เรื่องสั้น : หยากไย่หลังตู้ : เสถียร ยอดดี

เรื่องสั้น : หยากไย่หลังตู้ : เสถียร ยอดดี

 

            แรกเริ่มเดิมที ในห้องทำงานของเขา นอกจากโต๊ะเครื่องคอมพิวเตอร์แล้ว ก็มีเพียงกล่องกระดาษที่อัดแน่นไปด้วยหนังสือนานาชนิดที่อ่านแล้วเก็บเข้ากล่องยัดไว้มุมห้อง แต่เมื่อเขาสร้างบ้าน จึงต่อตู้ขนาดใหญ่สองหลัง ปิดด้วยกระจกใสป้องกันฝุ่น เอาหนังสือที่ดองไว้ในลังออกมาใส่ตู้ ทั้งโต๊ะเขียนหนังสือ ทั้งตู้ และพื้นห้อง สะอาดเอี่ยม ปราศจากฝุ่นผง ด้วยฝีมือของภรรยา ที่หล่อนขยันทำความสะอาดไม่เคยว่างเว้นแม้แต่วันเดียว หนังสือที่มีค่าของเขาจึงอยู่ดีมีสุข ไม่มีสิ่งใดรุกล้ำกล้ำกรายเข้ามาทำความเสียหายได้ ไม่ว่าแมลงสาบที่มักนอนตายขาชี้ฟ้าด้วยสเปรย์ฉีดเข้าทุกซอกมุม ปลวกซึ่งเป็นมหันตภัยเงียบที่มักย่องเข้ามาทำลายหนังสืออย่างเงียบเชียบ จนผู้รักหนังสือหลายคน หัวใจสลายมาแล้ว เมื่อต่างเมียงมองรูปลักษณ์ภายนอก ปกหนังสือยังเอี่ยมอยู่เสมอ จนเจ้าของวางใจว่าไม่มีสิ่งใดแอบมาทำลายหนังสือได้ สำมะหาอันใดกับหนูตัวโตขนาดนั้นที่สามารถมองเห็นได้ง่าย มันจะไม่ผ่านตาของเขาหรือภรรยา หากดอดเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต

            ก่อนหน้านี้ เขาฝันอยากมีห้องหับกว้าง ๆ มีตู้หนังสือหลังใหญ่ ๆ ที่บรรจุหนังสือได้หลายร้อยเล่ม ตั้งซ้อนกันสี่ชั้น เพื่อเชิดหน้าชูตาแก่เจ้าของบ้าน หนังสือนับเป็นสิ่งสำคัญ เป็นเครื่องตกแต่งบ้านที่มีค่าที่สุด ในความคิดของเขา ด้วยเหตุนี้ ห้องทำงานของเขาจึงมากมายด้วยหนังสือนานาชนิด อัดแน่นอยู่ในตู้สองหลังใหญ่ขนาดสี่ชั้น ที่เขาชอบนั่งมองด้วยความภูมิใจ วันไหนอารมณ์แจ่มใสเขาก็จะเปิดตู้ ค้นเอาหนังสือสักเล่มออกมาอ่าน ทบทวนสิ่งที่เคยอ่านมาแล้ว บางเล่มเขาอ่านมาแล้วหลายรอบ อย่างสามก๊กไม่น้อยกว่าสี่รอบ สี่แผ่นดิน สองรอบ แล้วยังหนังสืออื่นๆอีกมากมายหลายเล่มที่เขาอ่านไม่รู้เบื่อ อ่านแล้วยัดใส่กล่องกระดาษเก็บเทินกันไว้เป็นพะเนิน ซุกไว้ตามมุมห้อง ติดผนัง นานปีเข้า ก็เต็มไปด้วยฝุ่น แมลงสาบแทะ หนูกัด สารพัดที่จะทำให้เสียหาย และที่ร้ายที่สุดสำหรับหนังสือก็คือ ปลวก เจ้าวายร้ายที่มากับความเงียบ ปกด้านนอกดูเอี่ยมอ่องสวยงาม ไม่มีตำหนิแต่พอเปิดดูข้างใน ตัวหนังสือและเรื่องราวต่างๆได้อันตรธานเข้าไปอยู่ในท้องของปลวกนับหมื่นตัวแล้ว และตอนนี้ได้ถูกโปรโตซัวย่อยสลายกลายเป็นอาหารอันโอชะของปลวกนับหมื่นพวกนั้น ครั้งนั้น ได้สร้างความปวดร้าวใจแก่เขาอย่างมาก ต้องใช้เวลานานกว่าจะเยียวยาแผลใจให้หายได้ แต่ถึงกระนั้น รอยแผลเป็นก็ยังตามยอกใจเขาอยู่ตลอดเวลา เขาต้องเสียเงินทอง เสียเวลาอีกมาก กว่าจะสะสมหนังสือที่ต้องการได้มากมายขนาดนี้

