เพลง “สบาย สบาย” บนเวทีการทูตของท่านผู้นำ : อานันท์ นาคคง
เพลง “สบาย สบาย” บนเวทีการทูตของท่านผู้นำ, เพลง “ไม่สบาย” ในโลกออนไลน์ของประชาชน
เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ระหว่างการเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ ท่านผู้นำได้ขึ้นไปร่วมบรรเลงเครื่องดนตรีพื้นบ้านของเวียดนามในงานเลี้ยงรับรองของเจ้าภาพ คลิปภาพและเสียงจากงานดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว และภายในเวลาไม่นาน โลกออนไลน์ไทยก็เต็มไปด้วยเสียงแซว เสียงถากถาง เสียดสี เสียงกระแนะกระแหน เสียงสรรเสริญ และเสียงทะเลาะทุ่มเถียงจากผู้คนที่มองเหตุการณ์เดียวกันในคนละมุม บางคนเห็นว่าเป็นภาพลักษณ์ที่ดี บางคนมองว่าเป็นเรื่องน่าขัน บางคนพร้อมจะชื่นชมทุกการเคลื่อนไหว ขณะที่อีกจำนวนไม่น้อยพร้อมจะจับผิดทุกจังหวะที่เกิดขึ้นบนเวที
เรื่องที่สะดุดความรู้สึกกลับเป็นว่า แทบไม่มีใครสนใจดนตรีจริงๆเลย
สำหรับกลุ่มประเทศในอาเซียน การนำศิลปวัฒนธรรมประจำชาติมาใช้ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองเป็นเรื่องปกติมาช้านาน ดนตรี นาฏศิลป์ อาหาร และงานหัตถกรรม ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของภาษาทางการทูตที่แต่ละประเทศใช้สื่อสารภาพลักษณ์และอัตลักษณ์ของตนต่อผู้มาเยือน เครื่องดนตรีที่ปรากฏในงานครั้งนั้นคือ “ด่านตรึง” (Đàn T’rưng) เครื่องดนตรีไม้ไผ่ของกลุ่มชาติพันธุ์ในที่ราบสูงตอนกลางของเวียดนาม ผู้ที่คุ้นเคยกับดนตรีอีสานย่อมมองเห็นความคล้ายคลึงกับโปงลางอยู่ไม่น้อย ความคล้ายคลึงดังกล่าวไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะผู้คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างเติบโตขึ้นมาท่ามกลางวัฒนธรรมไม้ไผ่ ใช้ไม้ไผ่สร้างบ้าน สร้างเครื่องมือ และสร้างเครื่องดนตรีมาหลายร้อยปี หากมองให้ไกลกว่าตัวบุคคลที่ยืนอยู่บนเวที เราอาจเห็นประวัติศาสตร์ร่วมของผู้คนในภูมิภาคนี้ และเห็นว่าดนตรียังคงทำหน้าที่เชื่อมโยงผู้คนหลากหลายจากประเทศต่าง ๆ เข้าหากันอย่างซื่อสัตย์เสมอ
มีประเด็นหนึ่งซึ่งน่าคิดเหมือนกัน คือบทเพลงที่ท่านผู้นำใช้บรรเลง คือ “สบาย สบาย” เพลงดังของป้าเบิร์ด ซึ่งน่าจะเป็นเพลงที่ฝ่ายเจ้าภาพเวียดนามเลือกเตรียมไว้มากกว่าที่ฝ่ายไทยเป็นผู้เลือกเอง รายละเอียดเล็ก ๆ นี้บอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับการทูตทางวัฒนธรรม เพราะเจ้าภาพไม่ได้เลือกเพลงพื้นบ้าน ไม่ได้เลือกเพลงปลุกใจ และไม่ได้เลือกเพลงที่มีเนื้อหาทางการเมือง หากเลือกเพลงป๊อปเก่าๆ ของไทยที่ผู้คนในภูมิภาครู้จักกันดี เป็นเพลงที่สื่อถึงความผ่อนคลาย มิตรภาพ และบรรยากาศของการต้อนรับมากกว่าเรื่องอื่นใด
แต่โลกออนไลน์กลับไม่ค่อยสนใจเรื่องนี้ ไม่มีใครถามว่าเหตุใดเวียดนามจึงเลือกใช้ดนตรีพื้นบ้านในการต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองระดับผู้นำ ไม่มีใครถามว่าทำไมเจ้าภาพจึงเลือกใช้เพลงป๊อปตกยุคเพลงนี้ และแทบไม่มีใครสนใจว่าภาพการร่วมเล่นดนตรีระหว่างผู้นำกับเจ้าภาพ ซึ่งพบเห็นได้ทั่วไปในหลายประเทศนั้น มีความหมายอย่างไรในโลกการทูตยุคปัจจุบัน
