'เราไม่ดื่มนะ' เทรนด์ใหม่ของ ‘Gen Z โนสน เยาวชน No L’

สสส. ปลุกแคมเปญ 'Gen Z โนสน เยาวชน No L' สร้างค่านิยม 'เราไม่ดื่มนะ'

 

 

         วันที่ “การไม่ดื่ม” กลายเป็นเรื่องธรรมดาของคนรุ่นใหม่ อาจเป็นวันที่สังคมเริ่มฟังเสียงของเยาวชนมากขึ้นกว่าเดิม ไม่ใช่เพราะพวกเขาถูกห้าม แต่เพราะพวกเขา “เลือกเอง” ว่าอยากใช้ชีวิตแบบไหน

 

         ท่ามกลางภาพจำเดิม ๆ ที่มักผูกความสนุกของวัยรุ่นเข้ากับวงเหล้า วันนี้กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงเงียบ ๆ ในหมู่คนรุ่นใหม่ หลายคนหันมาให้คุณค่ากับสุขภาพ การใช้ชีวิตอย่างมีสติ การออกกำลังกาย การพัฒนาตัวเอง และความสัมพันธ์ที่ไม่จำเป็นต้องมีแอลกอฮอล์เป็นตัวเชื่อมอีกต่อไป

 

 

 

         แนวคิดนี้ถูกส่งต่อผ่านแคมเปญ “Gen Z โนสน เยาวชน No L” ที่เกิดจากความร่วมมือของเครือข่ายมหาวิทยาลัยรู้เท่าทันเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อผลักดันให้ “การไม่ดื่ม” กลายเป็นค่านิยมใหม่ของสังคมไทย

 

         เวทีสรุปผลลัพธ์และบทเรียนการขับเคลื่อนแคมเปญ ดังกล่าว เมื่อ 6 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพฯ ได้สะท้อนภาพสำคัญว่า คนรุ่นใหม่ไม่ได้กำลังต่อต้านสังคม แต่กำลังสร้างสังคมรูปแบบใหม่ขึ้นมาด้วยตัวเอง

 

         นายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ กล่าวว่า ปรากฏการณ์การดื่มแอลกอฮอล์ที่ลดลงในกลุ่มเยาวชนทั่วโลก สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงทางความคิดของคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ คุณภาพชีวิต และความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น

 

 

         “การไม่ดื่มกำลังกลายเป็นกระแสหลักของโลก” นายวิเชษฐ์กล่าว พร้อมยกตัวอย่างกระแสการออกกำลังกาย การวิ่ง การเต้นแอโรบิก รวมถึงกิจกรรมแข่งขันศักยภาพทางร่างกายที่ได้รับความนิยมในหมู่คนรุ่นใหม่ ล้วนสะท้อนว่า เขากำลังมองหาความสุขในรูปแบบที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งแอลกอฮอล์อีกต่อไป

 

         ข้อมูลจากหลายประเทศรายได้สูงพบว่า อัตราการดื่มของเยาวชนลดลงอย่างชัดเจนในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกาที่ลดลงกว่า 40% เยอรมนีลดลงกว่า 30% และไอซ์แลนด์ลดลงมากถึง 83% ขณะที่ประเทศไทยเอง เยาวชนอายุ 15-19 ปี ก็มีแนวโน้มดื่มลดลงเช่นกัน จากเดิม 13-15% ในช่วงปี 2547-2557 เหลือประมาณ 9-10% ในช่วงปี 2564-2567

 

         สำหรับ สสส. การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของพฤติกรรม แต่คือการสร้างสภาพแวดล้อมใหม่ให้คนรุ่นใหม่เติบโตอย่างมีคุณภาพ ผ่านการทำงานร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัย เยาวชน และภาคประชาสังคม เพื่อผลักดันให้การเลือก “ไม่ดื่ม” กลายเป็นเรื่องเท่ เป็นเรื่องปกติ และเป็นทางเลือกที่ได้รับการยอมรับในสังคม

 

         ขณะที่อีกด้านหนึ่ง รศ.ดร.นพ.อุดมศักดิ์ แซ่โง้ว มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ในฐานะผู้จัดการเครือข่ายมหาวิทยาลัยรู้เท่าทันแอลกอฮอล์ มองว่า สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การบอกเยาวชนว่า “ห้ามดื่ม” แต่การทำให้พวกเขา “รู้เท่าทัน” กลยุทธ์ทางการตลาดของธุรกิจแอลกอฮอล์

 

 

 

         “เราเคารพสิทธิในการตัดสินใจของคนรุ่นใหม่ แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ควรได้รับข้อมูลที่รอบด้าน เพื่อเข้าใจว่าหลายแคมเปญของธุรกิจแอลกอฮอล์ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์”

 