            แต่ถึงจะสะสมหนังสือที่ต้องการได้มากแค่ไหนก็ตาม ตราบที่ยังไม่มีบ้าน ไม่มีห้องหับกว้างขวาง เป็นโลกส่วนตัวแล้ว เขาก็ยังไม่สามารถเก็บหนังสือเข้าตู้ได้อยู่ดี ต้องหอบหิ้วกล่องกระดาษไปทุกที่ ที่เขาไปรับตำแหน่ง ซุกกล่องหนังสือไว้ตามบ้านพัก บ้านเช่าที่คับแคบซึ่งเต็มไปด้วยเจ้าวายร้ายทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นแมลงสาบ หนู และปลวก

            จนกระทั่ง สามปีสุดท้ายของการทำงาน เขาจึงสามารถปลูกบ้านได้ ห้องหนึ่งเขากันเอาไว้สำหรับเป็นห้องสมุด และใช้เป็นห้องทำงานส่วนตัว ให้ช่างมาต่อตู้ขนาดสี่ชั้น และยาวสุดผนังห้องทั้งสองด้าน เอาหนังสือออกจากกล่องกระดาษซึ่งเต็มไปด้วยฝุ่นออกมาเช็ดถูจนสะอาดเอี่ยม แล้วจึงจัดเข้าตู้จนเต็มทั้งสองตู้

            บ้านของเขาหลังใหญ่ พื้นที่กว้างขวาง สร้างจากเงินที่เก็บหอมรอบริบจากการทำงานรับราชการ สามปีสุดท้าย เขาได้เลื่อนขึ้นรับตำแหน่งที่มีอำนาจ เงินเดือนสูงขึ้น บวกกับเงินประจำตำแหน่ง ทำให้มีเงินสร้างบ้านได้ ทีแรกจะสร้างเป็นบ้านไม้ แต่เมื่อคิดถึงปลวกที่ชอบทำลายบ้านเรือนแล้วก็ให้อ่อนใจ เขาจึงเปลี่ยนใจ เป็นบ้านปูน ปูด้วยหินแกรนิต ซึ่งช่างสร้างบ้านให้คำรับรองกับเขาว่า ปลวกไม่อาจจะแทะหิน ทะลุพื้นขึ้นมาแทะกินหนังสือเขาได้เด็ดขาด นี่เอง ทำให้เขามั่นใจ คิดว่า ยังไงเสีย ปลวกก็คงระย่อต่อความแข็งแกร่งของหินแกรนิตบ้าง

            แต่ตู้หนังสือต้องต่อด้วยไม้  เลื่อนติดผนัง ใส่กระจกอย่างดี อวดสันหนังสือต่อสายตาแขกเหรื่อได้ เจ้าของห้องเอง ก็มีความสุข ที่มองเห็นสันหนังสือ พร้อมทั้งชื่อหนังสือสีทอง ผ่านกระจกออกมาสู่สายตาของเขาเวลานั่งมองอย่างภาคภูมิใจ

