวุธประจำตัวของหวังเว่ยคือค้อน ค้อนอาจดูเป็นเพียงอาวุธหนักสำหรับทำลายล้าง แต่ในหนังเรื่องนี้มันมีความหมายมากกว่านั้น ทุกครั้งที่หัวค้อนกระแทกพื้นเหล็กหรือปะทะศัตรู แรงสะเทือนจะส่งย้อนกลับผ่านด้ามค้อนเข้าสู่ร่างกายผู้ใช้ ราวกับเป็นส่วนขยายของประสาทสัมผัส ค้อนจึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทำลาย หากเป็นตัวกลางระหว่างร่างกายกับพื้นที่ เป็นส่วนหนึ่งของวิธีที่หวังเว่ยรับรู้โลก

 

          มุมนี้ทำให้ฉากต่อสู้ใน The Furious มีความหมายมากกว่าการปะทะกันทางกายภาพ เรากำลังเห็นคนคนหนึ่งใช้ผัสสะแบบอื่นทดแทนสิ่งที่ขาดหายไป และกำลังเรียนรู้โลกผ่านแรงสั่นสะเทือน การเคลื่อนไหว และร่างกายของตนเอง หนังจึงโยนคำถามง่าย ๆ กลับมาหาผู้ชมว่า เราแน่ใจหรือไม่ว่าเราเข้าใจคำว่าการฟังดีแล้ว เพราะบางทีการฟังอาจไม่ได้เกิดขึ้นที่หูเพียงอย่างเดียว

 

5. อาวุธสังคีต

 

          สิ่งที่ผมมองเห็นใน The Furious ในฐานะนักดนตรี อาจแตกต่างจากผู้ชมบางท่าน เพราะผมไม่ได้กำลังมองอาวุธในฐานะเครื่องมือสังหาร หากกำลังมองมันในฐานะเครื่องดนตรี

 

          หนังเรื่องนี้แทบหลีกเลี่ยงความจำเจของหนังแอ็กชันที่พึ่งพาปืนเป็นหลัก แม้จะมีอาวุธปืนปรากฏอยู่บ้าง แต่สิ่งที่ผู้ชมจดจำได้จริงกลับเป็นค้อน ธนู โซ่ มีด ดาบ ท่อเหล็ก ประแจ รองเท้าหัวเหล็ก จักรยาน และมอเตอร์ไซค์ วัตถุแต่ละชนิดไม่ได้ถูกเลือกมาเพียงเพื่อสร้างความรุนแรง หากถูกออกแบบให้มีบุคลิกเฉพาะตัว มีน้ำหนัก มีจังหวะ และมีบทบาทที่แตกต่างกันภายในวงดนตรีแห่งการต่อสู้ที่เกิดขึ้นบนจอภาพยนตร์

 

          หากมองผ่านแนวคิดเรื่อง instrumentation หรือการจัดวางเครื่องดนตรี ค้อนของหวังเว่ยเปรียบได้กับกลองใหญ่ ทุกครั้งที่มันปรากฏ ผู้ชมสามารถรับรู้ถึงน้ำหนักและพลังของมันได้ทันที มันสร้างจุดเน้น สร้างแรงกระแทก และกำหนดโครงสร้างของฉากต่อสู้ ขณะที่ธนูของยายานกลับทำหน้าที่เครื่องดนตรีที่อาศัยความแม่นยำสูง เคลื่อนไหวรวดเร็ว เฉียบคม และประหยัดพลังงาน เสียงเดี่ยวที่พุ่งผ่านเนื้อดนตรีอย่างแม่นยำ ส่วนโซ่ ท่อเหล็ก และมีดให้ความรู้สึกคล้ายเครื่องประกอบจังหวะที่เพิ่มสีสันและรายละเอียดให้กับเนื้อเสียงหลัก

 

