'ศิลปะการปล่อยโฮ' ร้องไห้ให้สุด แล้วกด 1323 ซับน้ำตา

เมื่อการจากลาวนกลับมาอีกครั้ง ชวนรู้จักศาสตร์แห่งการเยียวยาใจ 'ศิลปะการปล่อยโฮ' ที่จะช่วยลดระดับความเสียใจให้เบาบางลง

 

           เมื่อการจากลาวนกลับมาอีกครั้ง บาดแผลเก่าที่ยังไม่ทันหายดี กลับถูกสะกิดซ้ำรอยเดิม ความรู้สึกโศกเศร้า ความสูญเสียต่อเนื่องที่ถาโถมเข้ามาจนทำให้บางครั้งเราก็เผลอตั้งคำถามว่า 'ทำไมต้องเป็นเราที่เจ็บช้ำแบบนี้?'          

         

           ภายหลังการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ความสูญเสียที่สร้างความโศกเศร้าแก่พสกนิกรชาวไทย อาจเป็นไปได้ที่จะทำให้ประชาชนจำนวนมากเกิดความรู้สึกเศร้า อาลัย พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย ความสูญเสียที่เกิดขึ้นอาจส่งผลให้บางคนมีความอ่อนไหวทางอารมณ์มากขึ้น หรือ รู้สึกเศร้าสะสมได้ และนำไปสู่ภาวะโศกเศร้าร่วมในสังคม (Mass Grief หรือ Collective Grief)

 

ภาวะโศกเศร้าร่วมในสังคม (Mass Grief หรือ Collective Grief) คืออะไร?

 

         นายแพทย์กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต อธิบายว่า เป็นภาวะที่คนจำนวนมากมีความรู้สึกเศร้า สูญเสีย หรือสะเทือนใจไปพร้อมกันในช่วงเวลาเดียวกัน ถือเป็นปฏิกิริยาทางอารมณ์ที่สามารถเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ และไม่ได้หมายความว่าเป็นความผิดปกติทางจิตใจเสมอไป 

 

          แม้การสูญเสียเป็นเรื่องธรรมชาติที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งหากปล่อยไว้นานอาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าได้ 

 

          แต่รู้ไหม? ศาสตร์แห่งการเยียวยาใจ ไม่มีกฎข้อไหนบังคับให้เราเป็นมนุษย์ที่เข้มแข็งตลอดเวลา และนี่คือ "ศิลปะการปล่อยโฮ" ที่จะช่วยลดระดับความเสียใจให้เบาบางลงได้ ด้วย 6 ข้อนี้

 

 

เช็คลิตส์ 6 ข้อ ศิลปะแห่งการปล่อยโฮ

 

  1. ยอมรับความรู้สึกที่เกิดขึ้น ต้องเลิกโกหกตัวเองว่าไม่เป็นไร สิ่งสำคัญต้องยอมรับว่า เรากำลังเจ็บปวด เศร้าโศก หรือใจหายอย่างที่สุดที่ผู้เป็นที่รักจากไป และนี่คือ ก้าวแรกของการเปิดประตูให้ใจได้เริ่มรักษาตัวเอง


  2. ระบายความรู้สึก การร้องไห้ ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือกลไกธรรมชาติในการดีท็อกซ์ความเครียด ปล่อยโฮออกมาให้สุดเสียงในพื้นที่ที่รู้สึกปลอดภัย เพื่อระบายความหนักอึ้งในใจออกไปบ้าง


  3. เขียนแสดงความรู้สึก อีกหนึ่งการปลดปล่อยความเศร้า ความคิดถึง หรือความอัดอั้นไหลผ่านปลายปากกาลงบนกระดาษ ช่วยให้จัดระเบียบความคิดที่ยุ่งเหยิงให้เบาลงได้


  4. ดูแลตนเองและคนรอบข้าง พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่เหมาะสม ดูแลสุขภาพร่างกายอย่างสม่ำเสมอ เลือกรับข้อมูลข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และหลีกเลี่ยงการติดตามข่าวซ้ำ ๆ หรือเนื้อหาที่กระตุ้นอารมณ์มากเกินไป


  5. ให้กำลังใจผู้อื่น เพราะการส่งต่อถ้อยคำดี ๆ หรือรับฟังคนที่กำลังเผชิญความสูญเสียเหมือนกัน ไม่เพียงแต่ช่วยใจเขา แต่มันยังช่วยสะท้อนกลับมาเติมเต็มและเยียวยาบาดแผลในใจของเราเองด้วย


  6. จดจำและระลึกถึงบุคคลที่จากไป การจากลาพรากได้แค่ร่างกาย แต่ไม่มีวันพราก "ความทรงจำที่งดงาม" ไปได้ ลองเปลี่ยนน้ำตาเป็นรอยยิ้มจาง ๆ นึกถึงวันเวลาเก่า ๆ และเก็บกู้คุณค่าที่เขาเคยทิ้งไว้ในชีวิตเรา เพื่อเป็นแรงใจในการก้าวเดินต่อไป

 

 

ไม่ต้องฝืนว่าไหว! เปิด 'ศิลปะการปล่อยโฮ' ร้องไห้ให้สุด แล้วกด 1323 ซับน้ำตา

 

          นายแพทย์จุมภฎ พรมสีดา รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า การดูแลสุขภาพใจและการขอรับคำปรึกษาเมื่อรู้สึกไม่ไหวถือเป็นเรื่องปกติ หากความเศร้ารุนแรงต่อเนื่องจนกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน หรือมีความคิดทำร้ายตนเอง สามารถขอรับคำปรึกษาได้ที่

 

  • สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง
  • ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.สุขภาพจิต.com

 

 

           โดยกรมสุขภาพจิตเชื่อว่าความโศกเศร้าจะค่อย ๆ คลี่คลายลงได้เมื่อได้รับการดูแลจากตนเอง ครอบครัว และสังคมอย่างเหมาะสม และการมีพื้นที่รับฟังที่ปลอดภัยจะช่วยให้ประชาชนสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งความสูญเสียนี้ไปได้อย่างเข้มแข็ง

 

          ...จำไว้นะว่า วันนี้ร้องไห้ได้ พักให้เต็มที่ และเริ่มต้นใหม่ในวันที่พร้อม เป็นกำลังใจให้เสมอนะ...

 

 

Cr. เว็บไซต์ กรมสุขภาพจิต