เจาะลึก พ.ร.ฎ.เชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ 2569 กับบทบาทใหม่ในการล่าสแกมเมอร์

พ.ร.ฎ. เชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐขุมพลังใหม่ บูรณาการร่วมข้อมูลรัฐทุกภาคส่วน

          เมื่อไม่นานมานี้ มีการประกาศพระราชกฤษฎีกาการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐต่อหน่วยงานของรัฐแห่งอื่น พ.ศ. 2569 หรือเรียกอีกชื่อว่า พ.ร.ฎ. เชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ 2569 ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา โดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540

 

         หัวใจของกฎหมายฉบับนี้คือการให้หน่วยงานของรัฐที่ถือครองข้อมูลส่วนบุคคลสามารถเปิดเผยข้อมูลนั้นต่อหน่วยงานของรัฐแห่งอื่นได้ตามคำร้องขอ ‘เพื่อนำไปใช้เชื่อมโยงและให้บริการประชาชนแบบมุ่งเป้าผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์’ แก้ปัญหาการเก็บข้อมูลแบบแยกส่วนหรือ Data Silo ที่แต่ละหน่วยงานต่างคนต่างเก็บ ทำให้ที่ผ่านมาการวิเคราะห์และเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อกำหนดนโยบายหรือปราบปรามอาชญากรรมทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ข้อมูลที่เปิดเผยระหว่างหน่วยงานยังคงถูกควบคุมอย่างเข้มงวด หน่วยงานที่ร้องขอข้อมูลมีหน้าที่ต้องรักษาความลับ ห้ามเปิดเผยต่อไปยังบุคคลภายนอก และการดำเนินการทั้งหมดต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด ซึ่งต้องสอดคล้องกับมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์

 

จากตัวบทกฎหมาย สู่สนามล่าสแกมเมอร์ โดยอาวุธคือข้อมูลรัฐ

         เหตุผลแนบท้ายกฎหมายระบุชัดเจนว่า การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มความโปร่งใสภาครัฐ และเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายปราบปรามการกระทำความผิด ทั้งความผิดทั่วไปและความผิดร้ายแรงที่เพิ่มมากขึ้น เช่น องค์กรอาชญากรรม การทุจริตคอร์รัปชัน การค้ามนุษย์ และการฉ้อโกงออนไลน์

         รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเปิดเผยว่า เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ กระทรวงดีอีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสามารถบูรณาการข้อมูลเพิ่มเติมกับหน่วยงานรัฐอื่น เช่น ข้อมูลด้านศุลกากร ข้อมูลกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง และข้อมูลการจดทะเบียนนิติบุคคลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งล้วนเป็นข้อมูลที่ช่วยตรวจสอบเส้นทางการเงินและตัวตนที่แท้จริงของขบวนการมิจฉาชีพได้แม่นยำมากขึ้น

 

หน่วยงานหลักที่มีหน้าที่จัดการสแกมเมอร์ บูรณาการข้อมูลร่วมกัน คือแต้มต่อในเรื่องนี้

         ก่อนหน้าที่กฎหมายจะบังคับใช้ กระทรวงดิจิทัลฯ ได้เริ่มบูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานหลัก 5 แห่งเพื่อวางรากฐานการปราบปรามสแกมเมอร์ ได้แก่ กระทรวงดีอี, ธนาคารแห่งประเทศไทย, สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์, สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน, และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อ พ.ร.ฎ. ฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ วงข้อมูลจะขยายเพิ่มเติมไปยังหน่วยงานด้านศุลกากร, กรมสรรพากร, กระทรวงการคลัง, และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ทำให้ภาพรวมการตรวจสอบขบวนการมิจฉาชีพครบวงจรยิ่งขึ้น

 