          นอกจากนี้ หนังไม่ได้ใช้แค่อาวุธสำเร็จรูป แต่ยังดึงสิ่งแวดล้อมรอบตัวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการแสดง ชิ้นส่วนจักรยาน โครงเหล็ก บันได กำแพง และวัตถุต่าง ๆ ในพื้นที่ ล้วนถูกตีความใหม่อยู่ตลอดเวลา  ผมอดนึกถึงการสร้างเครื่องดนตรีพื้นบ้านไม่ได้ มนุษย์มักมองวัตถุหนึ่งแล้วเห็นความเป็นไปได้มากกว่าหน้าที่ดั้งเดิม และในโลกของหนัง จักรยานก็สามารถกลายเป็นอาวุธได้ ความคิดสร้างสรรค์แบบเดียวกันนี้เองที่ทำให้ฉากต่อสู้หลายฉากมีลักษณะคล้ายการด้นสดทางดนตรีมากกว่าการบรรเลงตามสูตรสำเร็จ

 

          หากมองในเชิง ensemble หรือการบรรเลงเป็นวง สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงอาวุธแต่ละชิ้น หากเป็นความสัมพันธ์ระหว่างอาวุธเหล่านั้น ตัวละครแต่ละคนมีบุคลิกการเคลื่อนไหวเฉพาะตัวเหมือนนักดนตรีที่เล่นเครื่องดนตรีคนละชนิด เมื่อพวกเขาเผชิญหน้ากัน จึงเกิดการรับส่งพลังงาน เกิดการสอดประสานราวกับกำลังบรรเลงเพลงร่วมกัน ความงามของฉากต่อสู้จึงไม่ได้อยู่ที่การโจมตีเพียงครั้งเดียว แต่อยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างการเคลื่อนไหวหลายชุดที่ทำงานร่วมกันภายในพื้นที่เดียวกัน

 

          ผมจึงรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มีลักษณะคล้ายดนตรีแจ๊สและปี่พาทย์ไม้แข็งอยู่ไม่น้อย เพราะแม้โครงสร้างหลักจะถูกออกแบบไว้แล้ว แต่รายละเอียดจำนวนมากเกิดขึ้นจากสถานการณ์เฉพาะหน้า ผู้ชมไม่รู้ว่าจักรยาน โซ่ จะกลายเป็นอาวุธอย่างไร และไม่รู้ว่าพื้นที่รอบตัวจะถูกดัดแปลงให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้อย่างไร ความไม่แน่นอนเหล่านี้ทำให้ฉากแอ็กชันมีลักษณะของ improvisation หรือการด้นสดอยู่ตลอดเวลา

 

          แม้คำว่า harmony หรือความกลมกลืนอาจดูเป็นคำที่อยู่ห่างไกลจากโลกของความรุนแรง แต่เมื่อมองผ่านสายตาของคนดนตรี ผมกลับพบว่าฉากต่อสู้ที่ดีที่สุดใน The Furious ล้วนมีความสมดุลบางอย่างซ่อนอยู่ ทุกองค์ประกอบทำงานสัมพันธ์กันอย่างแม่นยำ ร่างกาย อาวุธ พื้นที่ กล้อง เสียง และจังหวะ ต่างเข้ามาเติมเต็มซึ่งกันและกัน ไม่มีสิ่งใดทำงานโดดเดี่ยว ความกลมกลืนในที่นี้ หมายถึงการที่องค์ประกอบทุกส่วนทำงานร่วมกันจนเกิดความงามทางสุนทรียะขึ้นมา

 

          อีกมุมหนึ่ง เมื่ออาวุธจำนวนมากค่อย ๆ ถูกลดบทบาทลงในหลายช่วงของเรื่อง สิ่งที่เหลืออยู่คือร่างกายมนุษย์ หมัด มือ เท้า เข่า และลมหายใจดิบๆ ราวกับวงดนตรีที่ค่อย ๆ ตัดเครื่องดนตรีออกทีละชิ้น จนเหลือเพียงเสียงเปลือยของผู้แสดง ฉากดวลยาวที่ใช้ร่างกายตะบันกันอย่างจริงจังจึงให้ความรู้สึกคล้ายการแสดงดนตรีที่เดินทางมาถึงคาเดนซา cadenza เหลือเพียงศิลปินกับทักษะของตนเองอยู่กลางเวที

