‘นิภา บางยี่ขัน’ : สมุดบันทึกชีวิตผ่านสายธารกวีนิพนธ์ไทย

‘นิภา บางยี่ขัน’ : สมุดบันทึกชีวิตผ่านสายธารกวีนิพนธ์ไทย

 

“นิภา บางยี่ขัน” : สมุดบันทึกชีวิตผ่านสายธารกวีนิพนธ์ไทย : “ธีรวัฒน์ กล่าวเกลี้ยง” อาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาไทย สำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

 

ในสายธารวรรณกรรมไทยที่ไหลรินผ่านกาลเวลานั้น หากจะเอ่ยนามกวีสตรีผู้มีความโดดเด่น นามของ “นิภา บางยี่ขัน” หรือ “นิภา ทองถาวร” ย่อมปรากฏขึ้นในฐานะสัญลักษณ์แห่งความสมบูรณ์พร้อมทางวรรณศิลป์

สมญานาม “บุษบา ท่าพระจันทร์” ที่ได้รับการขนานนามจาก “อิงอร” (ศักด์เกษม หุตาคม) นักประพันธ์ชั้นครู ไม่ได้เป็นเพียงคำยกย่องในเชิงความงามของรูปลักษณ์ หรือลีลาอักษรที่อ่อนหวานดั่งดอกไม้เท่านั้น แต่หากพิจารณาให้ลึกลงไปถึงแก่นแท้ของผลงานตลอดช่วงชีวิต จะพบว่าภายใต้ความงามละมุนนั้น ซ่อนไว้ด้วยความแกร่งทางความคิด ความเฉียบคมในปฏิภาณไหวพริบ และความลุ่มลึกในปรัชญาชีวิตที่ตกผลึกผ่านประสบการณ์อันยาวนาน

 

 

 

ผลงานของ “นิภา บางยี่ขัน” มีพัฒนาการที่น่าสนใจ

 

จากความสนุกสนานในวัยหนุ่มสาว สู่วุฒิภาวะที่ลุ่มลึกในวัยชรา โดยหนึ่งในมรดกทางวรรณศิลป์ที่ “นิภา” สร้างไว้คือการฟื้นฟูและอนุรักษ์ศิลปะการเล่นสักวา ซึ่งเป็นการเล่นกลอนสดที่ต้องอาศัยไหวพริบอย่างสูง ตลอดช่วงชีวิตของเธอ ได้รับเชิญเป็นวิทยากรสาธิตสักวากลอนสด ร่วมกับกวีอาวุโสระดับประเทศอย่างต่อเนื่อง

 

บทสักวาที่เป็นที่จดจำและได้รับการกล่าวขานถึงบทหนึ่ง เป็นการประชันกันระหว่างฝ่ายชายและฝ่ายหญิง บทนี้ไม่เพียงแสดงถึงความสามารถทางภาษา แต่ยังบันทึกห้วงอารมณ์ของการตกหลุมรักได้อย่างหมดจด ความว่า

 

“ภาพคืนวันจันทร์พริ้มน้ำปริ่มเขื่อน

ลงลอยเลื่อนเรือรักนักภาษา

นั่งเท้าแขนบรรสานขานสักวา

ชนะกลอนแพ้ตาจึงปราชัย” (1)

 

ความงดงามของบทนี้อยู่ที่ศิลปะการประพันธ์อันแยบยล เริ่มจากการเล่นเสียงในวรรคแรกที่ใช้สัมผัสสระและพยัญชนะอย่างแพรวพราว เช่นคำว่า “วัน/จันทร์” และ “พริ้ม – ปริ่ม” สร้างจังหวะที่นุ่มนวลพลิ้วไหวราวกับสายน้ำ ตามมาด้วยการสร้างจินตภาพ (Imagery) ผ่านท่วงท่า “นั่งเท้าแขนบรรสาน” ที่สื่อถึงความใกล้ชิดและความผ่อนคลายท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นใจ

