เมื่อหน้าจอหลั่งน้ำตา แต่ชีวิตยังเดินหน้า : อานันท์ นาคคง

เมื่อหน้าจอหลั่งน้ำตา แต่ชีวิตยังเดินหน้า

          นับตั้งแต่ห้วงยามแห่งความสูญเสียครั้งใหญ่ของแผ่นดิน จากวันเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระพันปีหลวงในเดือนตุลาคม 2568 มาจนถึงการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ภาในเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา หน้าฟีดโซเชียลมีเดียของคนไทยพรั่งพรูไปด้วยภาพอันแสนสวยงาม บทกวีร้อยกรอง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งบทเพลงไว้อาลัยที่แต่งแต้มด้วยเสียงเอื้อนและท่วงทำนองอันอ่อนหวาน

          แต่ความอัศจรรย์ปนย้อนแย้งในครั้งนี้คือ ผลงานนับร้อยนับพันชิ้นที่ปรากฏเต็มพื้นที่ออนไลน์ไม่ได้กลั่นมาจากปลายพู่กัน หยดน้ำหมึก หรือหยาดเหงื่อของศิลปิน หากแต่ถูกเสกขึ้นมาภายในเวลาไม่กี่นาทีด้วยพลังของ Generative AI ผ่านฝีมือของพสกนิกรผู้ไม่ได้เชี่ยวชาญเชิงศิลปะ แต่เชี่ยวชาญการป้อนคำสั่งและขยันอัปโหลด

          ปรากฏการณ์นี้กำลังเปิดคำถามข้อใหญ่ชวนคิด ในยุคดิจิทัลที่ใครก็สามารถเสกทั้งบทเพลง บทกวี และจินตภาพถวายความอาลัยได้เป็นหลายร้อยชิ้นภายในเวลาชั่วพริบตา สิ่งที่กำลังแพร่กระจายอยู่เต็มหน้าจอ คือความโศกเศร้าของผู้คน หรือเป็นเพียงอัลกอริทึมที่กำลังทำงานอย่างมีประสิทธิภาพกันแน่?

          1. ความไว้อาลัยสำเร็จรูป: เมื่อหัวใจถูกแทนที่ด้วยปลายนิ้ว และความทุ่มเทถูกลดทอนเหลือแค่คำสั่ง

          ในอดีต การแต่งเพลงไว้อาลัย การเค้นคำกรองออกเป็นบทกวี หรือการวาดภาพสดุดีสักภาพ มีลักษณะไม่ต่างจากพิธีกรรมที่ผู้สร้างต้องสละเวลา พลังงาน และเค้นความรู้สึกภายในออกมา กระบวนการที่ยากลำบากและต้องลงทุนด้วยหัวใจนี้เองที่มอบความศักดิ์สิทธิ์และคุณค่าเชิงสัญลักษณ์ให้กับผลงานชิ้นนั้น

          แต่เมื่อ AI เปลี่ยนกระบวนการสร้างสรรค์หลากแขนงให้กลายเป็นการสุ่มผลลัพธ์ผ่านคำสั่งไม่กี่บรรทัด ความทุ่มเทซึ่งเคยเป็นมาตรวัดความจริงใจก็ลดลงตามไปด้วย ทั้งในมิติทางเสียง สายตา และวรรณศิลป์

                    1.1 บทเพลง AI มีท่วงทำนองไพเราะตามสูตรคณิตศาสตร์และฮาร์โมนี ไม่เพี้ยน ไม่พลาดการบรรเลงเชิงเทคนิค สีสันน่าสนใจ แต่แบนราบทางอารมณ์ ขาดร่องรอยของมนุษย์อย่างเช่นเสียงร่ำไห้ ความสั่นเครือของน้ำเสียง การหายใจ

                    1.2 บทกวี AI ที่มีสัมผัสอักษรถูกต้องตามฉันทลักษณ์อย่างสมบูรณ์แบบ แต่กลับไร้กระบวนกลอนเชิงชั้นวรรณศิลป์ ขาดการซ่อนความหมายลึกซึ้ง และบ่อยครั้งเป็นเพียงการนำคำราชาศัพท์มาเรียงต่อกันตามสถิติของคลังข้อมูล

                    1.3 จินตภาพ AI ในเชิงภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวสดุดีที่มีแสงเงาอลังการ สมบูรณ์แบบเกินจริงจนหลุดพ้นจากโลกแห่งความจริง แฝงด้วยความแปลกประหลาดไร้ชีวิตที่ดูงดงามแต่ไร้จิตวิญญาณ