 

          เหตุนี้ ผมจึงมองว่าอาวุธและร่างกายใน The Furious ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องมือสังหาร หากเป็นเครื่องดนตรีแห่งการต่อสู้และเป็นองค์ประกอบของการแสดงที่ทำให้ความรุนแรงถูกแปรเปลี่ยนเป็นภาษาสุนทรียะบนจอหนัง

 

6. ซาวนด์สเคปแห่งการต่อสู้

 

          อีกเรื่องที่น่าสนใจมากสำหรับผมคือการออกแบบเสียง หนังแอ็กชันจำนวนมากใช้ดนตรีประกอบเป็นเครื่องเร่งอารมณ์ เสียงออร์เคสตราขนาดใหญ่ เสียงกลองกระหน่ำ หรือเสียงสังเคราะห์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำให้ผู้ชมรู้สึกตื่นเต้นตลอดเวลา แต่ The Furious กลับกล้าปล่อยพื้นที่ให้เสียงอีกประเภทหนึ่งได้ทำงาน นั่นคือเสียงของร่างกาย เสียงของวัตถุ และเสียงของพื้นที่ เสียงลมหายใจ เสียงฝีเท้า เสียงหมัดกระทบเนื้อหนัง เสียงโลหะปะทะกัน เสียงโซ่ลากพื้น เสียงค้อนกระแทกเหล็ก เสียงสิ่งของแตกหัก รวมถึงเสียงสะท้อนของอาคาร ทางเดิน และห้องแคบ ๆ ทั้งหมดถูกจัดวางอย่างละเอียดจนกลายเป็นดนตรีอีกชนิดหนึ่ง หลายช่วงผมแทบไม่ได้ฟังดนตรีประกอบ แต่กำลังฟังจังหวะของการเคลื่อนไหว จังหวะของการปะทะ และจังหวะของความเงียบ จนรู้สึกว่าฉากต่อสู้หลายฉากมีโครงสร้างคล้ายวง percussion ensemble มากกว่าหนังแอ็กชันตามสูตรสำเร็จ

 

          ยิ่งกว่านั้น หนังเรื่องนี้ไม่ได้มีเพียงหูของผู้ชม มันยังมีหูของตัวละครอยู่ภายในเรื่องด้วย และหูของเรากับหูของหวังเว่ยไม่เหมือนกัน ตลอดทั้งเรื่อง ผู้ชมได้ยินเสียงการต่อสู้ที่ดังสนั่นไปทั่วพื้นที่ แต่ตัวละครหลักกลับรับรู้โลกอีกแบบหนึ่ง เขาไม่ได้ยินเสียงเหล่านั้นในแบบเดียวกับเรา เขารับรู้เพียงแรงสั่นสะเทือน หรือการเคลื่อนไหวของร่างกายที่กำลังเข้ามาใกล้ ความแตกต่างระหว่างผู้ชมกับตัวละครจึงทำให้เกิดสิ่งที่น่าสนใจมากในเชิงมานุษยวิทยาเสียง นั่นคือผู้ชมกำลังได้ยินมากกว่าตัวละคร แต่ในขณะเดียวกัน ตัวละครอาจกำลังรับรู้บางอย่างที่ผู้ชมไม่สามารถรับรู้ได้ เราฟังด้วยหู เขาฟังด้วยร่างกาย เราฟังเสียง เขาฟังแรงสั่นสะเทือน ฟังพื้นที่

 