            แน่นอน ปีที่เขาปลดเกษียณ หนังสือเพิ่มจำนวนขึ้นมากมาย อัดแน่นเต็มทุกชั้น จนล้นออกมากองบนหลังตู้อีกหลายเล่ม

            เขายิ้มอย่างมีความสุข ขลุกอยู่ในห้องหนังสือตลอดวัน ตลอดคืน อ่าน และค้นคว้าตามประสาหนอนหนังสือ ทุกเล่มยังคงใหม่เอี่ยม ไม่มีราคีจากแมลงสาบ ปลวก มดแมงต่าง ๆ หรือแม้แต่หนู ที่สามารถกัดเจาะไม้เข้าไปกัดทำลายหนังสือได้

            เขาหมั่นตรวจตราตู้หนังสือ ทั้งด้านหน้า ด้านข้าง ไม่เคยขาด เผื่อจะมีหนู หรือปลวกเจาะเข้ามาแบบลักลอบไม่ให้รู้ตัว

            ด้วยความเชื่อมั่นว่า ไม่มีหนู ปลวก เล็ดลอดเข้ามาในห้องนั้นได้ เขาจึงได้แต่นั่งมอง ชื่นชมกับหนังสือของตัวเองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน มองแล้วอ่าน เป็นความสุขที่เขาหาได้ในวัยเกษียณ

.............................................

 

            หลังปลดเกษียณย่างเข้าปีที่สาม พรรคการเมืองก็มาเกี้ยว เชิญชวนให้เขาสมัครเป็นสมาชิก และเปิดตัวเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเขตที่บ้านของเขาตั้งอยู่ แกนนำของพรรค รับปากเป็นมั่นเหมาะว่าจะให้เงินมาดูแลช่วยเหลือ ในการลงสมัครรับเลือกตั้ง และมั่นใจด้วยว่าเขาจะชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ ด้วยเกียรติยศชื่อเสียงที่สั่งสมมานาน ภาพลักษณ์แห่งความซื่อสัตย์สุจริตจะทำให้เขาชนะใจประชาชนได้

            เขาต้องคิดเพื่อตัดสินใจอยู่นาน เพราะแม้แต่ภรรยาของเขาเองก็ไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่ขัดข้อง ถ้าจะไม่ต้องใช้เงินตัวเอง ทางพรรคมีเงินมาสนับสนุนตามที่แกนนำพรรครับปากไว้

            แต่เขาก็ยังลังเลอยู่นั่นเองกว่าจะรับปากกับแกนนำพรรค และประกาศตัวต่อสาธารณะว่าเขาจะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเขตนี้ ทำให้หลายคนประหลาดใจ เพราะเขาไม่เคยมีทีท่ามาก่อน ทุกวันเก็บตัวเงียบอยู่ในห้องหนังสือ อ่านหนังสือที่มีอยู่อย่างมากมายในตู้หลังใหญ่นั้น แถมเขายังไม่เคยวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการบ้านการเมืองให้เป็นที่ประจักษ์แก่คนทั่วไปเลย พูดง่าย ๆ ก็คือเขาไม่มีความคิดที่แหลมคมในทางการเมือง คนละแวกบ้าน ไม่เคยเห็นเขาพูดเรื่องเท็จให้เป็นจริง ทำเรื่องจริงให้เป็นเท็จ หรือเขาจะทำสิ่งใดเพื่อสาธารณะก็ยังไม่เคยเห็น แล้วเขาจะหาญกล้าสมัครเป็นตัวแทนผู้คน เพื่อเข้าไปต่อสู้ในสภาอันทรงเกียรติที่มีแต่การแย่งชิงนั้นได้ยังไง ซึ่งที่นั่น ผู้คนพูดแต่เรื่องมดเท็จทั้งนั้น แล้วคนอย่างเขาจะทำได้หรือ

            แต่ผู้คนก็ยอมมองข้ามในเรื่องนี้ เมื่อยกคุณสมบัติเรื่องความซื่อสัตย์ในสมัยที่เขารับราชการอยู่ขึ้นมาหักล้างคุณสมบัติที่ด้อยออกไป ทุกคนก็พอรับได้ สามารถที่จะเลือกเขาเป็นตัวแทนเข้าไปต่อสู้กับหมื่นเขี้ยวแสนงาในสภานั้น แม้เขาจะไม่เคยบอกว่า ลิงออกลูกเป็นไข่ก็ตาม

.............................................

