เรื่องสั้น : เคาะเวียด : เรียกญาติ : มานพ แก้วสนิท

เรื่องสั้น : เคาะเวียด : เรียกญาติ : มานพ แก้วสนิท

 

            -1-

            เสียงเกราะไม้ที่ระรัวมาจากฟากท้ายหมู่บ้าน ไม่เร่งเร้ากระชั้นนัก เหมือนกับจะบอกว่า เป็นเหตุการณ์ปกติไม่ได้มีเหตุร้ายเกิดขึ้น แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้พ่อและเพื่อนบ้านอีกหลายคนที่กำลังเดินตามกันมาบนคันนา คลายความกังวล ต่างพากันเร่งฝีเท้าเพื่อจะได้ถึงที่หมายโดยเร็ว

            หลายคนซึ่งล้วนเป็นหัวหน้าครอบครัว ส่งเสียงพูดคุยกันด้วยเรื่องราวจิปาถะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง       การขึ้นลงของราคายาง ราคาปาล์ม ว่ามันขึ้น ๆ ลง ๆ ด้วยสาเหตุใด หรือแม้แต่เรื่องของฝนฟ้าอากาศที่ไม่เป็นไปตามฤดูกาล

            คุยโน่นนี่ ขณะเลี้ยงตัวเดินไปบนคันนา แต่สักพัก ทุกคนก็อดถามไถ่กันด้วยความอดสงสัยไม่ได้ว่า ผู้ใหญ่บ้านมีกิจรีบเร่งอันใด จึงได้ตีเกราะเคาะไม้ ส่งสัญญาณมากับสายลมใกล้ค่ำ

            ทุกคนเร่งรีบฝีเท้า ก่อนความมืดมาเยือน

 

            -2-

            ชายป่าท้ายหมู่บ้านเป็นป่าละเมาะ แต่ก็เรียกได้ว่ารกชัฏ เพราะมันต่อเขตแดนกับสวนยางพาราเก่าแก่ ที่เจ้าของทิ้งไว้ให้ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติ ไม่จัดการดูแลถากถางให้โล่งเตียน ทั้งสวนจึงเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อยอื่น ๆ ซึ่งขึ้นอยู่หนาแน่น นอกจากนี้ ยังมีกอไผ่ป่าขึ้นร่มครึ้มอยู่หลายกอติด ๆ กัน แต่ละกอเต็มไปด้วยแขนงไม้ไผ่แข็งแรงที่แทงพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า

            “หัวเบี้ยว” กับเพื่อนชาย  4-5 คนที่เรียนอยู่ด้วยกันในชั้นประถมที่โรงเรียนในหมู่บ้าน มาถึงชายป่าละเมาะตั้งแต่เย็นย่ำ ใกล้ ๆ กันตรงนั้นมีที่นาอยู่หลายแปลง ในนามีกอซังแห้งอยู่หนาทึบ ด้วยชาวนายังไม่ทันลงมือเผาซังข้าว

            เพื่อน ๆ ของหัวเบี้ยวบางคนลงไปในนา ใช้มีดพร้าฟันกอซังข้าว แล้วขนมาวางกองรวมกันใกล้ ๆ     กอไผ่

            บางคนก็กอบใบไผ่แห้งที่ร่วงหล่นอยู่รอบ ๆ กอไผ่ มากองรวมกันไว้

            พวกเขาช่วยกันคนละไม้คนละมือ และต่างตั้งความหวังไว้ว่า ทุกอย่างจะเป็นไปตามที่ทุกคนต้องการ

            บางคนขนท่อนไม้ไผ่หลายท่อนที่ชาวบ้านตัดทิ้งไว้ รูปร่างคล้าย ๆ เกราะไม้ไผ่ที่ผู้ใหญ่บ้านใช้เรียกประชุมลูกบ้าน เด็ก ๆ ช่วยกันขนออกมาเตรียมไว้

 

            -3-

            ความมืดกำลังโรยตัวลงมาอย่างช้า ๆ

            แล้วไม่นานความมืดก็ปกคลุมไปทั่วท้องทุ่ง และบริเวณท้ายป่าละเมาะตรงกอไผ่กองใหญ่หลายกอที่เด็ก ๆ รวมตัวกันอยู่ก็ค่อย ๆ มืดสนิท

            เด็ก ๆ ต่างรอคอยเวลาของพวกเขา

 

