ผ่าโครงสร้าง “ระบบสีบัญชีม้า” ล่าเส้นทางโจร

ผ่าโครงสร้าง “ระบบสีบัญชีม้า” ที่ธนาคารใช้แยกผู้บริสุทธิ์ และตามล่าเส้นทางโจร

.

บัญชีม้า คืออะไร ทำไมถึงกลายเป็นสมรภูมิสำคัญ 

          “บัญชีม้า” คือบัญชีธนาคารหรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกใช้เป็นทางผ่านของเงินจากการกระทำผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลวงออนไลน์ พนันออนไลน์ หรือการฟอกเงิน เจ้าของบัญชีบางรายรู้เห็นเป็นใจกับขบวนการ แต่จำนวนไม่น้อยคือคนธรรมดาที่ถูกหลอกให้เปิดบัญชีหรือให้ยืมบัญชีโดยไม่รู้ตัวว่ากำลังเป็นเครื่องมือฟอกเงินให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์

          เพราะบัญชีม้าคือ “ท่อน้ำเลี้ยง” ของอาชญากรรมไซเบอร์ทั้งระบบธนาคารไม่มีทางรู้ตั้งแต่วันแรกว่าบัญชีไหนคือบัญชีม้าจริงๆ ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงออกแบบกลไกคัดกรองที่ไล่ระดับความเสี่ยงตามน้ำหนักของหลักฐาน ไม่ใช่ไล่ตามความรุนแรงของความเสียหาย นั่นคือที่มาของสิ่งที่คนทั่วไปเรียกกันว่า "ระบบสีบัญชีม้า" ที่หลายคนอาจเคยได้ยินแต่ไม่เข้าใจรายละเอียดในเบื้องลึก

 

ที่มาของระบบสีบัญชีม้า 5 ระดับ ซึ่งใช้เป็นเกณฑ์ตรวจสอบของ ธปท.

          ธปท. แบ่งความเสี่ยงบัญชีม้าออกเป็น 5 ระดับ ไล่จากเบาไปหนัก โดยแต่ละระดับผูกกับ “หลักฐาน” ที่ต่างกัน ไม่ใช่ความรุนแรงของความเสียหายอย่างเดียว

 

กลุ่มที่ธนาคารเฝ้าระวังเอง (สีน้ำตาล)

          ม้าน้ำตาลอ่อน ธนาคารตรวจพบความผิดปกติของธุรกรรมด้วยระบบของตัวเอง เช่น เงินเข้าออกถี่ผิดสังเกต แต่ยังไม่มีใครมาแจ้งความ

          ม้าน้ำตาลเข้ม รูปแบบผิดปกติชัดเจนขึ้น เช่น มีเงินโอนไปยังบัญชีที่ถูกขึ้นบัญชีม้าอยู่ก่อนแล้ว แต่ยังไม่มีผู้เสียหายยืนยันว่าตนได้รับความเสียหาย

 

กลุ่มที่เริ่มมีผู้เสียหายเข้ามาเกี่ยวข้อง (สีเทา)

          ม้าเทาอ่อน มีผู้เสียหายมาร้องเรียนหรือแจ้งเบาะแสแล้ว แต่ยังไม่มีการแจ้งความอย่างเป็นทางการ

          ม้าเทาเข้ม มีผู้เสียหายแจ้งความแล้ว ความเสี่ยงสูงขึ้นมาก แต่ตำรวจยังไม่ได้ออกหมายอายัดอย่างเป็นทางการ เนื่องจากอยู่ในระหว่างกระบวนการตามขั้นตอน

 

ระดับอันตรายสูงสุด (ดำ)

          ม้าดำสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มีข้อมูลชัดเจนและประกาศรายชื่อบัญชีอย่างเป็นทางการ ถือเป็นระดับที่มีความเสี่ยงสูงสุดและมักนำไปสู่การอายัดบัญชีทันที ภายหลังประกาศใช้แล้วในราชกิจจานุเบกษา

 

