หลังเสียงปรบมือจบลง โลกจำอะไรเกี่ยวกับเรา : อานันท์ นาคคง

หลังเสียงปรบมือจบลง โลกจำอะไรเกี่ยวกับเรา; ว่าด้วยศิลปะการแสดงไทย ผู้ชม และภาพแทนของความเป็นไทยในต่างแดน

          ทุกปีมีการแสดงดนตรี นาฏศิลป์ ละคร และศิลปะการแสดงไทยในรูปแบบต่าง ๆ เกิดขึ้นในเมืองต่าง ๆ ทั่วโลก ตั้งแต่งานวัดไทยในชนบทอเมริกาเหนือ เทศกาลวัฒนธรรมเอเชียในยุโรป เวทีมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่น ไปจนถึงเทศกาลศิลปะระดับนานาชาติในมหานครใหญ่ของโลก บางงานนำเสนอรูปแบบดั้งเดิม บางงานเป็นการสร้างสรรค์ร่วมสมัย บางงานเกิดขึ้นจากชุมชนไทยในต่างแดน และบางงานเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายศิลปะโลกที่ซับซ้อนกว่าการเป็นเพียง “การแสดงของไทย”

          ศิลปะการแสดงเหล่านี้เดินทางออกจากประเทศไทยมานานกว่าที่คำว่า Soft Power จะกลายเป็นศัพท์ยอดนิยมในนโยบายของรัฐ และนานพอที่จะทำให้เราควรย้อนกลับมาถามว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา เรากำลังสื่อสารอะไรออกไป และผู้คนเหล่านั้นได้รับรู้อะไรกลับไปบ้าง

          การถกเถียงเรื่องศิลปะการแสดงไทยในต่างแดนมักเริ่มต้นจากคำถามเรื่องการอนุรักษ์กับการประยุกต์

          ฝ่ายหนึ่งกังวลว่าการดัดแปลงมากเกินไปจะทำให้รากเหง้าทางวัฒนธรรมเลือนหาย อีกฝ่ายมองว่าหากไม่ปรับตัว ศิลปะการแสดงก็อาจสูญเสียพลังในการสื่อสารกับผู้คนในโลกปัจจุบัน

          แต่เมื่อมองจากประสบการณ์จริงของการทำงานในต่างประเทศ คำถามนี้อาจไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุด เพราะไม่ว่าจะเป็นการแสดงของภาครัฐ ภาคเอกชน หรือชุมชนไทยในต่างแดน ต่างก็ต้องเผชิญกับเงื่อนไขของโลกจริงไม่ต่างกัน รัฐมีภารกิจในการเป็นตัวแทนประเทศ ขณะที่ภาคเอกชนและชุมชนต้องดิ้นรนกับต้นทุน การระดมทุน การสร้างผู้ชม และการรักษาพื้นที่ทางวัฒนธรรมของตนเองเอาไว้

          การแสดงจำนวนไม่น้อยจึงไม่ได้เกิดขึ้นจากอุดมการณ์ทางศิลปะเพียงอย่างเดียว หากยังเป็นเรื่องของการอยู่รอด การสร้างเครือข่าย การสร้างรายได้ และการแสวงหาโอกาสที่บางครั้งหาไม่ได้ในประเทศไทย เราจึงเห็นการแสดงเชิงประยุกต์จำนวนมากเกิดขึ้นในต่างแดน และในหลายกรณี การแสดงเหล่านี้กลับสร้างการรับรู้เกี่ยวกับประเทศไทยได้กว้างขวางกว่าการแสดงเชิงอนุรักษ์ของหน่วยงานรัฐเสียอีก

          ปัญหาลักษณะเดียวกันนี้เกิดขึ้นกับอาหารไทยในต่างประเทศเช่นกัน หลายคนตั้งคำถามว่าอาหารไทยในต่างแดนควรรักษารสชาติแบบต้นตำรับไว้เพียงใด ควรลดความเผ็ด เพิ่มความหวาน หรือเปลี่ยนวัตถุดิบตามความนิยมของผู้บริโภคหรือไม่

          แต่เมื่อมองในทางประวัติศาสตร์อาหาร คำว่า “ต้นตำรับ” เองก็ไม่เคยหยุดนิ่ง อาหารไทยจำนวนมากเกิดขึ้นจากการแลกเปลี่ยนข้ามวัฒนธรรม ทั้งอิทธิพลจากจีน อินเดีย เปอร์เซีย โปรตุเกส และโลกตะวันตก การเปลี่ยนแปลงจึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติ หากเป็นธรรมชาติของวัฒนธรรมมาโดยตลอด

          คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่ว่าอาหารไทยในต่างประเทศยังเหมือนต้นตำรับหรือไม่ เช่นเดียวกับที่คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่าศิลปะการแสดงไทยในต่างประเทศยังเหมือนต้นฉบับหรือไม่

          หากอยู่ที่ว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นยังเชื่อมโยงอยู่กับประวัติศาสตร์และความทรงจำของตนเองมากน้อยเพียงใด ผู้บริโภคได้รับโอกาสเข้าใจที่มาและการเปลี่ยนแปลงของอาหารจานนั้นหรือไม่ เช่นเดียวกับที่ผู้ชมการแสดงควรมีโอกาสรับรู้ว่า สิ่งที่กำลังเห็นอยู่นั้นกำลังต่อยอด ดัดแปลง หรือสนทนากับอะไรอยู่

          ในอีกด้านหนึ่ง เราอาจต้องยอมรับด้วยว่า การนำเสนอวัฒนธรรมไม่เคยเป็นกระบวนการที่สมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ดนตรี นาฏศิลป์ หรือศิลปะการแสดงรูปแบบใดก็ตาม ย่อมมีความคลาดเคลื่อน การเลือกสรร การตีความ และการดัดแปลงเกิดขึ้นอยู่เสมอ ไม่มีวัฒนธรรมใดเดินทางข้ามพรมแดนแล้วสามารถรักษารายละเอียดทุกอย่างไว้ได้ครบถ้วนดังเดิม

          คำถามจึงอาจไม่ใช่ว่าเรามีสิทธิ์ผิดพลาดหรือไม่ เพราะความผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ การทดลอง และการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมมาโดยตลอด หากอยู่ที่ว่าเราตระหนักถึงข้อจำกัดของตนเองมากเพียงใด เปิดพื้นที่ให้เกิดการทักท้วงและการแลกเปลี่ยนมากน้อยเพียงใด และพร้อมจะอธิบายหรือทบทวนสิ่งที่กำลังนำเสนออยู่หรือไม่

          บางครั้งสิ่งที่น่ากังวลอาจไม่ใช่ความผิดพลาดบนเวที แต่คือความเชื่อว่าตนเองกำลังเป็นตัวแทนของความเป็นไทยที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียว จนไม่จำเป็นต้องรับฟังเสียงอื่นอีกต่อไป

          อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่น่าสนใจอาจไม่ได้อยู่ที่การอนุรักษ์หรือการประยุกต์ แต่อยู่ที่การขาดพื้นที่และโอกาสในการอธิบาย

          ผู้ชมจำนวนมากได้รับชมเพียงผลลัพธ์ที่ปรากฏบนเวที แต่ไม่ค่อยได้รับรู้ที่มา กระบวนการคิด หรือเหตุผลของการเลือกนำเสนอในรูปแบบนั้น

          เด็กไทยที่เติบโตในต่างประเทศ อาจจดจำเสียงเปียโนที่เล่นร่วมกับระนาดได้อย่างไพเราะ แต่ไม่เคยมีโอกาสรู้ว่าระนาดในบริบทดั้งเดิมมีบทบาทอย่างไร ผู้ชมชาวต่างชาติอาจประทับใจความงดงามของนาฏศิลป์ไทย แต่ไม่เคยได้รับการชวนให้เข้าใจโลกทัศน์ ประวัติศาสตร์ หรือสังคมที่อยู่เบื้องหลังการแสดงเหล่านั้น

          เมื่อเป็นเช่นนี้ การถกเถียงว่าอะไรแท้หรือไม่แท้อาจกลายเป็นเรื่องรอง เพราะต่อให้เป็นของแท้ที่สุด หากไม่มีการอธิบาย ผู้ชมก็อาจไม่เข้าใจอยู่ดี

          ยิ่งไปกว่านั้น เราอาจต้องย้อนกลับมาตั้งคำถามที่พื้นฐานกว่านั้นอีกว่า ใครคือผู้ชมของศิลปะการแสดงไทยในต่างแดน