          ยิ่งไปกว่านั้น หนังยังใช้ความเงียบอย่างน่าสนใจมาก หลายฉากที่หวังเว่ยร้องไห้ หลายฉากที่เขาเผชิญหน้ากับความสูญเสีย และหลายฉากที่เขาใกล้จะพบลูกสาวอีกครั้ง สิ่งที่โดดเด่นกลับไม่ใช่เสียง หากเป็นการหายไปของเสียง ความเงียบในหนังเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงช่องว่างระหว่างเหตุการณ์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเล่าเรื่อง เป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมรับรู้ความรู้สึกของตัวละคร และเป็นเครื่องเตือนใจว่าโลกไม่ได้ประกอบขึ้นจากเสียงเพียงอย่างเดียว บางครั้งสิ่งที่ทรงพลังที่สุดอาจเป็นสิ่งที่เราไม่ได้ยิน

 

          ประเด็นนี้ The Furious จึงไม่ใช่เพียงหนังแอ็กชันทั่วไป หากยังเป็นพื้นที่ที่ทำให้เราตระหนักว่ามนุษย์แต่ละคนอาศัยอยู่ในโลกเสียงคนละใบ ผู้ชมในโรงภาพยนตร์ได้ยินโลกแบบหนึ่ง หวังเว่ยรับรู้โลกอีกแบบหนึ่ง และระหว่างสองโลกนั้น หนังได้สร้างพื้นที่ให้เราเรียนรู้ว่าการฟังอาจมีความหมายกว้างไกลกว่าการได้ยินเสียงเพียงอย่างเดียว

 

7. ผู้ชมกับการชมหนังบู๊ในฐานะมหรสพร่วมสมัย

 

          The Furious ไม่ได้อยู่เพียงบนจอ หากอยู่ในตัวผู้ชมด้วย

 

          เมื่อคืนนี้ผมนั่งอยู่ในโรงภาพยนตร์มัลติเพล็กซ์ร่วมกับคนแปลกหน้าอีกจำนวนมาก ผู้คนต่างวัย ต่างอาชีพ ต่างภูมิหลัง ต่างเหตุผลที่เดินเข้ามาในโรงหนัง แต่เมื่อไฟในโรงดับลง ความแตกต่างเหล่านั้นก็ถูกพักเอาไว้ชั่วคราว ทุกคนกำลังจ้องมองภาพเดียวกัน สะใจพร้อมกัน และลุ้นไปพร้อมกัน ผมอดคิดไม่ได้ว่าประสบการณ์เช่นนี้ไม่ได้แตกต่างจากมหรสพของมนุษย์ในอดีตมากนัก เพียงเปลี่ยนจากลานวัดเป็นโรงภาพยนตร์ เปลี่ยนจากจอหนังใหญ่หนังตะลุงเป็นจอภาพขนาดยักษ์ เปลี่ยนจากปี่พาทย์เป็นระบบเสียงรอบทิศทาง และเปลี่ยนจากนักแสดงบนเวทีเป็นภาพเคลื่อนไหวบนจอ แต่แก่นแท้บางอย่างยังคงเดิม นั่นคือมนุษย์จำนวนมากกำลังมารวมตัวกันเพื่อแบ่งปันประสบการณ์ร่วมในเวลาเดียวกัน

 

          ยิ่งในภาพยนตร์อย่าง The Furious ซึ่งให้ความสำคัญกับร่างกายมากกว่าคำพูด ประสบการณ์ร่วมดังกล่าวยิ่งชัดเจนขึ้น ผู้ชมไม่ได้เพียงติดตามเนื้อเรื่อง หากกำลังตอบสนองผ่านร่างกาย เกร็งตามจังหวะการต่อสู้ หายใจแรงขึ้นในฉากไล่ล่า หรือเงียบลงในฉากแห่งความสูญเสีย อย่างน้อยในชั่วขณะหนึ่ง คนดูหนังกับหวังเว่ยอาจกำลังมีประสบการณ์ร่วมกัน เชื่อมจิตถึงกันได้โดยไม่รู้จักกันมาก่อนเลย และนั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมโรงภาพยนตร์จึงยังคงเป็นมหรสพร่วมสมัยที่ทรงพลังของมนุษย์มาจนถึงทุกวันนี้

