เรื่องสั้น : หัวหน้าผู้สูบวิญญาณน้อง : อดิศร ไพรวัฒนานุพันธ์
เรื่องสั้น : หัวหน้าผู้สูบวิญญาณน้อง : อดิศร ไพรวัฒนานุพันธ์
ในตอนนั้นผมเองก็ยอมรับแหละว่าตัวเองไม่ใช่หัวหน้างานที่มีประสบการณ์การมีผู้ใต้บังคับบัญชามายาวนานอะไร แต่ก็ค่อนข้างคิดเข้าข้างตัวเองว่าผมมีความเป็นมนุษย์สูง ไม่ได้ชื่นชอบความสมบูรณ์แบบชนิดต้องเค้นเอาจากใคร และแน่นอนว่าก็ไม่ได้เค้นเอาจากตัวเองมากขนาดไหน ค่อนไปในทางที่เน้นแค่ให้คุณภาพถึงระดับเพื่อให้ผ่านไปได้มากกว่าจะคิดว่าผลงานต้องเป็นเลิศขนาดฝากอะไรทิ้งไว้หรือเป็นหมุดหมายให้คนอื่นๆ แล้วก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนเข้าอกเข้าใจ พร้อมจะสอนงานลูกน้องด้วย แต่ความเป็นจริงคือผมเคยเป็นหัวหน้างานมีลูกน้อง 4 คนอยู่ในช่วงปีหนึ่ง ตอนนั้นหลายปีมาแล้ว และเป็นงานอีกลักษณะ ขณะที่ตอนนี้ผมมาทำงานอีกแบบ และเพิ่งเคยมีลูกน้องสายตรงคนแรก ก่อนหน้านี้จะมีแค่ได้ทำงานกับลูกน้องคนอื่น ตอนยืมตัวมาร่วมงานได้ตามช่วงที่ต้องใช้แรงคนมากกว่าแค่ตัวผมเอง แต่ตอนนี้งานชักจะมาลงทางฝั่งผมเยอะกว่าทีมข้างเคียงแล้ว จึงมีอันต้องขยายทีมรับคนมาเป็นลูกน้องสายตรงผม
เธอเป็นลูกน้องที่ผมสัมภาษณ์คัดเข้ามาเอง พูดตามตรง ตอนสัมภาษณ์ก็ไม่ได้มั่นใจในตัวเธอมากเป็นพิเศษอะไร แต่พูดได้ว่าตามประวัติ เธอจบจากมหาวิทยาลัยที่ดีด้วยเกรดเฉลี่ยที่ดี ยังไม่มีประสบการณ์ทำงาน แต่ก็ผ่านข้อสอบข้อเขียนของทางบริษัทที่เรียกว่ายาก ไม่ใช่จะผ่านกันได้ทุกคน ตอนตอบคำถามช่วงที่คุยกัน คำตอบค่อนข้างกลางๆ ไม่ได้น่าประทับใจ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้แย่ถึงขั้นจะตัดตก พูดง่าย ๆ คือภาพรวมผ่านแหละ และเพราะอย่างนั้น ผมจึงรับเข้ามาทำงานในทีม แต่การรับก็ไม่ได้รับมาเป็นพนักงานประจำ เพราะช่วงนี้สถานการณ์บริษัทไม่ได้ดีมาก โดยนโยบายให้รับเข้ามาได้แบบเป็นสัญญาจ้างงานครึ่งปีก่อน ซึ่งเธอก็ยอมรับในเงื่อนไข
การสอนงานเป็นหน้าที่ของผม ผมเข้าใจดีว่าเธอเพิ่งเรียนจบใหม่ ยังไม่เข้าใจโลกการทำงานมากนัก การสอนในช่วงแรกๆ ผมจึงใช้วิธีการสอนเหมือนห้องเรียน บอกขั้นตอนการทำงานในภาพกว้าง สอนว่าหน้าที่ของเราคืออะไรบ้างและแต่ละขั้นตอนงานย่อย ๆ ของเราคืออะไร ต้องทำอย่างไร การจะสอนทุกอย่างไม่อาจจบได้ภายในหนึ่งถึงสองชั่วโมง