ทำไมการส่งข้อมูลข้ามหน่วยงานจึงสำคัญกับการจับสแกมเมอร์

         บัญชีม้าและเส้นทางการเงินของมิจฉาชีพมักเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ทั้งธนาคาร กรมสรรพากร และการจดทะเบียนนิติบุคคลปลอม การเชื่อมข้อมูลช่วยตัดต่อภาพทั้งขบวนการได้เร็วขึ้น ลดการที่มิจฉาชีพใช้ช่องว่างระหว่างหน่วยงานที่ไม่แลกเปลี่ยนข้อมูลกันมาหลบเลี่ยงการตรวจสอบ หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายตรวจสอบและยืนยันตัวตนผู้ต้องสงสัยได้รวดเร็วขึ้น ลดขั้นตอนที่เคยต้องขอข้อมูลข้ามหน่วยงานทีละกรณี

         ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ หลัง พ.ร.ฎ. มีผลบังคับใช้ โดยมีข้อมูลจากกระทรวงดิจิทัลฯ ได้ระบุว่า จากการบูรณาการข้อมูลร่วมระหว่าง 5 หน่วยงานหลักและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในช่วงที่ผ่านมา มูลค่าความเสียหายจากสแกมเมอร์มีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งลดลงกว่า 74% หรือประมาณ 1,581 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 4 เดือน ซึ่งกระทรวงดีอีระบุว่าเป็นผลจากการทำงานร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง และคาดว่า พ.ร.ฎ. ฉบับนี้จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยยกระดับประสิทธิภาพการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ให้ดียิ่งขึ้นไปอีกในระยะถัดไป

 

พ.ร.ฎ. เชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ x AOC 1441: เกราะป้องกันที่แข็งแกร่งขึ้น

         ในบรรดาหน่วยงานทั้งหมดที่ได้รับอานิสงส์จากพระราชกฤษฎีกาเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐฉบับล่าสุด ไม่มีหน่วยงานใดที่การทำงานเปลี่ยนไปอย่างเป็นรูปธรรมมากเท่ากับศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ หรือที่ประชาชนคุ้นเคยกันในนาม AOC 1441 เพราะหากมองย้อนกลับไปตั้งแต่วันแรกที่ศูนย์แห่งนี้เปิดให้บริการเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2566 ภารกิจหลักของ AOC ไม่เคยเปลี่ยนแปลง นั่นคือการเป็นจุดรับแจ้งเหตุแบบเบ็ดเสร็จจุดเดียวสำหรับผู้ตกเป็นเหยื่อภัยออนไลน์ พร้อมตั้งเป้าหมายอันท้าทายไว้ว่าจะต้องอายัดบัญชีต้องสงสัยให้ได้ภายในหนึ่งชั่วโมงนับจากวินาทีที่รับสาย แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญหลังกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ ไม่ใช่ตัวเป้าหมายเวลาที่ยังคงเท่าเดิม หากแต่เป็นคุณภาพของข้อมูลที่เจ้าหน้าที่ปลายสาย 1441 มีอยู่ในมือขณะตัดสินใจ ซึ่งส่งผลสะเทือนไปถึงทุกขั้นตอนการทำงานของศูนย์แห่งนี้อย่างทั่วถึง

         หากแยกกระบวนการทำงานของ AOC ออกเป็นขั้นตอน จะเห็นได้ว่าปัญหาที่เจ้าหน้าที่เผชิญมาตลอดคือการต้องตัดสินใจอายัดบัญชีภายในกรอบเวลาอันจำกัด โดยมีข้อมูลตั้งต้นเพียงสิ่งที่ผู้เสียหายให้การทางโทรศัพท์ และสิ่งที่ธนาคารเจ้าของบัญชีปลายทางส่งกลับมาให้เท่านั้น เมื่อข้อมูลมีจำกัดเช่นนี้ เจ้าหน้าที่จึงตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเลือกระหว่างความเร็วกับความแม่นยำอยู่ตลอดเวลา หากรีบอายัดโดยไม่มีข้อมูลยืนยันตัวตนที่แน่นหนาพอ ก็เสี่ยงที่จะกระทบประชาชนผู้บริสุทธิ์ซึ่งบัญชีถูกใช้เป็นทางผ่านโดยไม่รู้ตัว ดังที่เคยปรากฏเป็นข่าวใหญ่มาแล้วในกรณีที่ธนาคารหลายแห่งต้องเร่งปลดล็อกบัญชีของผู้บริสุทธิ์นับหมื่นบัญชีภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหลังถูกอายัดผิดพลาด แต่หากรอข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนตัดสินใจ ก็เสี่ยงที่จะช้าเกินไปจนเงินของเหยื่อเดินทางออกจากบัญชีปลายทางไปแล้ว การเชื่อมโยงข้อมูลจากกรมศุลกากร กรมสรรพากร และกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเข้ามาเสริมในจุดนี้เอง ที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่ AOC มีชุดข้อมูลตั้งต้นที่หนาแน่นขึ้นสำหรับยืนยันว่าบัญชีปลายทางที่กำลังจะอายัดนั้น เชื่อมโยงอยู่กับพฤติกรรมทางธุรกิจหรือการเงินที่ผิดปกติจริงหรือไม่ ก่อนที่จะกดปุ่มตัดสินใจภายในกรอบเวลาหนึ่งชั่วโมงเดิม