 

            เขาดึงหนังสือเล่มหนาในตู้ชั้นล่างสุดออกมา หนังสือเล่มนี้ใช้เป็นหนังสืออ้างอิง ข้อมูลเชื่อถือได้ เขาอ่านได้ไม่กี่หน้าก็ต้องเก็บเข้าตู้เหมือนเดิม กิจกรรมการเปิดตัวที่ต้องตะลอนไปพบคนรู้จัก พบปะกับชาวบ้านตามที่ต่างๆ ทำให้ไม่มีสมาธิในการอ่าน จึงต้องตัดใจ ซุกเข้าไปเก็บไว้ที่เดิม อย่างดี เขาก็แค่นั่งมอง ยืนมองหนังสือในตู้ด้วยความสุขใจ หรือบางครั้ง ก็แค่เปิดกระจกออก ยื่นมือเข้าไปลูบคลำสัมผัสก็มีความสุขแล้ว

            ครั้นเวลาผ่านไปหลายเดือน เขาไม่มีเวลาที่จะมายืนมองนั่งมองอีกต่อไป ตื่นเช้ารีบออกพื้นที่ กว่าจะกลับมาก็เย็นย่ำ ดึกดื่น ทิ้งให้ตู้ โต๊ะ หนังสือเศร้าหมอง เขลอะไปด้วยฝุ่นละออง แม้แต่ภรรยาของเขาก็มีเวลาไม่พอ เพราะมีงานอื่นเกี่ยวกับการเปิดตัวของเขา เข้ามาเบียดบังเอาเวลาไปหมด ตู้ โต๊ะจึงอยู่ในสภาพมอมแมมอย่างที่เห็น

............................................

 

            เสียงตอบรับจากทุกภาคส่วนดีอย่างไม่น่าเชื่อ ความเป็นคนมีภาพลักษณ์ซื่อสัตย์ สุจริต ไม่มีประวัติด่างพร้อย ไม่ว่าเรื่องการคอรัปชั่น หรือเรื่องส่วนตัว ทำให้ประชาชนมีความหวังที่จะได้คนใจซื่อมือสะอาดเข้าไปเป็นตัวแทน ทำงานในสภาอันทรงเกียรติ ไปขึ้นเวทีที่ไหน ผู้คนก็หลั่งไหลมาฟังการปราศรัยอย่างล้นหลาม ชนิดมืดฟ้ามัวดินกันเลยทีเดียว

            แม้แต่เดินไปตามถนนหนทาง ผู้คนก็มาแสดงความยินดี จับมือถือแขน ให้คำมั่นสัญญาว่าจะต้องลงคะแนนให้เขาอย่างแน่นอน เพื่อจะได้เป็นตัวแทนของพี่น้องชาวบ้านในเขตเลือกตั้งนั้น มีบางวันที่เขา เข้าไปเดินหาเสียงในตลาดสด พ่อค้า แม่ขายก็จะแสดงความนิยมชมชอบในตัวของเขาอย่างเปิดเผย บางคนให้สิ่งของที่มีอยู่ แสดงความมีน้ำใจ ในการสนับสนุนผู้แทนของพวกเขา

