เรื่องสั้น : ไปจากชีวิต : สิรินทร์

เรื่องสั้น : ไปจากชีวิต : สิรินทร์

 

            เสียงเครื่องอบผ้ากำลังทำงาน  ใกล้หมดเดือนกันยายน  สายฝนยังไม่ลาจากไปไหน  หนำซ้ำตกหนักถึงหนักมาก  ข่าวพายุโซนร้อนจะมาอีก  ชื่อของมันทำให้นึกถึงบัวลอยเผือกหอมกะทิสักถ้วย  คาปูชิโนร้อนไม่ได้ช่วยอะไรเลย  อา ช่วยสิ  อย่างน้อยขับไล่อาการซึมเซา  เช้าไหนขาดกาแฟคงตายแน่  ไม่หรอก  ไม่มีใครตายเพราะเรื่องนี้  พอ ๆ กับที่ไม่มีใครตายเพราะความคิดถึง  ฉันกำลังคิดถึงใครหรือ  เปล่าสักหน่อย

            กาแฟร้อนแก้วเล็กหมดเร็วจริง  ฉันชอบดื่มแบบเย็นมากกว่า  พอเริ่มเจ็บคอทีไรเป็นอันรู้เรื่อง  ไอตอนนอนทรมานที่สุด  เคยไอทั้งคืนแทบไม่ได้หลับ  ไปหาหมอโรงพยาบาล  หมอสั่งยาเม็ดสีแดง  จริง ๆ การไอคือร่างกายขับออกมา หมอว่า  ถ้าไอหนักจนนอนไม่ได้ค่อยพึ่งยา  ฉันแอบเก็บฉลากไว้ถามร้านขายยา  คนขายบอกยาตัวนี้ต้องแพทย์สั่งเท่านั้น  อาศัยเพียงยาจิบช่วยให้ชุ่มคอบรรเทาอาการ  ยาน้ำกลิ่นมะแว้งเตะจมูก

            เดี๋ยวพอตุลาคม งานมหกรรมหนังสือระดับชาติอีกรอบ  ล่าสุดกี่ปี  ตอนเด็กน้อยเรานั่งรถเมล์สาย 110 ลงเทเวศร์  เดินต่ออีกหน่อยสู่งานหนังสือคุรุสภา  สามสิบปีหรือมากกว่า  เรื่อยมาจนจัดที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์  พ่อเป็นผู้ชายคนแรกที่ซื้อหนังสือให้  แน่นอนพวกตุ๊กตาของกระจุกกระจิกสำหรับเด็กหญิงฉันก็ชอบ  แต่มันต่างจากหนังสือ  บอกไม่ถูกเหมือนกัน  ดังนั้นเมื่อมีใครคนหนึ่งหยิบยื่นสิ่งเหล่านี้ให้ราวกับหญิงสาวเห็นอัญมณี  เล่มนี้ดีมาก  เหมาะกับเธอ  ลองอ่านสิ  ฉันจะรู้สึกเหมือนกำลังวางมือหน้ากระจก  วงนี้เหมาะกับคุณผู้หญิง  ลองใส่ดูสิครับ  ยังไงยังงั้นเชียวล่ะ

            นึกถึงความหลังอีกแล้ว  ใครกันบอกคนแก่ชอบพูดถึงความหลัง  แก่ก็แก่สิ  ปลายปีนี้ฉันอายุครบสี่สิบหก  ไม่ไว้ผมยาวตั้งเก้าปี  ตั้งแต่คลอดลูกเส้นผมร่วงรุนแรง  ฉันตัดสั้นมาตลอด ไม่ปล่อยยาวพ้นต้นคอสักที นับจากนั้นเลี้ยงลูกอย่างเดียว  เป็นแม่บ้านค่ะ  คำตอบติดปาก จนลูกสาวเรียนวิชาสังคม  คุณแม่ไม่มีอาชีพใช่มั้ยคะ  อยู่บ้านดูแลหนู  คำพูดคำจาไร้เดียงสาพุ่งตรงแทงใจดำ  ฉันยิ้มรับ  เก็บงำบางอย่างเอาไว้

