เรื่องสั้น : ชายหาด : วาริส วารินทร์กวี

เรื่องสั้น : ชายหาด : วาริส วารินทร์กวี

 

           1.

           ผมคว้ามอเตอร์ไซค์ของน้องชาย ขับฝ่าแดดบ่ายออกจากบ้าน ผ่านสวนยางพารา ขึ้นสะพานเหนือลำคลอง สายน้ำเบื้องล่างใสเย็นมองเห็นฝูงปลาเล็กปลาน้อยกำลังแหวกว่าย ขับผ่านสวนผลไม้ ผ่านต้นปาล์มยืนเรียงแถว บนถนนผมขับรถอย่างช้า ๆ  และคิดถึงทะเลปลายทางจับใจ

           หลังจากขึ้นชกไฟต์ล่าสุด ร่างกายผมจำเป็นต้องพักฟื้นสักระยะ “นักมวยบ้านนอกต้องอึดกว่านี้” พ่อบอกกับผมเช่นนั้น ความจริงพ่อเคยเป็นนักมวยมาก่อน แต่ล้มเหลวเมื่อได้รับโอกาสขึ้นชิงแชมป์ครั้งสำคัญ สุดท้ายพ่อต้องเลิกมวย และมาพบรักกับแม่

           แม่ของผมเป็นครูสอนศาสนาที่เคร่งครัด ผมได้รับความเป็นแม่มาบางส่วน ซึ่งบางส่วนในตัวลูกชายต้องมีการแบ่ง คือ ผมต้องเป็นแบบพ่อ ส่วนน้องต้องเป็นแบบแม่

           ผมได้รับการเคี่ยวเข็ญเคี่ยวกรำ ฝึกฝนการเป็นนักมวยตั้งแต่เรียนชั้นอนุบาล การซ้อมมวยทั้งน้ำตานั่นเป็นเรื่องปกติ ส่วนน้องแม่หมายมั่นปั้นมือให้ตั้งใจเรียนหนังสือ แม่ยังบอกอีกว่าในบ้านเราอย่างน้อยต้องเป็นข้าราชการไว้สักคน ซึ่งนั่นคือมรดกตกทอดมาสู่คนรุ่นผม

 

           วันนี้อากาศที่บ้านร้อนเกินกว่าจะนอนพักผ่อนหย่อนใจ ผมคิดว่าเมื่อต้องการพักจริง ๆ นั่นหมายรวมถึงหัวใจเข้าไปด้วย ผมจึงขับรถกลับไปหาบ้านอีกหลัง ผมคิดถึงตา คิดถึงหมู่บ้านชายทะเล คิดถึงภาพต้นมะพร้าวไหวเอนไปตามแรงลม คิดถึงเสียงคลื่นเวลามันซัดเข้าชายฝั่ง ผมชอบดูพระอาทิตย์ตกขอบทะเล

           ใครคนหนึ่งเคยบอกไว้ว่า “เมื่อเราเหงา เศร้า ไม่มีความสุขกับการใช้ชีวิต ให้เอาทั้งหมดนั้นมาโยนทิ้งทะเล” ใช่แล้วผมเชื่อในประโยคนี้ ผมจึงมุ่งหน้าไปหาสถานที่แห่งนั้น

           ผมมักชอบการขับรถมอเตอร์ไซค์ ซึ่งจะขับไปเรื่อย ๆ ยิ่งไกลเท่าไหร่ยิ่งดี ความรู้สึกนี้มันทำให้ผมเป็นตัวของตัวเอง แม้จะดูแปลกแยกจากสังคม แต่นี่นับเป็นจักรวาลของความสุขเล็ก ๆ ที่ผมบรรจงสร้างขึ้น ความจริงผมยังไม่ได้บอกพ่อกับแม่เรื่องนี้ แม่ไม่มีปัญหาเท่าไหร่นัก เพราะหากแกโกรธ แม่ก็บ่นให้ฟังเพียงไม่นานก็หาย แต่ผมกลัวพ่อ เพราะเวลาโกรธพ่อจะไม่พูด พ่อลงไม้ลงมืออย่างเกรี้ยวกราด เรื่องนี้แม่หยุดพ่อไม่เคยได้ เหมือนกับเวลาพ่อสอนผมในทักษะการชกมวย ราวกับพ่อได้กลายเป็นอีกคน เป็นพี่เลี้ยงนักมวยมากกว่าการเป็นผู้ให้กำเนิด ไม่ปราณี ไม่แสดงอาการเห็นอกเห็นใจ ผมสงสัย พ่อทำได้อย่างไร