            -4-

            ตะเกียงเจ้าพายุถูกจุดขึ้นที่บ้านผู้ใหญ่บ้านทันทีที่ความมืดมาเยือน มันสว่างไสวไปทั่วบริเวณบ้าน จนพอมองเห็นได้ว่า ตรงลานดินบ้านผู้ใหญ่บ้าน มีที่นั่งยาว ๆ ที่ทำด้วยไม้มะพร้าวผ่าซีกไว้สำหรับประชุมลูกบ้าน มีใครหลายคนมานั่งรอกันอยู่ก่อนแล้ว

            เสียงหัวหน้าครอบครัวแต่ละบ้าน ที่จับกลุ่มกันอยู่ ถามไถ่กันด้วยความสงสัยว่า ผู้ใหญ่บ้านเรียกมาประชุมด้วยเรื่องใด เพราะไม่มีใครรู้ตัวล่วงหน้ามาก่อน

            ที่ทุกคนรับรู้ตรงกันคือ ห้ามขาดประชุมโดยเด็ดขาด สำคัญกว่านั้นคือ ผู้ใหญ่บ้านบอก ให้เตรียมบัตรประชาชนของทุกคนมาด้วย ห้ามลืม

            เอามาทำอะไรกัน หลายคนงึมงำ ซุบซิบถามกันด้วยความสงสัย

            ทุกคนรอคอยเวลาการปรากฏตัวของเจ้าของบ้าน คือ ผู้ใหญ่บ้านวัยกลางคนของเขา ด้วยความกระวนกระวาย

 

            -5-

            เมื่อความมืดแผ่กระจายไปที่ทุ่งนา ตรงชายป่าละเมาะที่มีต้นไม้ร่มครึ้มก็มีเสียงเซ็งแซ่ไปด้วยเสียงแมลงกลางคืนที่ร้องระงมแข่งกันไปทั่วทั้งป่า

            “หัวเบี้ยว” บอกเพื่อน ๆ ให้ใช้ไม้ขีดไฟจุดไฟพรึ่บขึ้นที่กองซังข้าวที่ได้ช่วยกันขนมาเตรียมไว้

            ไฟลุกพรึ่บขึ้น มันสว่างไสวไปทั่วบริเวณ เพื่อน ๆ บางคนเร่งมือเอากิ่งไม้แห้ง ใบไม้แห้งที่หาได้ตรง  ชายป่ามาเติมกองไฟ ทำให้ไฟเริ่มสว่างลุกโพลนขึ้นเรื่อย ๆ

            เวลาผ่านไปอึดใจหนึ่ง เพื่อนอีก 2 - 3 คนที่คอยทีอยู่ เริ่มใช้ท่อนไม้เคาะเกราะไม้ไผ่ในมือ

            เคาะ...เคาะ จนเกิดเสียงดังสะท้อนไปทั้งป่า ฟังดูไม่ต่างกันเสียงเกราะไม้จากบ้านผู้ใหญ่บ้านที่ใช้เรียกประชุมลูกบ้าน เพียงแต่เสียงมันเบากว่า

            เด็กอีกหลายคนช่วยกันปรบมือเป็นจังหวะ ไปพร้อม ๆ กัน

            ทั้งเร่งไฟ เคาะไม้ ปรบมือรัว ๆ เป็นจังหวะอยู่พักใหญ่หนึ่ง

            ไม่นานก็มีเสียงอื้ออึงมาจากในป่า เหมือนมีฝูงแมลงอะไรสักอย่าง กำลังบินทะยานมาในท้องฟ้า พวกมันส่งเสียงร้องหวีดหวิว ขณะมุ่งหน้าเข้าหาแสงไฟ

            “ญาติ...ทยอยมากันแล้ว” เด็กชายคนหนึ่งร้องขึ้น

            แมลงกลางคืนตัวขนาดหัวแม่มือ ยาวประมาณข้อนิ้วของเด็ก ๆ ต่างพากันกระพือปีกบินมาจากต้นไม้ในป่าละเมาะ แล้วร่อนตัวลงบนพื้นดินใกล้ ๆ กองไฟ

            มันคือจักจั่น ตัวสีเขียว คล้ายใบตองอ่อน บินว่อนมามากมายเป็นฝูงจนดูยุบยั่บละลานตาไปหมด

            เด็ก ๆ ช่วยกันจับแมลงสีเขียว ตาโต ปีกใสที่ดูคล้าย ๆ ขนมอะไรสักอย่างใส่ในหม้อมีฝาปิดที่เตรียมมา

