จีน–ไทย เชื่อมใจด้วยบทกวี รับเทศกาลไหว้พระจันทร์

“สถานทูตจีนฯ” จับมือ “สมาคมนักเขียนฯ” จัดกิจกรรม “การสนทนาระหว่างกวีจีน–ไทย : ภิรมย์ชมจันทร์เต็มดวงทั่วหล้า” เฉลิมฉลองความสัมพันธ์ไทย-จีน และเทศกาลไหว้พระจันทร์ ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน

          สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพมหานคร และสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ร่วมกันจัดกิจกรรม “การสนทนาระหว่างกวีจีน–ไทย : ภิรมย์ชมจันทร์เต็มดวงทั่วหล้า” ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปี ของความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน ในปี 2568 ที่ผ่านมา และเทศกาลไหว้พระจันทร์ ประจำปี 2569 โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง เมื่อวันจันทร์ที่ 21 กันยายน 2569 

 

 

          กิจกรรมภายในงานเริ่มต้นขึ้นด้วยการแสดงจาก “สภาส่งเสริมวัฒนธรรมอาเซียน” ต่อด้วยการกล่าวต้อนรับและบอกเล่าความเป็นมาของการจัดกิจกรรมจาก นายจาง รั่วอวี๋ ผู้อำนวยการศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพมหานคร และ นางสาวจุฑามาศ ณ สงขลา เลขาธิการสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย และกล่าวเปิดงานโดย นายหยาง เสี่ยวหลง ที่ปรึกษาฝ่ายกิจการวัฒนธรรม ประจำสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย

 

 

          นายหยาง เสี่ยวหลง ที่ปรึกษาฝ่ายกิจการวัฒนธรรม ประจำสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันความสัมพันธ์หุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้านระหว่างจีนและไทยดำเนินไปในระดับสูง แนวคิด “จีน–ไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” หยั่งรากลึกอยู่ในใจของประชาชน วันนี้เราใช้บทกวีเป็นสื่อ ซึ่งถือเป็นการถ่ายทอดแนวคิดดังกล่าวอย่างอ่อนโยนและทรงพลัง การแลกเปลี่ยนด้านวรรณกรรมระหว่างจีนและไทยมีประวัติศาสตร์ยาวนาน และในปัจจุบันได้ขยายไปสู่รูปแบบการแลกเปลี่ยนที่หลากหลายทั้งในหลายระดับและหลายสาขา บทกวีต้องอาศัยอารมณ์และความรู้สึกที่จริงใจ กวีของทั้งสองประเทศจึงควรรับฟังซึ่งกันและกันอย่างตั้งใจผ่านการแลกเปลี่ยน หวังว่าการสนทนาในวันนี้จะก่อให้เกิดโอกาสในการแปลผลงานระหว่างกันและการสร้างสรรค์ผลงานร่วมกันมากยิ่งขึ้น เพื่อให้บทกวีของทั้งสองประเทศได้รับชีวิตใหม่

 

 

          ขณะที่ นางสาวจุฑามาศ ณ สงขลา เลขาธิการสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า มิตรภาพระหว่างจีนและไทยไม่ได้มีเพียงรากฐานจากความสัมพันธ์ทางการทูตตลอด 50 ปีเท่านั้น แต่ยังมีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและวรรณกรรมที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน แม้บทกวีจะใช้ภาษาที่แตกต่างกัน แต่สามารถก้าวข้ามพรมแดนและถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกร่วมของมนุษย์ได้ หวังว่าการแลกเปลี่ยนระหว่างกวี นักเขียน และนักวิชาการจีน–ไทยในครั้งนี้ จะช่วยเสริมสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างวงการวรรณกรรมของทั้งสองประเทศ ใช้วรรณกรรมและบทกวีเป็นสะพานเชื่อมมิตรภาพ และส่งเสริมการแลกเปลี่ยนระดับประชาชนและวัฒนธรรมระหว่างจีนกับไทยให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

 

 

          ด้าน นายจาง รั่วอวี้ ผู้อำนวยการศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน กล่าวว่า เทศกาลไหว้พระจันทร์เป็นเทศกาลประเพณีสำคัญของชาวจีน การเชิญกวีและผู้เชี่ยวชาญจากจีนและไทยมาพบกันที่กรุงเทพฯ ในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการแลกเปลี่ยนทางวรรณกรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นการพบกันทางจิตใจและการสนทนาระหว่างอารยธรรมอีกด้วย พร้อมหวังว่ากิจกรรมครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ในการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือระหว่างวงการวรรณกรรมจีนและไทยให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

