เรื่องสั้น : ความเจริญที่ใฝ่ฝัน : ทัศนา ย่องเพชร

เรื่องสั้น : ความเจริญที่ใฝ่ฝัน : ทัศนา ย่องเพชร

 

          1. 

          ตาแสงเกิดและเติบโตในชนบทห่างไกล และอย่างลำพังในพื้นที่สงบและปลอดภัย เขามีผู้หญิงที่เคียงข้าง ก็แต่แม่ ของเขาคนเดียวเท่านั้น ไม่เคยมีเมีย มีลูก ชีวิตก็มีแต่ด้วยการทำสวน ทำไร่ ทำนา เอาหลังมองแดด เอาหน้ามองดิน มือหยาบกร้านจากการจับเสียมและจอบ ชีวิตของเขาผูกพันกับผืนดินและวิถีชีวิตเรียบง่ายมาโดยตลอด ตั้งแต่มีหนวดเส้นแรกขึ้นบนใบหน้าจนถึงตอนนี้หนวดเส้นนั้นถูกโกนออก และงอกขึ้นมาใหม่กลายเป็นสีขาวแทนที่เส้นเดิม

          ถึงกระนั้นในใจลึก ๆ ของชายแก่ กลับมีภาพของเมืองกรุงที่ส่องประกายระยิบระยับเป็นความใฝ่ฝัน เขาได้ยินเรื่องราวความเจริญอย่างฝันที่หวานชื่นจากวิทยุและคนเดินทางไปมาที่มักจะเล่าภาพความเจริญนี้ให้ตาเฒ่าฟัง ถึง ภาพของการพัฒนาและยังเป็นภาพของโอกาสที่ชวนให้ไปไขว่คว้า

          ในฐานะตาแก่คนหนึ่งที่มีชีวิตมาถึงขนาดนี้อยากจะเห็นเมืองกรุงสักครั้ง หรืออย่างน้อย ๆ ก็อยากจะสัมผัสกับความเจริญแบบนั้นสักครั้งหนึ่ง ความใฝ่ฝันของแกเช่นนี้ ไม่ได้โผล่อยู่เฉพาะในความคิดของแก ครั้งหนึ่งอำเภอของแกมีนายอำเภอคนใหม่ที่มาจากเมืองกรุงย้ายมาประจำที่อำเภอ ตาแสงจึงตัดสินใจเดินทางไปพบเขาด้วยความหวัง

          "ท่านครับ กรุงเทพฯ มันเป็นยังไงหรือครับ งานมันดีไหมครับท่าน ?"

คำถามนี้ถูกเล่าขานไปทั่วทั้งอำเภอ และยังคงเป็นคำถามที่ตาแสงเฝ้าถามตัวเองเสมอ

 

          2.

          เช่นเดิมกับทุกวัน ตาแสงยังคงใช้ชีวิตเรียบง่ายของแกกว่าครึ่งค่อนวันในการทำสวนในพื้นที่ไร่ของแก ทว่าวันนี้ช่างแตกต่างตรงที่ว่าวันนี้มีเสียงรถยนต์ขับผ่าน พร้อมกับประกาศเสียงตามสายดังลั่น ขับผ่านไป ๆ มา ๆ ทั้งหมู่บ้าน ทำเอาตาแสงต้องเดินออกไปดู เพราะแม้ว่าแกจะเคยได้ยินเสียงรถยนต์มากมายที่แวะเวียนเข้ามายังหมู่บ้าน หรือถ้าให้ใกล้เคียงก็ตอนฤดูเลือกตั้งที่มีรถยนต์ที่มีเสียงดังโหวกเหวกเช่นนี้ แต่ช่วงนี้ก็มิใช่ฤดูหาเสียง รถยนต์ติดประกาศเสียงดังแบบนี้ มันไม่มีหรอก ชายชราคิดในใจสักพักก่อนเดินออกจากสวนไปดูด้วยความสงสัย

          รถยนต์สีดำเงาแวววับสะท้อนกับแสงของดวงอาทิตย์ชวนทำให้แสบตา พร้อมกันเสียงดังจากลำโพงตัวใหญ่ที่ติดอยู่บนยานพาหนะสี่ล้อคันนี้

          "พี่น้องเอ๊ย... ความเจริญมาถึงบ้านเราแล้ว" เสียงที่ค่อย ๆ เดินผ่านโทรโข่ง แล้วกระจายผ่านลำโพง ไปถึงหูของชาวบ้าน

