กวีจีน–ไทย เชื่อมสองวัฒนธรรมใต้พระจันทร์ดวงเดียวกัน

เมื่อบทกวีข้ามพรมแดน : เสียงกวีจีน–ไทย เชื่อมสองวัฒนธรรมใต้พระจันทร์ดวงเดียวกัน

           ภาษาอาจทำให้ผู้คนจากต่างแผ่นดินพูดด้วยถ้อยคำที่ไม่เหมือนกัน แต่บางครั้ง “บทกวี” ก็ทำหน้าที่เป็นสะพานพาความรู้สึกเหล่านั้นเดินทางข้ามพรมแดนได้ โดยไม่จำเป็นต้องพูดภาษาเดียวกัน

          กิจกรรม “การสนทนาระหว่างกวีจีน–ไทย : ภิรมย์ชมจันทร์เต็มดวงทั่วหล้า” ชวนกวี นักเขียน และนักวิชาการจากประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน มาพบกัน เพื่อพูดคุย อ่านบทกวี และแลกเปลี่ยนมุมมองต่อโลกวรรณกรรมของสองประเทศ  ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน กรุงเทพมหานคร

          กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นโดยสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพมหานคร และสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ท่ามกลางบรรยากาศของเทศกาลไหว้พระจันทร์ ประจำปี 2569 และการสานต่อสายสัมพันธ์ไทย–จีน ภายหลังวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตของสองประเทศในปี 2568

          ภายในงานเปิดพื้นที่ให้กวีจากสองวัฒนธรรมได้สนทนากัน ตั้งแต่พัฒนาการของกวีนิพนธ์ รูปแบบและวิธีการสร้างสรรค์ ไปจนถึงความหมายและคุณค่าของบทกวีในสังคมปัจจุบัน โดยเชิญกวี นักเขียน และผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณกรรมจากจีนและไทย รวม 9 คน ร่วมเป็นแขกรับเชิญ เพื่อแลกเปลี่ยนและสนทนาเชิงลึกเกี่ยวกับบทกวีและวรรณกรรม เปิดมุมมองและการอ่านบทกวีในเวทีเสวนา “เมื่อบทกวีพบกัน : เสียงกวีไทย–จีน บนพรมแดนแห่งภาษา” 

          ตัวแทนกวีไทยมี ชมัยภร บางคมบาง ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์, ศักดิ์สิริ มีสมสืบ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์และกวีซีไรต์ และ จิระนันท์ พิตรปรีชา กวีซีไรต์ ร่วมแลกเปลี่ยนกับกวีจากประเทศจีน หลิว หลิว, เฉิน หยง และ จาง ยุ่ยจวิน บทกวีจากสองภาษาได้รับการถ่ายทอดสลับกับการสนทนาถึงที่มา วิธีคิด และประสบการณ์เบื้องหลังการสร้างสรรค์ ทำให้ผู้ฟังได้เห็นทั้งความแตกต่างและจุดร่วมของวรรณกรรมสองประเทศ

 

 

          ในยุคที่พฤติกรรมการอ่านของผู้คนเปลี่ยนไป บทกวีจะก้าวออกจากพื้นที่เฉพาะกลุ่ม ไปพบกับคนรุ่นใหม่ได้อย่างไร และเมื่อเทคโนโลยีอย่าง “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ AI สามารถสร้างข้อความและบทกวีได้ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที บทบาทของ “กวี” และคุณค่าของความรู้สึกที่เกิดจากมนุษย์ จะเปลี่ยนไปหรือไม่ ประเด็นเหล่านี้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยในเวทีเสวนา “เสียงกวีข้ามขุนเขาและทะเล เชื่อมสองแผ่นดิน ระหว่างจีนและไทย” โดย ผศ. ดร.ธเนศ เวศร์ภาดา นักวิชาการอิสระ และอดีตนายกสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, โชคชัย บัณฑิต’ กวีซีไรต์ และ อาจารย์สุนีย์ ลีลาพรพินิจ อาจารย์ประจำสายงานวิชาการ วิทยาลัยนานาชาติจีน มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และกวีจากประเทศจีน หลิว หลิว, เฉิน หยง และ จาง ยุ่ยจวิน

 

 

          ในเวที “เสียงกวีข้ามขุนเขาและทะเล เชื่อมสองแผ่นดิน ระหว่างจีนและไทย” นักเขียน กวี และนักวิชาการจากสองประเทศได้พูดคุยตั้งแต่การนำบทกวีออกจากวงการเฉพาะกลุ่มไปสู่สังคมวงกว้าง การสืบทอดวัฒนธรรมการอ่านและเขียนบทกวี ไปจนถึงประเด็นร่วมสมัยอย่างการอยู่ร่วมกันระหว่างปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กับบทกวี ในวันที่ AI สามารถสร้างข้อความหรือแม้แต่บทกวีขึ้นมาได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที คำถามจึงไม่ได้มีเพียงว่า “AI เขียนบทกวีได้หรือไม่” แต่ยังชวนให้คิดต่อไปถึงบทบาทของกวี ความคิดสร้างสรรค์ ประสบการณ์ชีวิต และอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ ว่าจะมีความหมายอย่างไรในโลกวรรณกรรมยุคใหม่

          เทศกาลไหว้พระจันทร์มีความหมายเกี่ยวพันกับการกลับมาพบกัน ความผูกพัน และการมองพระจันทร์ดวงเดียวกัน แม้ผู้คนจะอยู่ห่างไกลกัน เมื่อแนวคิดนี้ถูกนำมาวางเคียงกับการพบกันของกวีจีนและไทย ภาพของ “พระจันทร์” จึงคล้ายกับ “บทกวี” ที่สามารถเดินทางข้ามระยะทางและพรมแดน เชื่อมโยงความรู้สึกของผู้คนจากต่างวัฒนธรรมเข้าหากัน