            การหาเสียงงวดเข้ามาทุกขณะ เสียงตอบรับของเขายังดี ผู้สนับสนุนหนาแน่นไม่เปลี่ยนแปลง ทำให้เขามีความสุข ทั้งทีมงานต่างก็พากันยิ้มอย่างเบิกบานใจ เมื่ออรุณรุ่งแห่งชีวิตใหม่ของผู้แทนคนใหม่ กำลังสดใส ท้องฟ้าเป็นสีทองผ่องอำไพ จนเขาอดไม่ได้ ที่จะรู้สึกเคลิบเคลิ้มไปกับเสียงสรรเสริญเยินยอของผู้สนับสนุน ผู้เป็นเจ้าของเสียงสวรรค์อย่างแท้จริง

            “พรรคดี คนดี ประเทศดี”

            ทีมงานของเขาใช้เป็นสโลแกนหาเสียง แต่บ่อยครั้งที่เขาเก็บมาครุ่นคิดว่าจะทำได้ดี อย่างที่โฆษณาออกไปรึเปล่า นี่เองที่ทำให้เขารู้สึกหวั่นใจ

 .............................................

 

            หยากไย่หลังตู้หนังสือตกเรี่ยราด วางเกลื่อนอยู่ เป็นจุด ๆ ตั้งแต่ขอบตู้ที่ชิดข้างฝาผนัง เรี่ยรายไปตามพื้นห้อง วางอยู่เป็นกระจุก ๆ มากบ้างน้อยบ้าง บ่งบอกให้รู้ว่า ต้องมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งผ่านเข้ามาไม่ยังงั้น หยากไย่เหล่านี้คงไม่ตกเรี่ยราดยังงี้

            แน่นอน หยากไย่พวกนี้ อยู่หลังตู้หนังสือ ในที่เร้นลับ อยู่ระหว่างผนังห้องกับตู้หนังสือ ที่สายตาผู้คนมองไม่เห็น ปลายไม้กวาดขนไก่ก็ยื่นลงไปไม่ถึง มันอยู่ต่ำจนติดพื้นล่าง จึงรอดพ้นสายตา รอดจากไม้กวาดขนไก่มาได้ จนกระทั่งวันนี้จะต้องมีสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ผ่านมา เนื้อตัวของมัน แข้งขาของมัน เกี่ยวเอาหยากไย่พวกนี้ติดออกมาด้วย พอออกมาถึงที่โล่ง เพื่อหลบสายตาของผู้คน มันจึงวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว พอนานวันเข้า ความเคยชินจึงทำให้มันวิ่งออกวิ่งเข้าอยู่หลาย ๆ ครั้ง แข้งขาหรือเนื้อตัว เกี่ยวเอาหยากไย่หลังตู้มาด้วย จึงหล่นลงเรี่ยราด เกลื่อนกลาดอยู่ตามพื้นข้างผนัง เป็นจุดให้เจ้าของห้องสังเกตเห็นได้

            แน่นอน มันเป็นสิ่งมีชีวิต มีจิตใจ รู้จักเกรงกลัว รู้จักหลบหลีก ซ่อนเร้นสายตาของคนที่เป็นเจ้าของห้อง เพื่อไม่ให้ภัยมาถึงตัวเองได้ เขาวิเคราะห์เป็นขั้นเป็นตอน แต่สิ่งนั้นคืออะไร ที่มาลากเอาหยากไย่พวกนี้ ออกมาหล่นเกลื่อนกลาด ฟ้องสายตาผู้คนอยู่เป็นจุด ๆ ยังงี้ ปลวกยังงั้นรึ ไม่น่าจะใช่ เพราะปลวกตัวมันเล็กเกินกว่าที่จะเกี่ยวเอาหยากไย่เหล่านี้ออกมาได้ แถมยังเกี่ยวออกมาจำนวนมากเสียด้วย จนปล่อยทิ้งเรี่ยราดอย่างที่เห็น ยังงั้นก็เป็นแมลงสาบ ที่มันชอบไปซุกซ่อนตัวอยู่ในหลืบระหว่างหนังสือ ถ่ายมูลออกใส่กระดาษจนเป็นสีเหลือง ส่งกลิ่นเหม็นฉุนตลบ แถมยังแทะขอบหนังสือจนเป็นรอย ขาดเป็นรู เสียหายได้เช่นกัน แต่เมื่อคิดอย่างถ้วนถี่แล้ว ไม่น่าที่จะใช่แมลงสาบ เพราะตัวมันก็เล็กเกินกว่าจะเกี่ยวเอาหยากไย่พวกนี้ออกมาได้ ดูแต่ละจุด แต่ละก้อนแล้ว ใหญ่เกินกำลังของพวกมันแน่