            วันหนึ่งเธอเดินมาหยุดยืนข้างหลังฉัน  สายตาจ้องมองตัวหนังสือบนหน้าจอคอมพิวเตอร์  ฉันเหลียวหลังเห็นรู้เลยว่าเธอพยายามแกะรอยประโยคพวกนั้น  ฉันรีบย่อหน้าจอลง  คุณแม่ทำอะไรคะ  แม่เขียนบันทึกนิดหน่อยจ้ะ  ส่วนลึกอยากบอกเธอ  แม่เขียนบทกวี  Poems เหมือนหนูอ่านใน Bug Club  จำได้มั้ย rhyme น่ะ  เว็บไซต์นิทานภาษาอังกฤษ  ทางโรงเรียนมอบหมายให้เด็กอ่าน  แต่จะมีประโยชน์อะไร  ฉันเป็นแม่สำหรับเธอเพียงพอแล้ว

            แวบนึกถึงร้านหนังสือเดินทาง  อาจเป็นจุดเริ่มต้นก่อนก้าวแรกของการเขียน  ผลักบานประตู  บนถนนพระสุเมรุ  บ่ายวันอาทิตย์  ร่วมสิบปี  ฉันเห็นข่าวผ่านตาจากเฟซบุ๊ก  คล้ายงานพูดคุยเกี่ยวกับบทกวี  ดูสิ ชื่องานยังจำไม่ได้  ที่จำมั่นงานนั้นจัดโดยนิตยสารของแวดวง  พิธีกรนักเขียนใหญ่  ฉันลงรถแท็กซี่  ฉันชอบมาก่อนเวลา  เดินเข้าด้านใน  ผู้ชายใส่แว่นยืนอ่านหนังสือใกล้ชั้นวาง  เขาหันมายิ้มน้อย ๆ  ฉันระงับตื่นเต้นทำทีเมียงมองหนังสือ  เลือกหนึ่งเล่มจ่ายสตางค์  สั่งกาแฟร้อน  ขอนั่งข้างบนได้มั้ยคะ  ขืนอยู่ข้างล่างหัวใจวายตายก่อนแน่  เจ้าของร้านมีน้ำใจพูดด้วย  ถ้างานเริ่มจะเรียกนะครับ

            พอมีเวลาจิบคาเฟอีน ปรับระดับลมหายใจประสาคนอยู่ถ้ำ แว่วเสียงทดลองไมโครโฟน ฉันโผล่หน้าตรงบันได ยิ้มกับเจ้าของร้าน แทรกตัวยังเก้าอี้เกือบท้ายสุด เสียงพึมพำ ผมกำลังเขียนเพลงอยู่... ผมเขียน บลา บลา บลา คำทักทายแนะนำตนเองหึ่ง ๆ เหมือนเสียงผึ้ง  ฉันก้มหน้า  ใครเป็นใครไม่รู้  กวีมือรางวัลสองคน  เขา-พิธีกรคนนั้นยิ้มแย้มแจ่มใส  สบตาทุกครั้งรู้สึกถึงมิตรไมตรีอบอุ่น  มีใครสนใจอยากอ่านบทกวีบ้างไหมครับ   ฉันรีบหลุบตา  มองปลายเท้า  ชายหนุ่มนั่งถัดจากฉันคลี่กระดาษ  เปล่งเสียงอ่านอย่างมั่นใจ  ทุกคนปรบมือ

            ปิดท้ายงานด้วยรอยยิ้มเขา  อยากให้จัดอีกไหม  ฉันพยักหน้าหงึก ๆ ผ่านศีรษะคนข้างหน้า  ฉันวันนั้นไม่มีสักตัวอักษรในไมโครซอฟท์ เวิร์ด  ไม่ต้องพูดถึงต้นฉบับใด ๆ มิอาจเรียกตัวว่านักอ่าน  แค่อ่านหนังสือบ้างนิดหน่อย  ห่างไกลหลายปีแสงจากนักเขียน  เพียงรู้สึกถึงแรงดึงดูดบางอย่างของบทกวี

            จวบจนลูกสาวอายุเก้าขวบ  ไม่มีใครรู้จักชื่อของฉัน  แต่ฉันยังเขียนอยู่  ไม่ใช่อย่างมืออาชีพ  หากเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต  เหมือนความเจ็บปวด  ทุกข์ระทมทั้งหลาย  รอยยิ้มเสียงหัวเราะขาดหายไป  บาดแผลที่ไม่เคยได้รับการเยียวยา  หรือรักษาไม่หายขาด  นั่นแหละ  ตัวหนังสือฉันรวมอยู่ในสิ่งเหล่านั้น  ชีวิตที่ไร้ชีวายังนับเป็นชีวิต