          คนไทยที่อาศัยอยู่ต่างประเทศไม่ได้เป็นกลุ่มเดียวกันทั้งหมด บางคนมาดูการแสดงเพราะคิดถึงบ้าน บางคนพาลูกหลานมาเรียนรู้รากเหง้าของครอบครัว บางคนมาพบปะเพื่อนฝูงในชุมชน บางคนมาสนับสนุนลูกหลานที่ขึ้นเวที และบางคนอาจไม่ได้สนใจการแสดงเป็นพิเศษเลยด้วยซ้ำ ส่วนผู้ชมที่เป็นคนในประเทศนั้นก็ยิ่งมีความหลากหลายมากขึ้นไปอีก ทั้งนักเรียน นักวิชาการ ศิลปิน คนทำงานสร้างสรรค์ นักท่องเที่ยว หรือผู้คนทั่วไปที่เดินเข้ามาชมด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน

          อย่างไรก็ตาม ยังมีพื้นที่อีกประเภทหนึ่งที่ควรแยกออกมาพิจารณาเป็นพิเศษ นั่นคือสถาบันการศึกษาและมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนเกี่ยวกับประเทศไทย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือเอเชียศึกษา ไม่ว่าหลักสูตรเหล่านั้นจะศึกษาประเทศไทยอย่างลุ่มลึกหรือเพียงในระดับเบื้องต้นก็ตาม การปรากฏตัวของศิลปะการแสดงไทยในพื้นที่ลักษณะนี้มีเงื่อนไขแตกต่างจากเวทีอื่นอย่างชัดเจน เพราะผู้ชมไม่ได้เดินเข้ามาในฐานะผู้บริโภควัฒนธรรมเพียงอย่างเดียว หากยังเป็นผู้เรียน นักวิจัย และผู้แสวงหาความรู้

          ในพื้นที่เช่นนี้ การแสดงมักไม่จบลงพร้อมเสียงปรบมือ หากต่อเนื่องไปสู่การซักถาม การอภิปราย และการตีความ ผู้ชมอาจไม่ได้สนใจเพียงว่าการแสดงงดงามหรือไม่ แต่สนใจว่าการแสดงนั้นเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ สังคม การเมือง ศาสนา หรือชีวิตร่วมสมัยของผู้คนอย่างไร หลายครั้งการแสดงชุดเดียวกันอาจได้รับการตอบรับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเมื่อย้ายจากเวทีเทศกาลไปสู่ห้องเรียนหรือหอประชุมมหาวิทยาลัย เพราะในพื้นที่การศึกษา ศิลปะการแสดงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงความบันเทิง หากยังกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างความรู้เกี่ยวกับประเทศไทยในสายตาของโลก

          ด้วยเหตุนี้ อิทธิพลของการแสดงหนึ่งครั้งในมหาวิทยาลัยอาจส่งผลต่อความเข้าใจประเทศไทยในระยะยาวมากกว่าการแสดงที่มีผู้ชมจำนวนมากในงานเทศกาลเสียอีก

          ในอีกด้านหนึ่ง ยังมีพื้นที่การแสดงที่ดำรงอยู่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจของศิลปะโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นโรงละคร เทศกาลศิลปะ หรือหอแสดงที่ผู้ชมต้องซื้อตั๋วหรือเสียค่าใช้จ่ายเพื่อเข้าชม การตัดสินใจเดินทางมา การสละเวลา และการยอมจ่ายเงินเพื่อเข้าชม ล้วนสะท้อนความคาดหวังบางอย่างที่ผู้ชมมีต่อการแสดงนั้นอยู่แล้ว บางคนกำลังมองหาความบันเทิง บางคนกำลังมองหาประสบการณ์ทางสุนทรียะ บางคนสนใจความแปลกใหม่ทางวัฒนธรรม ขณะที่บางคนติดตามศิลปินหรือเทศกาลนั้นเป็นการเฉพาะ

          ในบริบทเช่นนี้ ศิลปะการแสดงไทยไม่ได้แข่งขันกับการแสดงไทยด้วยกันเอง หากกำลังแข่งขันกับทางเลือกทางวัฒนธรรมจากทั่วโลก การที่ผู้ชมคนหนึ่งยอมจ่ายเงินเพื่อดูโนรา โขน ดนตรีไทย หรืองานร่วมสมัยจากประเทศไทย จึงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะหมายความว่าการแสดงนั้นสามารถสร้างคุณค่าบางอย่างที่ผู้ชมเห็นว่าสมควรแลกเปลี่ยนกับเวลา เงิน และความสนใจของตนเอง