แต่ต้องนัดกันหลายครั้ง ใช้เวลาครั้งละชั่วโมงถึงชั่วโมงครึ่ง สัปดาห์ละสักสองครั้ง ต่อเนื่องยาวเป็นเดือน พร้อมกันนั้นผมก็ต้องมอบหมายเรื่องให้เธอไปเรียนรู้เองด้วย วางไฟล์และเอกสารไว้ให้ศึกษา ผมไม่สามารถใช้เวลามาก ๆ ทีเดียวไปสอนได้ เพราะตอนที่ผมปลีกเวลามาสอน งานปกติของผมก็ยังต้องดำเนินต่อไปได้โดยไม่เสียด้วย
ระหว่างสอนก็มีจุดชวนให้หงุดหงิดอยู่บ้างเหมือนกัน แม้ผมจะพยายามรับรู้แล้วว่าเธอยังใหม่แค่ไหน แต่บางครั้งมันสะท้อนให้เห็นว่าเธอไม่ได้ฟังหรือตั้งใจจำ เพราะตอนที่เปิดโอกาสให้ถามคำถามได้ เธอมักจะถามถึงเรื่องที่พูดให้ฟังไปแล้วตอนเริ่มต้นช่วงการสอนของวันนั้น หรือมีบ้างที่เป็นช่วงที่สอนไปในวันก่อน และคำถามที่ถามก็ไม่ค่อยจะเข้าเป้า มันดูไม่ใช่คำถามที่เป็นสาระสำคัญ บางครั้งอาจจะเป็นเรื่องตัวย่อที่เธอไม่รู้ ซึ่งจริง ๆ แล้วอาจจะไม่สำคัญมากเท่ากับเธอรู้ไหมว่าคำเต็มของตัวย่อนั้น ๆ มันหมายถึงอะไร กลับกันบางทีกลายเป็นว่าเธอทำเป็นรู้และเข้าใจดีแล้ว แต่พอผมลองถามคำถาม เธอตอบไม่ได้ ซึ่งเท่ากับว่าจริง ๆ แล้วเธอไม่ได้รู้อย่างที่วางท่า และพอเจออะไรแบบนี้ผมมักอดไม่ได้ที่จะดุว่า ในถ้อยคำมีอารมณ์เจืออยู่ แม้ข่มกลั้นแล้ว แต่หงุดหงิดก็คือหงุดหงิดและการกดข่มไว้อาจไม่ได้ผลมากนักในจังหวะนั้น ๆ ซึ่งแน่นอนว่ามันทำให้เธอรู้สึกไม่ดี แต่พอผมตั้งสติได้ ผมก็จะขอโทษเธอ และพยายามบอกเธอว่ามันไม่ได้มีอะไรที่เป็นเรื่องส่วนตัวในที่นี้ เป็นเรื่องของงาน และเป็นธรรมดาที่ผมอาจจะมีติดดุ ๆ อยู่บ้าง แต่มันจะจบที่ตรงนั้น ไม่ใช่ว่าผมมีความโกรธติดลึกฝังนานอะไรต่อเธอ และไม่ใช่ว่าผมชอบดุด่าว่าเธอแต่อย่างใด เธอก็พยักหน้า และบอกว่าไม่เป็นไร
ในช่วงหนึ่งเดือนแรกนี้เอง เธอมาทำงานและมีปัญหาสภาพร่างกาย น้ำมูกเหมือนจะไหลอยู่ตลอดเวลาและมีการจามบ่อยครั้งมากทั้งวัน ซึ่งน่าเห็นใจ เพราะดูแล้วก็รู้ว่าเธอต้องฝืนต่อสู้กับอาการเหล่านี้ในระหว่างงาน ซึ่งไม่ใช่ว่าเธอจะสู้ได้ไหว มันดูเหมือนเธอกำลังจะพ่ายแพ้มากกว่า ทิชชู่ปริมาณมากที่ต้องใช้ระหว่างวัน เสียงจามถี่ที่คนพากันตกใจในช่วงแรกก่อนกลายเป็นความคุ้นชินในเวลาต่อมาอันรวดเร็ว ผมถามไถ่อาการตามสมควรว่ามันเกิดจากอะไร เธอบอกว่าน่าจะแพ้อะไรบางอย่างในออฟฟิศ คิดว่าเป็นไปได้ที่จะเป็นพรมปูพื้น