          ตาแสงที่ได้ยินไม่ชัดเจน จึงเดินไปตรงริมถนนที่อยู่ใกล้กับสวนของแกเพื่อตั้งใจฟังอีกครั้ง

          "พี่น้องเอ๊ย... หมู่บ้านเราจะมีโรงงานเข้ามาตั้งที่นี้ ความเจริญมาถึงบ้านเราแล้ว"

          รอบนี้แกได้ยินชัด ปากแกยิ้ม รอยย่นบนใบหน้าชัด ในใจก็คิดถึงเพียงว่า กรุงเทพฯมาหาแกแล้ว  จนกระทั่งรถยนต์คันนั้นขับผ่านแกอีกครั้ง ครั้งนี้คนขับชะลอรถเข้าใกล้ เปิดกระจกรถลงอย่างช้า ๆ ซึ่งก็เป็นผู้ใหญ่บ้านที่อยู่ข้างบ้านของชายเฒ่า ขยับหน้าออกจากกระจกมาคุยกับตาแสง

          "ตาแสง พรุ่งนี้บ่าย ว่างไหมตา ?" ผู้ใหญ่บ้านเอ่ยปากถามในขณะที่เขานั่งในรถ

          "จะทำอะไรล่ะ พ่อผู้ใหญ่"

          "ก็จะชวนประชุมเรื่องสร้างโรงงานเขามาจากกรุงเทพฯ เลยนะตา"

          "ได้ ๆ ข้าว่าง ๆ" ตาแก่ตอบตกลงทันที แบบที่แทบไม่ต้องคิด ตาแสงเชื่อว่า นี่อาจเป็นความเจริญแบบที่กระจายมาให้หมู่บ้านชนบทของแก ในหัวก็เปื้อนไปกับความคิดต่าง ๆ นา ๆ ความใฝ่ฝันที่แค่อยากสัมผัสมาโดยตลอด มันมาถึงหมู่บ้านแกแล้ว

          "งั้นพรุ่งนี้บ่าย ๆ นะตา ฉันไปก่อนล่ะ" ผู้ใหญ่บ้านค่อย ๆ เอื้อมมือปิดกระจกรถ ก่อนจะขับรถยนต์ที่ติดโทรโข่งกระจายเสียงประกาศเรื่องโรงงานต่อ

          ตาแสงยิ้มให้กับรถยนต์สีดำตรงหน้า สายตาอยากจะถึงพรุ่งนี้บ่ายไว ๆ ในหัวก็คิดถึงภาพความเจริญต่าง ๆ นา ๆ ทั้งที่เคยฟังจากวิทยุหรือคนอื่น ๆ มาเล่าให้แกฟัง สิ่งเหล่านี้แหล่ะคือ ความเจริญที่ใฝ่ฝัน ให้มาแทนที่หมู่บ้านแห่งนี้

 

          3.

          รอยยิ้มของตาแสง ไปปรากฏที่ศาลาหมู่บ้านก่อนชาวบ้านคนไหน ๆ แววตามีความสุขเหมือนกับเด็กน้อยที่ได้กินน้ำอัดลม ความใฝ่ฝัน ที่ตาแสงนึกถึงเริ่มคืบคลานมาใกล้แกในวัยที่ตาแก่เข้าวัยชรา แต่อย่างน้อยก่อนต้นไม้จะสะบัดใบไม้ใบสุดท้ายทิ้งไป สิ่งที่แกอยากเห็นมาค่อนชีวิตก็จะมาปรากฏตรงหน้าแล้ว

          ชาวบ้านเริ่มทยอยมาที่ศาลาหมู่บ้าน ทีละคน สองคน และค่อย ๆ หยิบเอาเก้าอี้ที่ตั้งอยู่มานั่ง และรอให้ผู้ใหญ่บ้านได้อธิบาย การประชุมวันนี้

          "ทุกคน พอจะรู้แล้วใช่ไหม ว่าวันนี้เราจะมาพูดคุยกันการก่อสร้างโรงงานในหมู่บ้านเรา" ผู้ใหญ่บ้านเริ่มประชุม

          ชาวบ้านทุกคนไม่พูดอะไร มีเพียงตาแสงที่ยิ้มกว้างราวกับแป๊ะยิ้มในวันตรุษจีน และพยักหน้าตามราวกับคนเชิดมังกร

          "งั้นเดี๋ยวพวกเราก็ลองฟัง เจ้าหน้าที่มาอธิบายนะ" ผู้ใหญ่บ้านพูดต่อ และปล่อยให้เจ้าหน้าที่ของโรงงานมาอธิบาย