          ในความเป็นจริง ไม่มีใครมีหน้าที่ต้องสนใจประเทศไทย

          และไม่จำเป็นต้องสนใจศิลปะการแสดงไทย ถ้ามันไม่เกี่ยวอะไรกับชีวิตประจำวันของเขา

          คำถามจึงอาจไม่ใช่ว่าเราจะทำอย่างไรให้ผู้คนชื่นชอบความเป็นไทย แต่คือศิลปะการแสดงไทยมีอะไรจะพูดกับชีวิตของผู้คนเหล่านั้นต่างหาก เรากำลังแบ่งปันประสบการณ์แบบใด กำลังชวนให้พวกเขาคิดเรื่องอะไร และกำลังสร้างความเข้าใจร่วมกันได้มากน้อยเพียงใด

          ศิลปะการแสดงไทยในต่างแดนจึงทำหน้าที่มากกว่าการเป็นตัวแทนของชาติ สำหรับคนไทยพลัดถิ่น มันเป็นพื้นที่ของความทรงจำ เป็นบ้านทางอารมณ์ที่สร้างขึ้นชั่วคราวผ่านเสียงดนตรี ภาพการแสดง และพิธีกรรมทางวัฒนธรรม สำหรับชุมชน มันเป็นกลไกในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน เป็นพื้นที่ที่ทำให้คนยังรู้สึกเชื่อมโยงกับกันและกัน สำหรับคนรุ่นที่สองและรุ่นที่สาม มันเป็นพื้นที่สำหรับต่อรองอัตลักษณ์ เป็นสถานที่ที่พวกเขาได้สำรวจว่าตนเองอยู่ตรงไหนระหว่างโลกของบรรพบุรุษกับโลกที่ตนเติบโตมา ส่วนสำหรับผู้ชมที่ไม่ใช่คนไทย ศิลปะการแสดงไทยอาจเป็นหน้าต่างที่เปิดไปสู่โลกอีกใบหนึ่ง แต่หน้าต่างบานนั้นจะนำไปสู่ความเข้าใจหรือเพียงความแปลกใหม่ฉาบฉวย ก็ขึ้นอยู่กับวิธีการเล่าเรื่องและการสร้างความหมายร่วมกัน

          ในขณะเดียวกัน ศิลปะการแสดงไทยในต่างแดนก็ไม่เคยหยุดอยู่บนเวทีการแสดงเพียงอย่างเดียว หากย้อนกลับไปตั้งแต่คณะละครสยามและคณะมหรสพจากสยามเดินทางไปยุโรปในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 การแสดงดนตรีและนาฏศิลป์ไทยในงานมหกรรมโลก การปรากฏตัวของวงฟองน้ำ วงกอไผ่ วงบอยไทย วง sound of siam วง asia7 ในเทศกาลดนตรีร่วมสมัยนานาชาติ การทำงานของพิเชษฐ กลั่นชื่น จิตติ ชมพี ประดิษฐ ปราสาททอง ในเครือข่ายศิลปะร่วมสมัยระดับโลก การปรากฏตัวของเก่ง ธชย พร้อมจะเข้บนเวทีโทรทัศน์อเมริกัน การตีระนาดของฟีโน่ในเกาหลีใต้ การตระเวนทัวร์ทั่วถิ่นอเมริกาของคณะโปงลางสะออน มรดกใหม่ คณะลูกทุ่งหมอลำ หรือการเดินทางของโนราธรรมนิตย์ไปสู่เวนิสเบียนนาเล เราจะพบว่าศิลปะการแสดงไทยไม่ได้เดินทางเพียงผ่านร่างกายของศิลปิน แต่เดินทางผ่านภาพถ่าย กล้องถ่ายวิดีโอ เครื่องบันทึกเสียง หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ ยูทูบ และเครือข่ายดิจิทัลที่เชื่อมโยงผู้คนทั่วโลกเข้าด้วยกัน

          ในอดีต การแสดงหนึ่งครั้งอาจจบลงเมื่อผู้ชมลุกออกจากโรงละคร แต่ในโลกปัจจุบัน การแสดงหนึ่งครั้งอาจเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้งในรูปของคลิปวิดีโอ ภาพถ่าย ข่าว บทวิจารณ์ หรือโพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์ ผู้คนจำนวนมหาศาลอาจไม่เคยเห็นการแสดงจริง แต่รู้จักศิลปะการแสดงไทยผ่านหน้าจอเพียงไม่กี่นิ้ว บางคนเคยเห็นโนราแต่ไม่รู้จักพัทลุง สงขลา นครศรีธรรมราช ว่าเป็นแดนโนรา ไม่ใช่กรุงเทพมหานคร เคยเห็นระนาดฟีโน่ กอไผ่ บอยไทย แต่ไม่รู้จักวงปี่พาทย์งานวัด ปี่พาทย์ทรงเจ้า เคยเห็นจะเข้เก่งธชยแต่ไม่รู้จักประวัติศาสตร์การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เคยเห็นโขนพิเชษฐ เคยเห็นโขนจิตติ ลิเกประดิษฐปราสาททอง แต่ไม่รู้ว่าโขนละครลิเกก็เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