         อีกจุดหนึ่งที่การทำงานของ AOC ได้รับประโยชน์อย่างชัดเจนคือขั้นตอนภายหลังการอายัด ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สังคมมักมองไม่เห็นเพราะความสนใจส่วนใหญ่มักไปอยู่ที่วินาทีอายัดเงินได้ทันหรือไม่เท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทุกครั้งที่มีการอายัดบัญชี AOC ยังมีภาระต้องตรวจสอบต่อว่าเจ้าของบัญชีที่ถูกอายัดนั้นเป็นผู้กระทำความผิดจริงหรือเป็นเพียงประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่บัญชีถูกใช้เป็นทางผ่านโดยไม่รู้ตัว

         กระบวนการตรวจสอบเช่นนี้ในอดีตต้องอาศัยการประสานงานข้ามหน่วยงานซึ่งใช้เวลานาน จนกระทั่งธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงดีอีต้องออกมาตรการเฉพาะกิจร่วมกับธนาคารพาณิชย์ เพื่อร่นระยะเวลาการปลดล็อกบัญชีผู้บริสุทธิ์ให้เหลือเพียง 24 ชั่วโมง หลังได้รับแจ้งผ่านสายด่วน 1441 เมื่อ AOC สามารถเข้าถึงข้อมูลจากหลายหน่วยงานได้เร็วขึ้นตามกรอบกฎหมายใหม่ กระบวนการตรวจสอบเพื่อแยกแยะระหว่างบัญชีของผู้กระทำผิดกับบัญชีของผู้บริสุทธิ์ก็ย่อมทำได้แม่นยำและรวดเร็วขึ้นตามไปด้วย ซึ่งหมายความว่าประโยชน์ที่ AOC ได้รับจากกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ฝั่งการจับกุมผู้กระทำผิดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการลดผลกระทบต่อประชาชนผู้สุจริตที่เคยตกเป็นเหยื่อของความผิดพลาดในระบบไปพร้อมกันด้วย

         ท้ายที่สุดแล้ว หากมองภาพรวมของศูนย์ AOC ในฐานะองค์กรที่ต้องรับมือกับปริมาณสายเรียกเข้ามหาศาลตลอด 24ชั่วโมง ผ่านคู่สายกว่า 100 คู่สาย ทั้งต้องแบกรับความคาดหวังของสังคมที่ต้องการเห็นความเสียหายจากสแกมเมอร์ลดลงอย่างเป็นรูปธรรม จะเห็นได้ว่าสิ่งที่กฎหมายฉบับนี้มอบให้ AOC ไว้ใช้สำหรับทำงานนั้น ไม่ใช่อำนาจใหม่หรือทรัพยากรบุคคลเพิ่มเติมแต่อย่างใด หากแต่เป็นสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่าในโลกของอาชญากรรมออนไลน์ นั่นคือข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลามากขึ้นในมือของเจ้าหน้าที่ปลายสาย ซึ่งเมื่อประกอบเข้ากับกรอบเวลาการทำงานที่เข้มงวดอยู่แล้วของ AOC ก็กลายเป็นปัจจัยที่ขยายศักยภาพของศูนย์แห่งนี้ให้ทำงานได้ทั้งเร็วขึ้น แม่นยำขึ้น และเป็นธรรมต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์มากขึ้นไปพร้อมกันในคราวเดียว