ดนตรีไทยไม่ได้มีรากเพียงพุทธ-พราหมณ์-ผี : อานันท์ นาคคง
ดนตรีไทยไม่ได้มีรากเพียงพุทธ-พราหมณ์-ผี แต่ยังมี อิสลาม คริสต์ และประวัติศาสตร์อาณานิคมที่ถูกมองข้าม
เมื่อพูดถึงประวัติศาสตร์ดนตรีไทย เรามักคุ้นเคยกับเรื่องเล่าที่อธิบายว่าดนตรีไทยเติบโตขึ้นจากพุทธศาสนา พราหมณ์ และความเชื่อเรื่องอำนาจบรรพบุรุษ-ผี-ครู เราเรียนรู้เรื่องพิธีไหว้ครู พ่อแก่ พระพิราพ พระพิฆเณศวร์ ตำนานครูดนตรี และพิธีกรรมต่าง ๆ จนหลายครั้งภาพเหล่านี้กลายเป็นคำอธิบายหลักของพัฒนาการดนตรีไทยทั้งระบบ
แน่นอนว่าเรื่องเล่าเหล่านี้มีความสำคัญ และเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์จริง แต่ปัญหาอยู่ตรงที่หลายครั้งมันถูกทำให้กลายเป็นเรื่องเล่าหลักเพียงชุดเดียว
ดนตรีไทยไม่ได้เติบโตขึ้นจากพุทธ พราหมณ์ และผีเท่านั้น

หากมองย้อนกลับไปในอดีต สยามไม่เคยเป็นสังคมปิด หากเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการค้า การเดินเรือ และการเคลื่อนย้ายผู้คนที่เชื่อมโยงมหาสมุทรอินเดีย ทะเลจีนใต้ และโลกภายนอกเข้าด้วยกันมาอย่างยาวนานก่อนจะมีคำว่า "ประเทศไทย" เสียอีก
พ่อค้าชาวอาหรับ ชาวเปอร์เซีย ชาวอินเดีย ชาวมลายู ชาวจาม ชาวจีน และผู้คนจากอีกหลากหลายภูมิภาค ต่างเดินทางเข้ามาในสยามพร้อมกับสินค้า ภาษา ศาสนา ความเชื่อ เทคโนโลยี และวัฒนธรรม รวมทั้งดนตรี
เมื่อมองจากมุมนี้ โลกเสียงของสยามจึงไม่เคยมีรากเดียว หากเป็นผลผลิตของการพบปะ ปะทะ แลกเปลี่ยน และสร้างสรรค์ร่วมกันของผู้คนหลากหลายศรัทธาและหลากหลายอารยธรรม
ขออนุญาตมองการเมืองของการเล่าประวัติศาสตร์ดนตรีไทย จากเรื่องอิสลามก่อน
สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ในปัจจุบันที่องค์ความรู้เกี่ยวกับโลกอิสลาม-มุสลิมสามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่ายุคใดในประวัติศาสตร์ แต่เรื่องเล่าพัฒนาการดนตรีไทยกลับแทบไม่เปลี่ยนแปลง ห้องเรียนดนตรีไทยจำนวนมากยังคงหมุนวนอยู่กับกรอบ พุทธ–พราหมณ์–ผี เหมือนเมื่อหลายสิบปีก่อน
ทั้งที่ร่องรอยของโลกอิสลามปรากฏอยู่ในสังคมไทยอย่างชัดเจน
ไม่ว่าจะในภาษา ในวิถีชีวิต ในเส้นทางเศรษฐกิจ ในชุมชนมุสลิม และในเครื่องดนตรีจำนวนไม่น้อย
ซอสามสาย แม้จะพัฒนาจนกลายเป็นเครื่องดนตรีไทยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างสมบูรณ์แล้ว แต่ก็อยู่ในเครือญาติทางประวัติศาสตร์ของเครื่องสีประเภท Rebab ในโลกมลายู และ Kamancheh ในโลกเปอร์เซีย
โทน มีลักษณะร่วมกับกลองรูปถ้วยในตระกูล Dumbek หรือ Darabuka ที่แพร่หลายในตะวันออกกลาง
รำมะนา มีความสัมพันธ์ทั้งในด้านชื่อและรูปแบบกับ Rebana ของโลกมลายูมุสลิม และ Duff ของตะวันออกกลาง
กลองแขก ยังคงเก็บความทรงจำของ Kendang ที่มีการเดินทางข้ามวัฒนธรรมไว้แม้ในชื่อเรียก
ปี่ชวา ก็เป็นสมาชิกของตระกูลเครื่องเป่าลิ้นคู่ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ Zuna ตะวันออกกลาง เปอร์เซีย ตุรกี จนถึงหมู่เกาะอินโดนีเซีย