เพราะจะเป็นเฉพาะวันที่เข้าออฟฟิศ ขณะที่สองวันต่อสัปดาห์ที่ทำงานอยู่ที่บ้าน เธอไม่มีอาการนี้เลย ผมรับฟัง แต่นึกไม่ออกว่าจะช่วยอย่างไรดีเหมือนกัน เพราะระเบียบของออฟฟิศเรา ไม่ได้เข้างานทุกวันก็จริง แต่กำหนดไว้ว่าต้องเข้าอย่างน้อยสามวันต่อสัปดาห์ ซึ่งก็คือสิ่งที่เราทำ ๆ กันอยู่ในระหว่างนี้ เป็นไปตามระเบียบ ไม่มากไม่น้อยไปกว่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นผมก็คิดว่าต้องเอาเรื่องนี้ไปคุยกับหัวหน้าดู
ถึงผมได้ชื่อว่าเป็นหัวหน้างานผม แต่ผมก็มีหัวหน้าของผมอีกที และในการตัดสินใจอะไรต่าง ๆ เกี่ยวกับเธอบางอย่างย่อมต้องมีการปรึกษากับหัวหน้าของผม ใช่จะเป็นแต่การตัดสินใจของผมโดยลำพัง ซึ่งเป็นปกติของการทำงาน อย่างเรื่องอาการแพ้พรมที่ออฟฟิศของเธอ ย่อมเป็นเรื่องที่ผมควรปรึกษา
หัวหน้าถามผมกลับว่า จะให้แก้ปัญหาอย่างไรได้ล่ะ ในเมื่อมีแต่เธอที่แพ้ คนอื่นไม่มีใครแพ้กันเลย และเป็นระเบียบของออฟฟิศที่จะต้องเข้ามาตามจำนวนวันที่กำหนดไว้ในแต่ละสัปดาห์ เขายังเสริมอีกว่า ไม่ต้องพูดถึงว่าเธอยังทำงานไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ เพิ่งเข้ามาทำ ยังเรียนรู้อะไรได้ไม่เท่าไร การจะให้ทำอยู่ที่บ้านมากวันต่อสัปดาห์เพิ่มขึ้นมีแต่จะทำให้เธอไม่มีพัฒนาการในการทำงานเปล่า ๆ ซึ่งในเชิงเหตุผลทั้งหมดผมเข้าใจและก็เห็นด้วย กระทั่งแทบจะรู้คำตอบตั้งแต่ก่อนมาปรึกษาแล้วด้วย แต่นั่นแหละ ผมก็อยากลองคุยดูก่อน เผื่อหัวหน้าเห็นว่ามีทางทำอะไรได้ ผ่อนผันอย่างไรได้ หัวหน้ายังไม่จบการพูดแค่นี้ด้วย แต่กลับพูดประโยคที่เป็นปกติที่สุดสำหรับโลกการทำงานกับพนักงานบางคนยังไม่ได้พิสูจน์ตัวเองให้เห็น (จริง ๆ คนที่พิสูจน์ตัวเองแล้วก็ใช่ว่าจะไม่โดนประโยคแบบนี้หรอก เพียงแต่มันอาจจะพอมีข้อโต้แย้งปกป้องตัวเองได้มากกว่าเท่านั้น) เขาพูดว่าเธอน่าจะต้องเลือกว่าจะทำต่อไหวหรือเปล่า หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องออกไป หาที่อื่นทำ
เมื่อได้คำตอบอย่างนั้น ผมจึงกลับมาบอกเธอว่ามันยืดหยุ่นอะไรเพิ่มเติมไม่น่าจะได้ แต่ละประโยคท้ายสุดที่หัวหน้าบอกผม เพราะคิดว่านั่นน่าจะแรงไปสำหรับเธอ เธอพยักหน้ารับ และว่าอย่างนั้นเธอจะพยายามกินยาแก้แพ้แล้วมาทำงานดู ผมฟังแล้วก็เกิดคำถามว่ากินยาแก้แพ้เอามันจะดีหรือ เธอว่าอย่างน้อยมันก็จะช่วยลดอาการ ผมจึงบอกว่าไม่ ผมหมายถึงว่ามันจะดีกับร่างกายหรือ และกินทุกวันที่มาทำงาน มันจะไม่เป็นไรหรือ เธอว่าไม่เป็นไร เธอต้องกินถึงจะมาทำงานได้ เดี๋ยวเธอจะหาหมอเพื่อหาแนวทางรักษาเพิ่มเติมด้วย