          เมื่อทุกอย่างถูกผลิตซ้ำได้ไม่รู้จบ ความโศกเศร้าหลากมิติเหล่านี้จึงเริ่มกลายสภาพเป็นเพียงเสียงรบกวนและภาพผ่านสายตาในสิ่งแวดล้อมดิจิทัลที่คนเลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว

          2. โศกเศร้าแค่บนฟีด: หน้าจอประโคมเรื่องความสูญเสีย แต่โลกจริงยังสวมเสื้อสีใช้ชีวิตปกติ

          ท่ามกลางกระแสธาร AI ที่หลั่งไหล สิ่งที่น่าพิศวงที่สุดในปรากฏการณ์ร่วมสมัยนี้คือ ภาพความจริงเชิงกายภาพที่ตัดขาดจากโลกดิจิทัลอย่างสิ้นเชิง ในขณะที่บนหน้าฟีดเต็มไปด้วยเสียงเพลงระงม กลอนไว้อาลัยนับร้อยบท และภาพกราฟิกสดุดีอลังการ แต่บนท้องถนน ผู้คนกลับยังคงสวมเสื้อผ้าสีสันปกติ ชีวิตประจำวัน โหมดการทำงาน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจยังคงดำเนินต่อไปอย่างลื่นไหล ไม่มีภาวะจอกลางโทรทัศน์ที่แปรเปลี่ยนเป็นสีขาวดำเหมือนในอดีต

          นี่คือบุคลิกภาพพิเศษระลอกใหม่ของสังคมไทย เป็นภาวะความผูกพันเสมือนและประชาธิปไตยฉาบฉวยที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ กล่าวคือ AI ได้เข้ามาทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมเชิงสัญลักษณ์ ที่ช่วยให้มนุษย์สามารถทำหน้าที่พลเมืองผู้จงรักภักดีได้ในระดับดิจิทัล โดยไม่จำเป็นต้องยอมเสียสละหรือปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตในโลกความเป็นจริงอีกต่อไป

          ความง่ายดายของ AI สร้างระยะห่างทางอารมณ์ระหว่างผู้สร้างกับตัวงาน เมื่อเราไม่ได้ลงทุนลงแรงอะไรนอกจากค่าไฟและเวลาป้อนคำสั่งไม่กี่วินาที เราจึงยอมรับความจริงเสมือนนี้ได้อย่างไม่ขัดเขิน อุดมการณ์ที่เคยสูงส่งและเรียกร้องการแสดงออกทางกายภาพอย่างเข้มงวดในอดีต ได้ถูกแปรรูปเป็นสื่อบันเทิงประชานิยมและคอนเทนต์สำเร็จรูปที่หยิบจับ ดัดแปลง และกดปล่อยผ่านไปได้ง่ายๆ บนหน้าจอ

          3. ลัทธิเอาอย่างดิจิทัล: เมื่อความจงรักภักดีกลายเป็นงานวิ่งสู้ฟัด และความเศร้ากลายเป็นพฤติกรรมก๊อปปี้-วาง เพื่อความอยู่รอด

          สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในกระแสธาร AI ท่วมจอ คือการอุบัติขึ้นของลัทธิเอาอย่างที่ทำงานผ่านความกลัว กลัวที่จะหลุดขบวน กลัวที่จะดูแปลกแยก และกลัวที่จะเป็นคนเดียวที่ไม่รู้สึกบนหน้าฟีดออนไลน์

                    3.1 การก๊อปปี้-วางความรู้สึก: เมื่อมีช่องหรือบัญชีใดบัญชีหนึ่งจุดพลุกระแสด้วยภาพและเพลง AI แล้วได้ยอดไลก์ยอดแชร์พุ่งกระฉูด พื้นที่ออนไลน์จะแปรสภาพเป็นลานวิ่งสู้ฟัดทันที ทุกคนพร้อมใจกันก๊อปปี้สูตรคำสั่ง เปลี่ยนคำราชาศัพท์เพียงไม่กี่คำ สลับท่วงทำนองนิดหน่อย แล้วกดคลอดคอนเทนต์แฝดสยามออกมาไล่ล่าเอนเกจเมนต์ตามๆ กัน โดยไม่มีเวลาหยุดคิดว่าตนเองรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ หรือไม่