แน่นอนว่า การกล่าวถึงรากเหง้าเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเครื่องดนตรีไทยเป็นเพียงของนำเข้าจากต่างประเทศ
ตรงกันข้าม เมื่อเครื่องดนตรีเหล่านี้เข้ามาฝังรากอยู่ในสังคมสยาม พวกมันได้เติบโตต่อจนกลายเป็นสิ่งใหม่
เกิดวรรณกรรมเพลงจำนวนมหาศาล
เกิดเทคนิคการบรรเลงเฉพาะแบบไทย
เกิดสำนักครูดนตรี เกิดระบบการถ่ายทอดความรู้
เกิดบทบาทหน้าที่ใหม่ในวงดนตรี และเกิดสุนทรียศาสตร์แบบไทย
จนท้ายที่สุดดนตรีอิสลามกลายเป็น "ดนตรีไทย" อย่างสมบูรณ์
แต่ในขณะเดียวกัน รากเหง้าของการเดินทางของอิสลามกลับค่อย ๆ เลือนหายไปจากความทรงจำร่วม
เราศึกษาดนตรีไทย แต่ไม่ค่อยศึกษาภูมิศาสตร์วัฒนธรรมที่ทำให้ดนตรีไทยเกิดขึ้น และนี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้โลกอิสลามกลายเป็นส่วนที่ถูกลืมในประวัติศาสตร์ดนตรีไทย
อย่างไรก็ตาม หากกล่าวถึงเฉพาะอิสลามเพียงอย่างเดียว เราเองก็อาจกำลังสร้างจุดบอดอีกแบบหนึ่งขึ้นมา เพราะประวัติศาสตร์ดนตรีไทยไม่ได้เชื่อมโยงกับโลกอิสลามเท่านั้น หากยังสัมพันธ์กับคริสต์ศาสนาและโลกตะวันตกอย่างลึกซึ้งไม่แพ้กัน
นับตั้งแต่ยุคอาณานิคมเป็นต้นมา การขยายตัวของจักรวรรดินิยมยุโรปและเครือข่ายคริสต์ศาสนาได้เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางดนตรีของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างมหาศาล
แม้สยามจะไม่ตกเป็นอาณานิคมโดยตรง แต่ก็ไม่เคยอยู่นอกกระแสความเปลี่ยนแปลงนั้น
โลกคริสต์และอิทธิพลยุโรปไม่ได้เพียงนำเข้าเครื่องดนตรีตะวันตก เครื่องประโคมในพระราชพิธีที่เรียกว่าแตรฝรั่ง แตรงอน แตรวิลันดา วงโยธวาทิต เสียงประสานในเพลงโยธวาทิต โรงเรียนสมัยใหม่ หรือระบบโน้ตเข้ามาในสยาม หากยังนำระบอบความรู้ชุดใหม่เข้ามาด้วย

แนวคิดเรื่องมาตรฐานเสียง การศึกษาดนตรีแบบโรงเรียน การเขียนประวัติศาสตร์ดนตรี การจำแนกประเภทดนตรี และการอธิบายดนตรีในฐานะศาสตร์ดนตรีวิทยา ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของโลกสมัยใหม่ที่เดินทางมาพร้อมกับการขยายตัวของยุโรป
ความย้อนแย้งจึงอยู่ตรงที่ ในขณะที่ดนตรีไทยสมัยใหม่จำนวนมากถูกอธิบายผ่านเครื่องมือทางความคิดแบบตะวันตก ผู้คนจำนวนไม่น้อยกลับพยายามยืนยันว่าดนตรีไทยมิใช่ดนตรีแบบฝรั่ง และมีระบบความรู้ที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
การถกเถียงเรื่องระบบเสียงไทย ความเป็นไทยแท้ หรือเอกลักษณ์ดนตรีไทยในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา จึงมิได้เกิดขึ้นนอกอิทธิพลของโลกตะวันตก หากเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการต่อรองกับโลกตะวันตกมาตลอด
อีกคำถามสำคัญที่น่าสนใจ เหตุใดนักวิชาการดนตรีไทยมักทิ้งเรื่องรากของอิสลามกับคริสต์ไปจากการบรรยายที่มาที่ไปของดนตรีไทย โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมไหว้ครู คำอธิบายแบบ พุทธ–พราหมณ์–ผี ถูกผลิตซ้ำจนกลายเป็นกรอบมาตรฐานในการอธิบายดนตรีไทยราวกับเป็นความจริงที่ไม่จำเป็นต้องตั้งคำถามอีกต่อไป
ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการอธิบายที่มาของดนตรีไทยแม้กระทั่งในสังคมไทยร่วมสมัย มักผูกพันอยู่กับพิธีไหว้ครูและสายการสืบทอดวิชาความรู้เป็นสำคัญ พิธีไหว้ครูไม่ได้เป็นเพียงพิธีกรรม หากยังทำหน้าที่เป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับต้นกำเนิดของดนตรีไทย เป็นพื้นที่ที่ใช้อธิบายความศักดิ์สิทธิ์ของวิชา อำนาจของครู และความชอบธรรมของการถ่ายทอดองค์ความรู้จากรุ่นสู่รุ่น
เมื่อศูนย์กลางของเรื่องเล่าถูกวางอยู่บนพระพิราพ พระพิฆเณศวร์ พระอิศวร พระนารายณ์ พระภรตฤๅษี ครูดนตรี และความเชื่อเรื่องครูบาอาจารย์ที่ล่วงลับ โลกอิสลามและคริสต์ศาสนาจึงแทบไม่มีพื้นที่ปรากฏอยู่ในคำอธิบายชุดนี้ ไม่ใช่เพราะไม่มีบทบาททางประวัติศาสตร์ หากเป็นเพราะพวกเขาไม่ได้อยู่ในโครงสร้างสัญลักษณ์ของพิธีกรรมดังกล่าว จึงถูกผลักออกไปอย่างปริยาย
นักดนตรีและนักวิชาการดนตรีไทยจำนวนไม่น้อย เติบโตขึ้นจากระบบการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับสายครู พิธีกรรม และมรดกทางวัฒนธรรมภายใน ศึกษาผ่านสถาบันที่เน้นพิธีกรรมอย่างวิทยาลัยนาฏศิลป์และสายครูดนตรีไทยแบบดั้งเดิมซึ่งให้ความสำคัญกับพิธีไหว้ครูประเพณี มากกว่าสถาบันที่เรียนเรื่องประวัติศาสตร์การค้า การอพยพ หรือเครือข่ายการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างภูมิภาค
ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ การที่โลกอิสลามและคริสต์ศาสนาถูกลดบทบาทลงในคำอธิบายดนตรีไทย อาจมิได้เกิดขึ้นเพียงในระดับประวัติศาสตร์ หากยังเกี่ยวข้องกับความตึงเครียดที่ดำรงอยู่จริงในปัจจุบัน
พิธีกรรมไหว้ครูที่ปฏิบัติกันสืบมาในแวดวงดนตรีไทย สำหรับผู้เรียนและนักดนตรีที่นับถือศาสนาอิสลามหรือคริสต์บางส่วน ความเชื่อดังกล่าวอาจก่อให้เกิดคำถามทางศาสนาและจริยธรรมบางประการ เพราะหลักคำสอนของแต่ละศาสนามีมุมมองต่อการบูชา การเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับอำนาจเหนือธรรมชาติแตกต่างกันออกไป
ประเด็นสำคัญจึงอาจไม่ใช่ว่า อิสลามหรือคริสต์ศาสนาเป็นอุปสรรคต่อดนตรีไทยหรือไม่ แต่คือ ระบบความรู้และพิธีกรรมของดนตรีไทยเปิดพื้นที่ให้ผู้คนต่างศรัทธาเข้ามามีส่วนร่วมได้มากน้อยเพียงใด
แน่หละ โลกอิสลามไม่เคยมีความเห็นเรื่องดนตรีเป็นเอกฉันท์ ในประวัติศาสตร์อิสลามตลอดกว่า 1,400 ปี มีทั้งกลุ่มที่มองว่าดนตรีเป็นสิ่งต้องห้าม (haram) กลุ่มที่ยอมรับดนตรีบางประเภท กลุ่มที่มองว่าดนตรีเป็นส่วนหนึ่งของการเข้าถึงพระเจ้า เช่น สายซูฟี ดังนั้นเมื่อคนมุสลิมเข้ามาเรียนหรือเล่นดนตรีไทย ปัญหาจึงอาจเกิดจากการตีความอิสลามของแต่ละบุคคลและแต่ละชุมชน
ส่วนคริสต์ศาสนา ปัญหากับการเรียนและการเล่นดนตรีไทยมีน้อยกว่าอิสลามมาก แต่ไม่ได้แปลว่าไม่มีความตึงเครียดเลย คริสต์ศาสนาส่วนใหญ่ โดยเฉพาะคาทอลิกและโปรเตสแตนต์สายหลัก มีประวัติการใช้ดนตรีในพิธีกรรมทางศาสนามาอย่างยาวนาน แต่จุดที่อาจเกิดความไม่สบายใจสำหรับคริสเตียนบางคนคือพิธีไหว้ครู เนื่องด้วยในทางเทววิทยาคริสต์ โดยเฉพาะโปรเตสแตนต์บางนิกาย การกราบไหว้รูปเคารพ การบูชาเทพ การถวายเครื่องสังเวย