ทว่าสิ่งที่ทำให้สักวาบทนี้น่าสนใจมากขึ้นคือการใช้ความขัดแย้ง (Paradox) ในวรรคทองปิดท้ายที่ว่า “ชนะกลอนแพ้ตาจึงปราชัย” ซึ่งเป็นการสรุปความพ่ายแพ้ที่งดงามที่สุด นั่นคือแม้จะชนะในกติกาการประพันธ์ด้วยฝีปากที่คมคายกว่า แต่กลับต้องพ่ายแพ้ต่อ “สายตา” ของชายหนุ่มอย่างราบคาบ

 

 

นอกจากนี้ “นิภา” ยังมีบทร้อยกรองที่แสดงการตัดพ้อรำพันที่อ่านแล้วกระทบใจมากอีกบทหนึ่ง ความว่า

 

“ถึงเธอสุข – ทุกข์กว่านี้กี่ร้อยเท่า

มิควรใจใครจะเศร้าเฝ้าห่วงหา

เธอคือคนใจดำธรรมดา

ที่ฉันน่าน้อยใจไยดีเธอ” (2)

 

บทกลอน ของ “นิภา บางยี่ขัน” บทนี้โดดเด่นด้วยศิลปะการตัดพ้อรำพันที่คมคายและลึกซึ้ง โดยจงใจเลือกใช้ถ้อยคำที่เรียบง่ายแต่กระแทกกระทั้นความรู้สึก เพื่อลดทอนสถานะของผู้ที่เป็นที่รักให้กลายเป็นเพียง “คนใจดำธรรมดา” ซึ่งเป็นการสื่อวาทศิลป์ว่าเขาไม่ได้วิเศษวิโสและไม่ควรค่าแก่การเสียน้ำตาให้

จุดเด่นสำคัญอยู่ที่การเสียดสีตนเอง (Self-reproach) ในวรรคสุดท้ายที่ว่า “ที่ฉันน่าน้อยใจไยดีเธอ” กวีได้พลิกมุมมองจากการว่ากล่าวฝ่ายชาย กลับมาเป็นการตำหนิหัวใจของตนเองที่ยังคงเผลอไผลไปห่วงหาอาทรคนที่ไม่คู่ควร สะท้อนความขัดแย้งภายในใจ (Inner Conflict) ของมนุษย์  ที่แม้สมองจะสั่งให้เกลียด แต่หัวใจกลับยังผูกพันได้อย่างสมจริงและงดงาม

 

 

นอกจากเรื่องราวของความรัก ในวันวัยที่เติบโตขึ้น “นิภา บางยี่ขัน” ยังสอดแทรกอารมณ์สะเทือนใจลงในบทกวีหลายบทบาท โดยเฉพาะบทบาทความเป็นครู อาทิ

 

“จำภาพหนึ่งซึ้งคำว่า ชีวิต

ตื้นใจศิษย์แสนจนจิตหม่นไหม้

มือจับช้อนระริกสั่นตันฤทัย

ตักลงในข้าวครึ่งห่อต่อจากครู” (3)

 

บทกลอนนี้ ของ “นิภา บางยี่ขัน” ถือเป็น “วรรคทอง” ที่สะเทือนอารมณ์ผู้อ่านได้อย่างรุนแรงที่สุด โดยกวีเลือกใช้จินตภาพ (Imagery) ที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังเพื่อสื่อสารความหมายของคำว่า “ชีวิต” ท่ามกลางความยากแค้น

ความโดดเด่นทางวรรณศิลป์อยู่ที่การเลือกใช้คำในวรรค “มือจับช้อนระริกสั่นตันฤทัย” คำว่า “ระริกสั่น” ทำหน้าที่สื่อความหมายซ้อนสองมิติ มิติแรกคืออาการทางกายที่สั่นเทาจากความหิวโหยและความเจียมตัวของศิษย์ผู้ยากไร้ มิติที่สองคืออาการทางใจที่สั่นไหวด้วยความตื้นตันจนจุกอกเพราะ “ตันฤทัย”