จากนั้น วันที่เธอมาทำงานที่ออฟฟิศ ถ้าพูดถึงน้ำมูกและการจาม ลดลงไปแล้วจริง ๆ แต่ถ้าพูดถึงสภาพของเธอ ยังไม่มีอะไรดีขึ้น เธอดูย่ำแย่พอสมควร ผลข้างเคียงของยาแก้แพ้ทำให้ง่วง เธอนั่งทำงานด้วยท่าทางจะหลับไม่หลับแหล่ตลอดวัน ตอนพักเที่ยงที่ใคร ๆ ไปกินข้าว เธอจะฟุบหลับอยู่บนออฟฟิศ ซึ่งจริงๆ ดูไม่ดี แต่ก็มีข้ออนุโลมได้ ก็ในเมื่อเธอป่วยและพยายามเต็มที่แล้ว กินยาแก้แพ้ ก็มันง่วงก็นอนตอนที่ไม่ใช่เวลางานแล้ว ซึ่งก็คงไม่เป็นไร ถ้าไม่ใช่ว่าสุดท้ายแล้ว เธอฝืนความง่วงไม่ไหว ในที่สุดก็มีหลาย ๆ วันที่หลับไปในเวลางานด้วย แม้ผมที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ คอยปลุกแล้วก็ตาม เธอไปล้างหน้าแล้วก็ตาม แต่กลับมาหลับใหม่ก็มีให้เห็น ผมก็คอยปลุก และถึงจุดหนึ่งก็เริ่มปลงว่าอาจจะได้แค่แบบนี้
เข้าสู่เดือนที่สาม เธอพอจะทำงานได้บ้าง อาจไม่ถึงขั้นพูดได้ว่าพัฒนาการดีเยี่ยม แต่ก็อยู่ในระดับที่ไม่เลว ทีมข้างเคียงช่วงนั้นมีงานเยอะ หัวหน้าผมจึงมาขอให้เธอไปช่วยงานส่วนตรงนั้น ผมไม่ติดอะไร เพราะงานช่วงนี้พอจะรับมือเองได้ จึงให้เธอไปช่วย คิดว่าก็ดีเหมือนกันที่เธอจะได้ลองทำงานกับคนอื่น ๆ ดูบ้าง ระหว่างนี้ผมยังมีสอนเธออยู่เสมอ ดุอยู่เป็นบางครั้ง แต่ลดน้อยกว่าช่วงแรกมาก ๆ แล้วเหมือนกัน เพราะเธอเริ่มจะทำได้และเรียนรู้พอสมควร นี่ก็น่าจะเป็นโอกาสที่ดีที่เธอจะได้เรียนรู้จากคนอื่นที่ไม่ใช่ผม
ไม่ได้มีฟีดแบ็กอะไรเรื่องเธอจากอีกทีมที่ทำงานด้วย ซึ่งคงแปลว่าเธอทำงานได้ ผมไม่ได้ใส่ใจเรื่องเธอมาก เพราะการทำงานอีกทีมก็มีหัวหน้าทีมที่ตำแหน่งอยู่ในระดับเดียวกันคอยดูแลอยู่ ผมไม่อยากไปก้าวก่ายกับวิธีการทำงานของทีมนั้น แต่ผมยังมีได้คุยกับเธออยู่บ้างเป็นระยะ ๆ จากการนัดประชุมรายสัปดาห์ของเรา แต่เธอมักจะไม่ได้พูดคุยอะไรกับผมเป็นพิเศษ เป็นแต่การถามไถ่เรื่องงานและสุขภาพ ผมถามว่ามีปัญหาหรือติดขัดตรงไหนบ้างไหมเรื่องงาน เธอจะพูดทุกครั้งว่าไม่เลย อาจจะมีกังวลเรื่องสุขภาพอยู่บ้าง ผมก็จะถามว่าหาหมอแล้วหมอว่าอย่างไร