 

8. วาทกรรมเรื่องหนังไร้สาระ

 

          เมื่อมาถึงตรงนี้ ผมจึงเริ่มสงสัยว่า คำว่า “หนังไร้สาระ” หมายถึงอะไรกันแน่ คำนี้ถูกใช้บ่อยมากในวงการภาพยนตร์และการวิจารณ์ศิลปะ บางครั้งถูกใช้เพื่อแบ่งแยกระหว่างงานที่ถูกมองว่ามีคุณค่าทางปัญญากับงานที่ถูกมองว่าเป็นเพียงความบันเทิง แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งพบว่าคำว่า “สาระ” เองอาจไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่เราคุ้นเคย หากสาระมีได้เฉพาะในรูปของบทสนทนาลุ่มลึก การอ้างอิงปรัชญา การวิพากษ์การเมือง หรือการตั้งคำถามทางสังคมผ่านถ้อยคำ The Furious อาจไม่ใช่ภาพยนตร์ที่มีสาระมากนัก เพราะหนังไม่ได้พยายามสอนบทเรียนชีวิต ไม่ได้เทศนา ไม่ได้บรรยายทฤษฎี และไม่ได้เชื้อเชิญให้ผู้ชมตีความเชิงสัญลักษณ์ตลอดเวลา

 

          แต่หากสาระหมายถึงการทำให้เราเข้าใจมนุษย์มากขึ้น คำตอบอาจไม่เหมือนเดิม ตลอดสองชั่วโมงของภาพยนตร์ ผมได้เห็นคนเป็นพ่อที่พร้อมเสี่ยงชีวิตเพื่อตามหาลูกสาว ได้เห็นมนุษย์ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับความสูญเสีย ได้เห็นร่างกายที่กลายเป็นเครื่องมือรับรู้โลก ได้เห็นคนที่ไม่สามารถสื่อสารด้วยภาษาเสียงแบบคนทั่วไป แต่ยังคงรัก โกรธ กลัว เจ็บปวด และหวังไม่ต่างจากคนอื่น ได้เห็นผู้คนจากหลากหลายชาติพันธุ์และวัฒนธรรมเข้ามาอยู่ในเรื่องราวเดียวกัน และได้เห็นว่าความรุนแรงระดับปัจเจกมักเชื่อมโยงกับโครงสร้างทางสังคมที่ใหญ่กว่าตัวบุคคลเสมอ ผมยังได้เห็นสิ่งที่หนังแอ็กชันไม่ค่อยได้รับเครดิตมากนัก นั่นคือความรู้เกี่ยวกับร่างกายมนุษย์ ความรู้เกี่ยวกับพื้นที่ ความรู้เกี่ยวกับจังหวะ ความรู้เกี่ยวกับการรับรู้ทางประสาทสัมผัส และความรู้เกี่ยวกับการอยู่รอด

 

          จุดนี้ ผมจึงเริ่มรู้สึกว่าบางครั้งคำว่า “สาระ” อาจถูกผูกติดอยู่กับภาษาและถ้อยคำมากเกินไป ราวกับว่าสิ่งใดก็ตามที่ไม่ได้พูดออกมาเป็นประโยคยาว ๆ จะไม่มีคุณค่าทางความคิด ทั้งที่ในความเป็นจริง มนุษย์เรียนรู้โลกผ่านช่องทางอื่นอีกมากมาย เราเรียนรู้ผ่านการมอง การฟัง การเคลื่อนไหว การสัมผัส และประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับร่างกายโดยตรง เราคงต้องทบทวนด้วยว่าในประวัติศาสตร์ศิลปะของมนุษย์ งานที่ทรงอิทธิพลจำนวนมากไม่ได้ส่งผ่านความหมายผ่านคำพูดเป็นหลัก เพลงจำนวนมหาศาลไม่มีเนื้อร้อง นาฏศิลป์จำนวนมากไม่มีบทสนทนา จิตรกรรมจำนวนมากไม่มีคำบรรยาย และพิธีกรรมอีกจำนวนไม่น้อยก็สื่อสารผ่านการกระทำมากกว่าการอธิบาย หากเรายอมรับว่าศิลปะเหล่านั้นมีคุณค่า มีความหมาย และมีสาระบางอย่างอยู่ในตัวเอง เราอาจต้องเปิดพื้นที่ให้กับความหมายรูปแบบอื่นนอกเหนือจากความหมายที่อยู่ในถ้อยคำด้วยเช่นกัน