          เมื่อศิลปะการแสดงไทยถูกบันทึก ตัดต่อ ถ่ายทอด และเผยแพร่ผ่านสื่อดิจิทัล คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าผู้ชมในโรงละครเห็นอะไร แต่รวมถึงกล้องกำลังเลือกให้โลกเห็นอะไรด้วย เพราะกล้องไม่เคยบันทึกทุกสิ่ง มันเลือกเฟรม เลือกมุม เลือกอารมณ์ และเลือกภาพแทนบางอย่างขึ้นมาเป็นตัวแทนของทั้งหมด ในโลกที่อัลกอริทึมมีอำนาจไม่แพ้ภัณฑารักษ์หรือผู้กำกับการแสดง ศิลปะการแสดงไทยจึงไม่ได้เป็นเพียงการแสดง หากกำลังกลายเป็นข้อมูล กลายเป็นภาพแทน และกลายเป็นความทรงจำร่วมของผู้คนที่อาจไม่มีวันเดินทางมาประเทศไทยเลยตลอดชีวิต

          ศิลปะการแสดงมีลักษณะพิเศษแตกต่างจากวัฒนธรรมรูปแบบอื่น เพราะมันเกิดขึ้นต่อหน้าผู้ชมในเวลาและสถานที่เฉพาะ การแสดงแต่ละครั้งจึงไม่ใช่เพียงการนำเสนอผลงาน หากเป็นการเจรจาต่อรองความหมายระหว่างผู้แสดง ผู้จัดงาน ผู้สนับสนุน ผู้ชม และสื่อที่เข้ามาบันทึกเหตุการณ์นั้นไว้ เมื่อศิลปะการแสดงไทยเดินทางออกจากประเทศไทย สิ่งที่ออกเดินทางไปด้วยจึงไม่ใช่เพียงท่ารำ บทเพลง เครื่องแต่งกาย หรือเครื่องดนตรี แต่รวมถึงชุดความคิดเกี่ยวกับความเป็นไทยที่ถูกสร้าง ถูกเลือก และถูกตีความใหม่อยู่ตลอดเวลา

          บางทีนี่อาจเป็นเหตุผลที่เราควรกลับมาทบทวนประสบการณ์ของศิลปะการแสดงไทยในต่างแดนอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพื่อหาคำตอบว่าอะไรคือไทยแท้ หรืออะไรคือความร่วมสมัยที่ถูกต้องที่สุด แต่เพื่อทำความเข้าใจว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา เรากำลังสื่อสารอะไรอยู่ และผู้คนที่อยู่ปลายทางของการสื่อสารนั้นได้ยินสิ่งเดียวกับที่เราคิดว่ากำลังส่งออกไปจริงหรือไม่

          ในช่วงเวลาที่สังคมไทยกำลังตื่นตัวกับการผลักดันวัฒนธรรมสู่เวทีโลกในคาถาที่หลอกหลอนกันว่า soft power บางทีสิ่งที่จำเป็นไม่แพ้การมองไปข้างหน้า คือการหันกลับมาทบทวนประสบการณ์ที่สั่งสมมาแล้วกว่าศตวรรษ ตั้งแต่ยุคคณะละครสยามนายบุศย์มหินทร์เดินทางไปยุโรป จนถึงยุคที่การแสดงหนึ่งครั้งสามารถถูกส่งต่อไปยังผู้ชมหลายล้านคนผ่านโทรศัพท์มือถือในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

          เพราะก่อนจะถามว่าศิลปะการแสดงไทยควรไปทางไหนต่อ เราอาจต้องเข้าใจเสียก่อนว่า ศิลปะการแสดงไทยที่เคยเดินทางไปถึงโลกในอดีตนั้น ได้ทิ้งร่องรอย ความทรงจำ และความเข้าใจแบบใดไว้บ้าง