          ประเด็นที่คนมักเข้าใจผิดคือ ระบบนี้ไม่ได้วัดว่าใคร “ผิดมากผิดน้อย” แต่วัดว่า “หลักฐานแน่นแค่ไหน” บัญชีที่ยังเป็นสีน้ำตาลอ่อนอาจเป็นแค่บัญชีที่ธนาคารสงสัยเฉยๆ ยังไม่ถึงขั้นเป็นคดี แต่ถ้าไม่รีบชี้แจง ก็มีโอกาสถูกไล่ระดับไปเรื่อยๆ จนถึงขั้นถูกอายัดถาวร

          ปัญหาบัญชีม้าไม่ใช่เรื่องเฉพาะของไทย แต่ละประเทศเลือกวิธีรับมือต่างกันไปตามบริบทของตัวเอง  โดยอังกฤษ เลือกเดินเกมที่ต่างจากไทยอย่างสิ้นเชิง แทนที่จะไล่ระดับสีบัญชี หน่วยงานกำกับดูแลระบบชำระเงินของอังกฤษกลับเลือกเปลี่ยนภาระทางการเงินแทน โดยกำหนดให้ธนาคารฝั่งที่ รับเงินโอนจากการหลอกลวงต้องร่วมรับผิดชอบค่าชดเชยครึ่งหนึ่งกับธนาคารฝั่งผู้เสียหาย ซึ่งเป็นการผลักภาระให้กับธนาคารที่คัดกรองธุรกรรมเข้าไม่ดีพอ

          และเมื่อผู้เสียหายแจ้งเรื่องเข้ามา ธนาคารทั้งสองฝั่งมีเวลาเพียงไม่กี่วันในการคืนเงิน วิธีนี้บีบให้ธนาคารต้องลงทุนระบบตรวจจับบัญชีม้าตั้งแต่ต้นทาง แทนที่จะรอให้เกิดความเสียหายก่อนแล้วค่อยไล่ระดับความเสี่ยงย้อนหลังแบบที่ไทยทำอยู่

          ฝั่งสิงคโปร์ เลือกเน้นการปราบปรามเชิงรุกด้วยกำลังตำรวจ มีปฏิบัติการกวาดล้างบัญชีม้าต่อเนื่องเป็นระลอก อย่างในช่วงกลางปี 2569 ตำรวจสิงคโปร์จับกุมผู้ต้องสงสัยกว่า 200 คน ทั่วเกาะภายในเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์ โดยผู้ต้องสงสัยมีอายุตั้งแต่วัยรุ่น 16 ปี ไปจนถึงคนวัย 73 ปี

          ส่วนออสเตรเลียเจอโจทย์ที่ต่างออกไป คือธุรกิจรับจ้างเปิดบัญชีม้าแบบเป็นระบบที่เรียกกันว่า Mule Accounts as a Service มีนายหน้าขายบัญชีม้าเป็นล็อตผ่านช่องทางลับ แบ่งตามธนาคาร ยอดเงินคงเหลือ และระดับการยืนยันตัวตน แก๊งอาชญากรในออสเตรเลียจ่ายค่าตอบแทนให้คนปล่อยบัญชีเพียงหลักพันบาทเพื่อแลกกับสิทธิ์เข้าถึงแบบไม่จำกัด

          ขณะที่ไอร์แลนด์เคยมีกรณีกลุ่มอาชญากรรมเกณฑ์เยาวชนอายุ 17 – 22 ปีมาช่วยฟอกเงินมูลค่ากว่า 84 ล้านยูโรผ่านระบบธนาคาร

          ส่วนในสหรัฐฯ ระบบโอนเงิน Zelle เลือกผลักภาระทั้งหมดไปที่ธนาคารฝั่งที่รับเงินเข้า กำหนดให้ต้องคืนเงินลูกค้าหากถูกหลอกในรูปแบบปลอมตัวเป็นบุคคลอื่น