 

          และเปิดใจให้หนังบู๊ ที่ถูกพิพากษาไปแล้วว่าไร้สาระ

 

          ท้ายที่สุด ผมไม่ได้บอกว่า The Furious เป็นภาพยนตร์ลุ่มลึกระดับปรัชญาชั้นสูง หรือเป็นผลงานที่ทุกคนจำเป็นต้องชื่นชอบ แต่ผมกำลังตั้งคำถามกลับไปยังเกณฑ์การตัดสินบางอย่างที่เราคุ้นชินมานานว่า เรากำลังใช้มาตรวัดอะไรในการบอกว่างานชิ้นหนึ่งมีสาระหรือไม่มีสาระ และมาตรวัดนั้นกว้างพอที่จะรองรับประสบการณ์ของมนุษย์ในรูปแบบอื่นแล้วหรือยัง บางทีคำถามสำคัญอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า The Furious มีสาระมากพอหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่า เราอนุญาตให้สาระมีหน้าตาได้กี่แบบต่างหาก

 

          The Furious อาจไม่ใช่หนังที่สมบูรณ์แบบ และไม่ใช่หนังที่ทุกคนจำเป็นต้องชอบ แต่หลังจากออกจากโรงภาพยนตร์ ผมคิดว่าตัวเองไม่ได้จดจำบทสนทนาอะไรเป็นพิเศษ สิ่งที่ยังคงอยู่คือความรู้สึกในการเคลื่อนไหว เสียงลมหายใจ เสียงค้อน เสียงธนู เสียงความโกรธ ความเงียบของชายคนหนึ่งที่กำลังตามหาลูกสาว และภาพของผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรมที่กำลังสนทนากันผ่านร่างกายในสนามรบ

 

          ผมนึกถึงดนตรีแจ๊ส ปี่พาทย์ไม้แข็ง นักเต้นรำหลายวัฒนธรรมที่ขึ้นเวทีโดยไม่ต้องอธิบายทุกสิ่งที่กำลังเล่น นึกถึงละครใบ้ที่ไม่จำเป็นต้องพูดแม้แต่คำเดียว และนึกถึงผู้ชมในโรงหนังเมื่อคืนที่นั่งร่วมสนุกอยู่ในความมืดเดียวกัน แม้ไม่รู้จักกันมาก่อน

 

          และบางทีความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับหนังบู๊ อาจมีอายุยืนยาวกว่าคำถามที่ว่า หนังเรื่องนั้นมีสาระมากน้อยเพียงใดเสียอีก

 

//............................

 

หมายเหตุ :  The Furious ระบำนักรบ ดนตรีแจ๊ส ปี่พาทย์ไม้แข็ง ในหนังบู๊พหุวัฒนธรรมเอเชีย จากตาและหูของนักมานุษยวิทยาดนตรีคนหนึ่ง  : คอลัมน์ “เสียงโลก เสียงเรา” โดย อานันท์ นาคคง : บางกอกไลฟ์นิวส์

 

//...........................

 

อ่านบทความเกี่ยวข้อง "คอลัมน์ เสียงโลก เสียงเรา"