การเชิญครูผู้ล่วงลับ หรือการเชื่อในอำนาจเหนือธรรมชาติของบุคคลอื่นนอกเหนือจากพระเจ้าอาจถูกมองว่าไม่สอดคล้องกับหลักความเชื่อ จึงมีคริสเตียนจำนวนไม่น้อยที่เข้าร่วมงานไหว้ครูได้ เคารพครูผู้สอน แต่เลือกไม่กราบรูปเคารพ หรือไม่ร่วมในบางช่วงของพิธีกรรม เช่น ครอบครู รดน้ำพระพุทธมนต์ การบวงสรวงสังเวย นอกจากนี้ความเชื่อเรื่องครูแรง ครูลงโทษ ก็อาจถูกตีความว่าเป็นเรื่องของวิญญาณหรืออำนาจเหนือธรรมชาติที่อยู่นอกกรอบความเชื่อของคริสต์ด้วย
น่าคิดว่า เราแทบไม่ค่อยได้ยินเสียงของนักดนตรีคริสเตียนในความเห็นเรื่องการไหว้ครูกับการนมัสการพระเจ้าอย่างชัดเจนเลย
หากจะยอมรับว่าดนตรีไทยเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของสังคมไทยทั้งหมด เราอาจต้องเริ่มตั้งคำถามว่า มุสลิม คริสเตียน ซิกข์ ฮินดู หรือแม้แต่ผู้ที่ไม่มีศาสนา สามารถเป็นนักดนตรีไทยได้อย่างเต็มภาคภูมิ โดยไม่จำเป็นต้องละทิ้งความเชื่อของตนเองหรือไม่
คำถามนี้มิได้มีเป้าหมายเพื่อล้มล้างพิธีไหว้ครูหรือความเชื่อดั้งเดิม หากเป็นการชวนคิดว่าดนตรีไทยในศตวรรษที่ 21 จะสามารถดำรงอยู่ในฐานะพื้นที่ร่วมของผู้คนหลากหลายศรัทธาได้อย่างไร ในสังคมที่มีความหลากหลายมากกว่าที่เคยเป็นมา
อีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม ประวัติศาสตร์ดนตรีไทยถูกทำให้เป็นประวัติศาสตร์ราชสำนักตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา การเขียนประวัติศาสตร์ไทยจำนวนมากมุ่งสร้างความต่อเนื่องของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เรื่องราวของราชสำนักจึงถูกยกเป็นแกนหลัก จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คำอธิบายเกี่ยวกับดนตรีไทยจะมุ่งไปสู่โลกของพุทธ พราหมณ์ และผี ซึ่งล้วนสนับสนุนพิธีกรรมราชสำนัก มากกว่าโลกของพ่อค้าเปอร์เซีย ชุมชนมลายู เมืองท่าในมหาสมุทรอินเดีย หรือมิชชันนารีคริสต์ในยุคอาณานิคมที่มุ่งเข้ามาสั่นคลอนบทบาทของราชสำนัก
ปัญหาอาจไม่ใช่ว่านักวิชาการดนตรีไทยไม่รู้เรื่องอิสลามหรือคริสต์ แต่อาจเป็นเพราะเรื่องเล่าหลักของดนตรีไทยที่ถูกสร้างขึ้นบนฐานของ พิธีกรรม ความศักดิ์สิทธิ์ จะไขว้เขวทันที และอธิบายในมุมของอิสลามหรือคริสต์ยากขึ้น นักวิชาการหลายคนอาจรู้สึกไม่สบายใจหากยอมรับอย่างจริงจังว่าดนตรีไทยเติบโตขึ้นจากการเชื่อมต่อกับโลกอิสลาม คริสต์ จีน อินเดีย มลายู เปอร์เซีย และโลกภายนอก อาจทำให้เรื่องเล่าที่คุ้นเคยเกี่ยวกับรากเหง้าดั้งเดิมของดนตรีไทยมีความซับซ้อนมากขึ้น เพราะจุดศูนย์กลางของคำอธิบายจะค่อย ๆ เคลื่อนจากโลกแห่งความศักดิ์สิทธิ์ของสายครูและความยิ่งใหญ่ของราชสำนักที่เป็นศูนย์กลาง ไปสู่โลกแห่งการเดินทาง การพบปะ และการสร้างสรรค์ร่วมกันของผู้คนต่างวัฒนธรรม
แต่บางที ก็ถึงเวลาแล้วที่เราจะเลิกมองดนตรีไทยเป็นต้นไม้ที่มีรากเดียว
แล้วมองเห็นมันในฐานะภูมิประเทศทางวัฒนธรรมอันกว้างใหญ่ ที่ก่อรูปขึ้นจากการเดินทาง การค้า การอพยพ สงคราม ศรัทธา และการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้คนจากหลากหลายฟากโลก