เธอก็บอกว่าหมอทดลองเปลี่ยนยาบางตัว น่าจะช่วยให้ง่วงน้อยลง ให้ผลที่ดีขึ้น ผมจึงบอกว่าดีแล้ว ขอให้มันดีขึ้น ๆ นะ แล้วไว้เราอัปเดตกันเรื่อย ๆ ซึ่งประชุมแต่ละครั้งก็มักจะมีการอัปเดตเรื่องแนวทางการรักษาของหมออยู่ แต่สภาพเธอยังคงดูไม่สดชื่นอยู่อย่างนั้น เวลาผ่านไปอีกเป็นเดือน จนในที่สุดการประชุมของเรารอบนั้นต่างไปจากทุกครั้ง เพราะเธอเป็นคนตั้งใจมาบอกกับผมเลยว่าเธอจะไม่ทำงานที่นี่อีกแล้ว ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่เกินคาดของผมมากขนาดนั้น เพราะเธอมีปัญหาสุขภาพมานาน และก็พยายามมาหลายอย่างในระหว่างนี้ ผมจึงบอกว่าผมเข้าใจ และถามว่าเธอตั้งใจจะไปเมื่อไร เธอใช้คำว่าโดยเร็วที่สุด เป็นไปได้อยากมาวันนี้เป็นวันสุดท้ายเลย ทีนี้ผมตกใจแล้ว เพราะแบบนั้นมันเร่งด่วนเกินไป ผมจึงบอกว่าไม่น่าจะได้นะ ปกติแล้วการทำงานจะลาออกก็จำเป็นต้องมีการบอกกันล่วงหน้ากันสักนิดนึง เธอหน้าเครียดแล้วถามว่าถ้าอย่างนั้นจะให้เธอไปได้เมื่อไร เธออยู่ที่นี่มาสามเดือนพอดีวันนี้ ซึ่งผมไม่เข้าใจนักว่ามันเกี่ยวข้องกันอย่างไรว่าจะต้องไปในวันที่จำนวนครบเท่าที่ว่าพอดี ผมสอบถามเธอว่ามีงานอะไรค้างอยู่กับหัวหน้าอีกทีมบ้าง เธอไม่ตอบ อาจคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกันอีกแล้ว ในเมื่อเธอกำลังจะไปอยู่แล้ว งานเสร็จหรือไม่จะทำไม ผมจึงบอกเธอว่าเดี๋ยวผมขอเช็กกับหัวหน้าอีกทีมก่อนว่ามีความจำเป็นต้องให้เธออยู่ทำอีกกี่วัน ผมพักการคุยกับเธอที่ตรงนี้แล้วออกไปเช็กเรื่องนี้ในทันที หัวหน้าอีกทีมแจ้งผมว่ามีงานที่เธอต้องเคลียร์อยู่พอสมควร ประเมินว่าน่าจะต้องทำอีกเป็น 6 - 7 วันเป็นอย่างน้อย ผมจึงกลับมาขอให้เธอจัดการส่วนนี้ให้เสร็จ ให้มาทำงานอีก 6 - 7 วัน เสร็จส่วนนี้จึงค่อยไปจากที่นี่ เธอรับคำ สีหน้านิ่ง ๆ แต่ดูเหมือนเราคุยกันรู้เรื่องแล้ว โดยผมไม่รู้เลยภายใต้ท่าทีและสีหน้านั้น ปัญหาใหญ่กำลังรอผมอยู่
เธอส่งอีเมลหาฝ่ายทรัพยากรบุคคล ส่งสำเนาถึงผมและหัวหน้าของผมเอง (เฮดของแผนก) นอกจากนี้ยังมีส่งถึงหัวหน้าทีมอีกคน โดยเขียนเล่าถึงความไม่พอใจในการทำงานร่วมกันกับผมในตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เธอบอกว่าผมเป็นหัวหน้าที่ชอบใช้คำพูดเหน็บแนม ใส่อารมณ์ ไม่คิดถึงใจลูกน้อง ไม่เท่านั้น