                    3.2 เกราะกำบังหน้าฟีดเพื่อความปลอดภัย: ในสังคมที่มีแรงกดดันสูงอย่างไทย ความเงียบในปริมณฑลสาธารณะช่วงเวลาเช่นนี้ถูกตีความได้หลายแง่ ลัทธิเอาอย่างดิจิทัลจึงทำหน้าที่เป็นเกราะกำบังเชิงวัฒนธรรมขั้นดี การขยับนิ้วสั่งให้ AI แสร้งทำหน้าที่สะอื้นไห้แทนแล้วโพสต์ลงไป ไม่ใช่เพราะหัวใจเรียกร้อง แต่เป็นการทำตามๆ กันเพื่อความปลอดภัย สแตมป์บัตรคิวว่า ฉันเข้าร่วมพิธีกรรมแล้ว ก่อนจะสลับหน้าจอไปไถฟีดดูเรื่องบันเทิงอื่นต่อไป

          4. ผลประโยชน์ของความเศร้า: คนทำได้ยอดวิว คนเสพได้ความอุ่นใจ แต่กลุ่มทุนข้ามชาติได้เงินเต็มกระเป๋า

          เมื่อเห็นปริมาณผลงานที่ล้นทะลักหน้าจอ คำถามสำคัญที่ต้องสืบค้นต่อในทางวัฒนธรรมคือ แล้วในท้ายที่สุด ผลงานหลากรูปแบบเหล่านี้ ใครคือผู้มีส่วนร่วมในวงจรและได้ผลประโยชน์อย่างแท้จริง?

          ใครอ่าน?

          มนุษย์กวาดตาผ่าน แต่อัลกอริทึมเก็บทุกรายละเอียด มนุษย์ในฐานะผู้ใช้สื่อออนไลน์แทบไม่ได้พิจารณาเนื้อหาอย่างลึกซึ้งเนื่องจากภาวะเหนื่อยล้าทางสายตา ทำเพียงแค่กวาดตาผ่านและกดไลก์ไปตามมารยาทดิจิทัล ในทางกลับกัน อัลกอริทึมหลังบ้านของแพลตฟอร์มต่างหากคือผู้อ่านอย่างละเอียด ถอดรหัสคีย์เวิร์ด ตรวจจับสุ้มเสียง เพื่อแปรเปลี่ยนกระแสความเศร้าให้เป็นตัวเลขทราฟฟิก

          ใครเสพ?

          สังคมเสพงานสำเร็จรูป เพื่อเช็กอินว่าตนเองไม่ตกขบวน ผู้คนเสพผลงาน AI เหล่านี้ในฐานะอาหารสมองสำเร็จรูปที่ย่อยง่าย ภาพที่วิจิตรและเสียงที่คุ้นหูช่วยให้ผู้เสพรู้สึกอุ่นใจว่าตนเองกำลังสืบทอดและมีส่วนร่วมในวัฒนธรรมกระแสหลักของชาติ เป็นการบริโภคเชิงสัญลักษณ์เพื่อยืนยันสิทธิ์ในการมีส่วนร่วมในสังคมออนไลน์

          ใครครอบครอง?

          คนสร้างได้แค่ความภูมิใจชั่วคราว แต่ข้อมูลและกำไรตกเป็นของเจ้าของแพลตฟอร์ม ผู้สร้างไม่ได้ครอบครองอะไรนอกจากยอดไลก์ชั่วคราว เพราะผลงานเหล่านี้ไม่ได้ถูกพรินต์ออกมาใส่กรอบหรือเก็บบันทึกอย่างถาวร

ขณะเดียวกัน สถาบันหรือบุคคลในราชวงศ์ก็ไม่ได้ครอบครองผลงานลอยละล่องเหล่านี้ในฐานะจดหมายเหตุทางการ ผู้ครอบครองและเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ที่แท้จริงคือกลุ่มทุนเจ้าของแพลตฟอร์มข้ามชาติ ที่แปรเปลี่ยนทุกเนื้อหาและข้อมูลการป้อนคำสั่งให้กลายเป็นข้อมูลขนาดใหญ่และค่าโฆษณามหาศาล

          5. ปลายทางที่ไปไม่ถึง: เมื่อสารแห่งความอาลัยวนเวียนในเซิร์ฟเวอร์ แทนการมุ่งตรงสู่ราชสำนัก