ดังนั้น ภาพการ “ตักลงในข้าวครึ่งห่อต่อจากครู” จึงไม่ได้เป็นเพียงการบรรยายกิริยาการกินข้าว แต่เป็นสัญลักษณ์ (Symbolism) ของการเจือจานชีวิต ข้าวที่เหลือเพียงครึ่งห่อแสดงให้เห็นว่าครูไม่ได้ให้เพียงแค่เศษเงินหรือสิ่งของ แต่เป็นการแบ่งปันส่วนที่จำเป็นที่สุดในการดำรงชีวิตของตนให้แก่ศิษย์ สะท้อนสายใยความผูกพันที่ก้าวข้ามสถานะครู-นักเรียน ไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่เกื้อกูลกันในยามยาก

 

 

กลิ่นไอความเป็นครูที่ห่วงใยศิษย์ ไม่เคยจางหายไปจากผลงาน ของ “นิภา” ดังสำนวนกลอนต่อไปนี้

 

“หลายปีที่เรียนจบไม่พบพาน

ครูก็แก่ลงตามกาลสมัย

ครูยังอยู่ที่เดิมเพิ่มเพียงวัย

ครูยังให้ความรู้เท่าครูมี

 

วันนี้เด็กนัยน์ตาเหงาคนเก่าก่อน

มาขอพรจากครูอยู่ที่นี่

ร่างสูงเด่นเป็นสง่าชายชาตรี

พร้อมท่าทีที่อาจไม่หวาดใคร

 

อยากลูบผมแล้วเสยเหมือนเคยทำ

อยากเอ่ยคำหยอกเย้าเอาใจใส่

ครูมองดูตัวเองครูเกรงใจ

เพียงคำเดียวที่พูดได้ให้โชคดี” (4)

 

บทกลอนนี้ทำหน้าที่บันทึกช่วงเวลาอันแสนละเอียดอ่อน ของการกลับมาพบกัน ระหว่าง “ครูผู้ให้” และ “ศิษย์ผู้เติบใหญ่” โดย “นิภา” เริ่มต้นด้วยการฉายภาพความเปลี่ยนแปลงของกาลเวลาผ่านคู่เปรียบที่ชัดเจน ฝั่งหนึ่งคือครูผู้เปรียบเสมือนรากฐานที่ตั้งมั่นอยู่ที่เดิมและร่วงโรยไปตามวัย

ขณะที่อีกฝั่งหนึ่งคือศิษย์ที่เติบโตและก้าวไปข้างหน้า ภาพดังกล่าวยังขับให้เห็นเด่นชัดด้วยจินตภาพของศิษย์ที่เปลี่ยนไป จากอดีตที่เป็นเพียง “เด็กนัยน์ตาเหงา” ผู้เปราะบาง กลายมาเป็น “ชายชาตรี” ร่างสูงสง่าที่ดูองอาจเข้มแข็งในปัจจุบัน

ความงดงามทางวรรณศิลป์ที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของบทนี้ คือการถ่ายทอดความขัดแย้งภายในใจของคนเป็นครูได้อย่างสมจริง เมื่อเห็นศิษย์รักตรงหน้า ความรู้สึกโหยหาอาทรในวันวานทำให้เกิดความปรารถนาอยากจะแสดงความรักด้วยการ “ลูบผมและเสยผม” เหมือนที่เคยทำในอดีต แต่ทว่าภาพลักษณ์ที่เปลี่ยนไปของศิษย์กลับสร้างกำแพงบาง ๆ แห่ง “ความเกรงใจ” ขึ้นมา กวีใช้ความรู้สึกนี้สะท้อนให้เห็นถึงการให้เกียรติในความเป็นผู้ใหญ่ของศิษย์ ซึ่งเป็นความละเอียดอ่อนทางอารมณ์ที่หาได้ยาก

บทสรุปของกลอนบทนี้จึงจบลงด้วยความเรียบง่ายแต่ทรงพลัง เมื่อครูเลือกที่จะระงับการสัมผัสทางกาย และเปลี่ยนรูปแบบความรักมาเป็นการส่งผ่านความปรารถนาดีด้วยถ้อยคำสั้น ๆ ว่า “ให้โชคดี” แทน นี่คือการเปลี่ยนผ่านของความสัมพันธ์ที่งดงามที่สุด แสดงให้เห็นถึงวุฒิภาวะของครูที่ยินดีเฝ้าดูความสำเร็จของศิษย์อยู่ในระยะที่เหมาะสม ปล่อยให้ศิษย์ได้เติบโตในแบบของเขา โดยมีคำอวยพรของครูเป็นดั่งลมใต้ปีกที่คอยหนุนนำ