กรณีหลังสุดที่ทำให้เธอมาคืนคอมไว้แล้วจากไปดื้อ ๆ คือผมพยายามจะให้เธอทำงานฟรี ๆ โดยไม่จ่ายเงินเดือน ผมอ่านถึงส่วนนี้ ถึงกับไม่เข้าใจอะไรเลย แม้ส่วนแรกว่าไม่ค่อยเข้าใจแล้ว แต่พอเข้าใจได้ เพราะการแสดงออกกับการรับรู้มันอาจจะไม่ต้องตรงกันตามที่ต้องการสื่อสารก็ได้ หากก็ใช่ว่าผมจะไม่ร้อนใจ ผมเกือบรับไม่ไหวด้วยซ้ำ เพราะไม่คิดว่าผมจะไปทำร้ายอะไรเธอถึงขนาดนั้นเลย ผมแค่พยายามจะทำงานตามหน้าที่และให้เธอทำงานให้ได้ตามที่ควรจะเป็น แต่ช่างมันก่อน เรื่องเหน็บแนม ที่งงกว่าคือเรื่องไม่จ่ายเงินเดือนนั่นมันอะไร ผมไปคุยกับหัวหน้าของผมและฝ่ายทรัพยากรบุคคลถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะคนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาผมโดยตรงและอีกคนเป็นผู้ดูแลพนักงานทั้งบริษัทซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงผมด้วย พวกเขาบอกว่าเข้าใจในเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่ว่าพนักงานอาจทำงานไม่ได้ดีพอ ถูกดุ และรู้สึกอะไรอย่างนั้น ส่วนเรื่องทำงานต่อแบบไม่จ่ายเงินเดือน เราสามคนก็ได้แต่ตีความกันว่าเธออาจเข้าใจว่าบริษัทจะจ่ายเงินเดือนเต็มๆ เดือนเท่านั้น โดยถ้าทำเลยไปเป็นเศษกี่วัน เราจะไม่ได้จ่ายให้เธอตามนั้น เราเข้าใจกันได้แค่แบบนี้ ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงคิดแบบนั้น เพราะผมไม่ได้คิดจะให้เธอทำฟรี ๆ เลย ถ้าเป็นตัวเอง จะต้องทำฟรีๆ ก็ไม่ทำเหมือนกัน แต่ผมไม่มีโอกาสได้อธิบายอะไรใด ๆ ในเรื่องนี้เลย เพราะเธอไม่ได้ถาม และการคุยกันของเราที่ผ่านมาก็หายนะถึงขนาดนั้นไปก่อนแล้วด้วย ต่อให้ได้คุยก็อาจจะพินาศสุด ๆ อยู่ดีก็ได้ หัวหน้าของผมและฝ่ายทรัพยากรบุคคลช่วยกันปลอบใจผม ว่าอะไรแบบนี้ก็เจอกันได้แหละ แต่ครั้งหน้าก็คงต้องพยายามให้มากขึ้น ทำให้ดีกว่านี้ ผมได้แต่พยักหน้า ไม่พูดอะไร ยังคงไม่สบายใจนัก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่อยู่กับความรู้สึกขุ่นข้องเหมือนตัวเองทำอะไรผิด ทั้งที่จริง ๆ ก็ไม่ได้มีเจตนาไม่ดีเลย
แต่ไม่เป็นไร ถึงอย่างไรก็ผ่านไปแล้ว และเรื่องก็จบโดยที่หัวหน้าของผมและฝ่ายทรัพยากรบุคคลเข้าใจ