สิ่งที่อยู่กลางเวทีวันนั้นอาจเป็นด่านตรึง-โปงลางเวียดนาม แต่สิ่งที่อยู่กลางความสนใจของผู้คนคือท่านผู้นำต่างหาก ทันทีที่รู้ว่าใครเป็นคนถือไม้บรรเลง ทุกอย่างก็ถูกดึงกลับเข้าสู่สนามการเมืองโดยอัตโนมัติ
เราอยู่ในยุคที่ผู้คนไม่ได้ฟังเสียงด่านตรึง หากกำลังฟังเสียงของฝ่ายที่ตนเองเชียร์และฝ่ายที่ตนเองต่อต้าน
เสียงล้อเลียนเสียดสี เสียงด่าทอ เสียงอวยพรและเสียงสรรเสริญเยินยอ ที่เกิดขึ้นพร้อมกันในข่าว จึงแทบไม่ได้สะท้อนความสนใจวัฒนธรรมดนตรีเลยแม้แต่น้อย
ผู้คนจำนวนมากไม่ได้กำลังฟังเสียงดนตรี หากกำลังฟังเสียงของความชอบและความชังที่มีต่อผู้บรรเลง เครื่องดนตรีจึงกลายเป็นเพียงฉากหลังของความขัดแย้งทางการเมืองโดยปริยาย
เรื่องทั้งหมดนี้สะท้อนวิธีคิดของพวกเรามากกว่าตัวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การเมืองได้กลายเป็นกรอบที่ครอบทุกสิ่งเอาไว้ จนไม่ว่าจะเป็นกีฬา อาหาร ภาพยนตร์ ศิลปะ หรือเครื่องดนตรีพื้นบ้านของประเทศเพื่อนบ้าน ก็สามารถถูกดึงเข้าไปอยู่ในสนามแห่งความขัดแย้งได้เสมอ เราจึงไม่ได้ฟังดนตรีอย่างที่มันเป็น ไม่ได้มองเหตุการณ์อย่างที่มันเกิดขึ้น หากกำลังมองทุกอย่างผ่านความชอบและความไม่ชอบที่มีอยู่ก่อนแล้ว และเมื่อเป็นเช่นนั้น ดนตรีก็เหลือคุณค่าเพียงฉากประกอบของการโต้เถียง ทั้งๆที่ครั้งหนึ่งมันเคยถูกสร้างขึ้นเพื่อนำพาผู้คนให้เข้ามาใกล้ชิดกันมากกว่าเดิม
น่าสนใจอยู่เหมือนกันที่เพลงเอกซึ่งถูกเลือกมาเล่นในวันนั้นชื่อว่า “สบาย สบาย” บางทีเวียดนามอาจเข้าใจเพลงนี้ต่างจากเรา เพราะในขณะที่เจ้าภาพกำลังใช้มันเป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพและการต้อนรับ ยังไม่ทันที่ด่านตรึงจะบรรเลงจบ เพลง “สบาย สบาย” บนเวทีก็แปรสภาพเป็นเพลง “ไม่สบาย” ในโลกออนไลน์ไปเสียแล้ว
มาเดากันไหมว่าทริปหน้า เราจะได้เห็นท่านผู้นำโชว์อะไร
ท่านอาจจะไปตีกลองไทโกะที่ญี่ปุ่น ไปดีดกู่เจิงที่จีน ไปดีดซีตาร์ที่อินเดีย ไปดีดบาลาไลก้าที่รัสเซีย หรือไปรัวนิ้วเล่นกีตาร์ฟลาเมงโกที่สเปน ส่วนจะบรรเลงเพลงอะไรนั้นไม่สำคัญนัก เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ไม่ว่าเพลงจะชื่อ “สบาย สบาย” “ลาวดวงเดือน” หรือแม้แต่เมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านั้น ท่านผู้นำเพิ่งเป่าขลุ่ยเพลง "ความฝันอันสูงสุด" ผ่านไป
แต่ไม่ว่าท่านผู้นำจะเปลี่ยนกี่เครื่อง จะเปลี่ยนเพลงไปกี่เพลง
ก็ยังดูเหมือนว่าประชาชนจำนวนไม่น้อย รักที่จะยังเล่นเครื่องดนตรีชิ้นเดิมอยู่เสมอ นั่นคือคีย์บอร์ด กับบทเพลงแห่งความรู้สึกนึกคิดที่แทบไม่เคยเปลี่ยนตาม
เพราะคนหลายคนไม่ได้สนใจรอชมคอนเสิร์ต
พวกเขารอเพียงให้ภาพข่าวปรากฏขึ้น
แล้วค่อยเปิดโน้ตเพลงเดิมที่เตรียมไว้ในใจ
ก่อนจะเล่นมันซ้ำอีกครั้ง
//............................
หมายเหตุ : เพลง “สบาย สบาย” บนเวทีการทูตของท่านผู้นำ, เพลง “ไม่สบาย” ในโลกออนไลน์ของประชาชน : คอลัมน์ “เสียงโลก เสียงเรา” โดย อานันท์ นาคคง : บางกอกไลฟ์นิวส์
//...........................