เรื่องสั้น : นักปฏิวัติ : ฮีม พาราพิพัฒน์

เรื่องสั้น : นักปฏิวัติ : ฮีม พาราพิพัฒน์

 

           ในช่วงหลายปีก่อน เขาขึ้นเหนือล่องใต้เป็นว่าเล่น ชื่อเสียงเรียงนามของเขาจึงเริ่มเป็นที่รู้จัก หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของพวกกลุ่มหัวคิดก้าวหน้า กระแสข่าวลือเรื่องราวของเขาปลุกปั่นแนวคิดหลายอย่างจนเลยเถิด โดยเฉพาะพวกนักเคลื่อนไหว หรือพวกหัวรุนแรง เชิดชูเขาอย่างกับเป็นศาสดา ทั้ง ๆ ที่ความจริงเรื่องที่ลือกันไปลือกันมา มันแทบจับต้นชนปลายไม่ถูก

           เหมือนอย่างที่เล่ากันว่า วีรกรรมของเขาหนนั้น ตอนเขาไปโผล่อยู่แถบแนวตะเข็บชายแดนช่องรอยต่อแห่งข้อพิพาท ตรงหมู่บ้านทุรกันดารแห่งหนึ่ง เขาได้ถือปืนต่อสู้ร่วมกับกลุ่มชาติพันธ์ เส้นขีดแบ่งเขตแดน ไม่ใช่เส้นขีดแบ่งแยกความเป็นคน นั่นคือวาทกรรมที่เขาได้ฝากทิ้งเอาไว้ ฉากการต่อสู้ของเขาเด็ดเดี่ยวสมกับเป็นวีรบุรุษ เขาคนเดียวตะลุยฝ่าวงล้อมคนนับสิบนับร้อย เพื่อช่วยกลุ่มชาวบ้านซึ่งถูกกดขี่ข่มเหง ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริง หมู่บ้านที่ว่านั่น มันอยู่ตรงไหนของแผนที่โลก ก็ยังไม่มีใครบอกได้เลย

           แต่ที่แน่ ๆ ภาพลักษณ์ของเขาได้ถูกเสริมเติมแต่งขึ้นมาอย่างจงใจ เรื่องราวเลยถูกปลุกปั่นให้สวยหรูไม่ต่างจากบทละคร ทั้งฉากและบทพูด มันดูไม่สมเหตุสมผลสักอย่าง เหมือนกับตั้งใจปั้นให้เขากลายเป็นพระเอกในสายตาของเหล่าปวงประชา เป็นสัญลักษณ์ของฝั่งซ้ายจัด ตัวตนของเขาอาจดูเลือนราง แต่อุดมการณ์นั่นกลับแจ่มชัด ทุกคนจึงเรียกเขาด้วยชื่อสั้น ๆ ว่า สหาย

           เขาเป็นคนมีเพื่อนเยอะ ไม่ว่าจะเดินทางไปไหน รอบทั่วสารทิศก็มีแต่คนรู้จัก ที่อยู่ของเขาจึงไม่ค่อยเป็นหลักแหล่ง ที่ไปที่มา ชาติกำเนิดก็เลยบ่งชัดไม่ได้ สายข่าวหนึ่งรายงานว่า เขาเป็นคนทางเหนือฐานะดีประมาณหนึ่ง เรียนจบมาจากนอก แถมหนำซ้ำยังเคยกลับมารับราชการอยู่หลายปี เพียงเกิดเบื่อกับระบบระเบียบที่มันเน่าเฟะ ก็เลยอยากลุกขึ้นทำอะไรสักอย่าง แล้วเปลี่ยนแปลงมันเสียที

           แต่อีกสายข่าวกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ว่ากันว่าพ่อเขาเป็นแค่แรงงานต่างด้าว เข้ามาทำงานก่อสร้างอยู่ทางใต้ ชีวิตเขาค่อนข้างลำบากตั้งแต่เด็กแต่ก็ถีบตัวเองมาได้จนถึงจุดจุดหนึ่ง ที่เขาทำทุกอย่างเพื่อความอยู่รอดก็เท่านั้น จากเพราะเคยเห็นและเจอเรื่องแย่ ๆ มาเยอะ แล้วนั่นแหละ ทำให้เขาเป็นเขาเหมือนในวันนี้