           ถึงตอนนี้ผมก็แค่เด็กหนุ่มอายุสิบเก้าปีที่มองเห็นสภาพชีวิตอันล้มเหลวกวักมือเรียกอยู่เบื้องหน้า หลังจากตัดสินใจไม่เข้ามหา’ลัย ความจริงเรื่องนี้พ่อเห็นด้วยกับผม ส่วนแม่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ เลือดความเป็นครูของแม่ลุกโชน “เป็นถึงลูกครูแต่ไม่เรียนต่อ แล้วแม่จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน” แต่พ่อนั่นแหละ พ่อเป็นคนไกล่เกลี่ย พร้อมให้เหตุผลว่าน้องชายจะเป็นคนสานฝันในส่วนนั้น ส่วนผมจะต้องเป็นนักมวยที่มีชื่อเสียง ถึงตอนนี้ผมเริ่มมั่นใจบ้างแล้วว่า พ่ออาจคิดผิดที่เลือกผม

           พ่อมักยกตัวอย่างให้ดูนักมวยที่ประสบความสำเร็จในปัจจุบันที่ก้าวขึ้นไปสู่ซุปเปอร์สตาร์บนผืนผ้าใบ ไม่ว่าจะเป็น รถถัง จิตรเมืองนนท์ ซุปเปอร์เล็ก เกียรติหมู่ 9 ตะวันฉาย พีเคแสนชัยมวยไทยยิม แม้ผมจะไม่ชอบการเป็นนักมวย เพราะพ่อบังคับ อย่างไรก็ตามแต่หากผมไม่มีหนทางหลีกหนีชะตากรรมนี้ได้ สักวันผมจะคว้าเข็มขัดแชมป์มาให้พ่อ หลังจากความฝันนั้นถึงฝั่งแล้ว พ่อคงปลดปล่อยผมออกจากกรงขังในสังเวียนนี้เสียที

 

           2.

           ผ่านแนวป่าโกงกาง กำลังเข้าสู่ช่องเขาหินปูนที่มีการระเบิดสร้างถนน ผมได้กลิ่นน้ำเค็มที่ลอดเข้ามาใต้กระจกหมวกกันน็อค ไม่แน่ใจตัวเองเหมือนกัน ว่าการมาครั้งนี้จะอยู่ที่นี่นานเท่าไหร่ แต่เมื่อแบกความอ่อนล้ามาเต็มบ่า ผมก็ควรกลับไปพร้อมความโปร่งอันบางเบา

           ถนนสายนี้ทอดยาวไปสู่หมู่บ้านชายทะเล ผมคิดถึงตาเมื่อรถเคลื่อนขึ้นสะพาน ย้อนกลับไปคิดถึงเหตุการณ์สึนามิ ปลายปี 47 ตอนนั้นผมอายุเพียง 4 ขวบ ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ของแม่กลับบ้านตา ความจริงความทรงจำนั้นผมพยายามลบลืม แต่อย่างไรมันกลับแจ่มชัด

           วันนั้นพ่อมีปากเสียงกับแม่อย่างหนัก แม่หอบผมและอุ้มน้องชายกระเตงไว้ขึ้นรถบึ่งขับออกไป ขณะที่ทราบข่าวจากญาติว่าตาออกทะเลไปหาปลา ฉากนั้นผมจำได้ดีทีเดียว แม่ไม่ต่างอะไรกับนกบาดเจ็บที่หลงทางในมหาสมุทร จะบินไปฝั่งไหนก็ไร้แรงกระพือปีก

           เมื่อคิดถึงฉากนั้นระหว่างขึ้นสะพานผมชะโงกเพ่งมองไปในสายคลองน้ำเค็มขนาดเล็กที่ทอดยาวไปสู่เวิ้งทะเลฝั่งอันดามัน หมู่นกกระยางบินร่อนบนเบื้องฟ้าที่ประดับประดาไปด้วยปุยเมฆขาว ผมคิดหากหลับไปสักงีบบนก้อนเมฆสะอาดสักก้อน ตื่นขึ้นมาคงมีความสุขน่าดู