...ทว่าไม่รวมถึงหัวหน้าทีมอีกคน เขาได้รับอีเมลเธอแล้วมาพูดล้อผมให้ใครต่อใครในออฟฟิศฟัง ว่าผมพยายามจะให้น้องในทีมทำงานให้ฟรี ๆ ซึ่งคนได้ยินก็กึ่ง ๆ เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แม้ผมจะสงสัยมากก็ตามว่าคนที่เชื่อทำไมถึงได้เชื่อว่าจะมีอะไรแบบนั้นเกิดขึ้นที่ออฟฟิศเราได้ ทั้งที่บริษัทเราใหญ่ขนาดนี้และนโยบายย่อมไม่ยอมให้ทำอย่างนั้นได้อยู่แล้ว อย่าว่าแต่ผมจะได้ประโยชน์อะไรจากการทำแบบนั้น ผมพยายามหยุดเขาตั้งแต่ที่ได้ยินเขาพูดครั้งแรก ๆ แต่เขาบอกว่าไม่เป็นไรน่า ล้อเล่น ขำ ๆ แต่ผมฉุน เพราะมันไม่ใช่เรื่องที่ควรจะมาล้อเล่น ไม่ต้องนับว่าไอ้ที่ผมจะให้เธออยู่ต่อก็เพื่อช่วยเคลียร์งานของเขาแท้ ๆ ด้วย แล้วจากการพยายามทำให้เรียบร้อยนั่น กลายเป็นผมต้องมาเจอกับอีเมลร้าย ๆ ต้องมาเจอกับการพูดล้อของเขาอีกนี่หรือ ผมอดไม่ได้ต้องพูดออกไปตามที่คิด เสียงแข็งจนแม้แต่ตัวเองก็รู้สึกได้ แต่แทนที่จะทำให้อีกฝ่ายหยุด กลับกลายเป็นว่าเขารู้สึกสนุก และก็เริ่มพูดเรื่องนี้ไม่หยุด ผมตัดความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานคนนี้ทันที ไม่คุยไม่ยุ่งด้วยอีก แต่นั่นกลับเหมือนยิ่งขยายผลทำให้ใครต่อใครนึกว่าเรื่องที่เขาบอกมันจริงมากยิ่งขึ้น ข่าวลือที่ไม่เป็นความจริงกลับจริงสำหรับทุกคนแล้ว
หัวหน้าของผมหรือฝ่ายทรัพยากรบุคคลทำไมถึงไม่มาช่วยเรื่องนี้เลย ผมคิดแล้วก็ไปขอความช่วยเหลือ แต่ทั้งสองบอกว่าการทำแบบนั้นกลับจะยิ่งทำให้มันดูจริงเพิ่มขึ้นไปอีก เพราะมีทั้งผู้บังคับบัญชาและฝ่ายดูแลพนักงานเข้ามาจัดการ พวกเขาแนะนำให้ผมอยู่เฉย ๆ ดีกว่า ผ่านเวลาเดี๋ยวเรื่องก็ซาไปเอง
ใครต่อใครลือกันว่าผมเป็นหัวหน้าทีมที่บีบให้ลูกน้องทำงานฟรีหรือหัวหน้าผู้สูบวิญญาณน้องมานับแต่นั้น... อีกหลายต่อหลายปีก็ยังไม่เลือนหาย ไม่ว่าผมจะมีลูกน้องผ่านมาอีกกี่คน บางคนอยู่ได้นาน บางคนก็ไปเร็ว แต่ไม่เคยมีกรณีแบบย่ำแย่อย่างนั้นอีก แต่ละคนอยู่และทำงานด้วยกันอย่างเป็นมืออาชีพ แต่ทุกคนก็ล้วนต้องเคยได้ยินเรื่องราวการบีบให้ลูกน้องทำงานฟรีของผม และรู้สึกหวั่นไหวในใจไม่มากก็น้อย แม้ว่าผมไม่ได้ทำอะไรที่เฉียดใกล้ลักษณะนั้นกับพวกน้อง ๆ เลย แต่มันเหมือนความคิดที่ถูกฝังลงไป มันคงอยู่ตรงนั้น
และในที่สุดผมก็ชินและเรียนรู้ในการอยู่ร่วมกับข่าวลือนั้น... แต่ไม่ใช่ว่าไม่เจ็บปวด.
..................................................
Link ที่เกี่ยวข้อง