          หากเราย้อนมองประวัติศาสตร์ยุคเก่าก่อนที่เทคโนโลยีจะทำงาน งานศิลปะถวายความอาลัยทุกแขนง ไม่ว่าจะเป็นบทเพลงปี่พาทย์ โขนละคร วรรณคดีสรรเสริญพระเกียรติ ประติมากรรมหรือภาพจิตรกรรมฝาผนัง ต่างมีเส้นทางการเดินทางที่ชัดเจนและมีผู้รับสารที่แน่นอน งานเหล่านั้นกลั่นออกจากช่างฝีมือและศิลปินชั้นครูเพื่อใช้ในพระราชพิธี มุ่งตรงสู่ราชสำนักเพื่อส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยตามคติความเชื่อ ศิลปะในอดีตจึงเดินทางไปถึงสถาบันและบุคคลผ่านโครงสร้างเชิงพื้นที่และพิธีกรรมที่จับต้องได้จริง

          แต่ในปริมณฑลของโลกดิจิทัลร่วมสมัย เส้นทางของบทเพลง บทกวี และจินตภาพ AI กลับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ผลงานเหล่านี้ไม่ได้เดินทางมุ่งตรงไปยังราชสำนัก หากแต่หมุนวนอยู่ในปั่นกระแสของสื่อสังคมออนไลน์ สารนี้เดินทางไปถึงบรรดาผู้ชมบนโลกอินเทอร์เน็ต แต่ไปไม่ถึงบุคคลในราชวงศ์ที่ล่วงลับในความเป็นจริง

          ทว่าในมุมมานุษยวิทยา งาน AI เหล่านี้อาจกำลังทำหน้าที่เหมือนอนุสาวรีย์ในระนาบดิจิทัล ที่ผู้สร้างหวังลึกๆ ว่าเจตนาและพลังงานเชิงสัญลักษณ์จะเดินทางข้ามมิติไปถึงดวงพระวิญญาณได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาช่องทางทางการดั่งเช่นในอดีต

          6. ทำนายอนาคตของความสูญเสีย เมื่อความตายของคนทุกคนจะถูกแปรสภาพเป็นคอนเทนต์อัตโนมัติ

          ปริมณฑลของความโศกเศร้าเสมือนนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่บุคคลสำคัญระดับประเทศ ในอนาคตอันใกล้ โมเดลการไว้อาลัยด้วย AI กำลังขยายตัวเข้าสู่ความตายสามัญของคนธรรมดาทั่วไป ดารา บุคคลสาธารณะ หรือแม้กระทั่งสมาชิกในครอบครัวของเราเอง โดยจะเปลี่ยนโฉมหน้าความสูญเสียไปตลอดกาลผ่านปรากฏการณ์เหล่านี้

                    6.1 โรงงานผลิตความเศร้าระดับบุคคล (Personalized Mourning Factory): เมื่อคนดังหรือศิลปินที่มีชื่อเสียงเสียชีวิตลง เราจะไม่เพียงเห็นบทเพลงทางการจากค่ายเพลง แต่เราจะเห็นระบบอัตโนมัติที่ขุดเอาคลังข้อมูล ดนตรี ภาพถ่ายเก่าๆ ของคนผู้นั้น มาเจนเนอเรตเป็นเพลงใหม่ ภาพแฟนอาร์ตระนาบ 3D และคลิปวิดีโอสดุดีขนาดย่อมส่งตรงถึงหน้าฟีดของแฟนคลับนับแสนชิ้นในไม่กี่นาที ความสูญเสียจะกลายเป็นช่วงเวลาทำเงินสูงสุดของแพลตฟอร์มที่จะตักตวงจากความอาลัยมหาชนโดยอัตโนมัติ

                    6.2 ธุรกิจชุบชีวิตดิจิทัล (Digital Resurrection): ในระดับครอบครัว การจัดงานศพในอนาคตจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง AI จะเข้ามาทำหน้าที่ “ชุบชีวิตเสมือน” ให้กับผู้ล่วงลับ โดยการประมวลผลจากข้อมูลแชต น้ำเสียง และภาพถ่ายในอดีต ออกมาเป็นร่างจำลอง (Avatar) หรือโฮโลแกรมที่สามารถกล่าวขอบคุณแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงานศพ สวดมนต์ร่วมกับครอบครัว หรือแม้กระทั่งฝากคำลาสุดท้ายผ่านบทเพลงและบทกวีที่ระบบแต่งขึ้นมาใหม่เพื่อคนๆ นั้นโดยเฉพาะ คุณค่าของความตายจะไม่ได้จบลงที่การสูญสิ้นทางกายภาพ แต่ถูกยื้อไว้ด้วยอัตลักษณ์ดิจิทัลที่ไม่มีวันตาย