           รถมอเตอร์ไซค์เลี้ยวโค้งรูปเคียวไปตามเชิงเขาหิน ก่อนนี้มันเคยเป็นเกาะมาก่อน วันเวลาทำให้มันแปรเปลี่ยนเป็นพื้นที่สลับซับซ้อน มีการระเบิดเพื่อเปิดช่องเขา ผมผ่านมันมา พลางขบคิดถึงซากฟอสซิลที่ถูกค้นพบหลักจากมีการใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจมาสร้างประเทศ สิ่งที่ซ่อนอยู่ในหัวใจผมจะถูกค้นพบเหมือนกันหรือเปล่า

           เมื่อถนนหนทางสะดวกสบาย รถราจึงวิ่งกันง่ายขึ้น แต่ทุกวันนี้คนเรากลับไปมาหาสู่กันน้อยลง ผมเริ่มจำไม่ได้ว่าครั้งล่าสุดที่กลับมาสู่อ้อมอกของทะเลตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่เมื่อคิดถึงมันครั้งใด ผมกลับได้ยินเสียงคลื่น มีบางครั้งยามรุ่งสาง ครึ่งหลับครึ่งตื่นของผมได้ยินเสียงเรือไม้ลำเก่าของตา เครื่องยนต์ของมันดังสนั่น รบเร้าให้ผมลืมตาตื่น บนถนนหน้าบ้านราวกับมันกลายเป็นคลองน้ำเค็มสายเล็ก ๆ ที่ตาใช้จอดเรือไม้ลำเก่าเพื่อเข้าสู่เขตทะเลอันกว้างใหญ่

 

           ขับรถไปอีกไม่นาน มองเห็นดงมะพร้าวเอนไหวเล่นกับสายลม ทางใบพลิ้วเป็นท่วงทำนอง ดั่งมีงานเต้นรำ ถัดไปจากนั้นอีกหน่อย คือแพรับซื้อปลาจากชาวบ้าน ตรงนี้นับเป็นความทรงทำที่ไม่ดีนักของแม่ เมื่อแม่ห่างวิถีชาวประมงนานกว่า 20 ปี กลับมาครั้งหนึ่งเมื่อแม่ไปยืนเลือกปลา เจ้าของแพกลับคิดราคาของคนนอกหมู่บ้าน “จะไม่เหยียบที่นั่นอีก” ผมเข้าใจแม่คงปวดร้าวอยู่ข้างใน แต่แม่ครับนั่นไม่ต่างอะไรจากผม ผมเองก็บาดเจ็บ ผมมาที่นี่เพื่อเยียวยาหัวใจ

           เมื่อรถเลี้ยวเข้าซอยบ้านไม้ หลังในความทรงจำ ผมจึงชะลอรถ ทุกอย่างแทบไม่เปลี่ยนแปลง ยังมีร้านขนมกล้วยทอด และร้านก๋วยเตี๋ยวเรือสูตรโบราณ เพียงแต่เมื่อก่อนมันเป็นเพิงหมาแหงน ตอนนี้กลายเป็นล็อคเช่า แม่บอกว่าเจ้าของร้านเป็นเพื่อนของแม่ ผมเห็นแกชราลงไปมากแล้ว ผมรู้สึกเศร้าใจเมื่อนึกถึงว่าแม่กลับมากินก๋วยเตี๋ยวฝีมือเพื่อนครั้งล่าสุดเมื่อไหร่กัน

           พ่อไม่ชอบมาที่นี่ ให้เหตุผลว่าแพ้ยุง “แถบชายทะเลยุงพิษเยอะ” เมื่อก่อนกว่าแม่จะพาพ่อมาพักค้างได้แต่ละทีต้องออดอ้อนกันสุดฤทธิ์ แต่ทุกวันนี้ทั้งแม่ทั้งพ่อก็ไม่ค่อยกลับ ส่วนน้องชายต้องเรียนพิเศษหลังเลิกเรียนทุกเย็น แม้แต่ผมก็ต้องซ้อมมวย ทั้งวิ่ง เตะกระสอบทราย ปล้ำกับคู่ซ้อมรุ่นพี่ที่พ่อหามาให้

           ผลการชกครั้งล่าสุดผมโดนน็อคด้วยการฟันศอกที่หางคิ้วด้านขวา เลือดแดงฉานไหลลงปิดดวงตา ผมมองไม่เห็นคู่ต่อสู้แต่กลับมองเห็นแววตาแห่งความผิดหวังของพ่อชัดเจน

           พ่อไม่รู้หรอกว่าผมกลัวเลือดขนาดไหน มันทำให้ผมลอยเคว้งคว้างบนเวที แล้วสุดท้ายผมก็ล้มลงเพราะเมากลิ่นเลือด ผมตื่นขึ้นมาพร้อมเห็นรอยเย็บเหมือนหมอเอาตะขาบตัวเล็ก ๆ แปะบริเวณแผลแตก แต่พ่อครับผมทำเต็มที่แล้ว เท่าที่ลูกผู้ชายคนหนึ่งจะทำได้

 

           3.