          จุดร่วมของทุกประเทศที่น่าสนใจคือ กำลังขยับจากการ "จับที่ปลายทาง" ไปสู่การ "บีบที่ต้นทาง" คือบังคับให้ธนาคารรับผิดชอบทางการเงินมากขึ้น ซึ่งไทยเองก็เริ่มขยับมาทิศทางนี้เช่นกันในกฎหมายฉบับล่าสุด

 

ตัวเลขที่สะท้อนขนาดของปัญหาก็เปลี่ยนแปลงเร็วมากในช่วงปีที่ผ่านมา

          จากที่เคยระงับบัญชีม้าสะสมได้ประมาณ 1.1 ล้านบัญชีเมื่อเดือนตุลาคม 2567 พอมาถึงเดือนพฤษภาคม 2569 ตัวเลขสะสมพุ่งขึ้นไปถึง 3.56 ล้านบัญชีแล้ว และที่น่ากังวลคือเริ่มพบบัญชีธนาคารของเยาวชนกว่า 6,500 บัญชีที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายบัญชีม้า จนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเริ่มหารือมาตรการจำกัดวงเงินและเงื่อนไขการเปิดบัญชีสำหรับเยาวชนโดยเฉพาะ

          แต่ในอีกด้านหนึ่งก็มีสัญญาณที่ดีขึ้นเช่นกัน เพราะเมื่อเทียบข้อมูลช่วงตุลาคม 2568 ถึงพฤษภาคม 2569 ผ่านฐานข้อมูลกลางที่แบงก์ชาติและสถาบันการเงินใช้แลกเปลี่ยนข้อมูลกัน พบว่าบัญชีม้าประเภทบุคคลธรรมดาที่ตรวจพบใหม่ลดลงถึงร้อยละ 76.9 บัญชีนิติบุคคลลดลงร้อยละ 88.4 และจำนวนธุรกรรมที่เกี่ยวข้องลดลงร้อยละ 66.1

          ขณะที่จำนวนคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีโดยรวมก็ลดจาก 34,000 กว่าคดีเหลือ 17,000 กว่าคดี และมูลค่าความเสียหายลดจาก 2,200 กว่าล้านบาทเหลือประมาณ 500 ล้านบาท ซึ่งนั่นเป็นสัญญาณว่าการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างตำรวจ ธนาคาร และหน่วยงานกำกับดูแล เริ่มตัดเส้นทางเงินของขบวนการมิจฉาชีพได้จริง อย่างเห็นผลเป็นรูปธรรม

 

กฎหมายไทยที่อัพเดตแล้ว: จาก พ.ร.ก. 2566 สู่ฉบับที่ 2 ปี 2568

          จุดเริ่มต้นของกรอบกฎหมายปราบบัญชีม้าคือ พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 ที่ประกาศใช้เมื่อ 17 มีนาคม 2566 ให้อำนาจธนาคารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระงับธุรกรรมต้องสงสัยได้ทันที และกำหนดความผิดเกี่ยวกับบัญชีม้าไว้โดยเฉพาะ ผู้ที่รับจ้างเปิดบัญชี ให้ยืมบัญชี หรือส่งข้อมูลส่วนตัวให้คนแปลกหน้าเพื่อใช้เปิดบัญชี มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

          แต่เมื่อรูปแบบอาชญากรรมซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลฟอกเงิน รัฐบาลจึงออกกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมอีก 2 ฉบับพร้อมกัน มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 13 เมษายน 2568 คือ พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 และ พ.ร.ก. การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568

 

สาระสำคัญที่เปลี่ยนไปมีดังนี้

 

          1. ตั้งศูนย์กลางเดียว เพื่อปราบอาชญากรรมไซเบอร์ หรือ ศปอท.