                    6.3 ภาวะชาชินและการลดทอนคุณค่าของชีวิต (Emotional Desensitization): เมื่อการจากไปของทุกคน ตั้งแต่คนรัก สัตว์เลี้ยง ไปจนถึงบุคคลสาธารณะ สามารถถูกเยียวยาและแสดงออกได้ง่ายๆ ผ่านการป้อนคำสั่ง AI สังคมจะเริ่มเข้าสู่ภาวะเฉยชาต่อความตาย ความเหงาและน้ำตาที่แท้จริงจะถูกบดบังด้วยความรวดเร็วของภาพและเสียงสังเคราะห์ มนุษย์จะเผชิญหน้ากับความสูญเสียในมิติกายภาพสั้นลง เพราะมีเครื่องจักรคอยทำหน้าที่โศกเศร้าแทนอยู่บนหน้าจอตลอด 24 ชั่วโมง

          7. กระจกสะท้อนมนุษยภาพในยุค AI

          หากลองจินตนาการว่าถ้าไม่มี AI เป็นเครื่องมือสร้างความโศกเศร้าเสมือนและเป็นสะพานเชื่อมนี้เลย สังคมไทยอาจต้องเผชิญกับสองทางเลือกอันตึงเครียด คือ หนึ่ง สังคมไม่ยินยอมที่จะกลับคืนสู่ความเงียบสงบอันซื่อตรง สังคมที่เคยยอมให้เฉพาะผู้มีความรู้สึกและมีฝีมือจริงๆในทางกวีทางดนตรีทางศิลปะเป็นผู้ส่งเสียงจะกลับมาอย่างไร สอง อาจเกิดวิกฤตความกังวลของคนธรรมดาที่ไม่รู้จะแสดงออกอย่างไรให้ปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะ

          เมื่อมีปรากฏการณ์ปัญญาประดิษฐ์หลั่งน้ำตาแทนมนุษย์อย่างท่วมท้นในรอบปี 2568-69  นี้ จึงกลายเป็นกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นว่า สังคมดิจิทัลได้เปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างอารมณ์ ความทรงจำ และการแสดงออกในพื้นที่สาธารณะไปมากเพียงใด

          ในอดีต สิ่งที่เดินทางไปถึงผู้ล่วงลับคือความประณีตและความทุ่มเทที่ถูกกลั่นกรองจนกลายเป็นมรดกวัฒนธรรม แต่ในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้ เสียงเพลง บทกวี และจินตภาพ AI นับหมื่นนับแสนชิ้นอาจเป็นเพียงเศษเสี้ยวความทรงจำเสมือนที่ตกค้างและสูญหายไปในความว่างเปล่าของเซิร์ฟเวอร์ ทันทีที่กระแสความสนใจของสังคมเคลื่อนผ่านไป มนุษย์ในยุคนี้พร้อมที่จะสวมบทบาทเป็นผู้มีความรู้สึกตามที่สังคมคาดหวังผ่านโลกออนไลน์ โดยยินยอมให้เครื่องจักรทำหน้าที่รู้สึกและแสดงออกแทน เพื่อที่วิถีชีวิตปกติของตนจะดำเนินต่อไปได้โดยไม่สะดุด และไม่ต้องเขินอายว่าไม่มีส่วนร่วมจริงๆกับสังคมไทย

          ในโลกที่ผลงานถวายความอาลัยทุกรูปแบบถูกเสกขึ้นมาได้ภายในไม่กี่นาที ความจริงใจอาจไม่ได้อยู่ที่จำนวนผลงานที่ปรากฏเต็มหน้าฟีด แต่อยู่ที่ว่าเมื่อเราปิดหน้าจอมือถือลงแล้ว... ในความเงียบสงบและสีสันของชีวิตประจำวันนั้น หัวใจของเรายังหลงเหลือร่องรอยความทรงจำที่แท้จริงอยู่บ้างหรือไม่

 

//............................


หมายเหตุ : เมื่อหน้าจอหลั่งน้ำตา แต่ชีวิตยังเดินหน้า : คอลัมน์ “เสียงโลก เสียงเรา” โดย อานันท์ นาคคง : บางกอกไลฟ์นิวส์

 

//...........................