           ยายยังคงวุ่นอยู่ในสวนพริก ในฤดูแล้ง “ไม่มีน้ำจากสวรรค์มารดให้ เราต้องรดน้ำต้นไม้ที่ปลูกเอง” ยายเคยบอกกับผมเช่นนั้น

           หญิงชราเห็นหลานชาย หล่อนวางสายฉีดน้ำดึงผ้าปาเต๊ะวิ่งเข้ามาสวมกอด “นานเท่าไหร่แล้วหลานบ่าว” ยายหอมผมจนผมรู้สึกอาย แต่ถึงอย่างไรผมก็เข้าใจ ยายไม่ต่างอะไรจากคนที่ว่างเปล่า เมื่อตากลับคืนสู่หัตถ์ของพระผู้เป็นเจ้า ยายจึงมีชีวิตในจักรวาลเล็ก ๆ ของแก

           ขณะที่ยายยกน้ำมาให้ดื่ม ผมชำเลืองมองกรงนกเขาชวาของตา ตอนนี้มันเหลือเพียงกรงเปล่า แม้ยังคงแขวนอยู่อย่างนั้น แต่นกคงโบยบินไปอย่างอิสระในนภา “ยายปล่อยไปแล้ว เผื่อว่าบุญที่ปล่อยนกทุกตัวจะไปจุนเจือให้ตาขึ้นสวรรค์”

 

           ดวงอาทิตย์ทอแดดส้มแสดในแสงบ่าย กำลังเคลื่อนแอบหลังใบมะพร้าวน้ำหอม ทางทิศตะวันตก  ผมบอกยายว่าจะไปนั่งริมทะเล “ขับรถดี ๆ นะบ่าว” ผมมองกระจกหน้ารถ มองไปยังดวงตาของหญิงชรา ผมพบอาณาจักรแห่งความเศร้ากำลังแผ่ขยายเป็นวงกว้าง

           ผ่านร้านรวง ผ่านคอกม้าที่ปีละครั้งที่มันจะได้ดวลความเร็วบนหาดทราย ผ่านฝายชะลอน้ำที่เพิ่งซ่อมบำรุง ผ่านต้นเตยปาหนัน เริ่มได้กลิ่นซากสัตว์ทะเล จากบ้านของญาติพี่น้องที่ไม่แน่ใจว่าเรายังนับกันอีกหรือเปล่า

           ทิวสนยืนต้นสะเปะสะปะ ทว่าสวยงามตามแบบของมัน หาดทรายสีทองค่อย ๆ ปรากฏ ลมเย็นพัดต้นสนสั่นสะบัดก้านกิ่ง ปลาดาว และเปลือกหอยถูกอุ้งมือของทะเลจัดเรียงไว้บนชายหาด คลื่นยังคงซัดระลอกลม โชยน้ำเค็มเป็นระยะ นกนางแอ่นบินไปมาระหว่างช่องว่างท้องฟ้า เกาะน้อยใหญ่เบื้องหน้าถูกวางไว้อย่างเหมาะสม ดวงตะวันกำลังจมน้ำเพื่อแต่งแต้มให้ท้องฟ้ามีสีส้มแสด เสียงเครื่องยนต์ของเรือหาปลาดังสนั่นมาจากขอบฟ้าเบื้องหน้า ผมเพ่งสายตาซึ่งผสานกับจินตนาการลงไปในเรือประมงลำนั้น เหลือจะเชื่อ!ตากำลังจับหางเสือมั่น รอยยิ้มของชายชรากำลังแย้มบาน

           รู้สึกตัวอีกที ทะเลทั้งผืนก็โอบกอดผมไว้ดุจทารกน้อย.

 

.............................................................

 

Link ที่เกี่ยวข้อง  

                  “บางกอกไลฟ์นิวส์” เปิดรับ “เรื่องสั้น” และ “บทกวี”

                วรรณกรรมออนไลน์