           ไม่ใช่แค่ชาติกำเนิดของเขาเพียงเท่านั้นที่คลุมเครือ แต่เรื่องราวของเขาในแทบทุกเรื่อง เหมือนแต่ละคน จะพูดถึงเขาอย่างแตกต่างกันไป จนแยกแยะจริงเท็จแทบไม่ออก อย่างมีคนรู้จักเขาคนหนึ่งบอกว่า นิสัยเขานั้นเป็นคนเจ้าสำอางและขี้อาย แต่พอไปถามกับคนรู้จักอีกคน กลับบอกต่างไปว่า เขาดูเป็นคนสุขุมแล้วชอบเก็บความคิดลึกล้ำเอาไว้เพียงลำพังต่างหาก หรือบางคนก็ว่า เขาเป็นคนทะมัดทะแมงและบางทีก็โมโหร้ายอย่างถึงที่สุด จากข้อสรุปทั้งหมด ซึ่งมีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ที่ทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันอยู่อย่างหนึ่งว่า พวกเขาเป็นหนี้น้ำใจของสหายผู้นี้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

           ในช่วงฤดูร้อนมีคนเห็นเขานั่งรถไฟล่องไปทางใต้ หลังจากลงจากรถไฟก็ต่อรถไปอีกหลายทอด เขาทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ อย่างถึงที่สุด แล้วแอบเดินลัดเลาะเข้าไปในหุบเขากลางป่า ด้วยเป้าหมายการพบปะกับกลุ่มเหล่าสหายร่วมอุดมการณ์เดียวกันอย่างลับ ๆ ซึ่งแน่นอนว่ายังมีเพื่อนสหายของเขาอีกหลายคนต้องแอบซ่อนตัวอยู่ในนั้น เพราะบางคนยังมีหมายจับที่ค้างคาติดตัว พอไปถึง สหายที่นั่นถามถึงสถานการณ์ด้านนอกอย่างเป็นกันเอง เขาได้แต่ส่ายหัวเบา ๆ “แต่เราเชื่อว่าทุกอย่างจะต้องดีขึ้น” ก็แค่ประโยคสั้น ๆ ง่าย ๆ พรรค์นั้น แต่สิ่งที่สื่อจากปากของเขาไม่ใช่แค่คำพูด ซึ่งมันลึกซึ้งไม่ต่างจากบทกวี นัยยะในน้ำเสียงของเขา ปลุกความหวังให้เหล่าสหายที่นั่นอย่างคาดไม่ถึง มันอาจจะไม่ใช่การโหมประกายไฟให้ลุกโชน แต่มันคือการป้องประกายไฟให้คงอยู่ไม่มอดดับ เพราะนั่นหมายถึงความหวังยังคงมีอยู่ เมื่อเขาพูดอย่างนั้นเท่ากับว่ามันมีความเป็นไปได้ พวกเขาจะได้กลับไปพบลูกพบเมีย อนาคตไม่ได้เลือนรางเสียทีเดียว และการรอคอยมันคุ้มค่าเสมอ

           ในหลายเดือนถัดมาเขาไปปรากฏตัวในชุมชนเล็ก ๆ ใกล้ริมทะเล ก็เป็นไปได้ว่าเขาไปที่นั่นเพื่อสื่อสัญลักษณ์อะไรบางอย่างอย่างเป็นนัยอีกเหมือนเคย แล้วพอสืบเสาะข้อมูลเชิงลึกมันเชื่อมโยงไปถึงกลุ่มชาติพันธุ์ละแวกนั้นที่ถูกไล่ต้อนจนแทบจะไร้ที่ซุกหัวนอน อำนาจมืด กลุ่มอิทธิพลเถื่อน เพราะเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐที่ควรเป็นตัวแทนประชาชน กลับกลายเป็นตัวแทนของนายทุน

           มีหลายคนยืนยันว่าเห็นเขาไปยืนวาดรูปอยู่ริมชายหาด เงาสีดำของตัวเขาตัดกับแสงอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า ผืนฟ้าสีส้มแสด เท้าเปลือยเปล่ายืนอยู่บนหาดทรายท่ามกลางคลื่นลมพัดโบก

           ชาวบ้านหลายคนบอกว่าเห็นเขายืนวาดภาพแต่ไม่ได้เห็นภาพที่เขาวาด มีเพียงชาวบ้านคนหนึ่งที่ยืนยันว่าได้เห็นรูปที่เขาวาดแล้ว เขายังยืนกรานอีกว่า มันเป็นภาพที่ไม่ธรรมดาเลย เพราะมันเป็นภาพวาดที่สะท้อน การกดขี่ การถูกรังแก ของอำนาจมืดได้อย่างถึงเเก่น

           ที่แปลกก็คือ พอสืบไปสืบมา ไม่มีคนรู้จักเขาคนใดเลย ยืนยันได้ว่าเขาจะมีฝีมือเป็นจิตรกรด้วย โดยเขานั้นอาจเป็นนักกวี และเล่นดนตรีได้นิดหน่อย แต่ไม่มีเพื่อนสหายของเขาคนใดเคยเห็นเขาวาดภาพเลยสักคน