 

 

 

ช่วงบั้นปลายของ “นิภา บางยี่ขัน” ยังสร้างสรรค์ผลงานที่แสดงความเป็นไปของสังคมที่น่าสนใจ เป็นเหมือนบันทึกสังคมร่วมสมัย ดังตัวอย่างต่อไปนี้

 

“ฟ้าเมืองไทยไม่ใสสว่างอย่างเคยเป็น

บรรยากาศที่เห็นหม่นสลัว

ข่าวโควิดสายเดลตาช่างน่ากลัว

มันแตกตัวกระจัดกระจายหลายเท่านัก

 

ฉีดวัคซีนก็ต้องใช้กันหลายรอบ

กว่าจะตอบโจทย์เห็นให้เป็นหลัก

ชีวิตเอ๋ยยังก่อนไม่ผ่อนพัก

ต้องรู้จักคืนวันป้องกันตน

 

โน่นเพื่อนพี่นี่น้องครองทุกข์เข็ญ

หยดน้ำตาบ่ากระเซ็นเป็นหยาดฝน

ความป่วยไข้ลำบากในยากจน

ท่องอดทนอดทนจนวางวาย

                                   

โอ้นางฟ้าสีขาวพราวพิสุทธิ์

เทพก็ฉุดเธอไปน่าใจหาย

ทั้งเหนื่อยหนักอุทิศตัวไม่กลัวตาย

บอกลาครั้งสุดท้ายในทรงจำ

 

ฟ้าเมืองไทยไม่ใสสว่างอย่างที่ควร

แต่ไม่ด่วนมืดทะมึนในคืนค่ำ

ขาดเดือนเพ็ญเด่นพราวคราวแรมงำ

มีดาวฉ่ำวิบวับประดับนภา

 

โน่นเพื่อนพี่นี่น้องใช่ผองญาติ

แต่คือเพื่อนร่วมชาติใจปรารถนา

ต่างหยิบยื่นคืนขวัญวันทรมา

ทั้งข้าวปลาอาหารทั้งกำลังใจ

 

ใครมีมากช่วยมากอยากอุทิศ

ใครมีน้อยมีนิดก็แบ่งให้

ใครไม่มีก็ปลอบทุกข์ปลุกใจไป

คือที่นี่เมืองไทยหาไหนเทียม” (5)

 

บทกลอน “ที่นี่เมืองไทย” ของ “นิภา บางยี่ขัน” โดดเด่นด้วยคุณค่าทางวรรณศิลป์จากการเลือกใช้ถ้อยคำที่เรียบง่ายแต่สื่ออารมณ์สะเทือนใจอย่างลึกซึ้ง กวีใช้ภาพพจน์เปรียบเทียบที่เห็นภาพชัดเจน เช่น “นางฟ้าสีขาว” แทนบุคลากรทางการแพทย์ผู้เสียสละ และ “ดาวฉ่ำวิบวับ” แทนน้ำใจของผู้คน ท่ามกลางการลำดับอารมณ์ที่ลื่นไหลจากความหวาดกลัวและความเศร้าโศกจากการสูญเสีย ไปสู่ความอบอุ่นและความหวังในตอนท้าย ทำให้ผู้อ่านรู้สึกคล้อยตามและเกิดกำลังใจ

ในด้านคุณค่าทางสังคม บทประพันธ์นี้ทำหน้าที่บันทึกประวัติศาสตร์ช่วงวิกฤต โควิด - 19 และสะท้อนเอกลักษณ์ “น้ำใจไทย” ได้อย่างงดงาม กวีชี้ให้เห็นว่าแม้สังคมจะมืดมนด้วยโรคระบาดและความยากแค้น แต่คนไทยยังคงช่วยเหลือเกื้อกูลกันโดยไม่แบ่งแยก เปรียบเสมือนแสงสว่างที่ช่วยประคับประคองเพื่อนร่วมชาติ บทกลอนจึงไม่ได้เพียงฉายภาพความทุกข์ยาก แต่ยังยืนยันถึงพลังความสามัคคีและการแบ่งปันซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้สังคมไทยก้าวผ่านวิกฤตไปได้