            เดือนก่อนพอมีเวลาว่างเกือบทั้งวัน  ลูกสาวไปเที่ยวกับพ่อของเธอ  ฉันเรียกแท็กซี่ไปสถานีรถไฟฟ้าใกล้บ้านที่สุด  ตั้งต้นตรงนั้นเพื่อไปเยือนวัยเด็ก  ขบวนรถไฟฟ้ากำลังข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา  เหมือนคราวนั่งรถเมล์สาย 203 ข้ามสะพานพระราม 7 เลี้ยวโค้งเข้าสู่เส้นทางสายวันวาน  ยาวนานเหลือเกิน  ผู้คนบนขบวนเริ่มบางตา  ฉันขยับกาย  เดินไปหยุดตรงที่ว่างริมกระจก  แลตึกแถวเก่าสลับคอนโดมิเนียมสองข้างทาง  แผ่นสังกะสีเขียวตอกปิดตลาดเก่าประจำบ้านเสียแล้ว  ยามเช้าแม่พาเดินจ่ายกับข้าวด้วยกัน  ซื้อข้าวเหนียวสังขยากลับไปฝากพ่อ  ของโปรดแม่ต้องหน้าปลาแห้ง  ส่วนฉันชอบหน้ากลอยที่สุด  รสหวานมัน  หอมงา  มะพร้าวโรยหน้า  ฉันไม่เคยกินข้าวเหนียวหน้ากลอยที่ไหนอีกเลย  เห็นขนมห่อใบตองพร้อมไม้กลัดตามร้านข้าวแกงทีไรหวนนึกถึงคราวเดินตลาดกับแม่เสมอ

            “สถานีบางอ้อ”

            บ้านเลขที่ 308/230  ซอยจรัญสนิทวงศ์ 86  ตึกแถวละแวกบ้านทุบทิ้งหมดแล้ว  บ้านหลังแรก  วัยเด็กทั้งหมดของฉันบรรจุอยู่ที่นี่จนเรียนจบปริญญาตรี  เราเรียก บ้านบางอ้อ

 

            จากเรื่องที่คุณเขียน เหมือนว่าบ้านเราจะอยู่ใกล้กัน

            ของผม บ้านเช่าหรอกนะ ในซอยจรัญฯ 53

            บ้านบรรหาร เดินผ่านทุกวัน

ฉันอ่านข้อความทางแชตด้วยรอยยิ้ม  ภายหลังงานเขียนเผยแพร่  จำลองเทปเพลงรวมฮิตพร้อมข้อเขียนสั้น ๆ สิบสี่เพลงผูกพันชีวิต  ฉันถามถึงช่วงเวลาเขาอาศัยแถวนั้น  บางทีอาจมีเรื่องโรแมนติกประเภทเราต่างเดินสวนกันมาตลอด  แต่เปล่า  ห้องริมระเบียงเป็นสวน  ต้นไม้เยอะ  ปากซอยมีร้านข้าวแกงคุณภาพดีที่เขาว่านั้นเกิดราว พ.ศ. 2550-2558  ฉันย้ายบ้านตอนปี 47  ไม่มีห้วงเวลาทับซ้อนกัน

            เขาพิมพ์เล่าต่อ  ช่วงคืนวันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2553  เขานอนฟังวิทยุคลื่นสั้นในห้อง  รัฐบาลสั่งทหารยิงเสื้อแดงที่ราชดำเนิน  ถ้าลูกเขาไม่มาอยู่ด้วย  เขาก็อยู่ม็อบนั้น  ลูกถาม เขายิงทำไม  มีคนตายใช่ไหมพ่อ  ฉันไม่ตอบอะไร  ภาพเหตุการณ์วันนั้นหวนคืน  ฉันพยายามรั้งพ่อทุกวิถีทางไม่ให้ออกจากบ้าน  เพียรพูดด้วยเหตุผลสารพัด  พ่อดึงดันจะไปให้ได้  ฉันร้องไห้ปากบิดเบี้ยวขอร้องพ่ออย่าไป  ถ้าพ่อก้าวออกนอกประตูจริงฉันพร้อมเอาหัวโขกข้างฝา  หรือทุบตีตัวเองแรง ๆ  ทำทุกอย่างเพื่อหยุดพ่อ

            น้ำมูกน้ำตาเปื้อนแก้ม  ร้องจนหมดเรี่ยวแรงหว่านล้อม  พ่อยอมฉัน

            ที่บ้านบางอ้อ  ย่าเคยมาพักอยู่ด้วยช่วงเวลาหนึ่ง  พ่อพาย่านั่งรถแท็กซี่  เรายังไม่มีรถยนต์  ฉันเรียนประถมสาม  โตพอรู้เรื่อง  เด็กเกินกว่าจะเข้าใจ  ฉันเห็นย่านั่งฉีกกระดาษทั้งวัน  ไม่พูดไม่จา  วันหนึ่งกลับจากโรงเรียน  แม่บอกสั้น ๆ  ย่ากลับไปอยู่กับย่าเล็กที่สมุทรสาครแล้วนะ  ไม่นานนักย่าต้องรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลระยะหนึ่ง  พ่อคอยไปรับยาทุกเดือน  แล้ววันหนึ่งย่าไม่ตื่นขึ้นมา  ย่าจากไปอย่างสงบ  ฉันคิดว่านะ 

            รถไฟฟ้าข้ามแยกบางพลัด ฉันระบายยิ้ม โรงเรียนอนุบาลเก่ายังอยู่ เธอเรียนประถามสามแล้ว ไม่เคยขึ้นรถประจำทาง  ไม่มีประสบการณ์โหนรถเมล์เช่นฉัน  เรามักอ่านนิทานภาพด้วยกัน  มีคำถามสั้น ๆ ท้ายเล่ม  น้าพาป๋องแป๋งนั่งรถจักรยานยนต์ไปตลาด  ป๋องแป๋งควรเตรียมตัวอย่างไร  เธออ่านตัวเลือกตอบเสียงดังมั่นใจ  ข้อบีค่ะแม่ สวดมนต์ก่อนขึ้นรถ  ฉันขำเอ็นดูคำตอบลูก  ต้องสวมหมวกกันน็อกสิ   เด็กน้อยสวนทันที  นั่งมอเตอร์ไซค์กับปู่ไม่เห็นมีเลยค่ะ

            คำตอบที่ควรตอบ  คำตอบในชีวิตจริง  คำตอบดีที่สุดคำตอบใด  หลากคำถามผุดในหัวฉัน

 

            นอกจากเขียนหนังสือ  คุณทำอาชีพอะไร

            ฉันพิมพ์ตอบด้วยความอับอาย ไม่มีอาชีพ  บอกเขาตามตรง น่าอายจังค่ะ

            อายทำไม เท่

            เลี้ยงลูกก็หมดเวลาแล้วล่ะ

            ฉันเห็นด้วยกับเขา เราต้องทำสิ่งที่จำเป็นต้องทำ เพื่อให้ได้ทำตามปรารถนาบ้างสักเล็กน้อย นึกขอบคุณน้ำใจเขาไม่พูดให้ฉันรู้สึกตกต่ำมากกว่านี้

            เฮ้  สาวน้อย  ฉันเองนะ  ไม่อยากเชื่อเลยว่าวันนี้ฉันพอเขียนหนังสือได้

            วันข้างหน้าเป็นอย่างไร  หญิงชราคนนั้นจะบอกเอง  ฉันคิด

            “สถานีสิรินธร”

            รถไฟฟ้ากำลังเคลื่อนผ่านอดีตของเขา  ฉันทิ้งข้อความถามไว้  มีสิ่งใดอยากบอกชายหนุ่มคนนั้นหรือเปล่า  ฉันเหม่อมองท้องฟ้าครึ้มฝน  ผู้หญิงขี้อายที่สุดในโลกคนหนึ่ง  ไม่กล้าแสดงออก  ทว่ายามได้อยู่ตามลำพังกับความคิด  ขอกระดาษสักแผ่นสิ  เสียงข้างในกล่าว  ตัวหนังสือทยอยหลั่งไหล  ปราศจากเคอะเขินขลาดเขลา  กลายเป็นอีกคน  อีกคนซึ่งช่วยต่อลมหายใจให้ชีวิต.

 

............................................................

 

Link ที่เกี่ยวข้อง  

              “บางกอกไลฟ์นิวส์” เปิดรับ “เรื่องสั้น” และ “บทกวี”

              วรรณกรรมออนไลน์