 

 

 

          กิจกรรมครั้งนี้เชิญกวี นักเขียน และผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณกรรมจากจีนและไทย รวม 9 คน ร่วมเป็นแขกรับเชิญ เพื่อแลกเปลี่ยนและสนทนาเชิงลึกเกี่ยวกับบทกวีและวรรณกรรม โดยจากนั้นในภาคเช้า เป็นการเปิดมุมมองและการอ่านบทกวีในเวที “เมื่อบทกวีพบกัน : เสียงกวีไทย–จีน บนพรมแดนแห่งภาษา” จากกวีตัวแทนประเทศไทย ชมัยภร บางคมบาง ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์, ศักดิ์สิริ มีสมสืบ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ และกวีซีไรต์ และ จิระนันท์ พิตรปรีชา กวีซีไรต์ พร้อมด้วยกวีจากประเทศจีน หลิว หลิว, เฉิน หยง และ จาง ยุ่ยจวิน

 

 

 

          กวีจากจีนและไทยร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับพัฒนาการของบทกวี ลักษณะเด่นในการสร้างสรรค์ และการแสดงออกทางวรรณกรรมของทั้งสองประเทศ พร้อมแบ่งปันประสบการณ์และมุมมองจากการสร้างสรรค์บทกวีของตนเอง รวมถึงคัดเลือกบทกวีที่ชื่นชอบมาอ่านร่วมกัน โดยผ่านการอ่านบทกวีและการแลกเปลี่ยนทางความคิด เพื่อสะท้อนให้เห็นทั้งความแตกต่าง ความสอดคล้อง และจุดร่วมระหว่างวัฒนธรรมบทกวีจีนและไทย

 

 

          ขณะที่ในภาคบ่าย เป็นเวทีเสวนา “เสียงกวีข้ามขุนเขาและทะเล เชื่อมสองแผ่นดิน ระหว่างจีนและไทย” โดย ผศ. ดร.ธเนศ เวศร์ภาดา นักวิชาการอิสระ และอดีตนายกสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, โชคชัย บัณฑิต’ กวีซีไรต์ และ อาจารย์สุนีย์ ลีลาพรพินิจ อาจารย์ประจำสายงานวิชาการ วิทยาลัยนานาชาติจีน มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และกวีจากประเทศจีน หลิว หลิว, เฉิน หยง และ จาง ยุ่ยจวิน

 

 

 

          ผู้ร่วมเสวนาได้แบ่งปันความคิดเห็นในประเด็นต่าง ๆ อาทิ การนำบทกวีก้าวออกจากวงการเฉพาะสู่สังคมในวงกว้าง การสืบทอดบทกวี การอยู่ร่วมกันของปัญญาประดิษฐ์ (AI) กับบทกวี ตลอดจนภาพอนาคต ของการแลกเปลี่ยนวรรณกรรมจีน–ไทย พร้อมทั้งร่วมกันอภิปรายเพิ่มเติมถึงรูปแบบการแสดงออกและคุณค่าร่วมของบทกวีทั้งสองประเทศภายใต้บริบททางวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน

 

 

          นางชมัยภร บางคมบาง ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ตัวแทนกวีจากประเทศไทย กล่าวว่า ยินดีอย่างมากที่ได้มาร่วมงานวันนี้ เพราะเรื่องของบทกวีมีความลึกซึ้ง การที่ได้ยินเรื่องราวความเป็นมาและความสัมพันธ์กันของบทกวีทั้งไทยและจีน ทำให้ความเข้าใจในกวีนิพนธ์ของทั้งสองชาติชัดเจนขึ้น รวมทั้งเข้าใจความสัมพันธ์ในแง่ของความเป็นมนุษย์มีต่อกันมากขึ้น การได้ยินเสียงบทกวีของทั้งสองภาษาทั้งไทยและจีน ที่เป็นการสื่อสารที่มีการคัดสรรคำ ทำให้เกิดความงดงาม ชื่นชมและชื่นชอบมาก

 

 