            พวกมันยังคงทยอยร่อนบินตามกันมาเป็นฝูง มากันไม่ขาดสาย ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเคาะไม้และแสงไฟจากกองไฟลุกแรงขึ้น พวกมันลงเกาะตามพื้นดินใกล้ ๆ กองไฟ ไม่ก็เกาะตามหัวหู บนหัวไหล่ของเด็ก ๆ

            มันคงชอบแสงไฟ และมาตามเสียงเรียก

            หัวเบี้ยวคิด มันคงคิดว่าเป็นเพื่อนของมัน นี่กระมังคนแถวนี้จึงเรียกมันว่า “ญาติ”

            “ญาติ...มามากจังคืนนี้” เด็กคนหนึ่งว่า

            “แถวบ้านเพื่อนเราบางคนที่โรงเรียน เขาเรียก “เวียด” นะ” หัวเบี้ยวบอก

            “ช่วยกันเติมไฟหน่อยพวกเรา...” เด็ก ๆ บอกแก่กัน

            แล้วช่วยกันขยุ้มใบไผ่และกอซังข้าวลงในกองไฟ เป็นการเร่งไฟให้ลุกสว่างโชติช่วงขึ้นกว่าเดิม ในขณะที่บางคนก็ระรัวเคาะท่อนไม้ไผ่ในมือ และบางคนก็เร่งปรบมือให้เสียงดังยิ่งขึ้น

            เหมือนเป็นการเรียก “ญาติ” จริง ๆ เมื่อตัว “เวียด” ที่คนบางถิ่นเรียก ทยอยบินว่อนฟ้าลงมาเป็น    ห่าฝน พวกมันโฉบลงเกาะบนพื้นดินใกล้ ๆ เด็ก ๆ เหมือนนัดกันไว้

            พวกเขาเร่งจับมันอย่างสนุก มันมือ ไม่ต้องกลัวว่า มันจะกัดหรือทำอันตรายใด ๆ

            ทุกคนนึกครึ้มใจ คืนนี้ “ญาติ” หรือ “เวียด” ลงมามากจริง ๆ คงได้อิ่มหมีพีมันกันทุกคนแน่ ๆ

 

            -6-

            พวกผู้ใหญ่กลุ่มใหญ่เสร็จภารกิจการประชุมที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน ต่างชวนกันเดินตามหลังกันมาบนคันนา เพื่อกลับบ้านเรือนของตัวเอง คนเดินหน้ามีท่อนไต้ชูไฟส่องทาง เพื่อไม่ให้คนข้างหลังพลัดตกคันนา หรือพลาดตกหลุมลึกตรงช่องน้ำระหว่างบิ้งนา เสียงพูดคุยของแต่ละคนต่างแทบฟังไม่ได้สรรพ ทุกคนกังวลกับภารกิจที่ได้รับมาจากผู้ใหญ่บ้าน

            บางคนเอามือตบกระเป๋ากางเกงตัวเก่า เพื่อให้แน่ใจว่า ธนบัตรใบสีม่วงที่ผู้ใหญ่บ้านให้มายังอยู่ ไม่ได้สูญหายไปไหน และมันต้องเปลี่ยนเป็นค่ากับข้าวในวันพรุ่ง เมื่อถึงมือแม่บ้าน

            บางคนเงียบงัน มีแต่เสียงถอนหายใจ จนเพื่อนคนอื่นต้องมาเหมือนปลอบ

            “อย่าคิดมากไปเลย ก็แค่กากบาทให้เขาไป”

            “ใช่...เลือก ๆ ไปก็จบ เลือกใครมันก็เหมือนกันทุกคนแหละ เหมือนกันหมด เลือกเข้าไปแล้วก็ไม่เห็นทำอะไรเพื่อชาวบ้าน มีแต่หาประโยชน์ใส่ตน” อีกคนว่า

            “นั่นซิ...กี่ปีกี่หน ก็ไม่เห็นมีอะไรดีขึ้น มีแค่ข้าวของแพงขึ้น ทำมาหากินยากขึ้น เลือก ๆ ไปเถอะ ทำตามที่ผู้ใหญ่ว่าก็แล้วกัน” เสียงคนเดินนำหน้าบอก

            “ใช่ ๆ ...ได้มั่งสักสี่ซ้าห้าร้อย ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย” อีกคนสนับสนุน

            พ่อได้แต่นิ่งเงียบ เหมือนแบกความทุกข์ใหญ่หลวงเอาไว้กับตัว

 

            -7-

            เสร็จภารกิจการจับตัว “เวียด” หรือตัว “ญาติ”