           ชาวบ้านบางคนแอบกระซิบถึงไอ้คนที่ยืนยันว่าเห็นภาพวาดนั่นของเขา มันเป็นคนที่เชื่อถือไม่ค่อยได้หรอก พอกลับมาประมวลกับหลายสิ่งหลายอย่างแล้ว ซึ่งก็เป็นไปได้ แผ่นกระดาษของเขาในวันนั้น จะเป็นแค่กระดาษเปล่า เขาแค่ยืนถือพู่กัน เพื่อสื่อเป็นอีกสัญลักษณ์หนึ่งก็เท่านั้น

           จนในช่วงกลางเดือนตุลามีข่าวหนาหู เขาขึ้นไปทางเหนือ และก็ได้ไปเยี่ยมเยือนโรงเรียนทุรกันดารแห่งหนึ่งบนยอดดอย เขาได้รู้จักและพูดคุยกันอย่างถูกคอกับครูคอยทีที่เป็นครูประจำอยู่ที่นั่น พอพูดคุยกันมากขึ้น สนิทกันมากขึ้น เหมือนครูคอยทีจะคล้อยตามอุดมการณ์เดียวกันกับเขาอยู่พอสมควร ซึ่งมันมักจะเป็นอย่างนี้ตลอด ใครที่ได้อยู่ใกล้เขามักจะคล้อยตามคนผู้นี้อย่างไม่รู้ตัว เพียงแต่ครูหนุ่มบนยอดดอยดูมีนิสัยเป็นคนขี้อายอย่างถึงที่สุด มันเลยดูขัด ๆ สักหน่อยถ้าหากสักวันหนึ่งด้วยบุคลิกของครูผู้นี้จะลุกขึ้นมาปฏิรูปประเทศ

           เขาพักอยู่ที่นั่นหลายคืน เพลิดเพลินกับบรรยากาศอันเหน็บหนาว ไอหมอก และเกล็ดน้ำค้างแข็งยามเช้า เขาบอกครูคอยทีว่าเขาพยายามทำความเข้าใจกับความงดงามในอีกแบบ ความงดงามที่ต่างจากชายหาดและริมทะเล เขาไม่ลืมเก็บทุกสาระรายละเอียดที่อุตส่าห์ถ่อมาถึงที่นี่ เขายังบอกกับครูคอยทีอีกว่า เขาต้องการรับรู้ปัญหาผ่านสายตาของตัวเอง ความทุรกันดาร ความเท่าเทียม ที่ไม่ใช่แค่เด็กที่นี่ควรได้รับ แต่ต้นไม้ทุกต้น หรือแม้แต่ปลายยอดหญ้ากอใดที่อาจถูกหลงลืม และเคยถูกมองข้ามมานาน มันต้องได้รับความเสมอภาคในสักวัน

           เขาขอตัวลาแล้วลงจากเขาไปด้วยความอาวรณ์ ก่อนจากกัน ครูคอยทีได้เล่าปัญหากับเขาหลายอย่าง บุคลากรที่ขาดแคลน อุปกรณ์การเรียนการสอนที่ขาดแคลน เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มในหน้าหนาว... เขาไม่ได้รับปากอะไรกับสหายคอยทีเลยสักเรื่อง แต่เขาก็ยืนยัน เขาจะพยายาม

           เรื่องราวและชื่อเสียงของเขายังถูกเล่าต่อกันอย่างไม่มีแผ่ว เขาถึงกับขนาดได้รับโอกาสบินไปถึงต่างประเทศ ได้ไปนั่งถกปัญหาในประเด็นความเหลื่อมล้ำกับเหล่านักวิชาการระดับโลก คนในหลากหลายองค์กรระดับชาติที่ต่างก็มีชื่อเสียงไม่ใช่หยอก ดูก็ให้เกียรติเขาอยู่พอสมควร ภาพรูปใบหน้าของเขาซึ่งเคยเป็นปริศนามานาน เลยถูกลงและเผยแพร่ไปทั่ว ทั้งในทีวีและหนังสือพิมพ์

           ผมเล่ามาถึงตอนสุดท้ายทั้ง ๆ ที่มันควรน่าจะเป็นตอนเริ่ม เพราะในช่วงกลางเดือนพฤษภาเป็นครั้งแรกที่ผมได้เจอตัวเป็น ๆ กับเขาตัวจริงเสียที หลังจากที่ตามสืบเรื่องราวของเขามานาน ขณะที่เขาลงจากเครื่องหลังเดินทางกลับมาจากต่างประเทศของวันนั้น ผมก็เข้าไปรวบตัวเขาในทันที พร้อมจับเขาใส่กุญแจมือ

           และอ่านหมายจับ ในข้อหากบฏ ให้เขาฟัง.

 

...................................................................

 

Link ที่เกี่ยวข้อง  

              “บางกอกไลฟ์นิวส์” เปิดรับ “เรื่องสั้น” และ “บทกวี”

              วรรณกรรมออนไลน์