             ถ้ายังงั้นมันคืออะไรที่ตัวจะใหญ่พอ ที่จะมีกำลัง มีเรี่ยวแรง พอที่จะลากเอาหยากไย่พวกนี้ออกมาทิ้งเรี่ยราด ประจานเจ้าของห้องได้

            ภรรยา แนะนำให้เขารื้อหนังสือออกจากตู้ ก็จะรู้สาเหตุเองว่า สิ่งใดทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น แต่ยังก่อน เขาไม่มีเวลาพอที่จะมารื้อหนังสือออกทีละชั้น แล้วเอาหนังสือทั้งหมดมากองไว้ เพื่อจะหาสาเหตุของกองหยากไย่พวกนั้น ดูมันจะยิ่งใหญ่เกินไป เวลาของเขาคงมีไม่พอ ต้องตะลอนออกไปหาเสียงอีกแล้ว จะหาเวลาที่ไหนมาทำเรื่องไร้สาระ อันเล็กน้อยเพียงแค่นี้

            ทางที่ดีที่สุด เขาขอแรงเพื่อนบ้านสามสี่คน มาช่วยขยับตู้หนังสือออกห่างจากผนังห้อง พอที่จะมองหาสาเหตุของหยากไย่เกลื่อนพื้นห้องได้ เขาเชื่อว่า เพียงแค่ขยับออกสักคืบก็น่าจะมองเห็นสาเหตุของต้นตอหยากไย่พวกนั้น เพราะเขาเชื่อว่า ธรรมทั้งมวลย่อมมีเหตุเป็นแดนเกิด

            แต่กว่าคนสามสี่คนจะขยับตู้หนังสือออกพอเป็นช่องระหว่างผนังกับหลังตู้ได้ ก็เล่นเอาเหงื่อตกไปตามๆกัน และแล้วเขาก็พบว่า มีรูที่หลังตู้หนังสือ ร่องรอยเกิดจากสัตว์ฟันแทะ กัดเป็นรูเข้าไปอาศัยอยู่ในตู้หนังสือ แม้จะใจหายวาบ เมื่อคิดไปว่าหนังสืออาจจะกลายเป็นที่ประลองฟันของมันไปแล้ว ไม่เล่มใดก็เล่มหนึ่ง แต่เขาก็หักห้ามใจไว้ได้ ไม่ผลีผลาม ขนหนังสือออกมากองถมไว้ข้างนอก เพื่อควานหาเจ้าวายร้ายนั้น

             เขาพินิจพิเคราะห์ดูแล้วอย่างถ้วนถี่ ช่องเล็ก ๆ ระหว่างฝาผนังกับหลังตู้ ไม่มีทางที่มันจะหลบหลีกไปทางอื่นได้ นอกจากออกจากรู แล้ววิ่งจู๊ดมาตามทางแคบ ๆ นั้น หากเขาวางกาวดักหนูไว้ ไม่ต้องล่อด้วยเศษอาหาร มันก็ต้องเหยียบอย่างไม่มีทางเลี่ยงอยู่แล้ว ยกเว้นมันจะเหาะข้ามไปด้วยปาฏิหาริย์หากมันรู้ถึงหายนะที่ดักรออยู่

            เขาจัดการดักด้วยกาว อย่างเชื่อมั่นก่อนออกไปตะลอนหาเสียงด้วยความรู้สึกสบายใจ ลืมสนิทไปเลยว่า เขาดักหนูเอาไว้ ตามร่องรอยของหยากไย่ที่มันเผอเรอทิ้งไว้ให้เขาจับได้

.............................................