            เด็ก ๆ กลับจากป่าละเมาะมาถึงกระท่อมของหัวเบี้ยว พวกเขาช่วยกันเอาตัวเวียดที่จับมาได้ ลงล้างน้ำในกะละมังจนสะอาด จากนั้นก็ช่วยกัน เด็ดปีกของมันออกมาจากลำตัว

            “หัวเบี้ยว” เจ้าของกระท่อม ลงมือก่อไฟตั้งกระทะใส่น้ำมัน จนเมื่อน้ำมันร้อนได้ที่ พวกเขาก็ช่วยกันเทตัวเวียดลงไปในกระทะ ผัดตัวเวียดกับน้ำมันไปมาพักใหญ่ จากนั้นก็เติมเกลือลงไปเล็กน้อย เมื่อสุกได้ที่ ก็ยก “ตัวเวียด” หรือ “ตัวญาติ” กรอบ สีเหลืองอมเขียว ลงจากไฟ

            เด็ก ๆ นั่งล้อมวงหยิบตัวแมลงใส่เข้าปากและหยอกล้อกันอย่างมีความสุข

            “วันนี้ โชคดีได้มาเป็นกะละมังเลย พ่อข้าว่า พ้นช่วงเดือนมีนาไปแล้ว จะหาตัวยาก” เพื่อนคนหนึ่งบอก “ เพราะฉะนั้น ช่วงนี้พวกเราต้องเร่งมือ มันเป็นของกินตามฤดูกาล”

            “คิด ๆ ดู ก็น่าสงสารพวกมันนะ” หัวเบี้ยวเอ่ยขึ้นกับเพื่อน ๆ “ พวกเอ็งว่ามั้ย”

            “ทำไมล่ะ...” เพื่อนคนหนึ่งสงสัย

            “ก็เจ้าตัวเวียดน่ะ พอมันเห็นแสงไฟ ได้ยินเสียงพวกเราตีเกราะเคาะไม้ มันก็เข้าใจผิดนะซี มันคิดว่าเพื่อนหรือญาติของมันมาหา จะมาชวนพวกมันเล่นไฟละมั๊ง มันก็เลยกรูกันมาจากที่ซ่อนตัวบนต้นไม้ในป่า ก็เลยเสร็จพวกเรา” หัวเบี้ยวอธิบาย

            “อย่าคิดมากไปเลย...ว่าแต่พรุ่งนี้ เปลี่ยนที่ไปตรงชายป่าละเมาะริมทุ่งนาอีกฝั่งหนึ่งก็แล้วกัน” เพื่อนอีกคนว่า

            “ได้ ๆ...” ต่างคนต่างรับคำ

                                                    

            -8-

            เมื่อย่างเท้าเข้ากระท่อม  พ่อเห็นกลุ่มเด็ก ๆ เพื่อนของหัวเบี้ยว กำลังล้อมวงหยิบตัวเวียดใส่เข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย ทุกคนดูมีความสุข

            ชายวัยกลางคนทักทายเด็ก ๆ แล้วรีบตรงไปอาบน้ำ แล้วรีบเข้านอน ด้วยว่า ภาระงานกรีดยางต้องมีตั้งแต่ย่ำรุ่ง

            คืนนั้น พ่อเคลิ้มหลับฝัน

            ตาพ่อพร่า เห็นหน้าตาตัวเวียดแต่ละตัวในกระทะ ดูคล้าย ๆ หน้าพ่อและหน้าเพื่อน ๆ ของพ่อที่ไปประชุมพร้อมกันที่บ้านผู้ใหญ่บ้านเมื่อตอนหัวค่ำ ไม่มีผิด

            หรือพวกเรากลายเป็น “ตัวเวียด” ไปหมดแล้ว

            หรือพวกเราเป็นตัวเวียดของผู้ใหญ่บ้าน

            ผู้ใหญ่บ้านเป็น “ตัวเวียด” ของ “คนพวกนั้น”

            “คนพวกนั้น” ที่หยิบตัวเราทุกคนใส่ปาก เคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย

            “ ไม่นะ...พวกเราไม่ใช่ตัวเวียด”

            พ่อตะโกนบอกตัวเอง ตกใจตื่น เหงื่อแตกพลั่ก.

 

..........................................................

 

Link ที่เกี่ยวข้อง   

               “บางกอกไลฟ์นิวส์” เปิดรับ “เรื่องสั้น” และ “บทกวี” 

               วรรณกรรมออนไลน์