          "สวัสดีครับ ผมเป็นเจ้าหน้าที่จากโรงงานนะครับ เริ่มเลยละกันผมยินดีอย่างมากในการก่อสร้างโรงงาน ที่หมู่บ้านแห่งนี้ เพราะโรงงานของเรา เพราะหมู่บ้านแห่งนี้เพียบพร้อมในทุกแง่ของความเจริญ..." เขาบรรยายประโยชน์และข้อดีสารพัดอย่าง และก่อนที่จะกลืนน้ำลายไปหนึ่งเฮือกใหญ่

          พร้อมกับพูดต่อว่า "โรงงานแห่งนี้จะทำให้หมู่บ้านนี้เจริญขึ้น ชาวบ้านจะมีการมีงาน" ซึ่งเป็นคำพูดที่ทำเอาชาวบ้านทุกคนสนใจ และรวมไปถึงตาแก่ที่ตลอดชีวิตจับแต่จอบและเสียมอย่าง ตาแสงด้วย ที่แม้ว่าจะพร้อมสนับสนุนโครงการนี้อยู่แล้ว แววตาก็ลุกเป็นประกายทันที และก่อนที่เจ้าหน้าที่จะขอให้ทุกคนร่วมโหวตอนุมัติและเซ็นยินยอมให้ก่อสร้างโรงงาน ทุกคนก็พร้อมใจกันยกมือโหวตผ่านอนุมัติให้มีการก่อสร้างโรงงานในหมู่บ้านชนบทที่ห่างไกล เพื่อหวังว่า ความเจริญจะเปลี่ยนแปลงหมู่บ้านนี้ไปในทางที่ดี ทุกคนได้มีงานทำอย่างกับคำพูดของเจ้าหน้าที่คนนั้น

 

          4.

          เพียง 6 เดือน โรงงานที่ก่อสร้างเสร็จ ข่าวนี้กระจายไปทั่วทั้งหมู่บ้าน และเมื่อถึงหูตาแสง จอบและเสียมในมือก็ถูกโยนทิ้งราวกับว่ามันไม่จำเป็นอีกแล้ว เขารีบมุ่งหน้าไปที่โรงงานดังกล่าว เพื่อจุดประสงค์ที่จะมองดูความเจริญที่ฝันมากว่าค่อนชีวิตด้วยตาเนื้อของตัวเอง รอยยิ้มปนอยู่กับรอยย่นบนใบหน้า เขาอยากที่จะตะโกนและโลดเต้นเหมือนลิงที่ได้แก้วอยู่ในมือ  แต่ต่างกันตาแก่ในวัยชรากระโดดโลดเต้นแบบนั้นไม่ได้แล้ว

          สายตาของชายชรา ที่เห็นตึกขนาดใหญ่ก่อตั้งอยู่ใจกลางหมู่บ้าน ปล่องขนาดใหญ่ ผลิตควันอย่างกับผลิตเมฆบนฟ้า ตาเนื้อของชายแก่ที่เห็นมัน เหมือนกับชีวิตของเขาประสบความสำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้ว

          "สวัสดีครับคุณตา มีอะไรให้ช่วยไหมครับ ? " เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหนุ่มที่ประจำอยู่หน้าโรงงานถามชายชราที่ยืนยิ้มอยู่หน้าโรงงาน

          "เขาสมัครงานกันตรงไหน เหรอพ่อหนุ่ม" ตาแก่ถามเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหนุ่มด้วยรอยยิ้ม

          "คุณตาจะให้ลูกหลานมาสมัครเหรอครับ"

          "ป่าวจ้ะ ชั้นจะสมัครเอง" ตาแสงตอบและยิ้มให้เจ้าหน้าที่คนนั้น

          เจ้าหน้าที่ทั้งอึ้ง ทั้งตกใจ ในใจก็คิดว่าแกก็แก่ยังอยากจะมาสมัครงานที่นี้อีกเหรอ ก่อนจะถนอมน้ำใจชายชราด้วยการชี้ไปยังเจ้าหน้าที่ทรัพยากรมนุษย์ที่ทำหน้าที่รับสมัครงานและโยนคำตอบนี้ให้เจ้าหน้าที่คนนั้นให้คำตอบชายชราแทนเขา