          และบางที คำถามสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ว่าเราแสดงอะไร อนุรักษ์ ประยุกต์ หรือมั่วขายงานเพื่อจะได้ไปช้อปปิ้งหลังลงจากเวที

          หากคือหลังการแสดงจบลงแล้ว ผู้คนที่อยู่คนละฟากของโลกได้เข้าใจอะไรเกี่ยวกับกันและกันมากขึ้นหรือไม่

          และสิ่งที่เราเรียกว่า “ศิลปะการแสดงไทย” ได้ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงผู้คนต่างวัฒนธรรมให้เข้าใจซึ่งกันและกัน หรือเป็นเพียงภาพแทนของความเป็นไทยที่ถูกบริโภคไปพร้อมกับเสียงปรบมือ เสียงกรี๊ด และยอดวิว ยอดการแชร์ในหน้าโซเชียลมีเดีย

          ก่อนจะเลือนหายไปในความทรงจำของโลกอีกครั้ง

 

อ้างอิง

https://www.facebook.com/share/p/18rAdyjpHf/ โพสต์เฟซบุคของครูโต้ง ชำนิ ศรีพระราม ณ ชิคาโก เผยแพร่เมื่อเช้าวันที่ 2 มิถุนายน 2569

— ศิลปะไทยในต่างแดน ควรเป็นลักษณะไหน? —

          ในช่วงฤดูกาลแสดงที่คนไทยในต่างแดนกำลังแสดงถึงความเป็นตัวตน ในท้องถิ่นต่างๆที่ย้ายมาจากบ้านเกิดเมืองนอน  การแสดงศิลปะวัฒนธรรมไทยในพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะงานที่ได้ชื่อว่า “ไทย”มาเกี่ยวข้องในชื่อของงาน   ผู้จัดทำการแสดงอาจจะมีความอิสระในการจัดหาการแสดงที่หลากหลายตามที่มีทรัพยากรในมือมาให้ผู้ชมได้ชมกัน

          ในมุมมองและข้อสังเกตที่ตกผลึกมาราว 3ทศวรรษ ในหลายๆงานที่ได้สัมผัสและเห็นส่วนมากในเขตทวีปอเมริกาเหนือ  จะมีทั้งผู้แสดงจากภายในชุมชนเอง และศิลปินรับเชิญจากประเทศไทยก็ดี  ซึ่งมีcostของการบริหารจัดการ    ผมสังเกตเห็ตอัตราส่วนของศิลปะไทยดั้งเดิม vs ศิลปะไทยประยุกต์  ที่ทั้งสองมีความน่าสนใจ และมีการฝึกฝนต่างกัน

          ในหน้าที่ของอาจารย์ท่านหนึ่งที่พยายามหาความรู้และประสบการณ์ให้กับนักเรียนไทย-อเมริกัน และนักศึกษาอเมริกัน ผมอยากให้พวกเขาเห็นของไทยแท้ๆ ที่เขาไม่เคยมีประสบการณ์ที่จะได้เห็น และเขาก็มีเวลาอันแสนสั้นที่จะได้หล่อหลอมกับกิจกรรมเหล่านี้  อยากให้เขาเห็นของแท้ๆที่ผมได้เคยเห็นมา  เขาจะเป็นตัวแทนของเราในอนาคตในการอนุรักษ์ศิลปะ  ผมกลัวว่า…เขาบอกว่าวันนั้นเขาไปดูการแสดงดนตรีไทย…เสียงเปียโนไพเราะมากน่าฟัง  ไม่มีอะไรผิดกับเสียงเปียโน แต่ใครจะมาอธิบายให้เขาเข้าใจว่า สิ่งที่เขาได้ยินมันมีเบื้องหลังยังไงบ้าง

          ไม่ได้ห้ามของใหม่ๆนะ  เพียงแต่ต้องให้ข้อมูล,ที่มาและอธิบายให้ผู้แสดง,ผู้ชม ได้เข้าใจว่า percentage ของความเป็นไทยกับการประยุกต์ มันอยู่ในอัตราส่วนเท่าไหร่   

          ไม่อยากให้คนทานผัดไท…แบบฝรั่ง  ก็ต้องให้เขาทานผัดไทจริงๆ ก่อน

 

//............................

 

หมายเหตุ : หลังเสียงปรบมือจบลง โลกจำอะไรเกี่ยวกับเรา : คอลัมน์ “เสียงโลก เสียงเรา” โดย อานันท์ นาคคง : บางกอกไลฟ์นิวส์

 

//...........................