         หนึ่งในตัวอย่างที่ถูกพูดถึง คือแนวคิด “ดื่มอย่างรับผิดชอบ” หรือ responsible drinking ที่ธุรกิจแอลกอฮอล์ระดับโลกมักใช้ในการสื่อสารภาพลักษณ์องค์กร แต่ผลการศึกษาพบว่า แคมเปญลักษณะนี้ไม่ได้ช่วยลดการบริโภคหรือผลกระทบจากแอลกอฮอล์อย่างแท้จริง ตรงกันข้าม กลุ่มที่รับรู้กลับมีแนวโน้มดื่มเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ

 

         สิ่งที่เครือข่ายมหาวิทยาลัยรู้เท่าทันแอลกอฮอล์พยายาม คือเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้ร่วมออกแบบกิจกรรมและสร้างการเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง ในมหาวิทยาลัยในเครือข่ายทั้ง 18 แห่ง ตลอดปีการศึกษา 2568 ที่มีถึง 95 กิจกรรม โดยผู้เข้าร่วมกว่า 25,227 คน และเข้าถึงสื่อประชาสัมพันธ์มากกว่า 2.25 ล้านครั้ง

 

         เบื้องหลังตัวเลขเหล่านี้ คือ เรื่องราวเล็ก ๆ ของนักศึกษาที่เริ่มเปลี่ยนจากชวนกันดื่ม มาเป็นการชวนทำกิจกรรมอย่างมีความหมายมากขึ้น เปลี่ยนค่ำคืนที่มักจะจบด้วยอาการเมา มาเป็นคืนที่ได้พูดคุย เล่นดนตรีด้วยกัน

 

         หนึ่งในพื้นที่ต้นแบบ ที่มหาวิทยาลัยพะเยา เป็นแบบอย่างที่ดีได้รับรางวัลชนะเลิศจากโครงการครั้งนี้

 

         นายจักร์พันธ์ เสมอวงศ์ติ๊บ เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป กองกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยพะเยา กล่าวว่า จุดเริ่มต้นสำคัญของโครงการ คือการอยากให้นิสิตเห็นว่าการดูแลสุขภาพและการใช้ชีวิตโดยไม่พึ่งแอลกอฮอล์ สามารถเกิดขึ้นได้จริงในชีวิตมหาวิทยาลัย

 

 

         กิจกรรมถูกออกแบบให้เข้าถึงนักศึกษาได้ง่าย ทั้งบูธให้ความรู้ เกม เวทีเสวนา การประกวดดนตรี และการทำงานผ่านเครือข่ายเพื่อนดูแลเพื่อน เช่น หน่วยสารวัตรนิสิต องค์การนิสิต และชมรม TO BE NUMBER ONE

 

         ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ไม่ได้สะท้อนแค่ในเชิงสถิติ แต่เริ่มเห็นบรรยากาศของมหาวิทยาลัยที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไป นักศึกษาเริ่มหันมาทำกิจกรรมเชิงบวกมากขึ้น ความเข้าใจเรื่องผลกระทบของแอลกอฮอล์มากขึ้น และมีความพึงพอใจต่อแคมเปญในระดับสูงถึง 90%

 

         ด้าน นางสาวธนพรรณญพร ทองขาว ประธานสารวัตรนิสิตมหาวิทยาลัยพะเยา เล่าว่า แรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เธอเข้าร่วมโครงการ มาจากการเห็นคนใกล้ตัวได้รับผลกระทบจากการดื่ม ทั้งด้านสุขภาพ การเรียน และความสัมพันธ์

 

 

         “เราไม่ได้อยากบังคับใคร แต่อยากสร้างพื้นที่ที่ทุกคนรู้สึกว่า ไม่ดื่มก็สนุกได้ด้วยกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เพื่อนนักศึกษาเข้ามามีส่วนร่วมที่ผ่านการประกวด การทำสื่อ เกม และเวิร์กช็อปต่าง ๆ จนเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงในมหาวิทยาลัย” เธอกล่าว

 

         บางทีการเปลี่ยนแปลงของสังคม อาจไม่ได้เริ่มจากทำอะไรใหญ่โต แต่อาจเริ่มจากวันที่คนรุ่นใหม่คนหนึ่ง กล้าพูดว่า “วันนี้เราไม่ดื่มนะ” มันอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้น ที่ทำให้การใช้ชีวิตโดยไม่พึ่งแอลกอฮอล์

 

         สสส. ชวนสังคมเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้เติบโตในแบบที่ตัวเองเลือก เพราะการไม่ดื่มไม่ใช่เรื่องน่าอาย หรือแปลกแยกอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นค่านิยมใหม่ของเยาวชนที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ คุณภาพชีวิต และความสุขไม่จำเป็นต้องมีแอลกอฮอล์

 

 

เรื่อง : ภินันท์ชญา สมคำ