          ผศ. ดร.ธเนศ เวศร์ภาดา นักวิชาการอิสระ และอดีตนายกสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ตัวแทนนักวิชาการจากประเทศไทย กล่าวว่า ดีใจที่ได้มาร่วมงานในวันนี้ ชื่องานไพเราะมาก โดยส่วนตัวมองว่าการแปลจะมีส่วนช่วยในการเชื่อมสองวัฒนธรรมให้แข็งแรง ตนเองมีโอกาสได้เรียนรู้กวีนิพนธ์จีนตั้งแต่เด็กและชื่นชอบมาก ในส่วนของกวีนิพนธ์ไทยนั่นยังมีการแปลเป็นภาษาจีนน้อย แต่ก็มีเล่มที่โดดเด่น เช่น ลิลิตพระลอ ที่ เผยเสี่ยวรุ่ยแปลจากไทยเป็นจีน และสิ่งที่อยากจะฝากไว้คือ อยากให้องค์กรที่เกี่ยวข้องมาช่วยกันสนับสนุนให้เกิดการสร้างสรรค์กวีนิพนธ์ทั้งไทยและจีนอย่างต่อเนื่อง ฝากความหวังไว้กับกวีรุ่นใหม่ งานในวันนี้นับเป็นจุดเริ่มที่ดีที่จะทำให้เกิดการสานต่อทำให้วงการกวีนิพนธ์ไทยจีนแข็งแรงมากขึ้น

 

 

          หลิว หลิว ตัวแทนกวีจากประเทศจีน กล่าวว่า ในประเทศจีนมีกิจกรรมมากมายที่จัดขึ้นในรูปแบบนี้ แต่สำหรับตัวเธอเอง นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เดินทางมายังประเทศไทยเพื่อร่วมเทศกาลกวีนิพนธ์แบบนี้ จึงรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง และหวังว่าในอนาคต ระหว่างจีน-ไทย และระหว่างเหล่านักกวีด้วยกัน จะมีเวทีหรือพื้นที่ลักษณะนี้เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้พวกเราได้แลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน ได้อ่านบทกวีของกันและกัน

          สำหรับที่ประเทศจีน รูปแบบการเผยแพร่บทกวีในลักษณะนี้ถือว่ามีค่อนข้างหลากหลาย ยกตัวอย่างเช่น ในภาคประชาชนก็มีกลุ่มชุมนุมบทกวีและชมรมกวีมากมาย ซึ่งช่วยรวบรวมเพื่อน ๆ ที่รักในการเขียนกวีให้มารวมตัวกัน แล้วก็จะมาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับกวีนิพนธ์กัน โดยหากเป็นกิจกรรมขนาดใหญ่เช่นนี้ ก็จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากทางรัฐบาลท้องถิ่นหรือหน่วยงานต่าง ๆ จึงจะมีศักยภาพในการจัดงานให้ออกมาอย่างยิ่งใหญ่

 

 

          แต่ขณะเดียวกันรูปแบบการแลกเปลี่ยนด้านกวีนิพนธ์จะมีความหลากหลายและเข้าถึงได้ง่ายมาก ตัวอย่างเช่น ในเมืองเล็ก ๆ หรือในระดับอำเภอ หากมีคนสัก 3–5 คนที่ชื่นชอบและรักในการประพันธ์บทกวี ก็สามารถจัดสรรเวลามารวมตัวกันได้บ่อย ๆ และมีพื้นที่ให้ได้มาพบปะ เรียนรู้ และแลกเปลี่ยนร่วมกันได้แล้ว

          “เนื่องในโอกาสที่ได้เดินทางมาเยือนประเทศไทยในครั้งนี้ ก็ขออวยพรให้เพื่อน ๆ ชาวไทย ตลอดจนพี่น้องชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศไทยทุกท่าน มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และมีความเจริญรุ่งเรืองดียิ่ง ๆ ขึ้นไป ขอบคุณค่ะ” หลิวหลิวกล่าว

 

 

          ทั้งนี้ การจัดงานการปะทะสังสรรค์ทางบทกวี “การสนทนาระหว่างกวีจีน–ไทย : ภิรมย์ชมจันทร์ เต็มดวงทั่วหล้า” นับเป็นหนึ่งวันแห่งการพบปะและแลกเปลี่ยนระหว่าง กวี นักเขียน และนักวิชาการจากประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่แสดงให้เห็นถึงสายสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงผู้คนจากสองแผ่นดิน ผ่านบทกวีที่ไม่จำเป็นต้องพูดภาษาเดียวกัน แต่สามารถทำให้หัวใจของผู้คนเข้าใกล้กันได้ ทำให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสความงดงามของถ้อยคำจากสองวัฒนธรรม ด้วยบทกวีไร้พรมแดน และเปี่ยมด้วยมิตรภาพอันยั่งยืน

 

ข่าวภาษาอังกฤษ / English Version / 英文版 

 

ข่าวภาษาจีน / Chinese Version / 中文版