สิ่งที่เราเรียกว่าดนตรีไทย ไม่ได้งอกขึ้นจากผืนดินแห่งใดแห่งหนึ่งอย่างโดดเดี่ยว หากเป็นผลของการไหลเวียนของผู้คน ภาษา ความรู้ เทคโนโลยี และจินตนาการทางดนตรีที่เคลื่อนผ่านสยามมาตลอดหลายศตวรรษ
พุทธศาสนา พราหมณ์ฮินดู ความเชื่อพื้นบ้าน อิสลาม คริสต์ศาสนา จีน อินเดีย มลายู เปอร์เซีย และยุโรป มิได้ยืนแยกขาดจากกัน หากต่างทิ้งร่องรอยไว้ในโลกเสียงที่เราสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

เพราะในท้ายที่สุด ดนตรีไทยไม่ได้เป็นมรดกของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง หรืออารยธรรมใดอารยธรรมหนึ่ง หากเป็นผลผลิตของการอยู่ร่วมกัน การต่อรอง การรับเอา การดัดแปลง และการสร้างสรรค์ร่วมกันของมนุษย์ต่างภาษา ต่างศรัทธา และต่างวัฒนธรรม
เป็นหลักฐานของการอยู่ร่วมกันของมนุษย์
เป็นอนุสรณ์ของการพบกันระหว่างผู้คนที่แตกต่าง
และเป็นบันทึกทางเสียงของประวัติศาสตร์การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมที่ดำเนินมาอย่างไม่เคยหยุดนิ่ง
และบางที ภาพของดนตรีไทยที่ใกล้เคียงความจริงทางประวัติศาสตร์มากที่สุด อาจไม่ใช่ต้นไม้ที่มีรากเดียว
แต่คือผืนป่าใหญ่แห่งอารยธรรม ซึ่งไม่มีต้นไม้ต้นใดเติบโตขึ้นได้โดยลำพัง
และเป็นเสียงดนตรีปัจจุบันที่ไม่มีเสียงใดเสียงหนึ่งดังขึ้นมาได้ โดยปราศจากเสียงของผู้อื่นที่เคยเดินทางผ่านมาก่อนในอดีต
ดนตรีไทยไม่เคยเป็นเรื่องของความบริสุทธิ์ทางวัฒนธรรม หากเป็นเรื่องของการพบกันของผู้คนที่แตกต่างกันเสมอมา และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่แท้จริงว่า ทำไมดนตรีไทยจึงยังมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้
- - - - - - - - - - - -
บรรณานุกรม
ธเนศ วงศ์ยานนาวา. (2552). ความไม่หลากหลายของความหลากหลายทางวัฒนธรรม. กรุงเทพฯ: สมมติ.
นิธิ เอียวศรีวงศ์. (2543). ปากไก่และใบเรือ. กรุงเทพฯ: มติชน.
Andaya, Leonard Y. (2008). Leaves of the Same Tree: Trade and Ethnicity in the Straits of Melaka. Honolulu: University of Hawai‘i Press.
Anderson, Benedict. (1983). Imagined Communities: Reflections on the Origin and Spread of Nationalism. London: Verso.
Hobsbawm, Eric, & Ranger, Terence (Eds.). (1983). The Invention of Tradition. Cambridge: Cambridge University Press.
Reid, Anthony. (1988). Southeast Asia in the Age of Commerce 1450–1680, Vol. 1: The Lands Below the Winds. New Haven: Yale University Press.
Trouillot, Michel-Rolph. (1995). Silencing the Past: Power and the Production of History. Boston: Beacon Press.
Wong, Deborah Anne. (2001). Sounding the Sacred: Ritual, Identity, and Performance in Thai Music-Drama. Chicago: University of Chicago Press.
//............................
หมายเหตุ : ดนตรีไทยไม่ได้มีรากเพียงพุทธ-พราหมณ์-ผี : คอลัมน์ “เสียงโลก เสียงเรา” โดย อานันท์ นาคคง : บางกอกไลฟ์นิวส์
//...........................