          "ขอบคุณจ้ะ" ชายชรายิ้มให้

          ตาแสงสูดหายใจเต็มอกเข้า ก่อนจะหายใจออกอย่างเต็มแรง แล้วตรงไปยังโต๊ะรับสมัครงาน

          "สวัสดีจ้ะ ชั้นมาสมัครงานจ้ะ" ตาแก่พูดและยิ้มให้เจ้าหน้าที่รับสมัคร ทั้งทางปากและใบหน้า

          "อะไรนะคะ ?" เจ้าหน้าที่รับสมัครงานถามซ้ำอีกครั้ง

          "ชั้นจะมาสมัครงานจ้ะ"

          "ห้ะ" อาการของเจ้าหน้าที่รับสมัครรู้สึกแบบเดียวกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคนก่อนหน้า ก่อนเธอจะถามชายชราด้วยน้ำเสียงของคนที่มีอาการตกใจนิดหน่อยว่า  "คุณตาอายุเท่าไหร่แล้วคะ"

          "ปีนี้ชั้นก็ 82 แล้วจ้ะ" ตาแก่ให้คำตอบใบหน้ายังเปื้อนใบด้วยรอยยิ้ม

          "เอ่อ... พอดีคุณตาอายุ..." เธอพูดด้วยความเกรงใจแต่ก็ยังไม่ทันได้ให้คำตอบ เจ้าหน้าที่ที่มาอธิบายเรื่องโรงงานที่ศาลาหมู่บ้านเมื่อ 6 เดือนก่อนก็เดินผ่านมาพอดี

          "สวัสดีจ้ะ พ่อหนุ่ม " ตาแก่ชิงที่จะทักทายก่อน

          "สวัสดีครับ มาทำอะไรเหรอครับ " เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวตอบคุณตาด้วยใบหน้าเฉยชา

          "อ่อ ก็จะสมัครงานนะจ้ะ มีตำแหน่งอะไรว่างบ้างเหรอจ๊ะ"

          "ห้ะ คุณตาอายุขนาดนี้ยังจะมาสมัครงานอีกเหรอ " เขาตอบชายชรา

          "อ้าว ไหนบอกว่า ชาวบ้านจะมีงานทำล่ะจ้ะ ชั้นก็เลยมาสมัครไง" ตาแก่หน้าขาวซีดแต่ก็ยังปรากฏรอยย่นบนใบหน้า  ราวกับ กระดาษเอสี่ที่ถูกขยำ

          "โถ่ ตา !! แก่ขนาดนี้แล้วยังอยากจะมาทำงานโรงงานอีกเหรอ จะมาทำงานหรือจะมาเป็นภาระกันแน่ ต่อให้อายุน้อยกว่าตาสัก 30 ปี พวกเราก็ไม่รับหรอก กลับไปเถอะ !!" เขาตะคอกใส่ตาแก่ ด้วยอารมณ์ที่ค่อยพอใจ

          คอของตาแสงตกลง ความใฝ่ฝันที่เป็นเหมือนเทียนที่ติดไฟและถูกเป่าให้ดับในพริบตา รอยยิ้มไม่ปรากฏบนใบหน้า แต่รอยย่นยังชัดเจน เขาเดินออกจากโต๊ะรับสมัครงาน อย่างคนที่โดนไล่ออกจากงาน แต่ทว่า เขายังไม่ได้เป็นพนักงานเลยด้วยซ้ำ ความผิดหวังกับสิ่งที่ใฝ่ฝัน เหมือนความเจริญจะมาหาแกช้าไป

          เมื่อตาแสงถึงบ้าน มือก็ตกอยู่บนหน้าผาก รอยยิ้มที่ปรากฏอยู่ในชั่วโมงก่อนหน้านี้ก็หายไป และคิดว่าจะคงจะเป็นของที่หายแล้วไม่ได้คืนแล้ว ชายชราหายใจเข้าและถอนออกอย่างเหนื่อยล้า ชีวิตแกที่จับจอบมาไม่เหนื่อยล้าเหมือนวันนี้

          "แค๊ก แค๊ก" เสียงตาแก่ไอขึ้น

          "แค๊ก แค๊ก แค๊ก !!" และดังขึ้นอีกครั้ง และดังขึ้นอีกหลาย ๆ ครั้ง

          ชายชราคิดว่า คงเป็นอาการของคนที่ผิดหวัง แต่ก็ไอขึ้นอีกหลาย ๆ ครั้ง จนเขาเหนื่อยและเขาก็หลับไป...

 

          5.

          แสงแดดจากหน้าต่างที่กระทบใบหน้าที่เหี่ยวและย่นของชายชรา ตาแสงค่อยลืมตาขึ้นที่โรงพยาบาลขนาดเล็กในอำเภอ ผู้คนมากมายนอนอยู่ห้องเดียวกับเขา 

          "ตาแสงเป็นอะไรบ้าง" ผู้ใหญ่บ้านถามตาแก่ด้วยความวิตก

          "ข้ามาอยู่นี้ได้ไง แค๊ก แค๊ก" ตาแก่ถามด้วยความสงสัย

          "ก็ชั้นเข้าไปหาตานั่นแหล่ะ พ่อชั้นฝากกับข้าวมา เห็นเป็นลมพอดี ชั้นเลยตกใจพาตามาที่โรงพยาบาลนี่แหละ" ผู้ใหญ่บ้านอธิบาย

          "ข้าไม่เป็นอะไรหรอก ข้ากลับบ้านก่อนนะ" ตาแสงตอบด้วยอารมณ์สงบนิ่ง แต่แววตาเศร้า

          "เดี๋ยวนะตา รอหมอบอกก่อนว่าตาเป็นอะไร"

          "ข้าไม่เป็นอะไรหรอก"

          "เถอะนะตา รอสักแป๊ป"

          "เออ ๆ ก็ได้วะ" ตาแสงตอบด้วยความใจอ่อนของคนบ้านใกล้ที่เห็นกันมานาน

          "นั่นไง นั่นไง หมอมาแล้ว"

          "เอ่อ คนไข้ชื่อแสง ใช่ไหมครับ" หมอถามชายชราหน้าย่นที่แววตาเศร้าเพื่อความชัดเจน

          "ใช่จ้ะ" ตาแสงตอบด้วยเสียงเรียบ

          "แล้วคนนี้ญาติคนไข้ใช่ไหมครับ"

          "ไม่ใช่ญาติ ก็เหมือนญาติแหละครับ" ผู้ใหญ่บ้านตอบหมอ ด้วยน้ำเสียงที่กังวล

          "โอเคครับ คืออาการของคุณแสงเนี่ยเหมือนจะเป็นการสูดดม สารพิษเข้าไปครับ ทำให้มีปัญหาเกี่ยวกับปอด ไม่ทราบว่าปกติคนไข้ สูบบุหรี่ไหมครับ"

          "ไม่นะจ๊ะ ชั้นไม่ได้สูบจ้ะ" ตาแสงตอบด้วยความสงสัย ว่าทำไมเขาถึงมีปัญหานั้น

          "งั้นอีกประเด็นหนึ่งที่อาการนี้จะเกิดได้ คือการสัมผัสมลพิษจากพวกโรงงาน แถวบ้านมีพวกโรงงานไหมครับ" หมอถามชรา แต่ชายชราก็เงียบและไม่ได้ตอบคำถามใด ๆ

          "ถ้าโรงงาน ก็พึ่งสร้างเสร็จไม่นานนี้เองจ้ะหมอ" ผู้ใหญ่บ้านตอบคำถามหมอแทนตาแสงที่เงียบไป

          "งั้นต่อไปนี้ คุณแสงต้องระวังนะครับ เพราะสารพิษพวกนี้มันอันตรายเวลาเดินก็ควรจะสวมใส่หน้ากากอนามัยนะครับ หมอไปก่อนครับ" หมอเดินออกจากเตียงของตาแสง เพื่อจะไปดูคนไข้คนอื่น

          "ข้ากลับได้ยังวะ" ตาแสงถามไปยังผู้ใหญ่บ้าน

          "ตานอนต่ออีกสักแป๊ป เดี๋ยวกลับพร้อมชั้น"  ผู้ใหญ่บ้านตอบตาแสง ด้วยความเป็นห่วง

          "เออ มีอีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะบอกเอ็ง" ตาแสงหันหน้าไปมองหน้าต่างที่มีแสงส่องอยู่

          "อะไรเหรอตา" ผู้ใหญ่บ้านหันหน้าไปมองตาแสง

          "ความเจริญ ไม่ใช่สิ่งที่ข้าฝันแล้วว่ะ" แล้วชายชราหันหน้ากลับแล้วมองสายน้ำเกลือของตัวเอง.

 

………………………………………..

 

Link ที่เกี่ยวข้อง  

              “บางกอกไลฟ์นิวส์” เปิดรับ “เรื่องสั้น” และ “บทกวี”

              วรรณกรรมออนไลน์