ผลงานประพันธ์ของ “นิภา บางยี่ขัน” จึงเปรียบเสมือนสมุดบันทึกเล่มใหญ่ที่จารึกทั้งความงดงามทางภาษาและความจริงของชีวิต ผ่านด้วยสายตาอันคมกริบของผู้ผ่านโลกที่มองเห็นทั้งความมืดมนและแสงสว่างในยามวิกฤต ทั้งหมดนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า สมญานาม “บุษบาท่าพระจันทร์” นั้น มิใช่เพียงดอกไม้ที่ส่งกลิ่นหอมเพียงชั่วข้ามคืน แต่คือดอกไม้เหล็กที่หยั่งรากลึกทางปัญญา และยังคงเบ่งบานมอบความงดงามและคติเตือนใจให้แก่ทุกคนตราบจนวาระสุดท้ายของชีวิต

 

“ธีรวัฒน์ กล่าวเกลี้ยง”

อาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาไทย สำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ 

 

รายการอ้างอิง

1. เรือนไทย. (2548, 6 ตุลาคม). นิภา บางยี่ขัน [กระทู้สนทนาออนไลน์]. Reurnthai.com.

              https://www.reurnthai.com/index.php?topic=2652.15

2. นิภา บางยี่ขัน. 2534. เพลงพร. สำนักพิมพ์เพลงวรรณ. หน้า 24.

3.สูจิบัตรงาน 75 ปีชาตกาล นิภา บางยี่ขัน 19 เมษายน 2557 ณ สถาบันคึกฤทธิ์ กรุงเทพมหานคร หน้า 33.

4.ธนบัตร ใจอินทร์, จักรินทร์ สร้อยสูงเนิน, โกวิทย์ บุญทวี และนิภา บางยี่ขัน. 2556. ตราบนิรันดร์กานท์. ห้างหุ้นส่วนจำกัดภาพพิมพ์. หน้า 102.

5.นิภา บางยี่ขัน. 2564. ที่นี่เมืองไทย. บางกอกไลฟ์นิวส์. https://www.bangkoklifenews.com/17303859/บทกวี-ที่นี่เมืองไทย-นิภา-บางยี่ขัน

 

//.....................

 

              หมายเหตุ : บทความ “นิภา บางยี่ขัน” : สมุดบันทึกชีวิตผ่านสายธารกวีนิพนธ์ไทย : “ธีรวัฒน์ กล่าวเกลี้ยง” อาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาไทย สำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ : ตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรก ใน “มงกุฎบุษบา” รวมบทกวีคัดสรร “สถาบันกวีนิพนธ์ไทย” จัดพิมพ์โดย “สถาบันกวีนิพนธ์ไทย” : พิมพ์ครั้งแรก มกราคม 2569

 

              ***สำหรับท่านที่สนใจ สามารถสั่งซื้อและสอบถามได้ที่ : 089-414-6056 (อาจารย์วรัญญา) , 081-554-7754 (อาจารย์สายพร)

 

ธนาคารกรุงไทย

ชื่อบัญชี วรัญญา เอี่ยมสำอางค์

หมายเลขบัญชี 733-1-00845-5

 

หนังสือเล่มสวย ปกแข็ง พิมพ์ฟอยล์ เล่มละ 350 บาท จัดส่งไปรษณีย์ลงทะเบียนฟรี !

 

 

 

หากท่านสนใจสั่งซื้อหนังสือเล่มนี้จำนวนมากในราคาพิเศษ เพื่อบริจาคหรือใช้ในงานสาธารณกุศลต่าง ๆ กรุณาติดต่อ 081-916-5161

 

ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมสนับสนุนการจัดทำหนังสือเล่มนี้ รายได้จากการจำหน่าย เพื่อสนับสนุนการจัดกิจกรรมของ “สถาบันกวีนิพนธ์ไทย” ต่อไป

 

//.....................

          สถาบันกวีนิพนธ์ไทย

//.....................