 

            ก่อนวันลงคะแนนไม่กี่วัน บัตรสนเท่ห์ ก็เกลื่อนทั้งเขตเลือกตั้ง คะแนนนิยมของเขาหล่นฮวบลงอย่างรวดเร็ว เสียงตอบรับที่เคยได้จากกลุ่มชนต่าง ๆ แทบไม่เหลือ น้ำเสียง รอยยิ้มที่ให้กำลังใจ ซึ่งเขาเคยได้รับอย่างล้นหลาม กลับลดลงเหลือเท่ากับศูนย์  ไปทางไหน ได้ยินเสียงก่นด่า สาปแช่ง ในความผิดร้ายที่ได้จากบัตรสนเท่ห์นั้น

            แน่ล่ะ มันเป็นเรื่องที่สร้างความผิดหวังให้กับทุกคน ซึ่งพวกเขาวาดหวังว่าจะได้ตัวแทนที่ซื่อสัตย์ ไม่มีเรื่องด่างพร้อยเกี่ยวกับหน้าที่การงานที่ผ่านมา เขาเองแทบจำไม่ได้แล้วว่าเรื่องที่ถูกโจมตีอย่างหนัก และมีผลต่อคะแนนนิยมนั้น เกิดขึ้นปีไหน เรื่องนี้ รู้เฉพาะตัวเขาเองกับผู้รับเหมาคนนั้น คนอื่นไม่รู้เลย แต่ทำไมเรื่องที่ไม่เคยมีคนรู้ กลับโผล่ขึ้นมาตอนสำคัญยังงี้ เงินไม่กี่บาทที่เขารับจากผู้รับเหมาคนนั้น กลับมีพิษภัยยาวนาน และร้ายแรง ถึงกับประหารชีวิตเขาได้เลย

            ปีนั้น เขาไม่มีทางเลือกจริง ๆ ฐานะครอบครัวง่อนแง่นเต็มที่ ลูกกำลังเรียน มิหนำซ้ำภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากของเขาก็เจ็บป่วย ต้องเข้ารับการรักษาโดยด่วน เมื่อผู้รับเหมารายนั้นเสนอเงินค่าลายเซ็นให้ เขาอิดเอื้อนอยู่นาน ก่อนจะตัดสินใจ ยอมเซ็นผ่านงานให้ด้วยความจำใจ

            เรื่องเกิดแต่ปีมะโว้ เป็นความลับ รู้ระหว่างคนสองคน คือเขากับผู้รับเหมาเท่านั้น แต่พอถึงนาทีความเป็นความตาย ทำไมเรื่องยังงี้จึงโผล่เข้ามาได้ ใครเป็นคนเอาความลับนี้ออกมาเปิดเผย

            คะแนนนิยมของเขาดิ่งลงเท่ากับศูนย์ และพ่ายแพ้ยับเยิน เมื่อประกาศผลออกมา แถมยังมีคนรื้อฟื้น ให้สอบเรื่องโครงการนี้ย้อนหลังเพื่อเอาผิดทางอาญากับเขา

 .............................................

 

            ความพ่ายแพ้ ทำให้เขาเมาหนัก เซซังกลับมาบ้าน และนอนในห้องสมุด ครั้นตื่นขึ้นมาเมื่อค่อนดึก กลิ่นเหม็นตุ ๆ โชยมากระทบนาสิก ทำให้เขาต้องผุดลุกขึ้นนั่ง จำได้ว่า เขาดักกาวหนูเอาไว้ แน่ล่ะ หากมันไม่ทิ้งหยากไย่ไว้เป็นประจักษ์พยาน มันก็คงไม่ตาย จนส่งกลิ่นเหม็นยังงี้.

...........................................

 

Link ที่เกี่ยวข้อง  

                 “บางกอกไลฟ์นิวส์” เปิดรับ “เรื่องสั้น” และ “บทกวี”

                  วรรณกรรมออนไลน์