          กฎหมายฉบับใหม่ตั้ง “ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี” (ศปอท.) สังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางรับแจ้งเหตุ รวบรวมข้อมูล และสั่งระงับธุรกรรมบัญชีต้องสงสัยได้โดยตรง ทั้งบัญชีเงินฝากปกติและบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีตัวแทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ DSI ปปง. ธปท. ก.ล.ต. และ กสทช. เข้าร่วมปฏิบัติงานร่วมกัน

 

          2. ขยายนิยามให้ครอบคลุมคริปโทและสินทรัพย์ดิจิทัล

          กฎหมายเดิมเน้นเงินในบัญชีธนาคาร แต่ฉบับใหม่ขยายนิยาม “เงินอิเล็กทรอนิกส์” ให้ครอบคลุมคริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลด้วย พร้อมกำหนดให้ ก.ล.ต. ต้องเปิดเผยข้อมูลกระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัล (wallet) ที่เชื่อมโยงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้ ศปอท. รับทราบ เพื่อปิดช่องที่มิจฉาชีพหันไปใช้คริปโทฟอกเงินแทนบัญชีธนาคารทั่วไป

 

          3. กสทช. มีอำนาจปิด “ซิมม้า”

          ไม่ใช่แค่บัญชีธนาคารที่ถูกจับตา เบอร์โทรศัพท์ที่ต้องสงสัยเชื่อมโยงกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีก็สามารถถูกระงับบริการได้เช่นกัน กสทช. มีอำนาจสั่งค่ายมือถือระงับหมายเลขตามมาตรฐานที่กำหนดร่วมกับ ศปอท. รวมถึงบังคับให้ผู้ให้บริการเครือข่ายและแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต้องตรวจสอบ SMS ที่แนบลิงก์เสี่ยงอย่างเว็บพนันออนไลน์

 

          4. ธนาคารและค่ายมือถือต้องร่วมรับผิดชอบความเสียหาย

          นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดของกฎหมายฉบับนี้ และเป็นทิศทางเดียวกับที่ UK ทำ ตามมาตรา 8/10 ที่กำหนดให้สถาบันการเงิน ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ต้องร่วมรับผิดชอบความเสียหายของลูกค้า เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยที่หน่วยงานกำกับดูแลกำหนดไว้แล้ว

           หากผู้ประกอบการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐาน มีโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท ส่วนกรณีที่ไม่ยอมระงับบัญชีตามคำสั่ง ผู้บริหารหรือผู้รับผิดชอบต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากเป็นนิติบุคคลที่ฝ่าฝืน อัตราโทษปรับจะสูงกว่าบุคคลธรรมดาถึง 5 เท่า

 

          5. เร่งกระบวนการคืนเงินให้ผู้เสียหาย

           เมื่อ ศปอท. ประกาศรายชื่อบัญชีต้องสงสัยแล้ว ผู้เสียหายสามารถยื่นคำร้องขอเงินคืนได้ทันที โดยคณะกรรมการธุรกรรมตามกฎหมายฟอกเงินจะตรวจสอบและสั่งคืนเงิน หรือในกรณีที่ ปปง. เป็นผู้ตรวจพบเอง ก็มีอำนาจสั่งคืนเงินได้เช่นกันโดยไม่ต้องรอกระบวนการปกติ หากผู้เสียหายไม่พอใจคำวินิจฉัย สามารถยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งได้ภายใน 30 วัน ส่วนเงินที่ไม่มีใครมาแสดงตัวเป็นเจ้าของภายใน 10 ปี จะตกเป็นของกองทุน ปปง.

 

บทลงโทษที่หนักขึ้น ส่งผลให้คนตระหนักถึงผลกระทบจาก บัญชีม้า มากขึ้น

           สำหรับผู้ที่รับจ้างเปิดบัญชีหรือให้ยืมบัญชีธรรมดา โทษตาม พ.ร.ก. ยังอยู่ที่จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท แต่หากบัญชีม้านั้นเชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติที่มีความเสียหายรุนแรง และถูกดำเนินคดีร่วมกับความผิดฐานฟอกเงินและองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โทษรวมอาจสูงถึงหลัก 10 ปีเมื่อนับรวมทุกกระทงความผิด สะท้อนว่ากฎหมายมองบัญชีม้าไม่ใช่แค่ความผิดเล็กๆ อีกต่อไป แต่เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรอาชญากรรม