เรื่องสั้น : ปลาทะเลปลอม : อนุสรณ์ มาราสา

เรื่องสั้น : ปลาทะเลปลอม : อนุสรณ์ มาราสา

 

            ประมาทคือบ่อเกิดหายนะยังใช้ได้ตลอดกาล ประโยคนั้นจู่โจมป๊ะเหมือนน้ำท่วมใหญ่ที่มาเยือนแบบคาดไม่ถึง

            “ป๊ะรับรองว่าไม่เกินสามวันน้ำแห้งอย่างแน่นอน” ผมได้ยินเสียงหัวหน้าครอบครัวออกความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ฝนตกหนัก น้ำนองเต็มตลิ่ง บางส่วนเริ่มบ่าไหลขึ้นมาท่วมเรือกสวนไร่นาเรียบร้อยแล้ว 

            มันเป็นวันพฤหัสบดีตอนเย็น นับรวมพวกเราสี่ชีวิตอยู่ในเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปีนั้น น้ำเต็มตลิ่งและฝนก็หยุดตกกระทันหัน ทำให้ป๊ะในฐานะที่เป็นจอมทัพตัดสินใจผิดพลาดบอกให้พี่สาวขับรถยนต์สวนกระแสน้ำกลับเข้าบ้านในซอยลึก หารู้ไม่ว่านั่นเป็นการคิดผิดอย่างถนัด

            คืนนั้น  ฝนกลับตกหนักเหมือนฟ้ารั่วอีกครั้งหนึ่ง ทำให้สมาชิกในบ้านทั้งสี่คนตกอยู่ในพื้นที่ไม่ปลอดภัย ได้ยินข่าวจากเฟซบุ๊กจากองค์การบริหารส่วนตำบลให้ชาวบ้านย้ายออกจากพื้นที่ไปที่ศูนย์พักพิงด่วน  มีข่าวในบางเฟซมาก่อนหน้านี้ว่าจะปล่อยน้ำจากเขื่อนชลประทานที่อยู่ทางทิศเหนืออีกแรงหนึ่ง

            “มันบ้าแล้ว” ป๊ะบ่นหัวเสียทันทีที่ผมบอกข่าวจากโซเชียลให้ฟัง

            ป๊ะนั้นเคยให้ความเห็นเรื่องชลประทานเก่าแก่ มีส่วนซ้ำเติมชาวบ้านมาหลายหน ขณะน้ำเพียบตลิ่งชลประทานกลับปล่อยน้ำลงคลองระบายสู่ทะเลทำให้ชาวบ้านต้องรับกรรมในการตัดสินใจที่ผิดพลาด

            พวกเขาทำงานเกี่ยวกับมวลน้ำ แต่ไม่ยอมดูพยากรณ์อากาศ รักษาชลประทานเก่าแก่ร้อยปีไม่ให้พังครืนมากกว่าสงสารชาวบ้านริมคลองเดือดร้อน

            “ไม่ต้องหรอก อยู่กันที่นี่แหละ อย่างเก่งก็สามวัน ไม่ต้องอพยพไปไหน น้ำมากก็ช่วยกันยกของขึ้นชั้นสอง” ป๊ะบอกอย่าหวั่นไหว  อายุแกผ่านน้ำท่วมหลายครั้ง ไม่เคยย้ายที่ไปไหนเลย

            รุ่งเช้า  จึงเห็นความผิดปกติเพิ่มมากขึ้น  มวลน้ำหลากไหลเรื่อย ๆ จนเต็มชั้นล่าง  ต่างลืมคำว่าไม่เกินสามวันไปสนิทใจ

            ผมหาข่าวในเฟซบุ๊กประกอบตัดสินใจ  พยากรณ์อากาศบอกฝนตกอีกหลายวัน ทำให้ไม่สบายใจอยู่ลึก ๆ  อบต.ประกาศเป็นครั้งสุดท้ายบอกว่าให้ย้ายไปอยู่ศูนย์พักพิง ป๊ะได้แต่พูดว่าพวกเราจะไม่ไปไหน บ้านอยู่บนเนินควนไม่มีความเสี่ยงอะไรมากนัก 

 

            เช้าวันที่สี่

            นอกจากเลยกำหนดวันที่ป๊ะทายแล้วสายฝนยังต้อนรับเราด้วยความเย็นหนาวและหวาดหวั่นในหัวใจ พี่สาวลงดูมวลน้ำจะจมล้อรถสถานการณ์ไว้วางใจไม่ได้ ผมเป็นห่วงพี่สาวที่รถยนต์คันแรกที่ขับไปทำงาน อาจจะจมอยู่ใต้น้ำ นั่นฝันร้ายชัด ๆ  

            “คงไม่ถึงขนาดนั้นหรอก” พี่สาวพึมพำให้ผมฟัง

            ในคืนนั้นไฟดับตามสัญญา ผมพยายามหาทางออกด้วยการใช้มือถือน้อย ๆ ทอดเวลาใช้งานให้ยาวนานออกไป

            คืนนั้นเราอยู่ในความมืดมิดเหมือนมนุษย์ถ้ำใต้ มะบอกจากในครัวเราโชคร้ายซ้ำซ้อนที่ก๊าซหุงต้มใกล้จะหมดพร้อม ๆ กับไข่ น้ำปลา จะทำยังไงกันดีนะ 

            สามวันแล้ว ที่เพื่อนบ้านหน้าปากซอยเดินลุยน้ำไปที่พักพิงซึ่งเป็นมัสยิดประจำหมู่บ้านแต่ป๊ะบอกว่าบ้านเราอยู่ไกลในซอยลึกน้ำท่วมกี่ครั้งก็ไม่เคยจมหลังคาสักทีหนนี้ก็น่าจะเอาอยู่เช่นเคย

            แวบหนึ่งผมเคยอ่านข่าวรัฐมีงบประมาณแก้ปัญหาอุทกภัยนับแสนล้านจังหวัดเราก็ได้รับสามพันสองร้อยล้าน เขาไปทำอะไรบ้างนอกจากขยันส่ง SMS เตือนภัยให้สามชั่วโมงครั้ง

            “ให้ตายสิ” ป๊ะระเบิดเสียงในเช้าวันที่ห้า วันที่ไฟฟ้าดับ ข้าวสารหมด ทั้งสี่คนกำลังจะไม่มีอะไรกินอย่างนั้นหรือ

            ผมเริ่มเห็นใบหน้าอันหวาดวิตกของป๊ะเป็นครั้งแรก  สายตาแกมองพื้นน้ำสุดลูกหูลูกตา  ท่ามกลางสายฝนที่เทลงมาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

            “เหมือนทะเลปลอมเลย” ป๊ะเอ่ยขึ้น

            ป๊ะคงเห็นบัดนี้ บ้านเราเป็นกาบมะพร้าวเล็ก ๆ ที่ลอยเหนือมวลน้ำ  ไม่ผิดไรกับกลางทะเล  เพียงแต่เป็นทะเลปลอม ๆ ไม่ใช่ของจริง

            “เกิดมาไม่เคยพบแบบนี้มาก่อน” ป๊ะเอ่ยเบา ๆ

            “จะทำยังไงดีล่ะ” ผมมองหน้าป๊ะ

             “คงมีเรือมาช่วยเหลือเราบ้างหรอก” ป๊ะเอ่ยขึ้นด้วยความจำยอม

            “อย่างน้อย ๆ นักการเมือง คงโผล่มาสักราย” ป๊ะเอ่ยขึ้นเพื่อไม่ให้สิ้นหวังมากนัก

            บริเวณแห่งนี้ มีนักการเมืองมาหาเสียงบ่อยในเรื่องการแก้ปัญหาน้ำท่วมถาวร แต่ก็ไม่เคยมีสักรายที่เอาจริงเอาจัง  พวกเขาชำนาญในการทำถนนหนมากกว่าดูแลเรื่องป้องกันน้ำท่วม

            ป๊ะเล่าให้ฟัง ตั้งแต่จำความได้ไม่เคยได้รับการเหลียวแลอย่างจริงจัง  งบประมาณก็ได้มหาศาลไม่รู้ไปตกอยู่ที่ไหน

            ปัญหาน้ำท่วมจึงเกิดขึ้นทุกปี ไม่มีแม้แต่การป้องกันตลิ่ง  ไม่มีการสำรวจการระบายของน้ำ นอกจากแจกปลากระป๋องและข้าวสารคนละลิตรเมื่อน้ำลดเท่านั้น

            ป๊ะยอมรับว่ามันเป็นวันที่หกแล้วที่น้ำยังไม่ลดระดับ ยอมรับว่าเกิดมาก็ไม่เคยพบเคยเห็นว่าน้ำท่วมหนัก ผมนั่งฟังป๊ะเล่าด้วยความเห็นใจ นึกไม่ออกเลยว่าหากฝนยังตกหนักไม่ยอมหยุด ระดับน้ำก็เพิ่มขึ้นตลอดเวลา พวกเราจะอยู่กันในสภาพย่ำแย่เพียงใด

 

            เช้าวันที่เจ็ด

            “เรารอดแล้ว” ป๊ะพูดขณะกำลังประกอบแสงจากข้าวสารไม้จิ้มฟันน้ำมันพืชทดแทนเทียนไขในคืนไฟฟ้าดับ

            เรือพายลำนั้นเข้ามาบริเวณหน้าบ้านไม้ชั้นครึ่งของเราผมเดินต้อนรับโดยอาศัยแสงไฟที่ผมทำจากข้าวสารไม้จิ้มฟันและน้ำมันพืชนำทางไม่ลำบากนัก

            “มาเป็นคณะแรกเลยนะ” ป๊ะพูดขึ้น

            “ลุงพูดใหม่สักทีได้มั้ยครับ” ป๊ะมีสีหน้างง ๆ ขณะยื่นมือถุงยังชีพที่

            “พวกคุณเป็นคณะแรกที่มาช่วยครับ” ขณะที่ป๊ะพูดย้ำประโยคเดิมเพื่อนวัยหนุ่มอีกคนถ่ายรูปจากกล้องมือถือวาบ ๆ

            “สมัยหน้าเลือกผมนะครับ” เขาพูดชัดคำ

            ผมมองเห็นใบหน้าป๊ะค่อย ๆ คลายความสงสัยเหมือนคนเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้ แกจำได้ว่าคนยื่นถุงยังชีพคือสส.สอบตกสมัยที่แล้ว เขาสังกัดพรรคคนรุ่นใหม่ที่ถูกยกย่องเป็นความหวังใหม่กันเลยทีเดียว

            ผมเดินตามหลังถุงยังชีพ คำว่า กลางทะเลปลอมของป๊ะแว่วดังขึ้น

            พร้อมเสียงพายเรือค่อย ๆ หายไปกับสายน้ำ.

 

....................................................

 

Link ที่เกี่ยวข้อง   

              “บางกอกไลฟ์นิวส์” เปิดรับ “เรื่องสั้น” และ “บทกวี” 

              วรรณกรรมออนไลน์