เรื่องสั้น : แรงรั้ง : สิงหา กันยา

เรื่องสั้น : แรงรั้ง : สิงหา กันยา

 

            ....พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปนานแล้ว ความมืดค่อย ๆ ปกคลุมทั่วอาณาบริเวณ หญิงสาวในชุดนักศึกษายังคงนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่เก้าอี้ม้าหินหน้าคณะนิติศาสตร์ พลางดูนาฬิกาข้อมือเป็นระยะ เธอเห็นนักศึกษาทยอยลงจากอาคารไปบ้างแล้ว ยิ่งทำให้เธอนั่งไม่เป็นสุข ก่อนเก็บหนังสือลงกระเป๋าเป้ ลุกขึ้นยืนด้วยความไม่สบอารมณ์ ขณะกำลังเดินไปมา นั่ง ๆ ลุก ๆ เปลี่ยนไปหลายท่า ชายหนุ่มร่างสูงก็เดินลงจากอาคาร มุ่งตรงมาประชิดตัว

            “ผมขอโทษนะ ลงมาช้าไปเยอะเลย วันนี้ ประชุมเรื่องกิจกรรม” ธนา ยิ้มหวาน กลบเกลื่อนความช้าของตัวเอง หญิงสาวไม่ตอบ เพียงแต่เดินนำหน้าไปที่ป้ายรถประจำทางด้วยสีหน้านิ่ง ๆ บรรยากาศรอบข้างมืดและเงียบชวนวังเวงแถมยังไร้บทสนทนาทำให้เขาจึงรีบสาวเท้ายาวตามเธอให้ทัน

            “น้ำใส โกรธผมเหรอ ผมขอโทษนะครับ” ธนาเริ่มคุยทำลายความเงียบ

            “ไม่ได้โกรธค่ะ แต่ขี้เกียจคุย อยากรีบกลับบ้าน ไม่รู้รถหมดหรือยัง” น้ำใส ชะโงกหน้ามองหารถเมล์ที่น่าจะเป็นคันสุดท้าย

            ไม่ถึงห้านาที รถที่คอยก็มาจอดเทียบป้าย ทั้งสองคนก้าวขึ้นอย่างรวดเร็ว เสียงกระเป๋ารถเมล์ตะโกนบอก เป็นรถเที่ยวสุดท้ายแล้ว ทำให้น้ำใสถอนหายใจอย่างโล่งอก เธอจึงหันไปคุยกับชายที่มาพร้อมกันด้วยใบหน้ายิ้มแย้มอย่างทันควัน ธนาหัวเราะออกมาเสียงดังจนคนบนรถเมล์มองเป็นตาเดียวกัน

            ขณะกำลังคุยกันอย่างสนุกสนาน ก็ถึงป้ายที่ต้องลง น้ำใสรีบกดสัญญาณเตือนคนขับรถเมล์ ทั้งสองคนลงจากรถเมล์ด้วยความเร็ว เพราะกลัวคนขับจะไม่จอด ธนาเดินไปส่งหญิงผู้เป็นที่รักถึงหน้าบ้าน รอจนแน่ใจว่าเธอเดินเข้าบ้านแล้ว เขาจึงเดินกลับไปที่ป้ายรถเมล์อีกครั้ง ส่วนน้ำใสก็รีบเดินขึ้นห้องก่อนวิ่งออกมายืนส่งธนาที่ระเบียง จนเขาลับตา เธอจึงค่อยกลับเข้าห้อง

            ธนายังคงนั่งรอรถเมล์พลางคิดถึงสาวคนรัก เขามาส่งเธอที่บ้านทุกวันอย่างนี้ตั้งแต่เริ่มคบกันตอนเรียนมัธยมปลายจนถึงวันนี้ผ่านมาเกือบห้าปีที่เขายังคงทำเหมือนเดิม เพียงได้เห็นเธอปลอดภัย เขาก็ดีใจแล้ว แม้จะต้องกลับถึงบ้านดึกดื่นก็ตาม รถเมล์มาจอดป้ายเหมือนทุกครั้ง เขากระโดดขึ้นรถด้วยความเคยชิน

            เขาลงจากรถเมล์เดินเร่งฝีเท้าเข้าบ้าน มองนาฬิกาบอกเวลาสี่ทุ่มแล้ว เขาค่อย ๆ แง้มประตูเปิดอย่างเบามือ แต่ความฝืดของบานพับประตูทำให้เกิดเสียงออดแอด จนต้องรีบปิดประตูอย่างเร็ว เหลียวมองโซฟาห้องรับแขก ปรากฏผู้เป็นแม่นั่งรออยู่

            “ธนา กลับดึกจังลูก ช่วงนี้ อย่ากลับดึกนัก ดวงลูกไม่ค่อยดี วันนี้ แม่ไปที่วัด หลวงพ่อให้สร้อยพระมา ลูกสวมคอหน่อยนะ” แม่คล้องสร้อยพระให้ ธนายกมือไหว้และสวมกอดรับความอบอุ่นจากแม่

            ธนาส่งแม่เข้าห้องนอนแล้ว แต่เขายังนั่งเหม่อมองออกนอกหน้าต่าง คิดถึงใบหน้านวลของเธอผู้เป็นที่รักอีกครั้ง พลางคิดว่า ถ้าวันหนึ่งเขาไม่อยู่ เธอจะอยู่ได้ไหม เขาคิดเพียงแค่นั้นก็สะดุ้งตกใจกับความคิดฟุ้งซ่านของตัวเองจึงรีบล้มตัวลงนอน

            เสียงไก่ขันจากนาฬิกาปลุกบอกเวลาเช้าตรู่ แดดฤดูหนาวส่องผ่านม่านสีฟ้ากระทบตาชายหนุ่มเจ้าของห้องจนต้องลุกขึ้นมานั่งหาวแล้วหาวอีก เขาคว้าโทรศัพท์มาดู นาฬิกาบอกเวลา 9 โมงแล้ว เขารีบถลันลงจากเตียงพุ่งตัวเข้าห้องน้ำอย่างไม่รีรอ จำได้ว่า วันหยุดนี้ 10 โมง มีนัดพาน้ำใส ไปเที่ยวตลาดน้ำ

            ธนารีบเดินจนแทบจะกลายเป็นวิ่งลงบันได ด้วยความรีบร้อนไม่ทันระวัง เขาก้าวพลาดจนเกือบตกบันได โชคดีที่คว้าราวบันไดไว้ทัน ท่ามกลางเสียงกรีดร้องด้วยความตกใจของแม่และน้องสาวที่อายุห่างจากเขาเพียงหนึ่งนาที

            “ธนา ระวังหน่อยลูก แม่บอกแล้วไง ดวงลูกไม่ค่อยดี” แม่ดุเสียงเข้ม เขาเข้าสวมกอดแม่คล้ายจะขอโทษที่ไม่ระวัง แล้วรีบเดินออกจากบ้านไปอย่างรวดเร็ว กลัวว่าสาวคนรักจะรอนาน

            รถแท็กซี่มาจอดหน้าบ้านน้ำใสเวลาสิบโมงตรงเป๊ะ ธนาลงมากดกริ่งหน้าบ้าน ไม่นานน้ำใสก็วิ่งรี่มาเปิดและขึ้นรถแท็กซี่คันเดิมไปตลาดน้ำที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านของน้ำใส แม้แดดจะร้อนจนแสบผิว แต่ไม่ทำให้สาวหน้าใสหมดเรี่ยวแรงเดินหาของกินตลอดทาง เสียงต่อราคาอย่างสนุกสนาน เสียงหัวเราะชอบใจของหญิงสาวข้างกาย ทำให้ธนารู้สึกสดใสไปด้วยโดยไม่ทันมองทางข้างหน้า เหล็กแหลมโผล่ออกมาจากผ้าใบกันสาดที่ขาดวิ่นเฉี่ยวหน้าชายร่างสูงเพียงไม่ถึงนิ้ว หญิงสาวอุทานลั่นด้วยความตกใจ

            “ธนา เกือบไปแล้ว ทำไมเดินไม่มองเลยคะ น้ำใสใจหายหมดเลย” ธนาหน้าซีดเผือดอย่างเห็นได้ชัด เขาก็ตกใจไม่ต่างจากเธอ ถ้าจังหวะนั้นเขาเบี่ยงหลบไม่ทัน จะเป็นอย่างไร เขาเพียงคิดในใจ ไม่อยากให้คนที่เขาต้องปกป้องต้องขวัญเสียไปมากกว่านี้

 

            “เดินต่อเถอะ ไม่เป็นไรแล้ว” ธนาคว้ามือสาวข้าง ๆ เดินต่อร้านถัดไป แต่เจ้าของมือกลับดึงมือรั้งไว้ แล้วบอกให้กลับบ้านดีกว่า เธอเองก็เป็นห่วงเขา เพราะก่อนออกจากบ้าน แม่ของเขาโทรบอกให้เธอดูแลเขาด้วย ดวงเขากำลังมีเคราะห์ น้ำใสตั้งใจไว้ว่า เสร็จจากตลาดน้ำจะพาเขาไปทำบุญที่วัดใกล้ ๆ

            น้ำใสเดินนำชายผิวเข้มร่างสูงออกจากตลาดมุ่งไปทางวัดข้าง ๆ ธนาเริ่มขมวดคิ้วอย่างสงสัย คว้ามือเธอให้หยุดเดิน แต่เธอกลับยิ้มหวานแล้วดึงมือเขาให้เดินตาม เธอชวนให้เขาไหว้พระ ทำบุญถวายสังฆทานก่อนกลับบ้าน...

            ผ่านพ้นวันหยุดไปอย่างรวดเร็ว เริ่มต้นวันเรียนวันนี้น้ำใสเรียนเสร็จก่อนเหมือนทุกวันจึงเดินเรื่อย ๆ มานั่งรอหน้าอาคารคณะนิติศาสตร์ รู้สึกเหนื่อย ๆ และเซ็ง ๆ อย่างบอกไม่ถูก ทั้งที่ควรจะดีใจที่สอบเสร็จแล้ว เธอนั่งเหม่อใจลอยไปไกลโดยไม่ทันเห็นชายผิวเข้มมายืนอยู่ข้าง ๆ

            “สอบวันสุดท้ายแล้ว ทำไมนั่งหน้าเศร้า ๆ ล่ะ น้ำใส อย่าลืมสัญญาของเรานะครับ” ธนา จ้องมองสาวคนรักเหมือนรอฟังคำตอบที่เขาไม่เคยลืมว่าเรียบจบแล้ว เขากับเธอจะแต่งงานกัน

            “ไม่ลืมหรอกค่ะ แต่จริง ๆ น้ำใสอยากทำงานก่อน” น้ำใสหลบสายตา เพราะรู้ว่าคำตอบจะทำให้เขาไม่สบายใจ

            “ไปหาไอติมกินกันดีกว่า ผมเลี้ยงเอง” ธนาเปลี่ยนเรื่อง ไม่อยากกดดันสาวหน้าหวานตรงหน้า เห็นเธอทำหน้าเศร้ายิ่งไม่สบายใจ

            รถเมล์เที่ยวสุดท้ายกำลังจะออกจากป้าย ธนากับน้ำใสรีบวิ่งแล้วก้าวขึ้นทันพอดิบพอดี แต่ก็ต้องนั่งหอบอยู่พักใหญ่ ๆ ขึ้นรถได้ทั้งสองคนก็หัวเราะชอบใจ ธนามาส่งคนรักถึงหน้าบ้านเหมือนทุกครั้ง เมื่อเธอเข้าบ้าน เขาจึงกลับบ้าน

            “ธนา” น้ำใสตะโกนลั่นพลางสะดุ้งเฮือกลุกขึ้นนั่งหอบหายใจแรง นึกถึงความฝันอันน่ากลัว ภาพใบหน้าชายคนรักเต็มไปด้วยเลือดแดงฉาน เธอลุกออกมายืนสูดอากาศที่ระเบียง พลันสายตามองเห็นเขายืนอยู่หน้าบ้าน จึงรีบวิ่งลงไป แต่พอลงมาถึงหน้าบ้าน พบเพียงความว่างเปล่า เธอจึงเดินกลับขึ้นห้องด้วยความกังวล

            เช้าวันฟ้าครึ้มไม่แจ่มใส น้ำใสรีบออกจากบ้านด้วยความรีบร้อนไปมหาวิทยาลัย วันสุดท้ายแห่งการส่งงานวิจัยและทั้งวันเธอวุ่นวายอยู่กับการทำเรื่องขอจบการศึกษา กระทั่งเย็นจึงเดินไปรอที่หน้าคณะนิติศาสตร์ แต่รอจนสองทุ่มก็ยังไม่มีเงาของเขา เธอพยายามโทรหาแต่กลับมีเพียงเสียงตอบรับอัตโนมัติ เขาไม่เคยปิดเครื่อง ยิ่งทำให้เธอกังวลมากขึ้น รีบโทรไปที่บ้าน ก็ไม่มีใครรับสาย

            น้ำใสเดินออกจากมหาวิทยาลัยอย่างอ่อนแรงและคิดไม่ออกว่า ธนาหายไปไหน ขณะความคิดกำลังล่องลอย น้ำใสรู้สึกเหมือนมีคนจ้องมองจึงรีบหันไป

            “ธนา หายไปไหนมา น้ำใสเป็นห่วงแทบแย่” น้ำใสฉีกยิ้มกว้าง แต่ธนากลับไม่ได้มีคำตอบใด ๆ เพียงส่งยิ้มน้อย ๆ พอดีรถเมล์มาจอด ทั้งคู่จึงรีบขึ้นรถ ตลอดเส้นทางเงียบงันไร้เสียงสนทนาเหมือนทุกวันทำให้น้ำใสเริ่มสงสัยว่าชายผู้เป็นที่รักกำลังเครียด กระทั่งรถจอดป้ายจุดหมายปลายทาง ขณะที่ลงจากรถเสียงตะโกนโหวกเหวกดังขึ้น น้ำใสจึงชวนชายข้าง ๆ เดินเข้าไปดู เธอค่อย ๆ แทรกตัวไทยมุงเข้าไป

            ภาพที่ปรากฏตรงหน้า คือชายสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวกางเกงสแล็คสีดำ นอนนิ่งเลือดนองไหลตามทาง เธอค่อย ๆ เลื่อนสายตาขึ้นไปที่ใบหน้า ทำให้ถึงกับตัวชา ใจวูบสั่นไหว อยากจะกรีดร้องแต่เสียงกลับย้อนลงไปในอก เธอจำได้แน่นหนักว่านั่นคือใบหน้าของชายคนรัก เธอหันมองชายคนข้าง ๆ เป็นเชิงถาม

            “ผมขอโทษ ผมไม่รู้จะบอกน้ำใสยังไง หลังจากส่งน้ำใสเข้าบ้าน ผมก็เดินกลับมาที่ป้ายรถเมล์ นั่งรอรถเที่ยวสุดท้าย จู่ ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าวิ่งออกจากสวนด้านหลัง แล้วผมก็รู้สึกเหมือนมีอะไรแข็ง ๆ ฟาดที่ต้นคอเต็มแรง” เสียงเขาอธิบายแจ่มชัดทั้งที่ไม่ได้ขยับปาก

            เธอค่อย ๆ ถอยออกจากวงล้อมไทยมุง ถอยออกห่างเรื่อย ๆ โดยไม่ทันได้เห็นว่า อีกไม่ถึง 500 เมตร มีรถกระบะวิ่งมาด้วยความเร็วสูง เสี้ยววินาทีระทึก เธอรู้สึกถึงแรงรั้งทางด้านหลังให้หยุดชะงักอยู่เพียงตรงนั้น ความอบอุ่นของมือคนคุ้นเคยโอบรั้งป้องกันเธอไว้ให้พ้นจากรถคันนั้นที่วิ่งผ่านหลังไปอย่างฉิวเฉียดท่ามกลางเสียงกรีดร้องของเหล่าไทยมุง

            “ผมคงปกปัองน้ำใสได้เพียงแค่นี้” เสียงกระซิบดังข้างหูก่อนสติเธอดับวูบลง

 

.......................................................................

 

Link ที่เกี่ยวข้อง  

              “บางกอกไลฟ์นิวส์” เปิดรับ “เรื่องสั้น” และ “บทกวี”

              วรรณกรรมออนไลน์