เรื่องสั้น : ฝ่าวิกฤติการณ์กระแสน้ำยุคดิจิทัล : กชมล

เรื่องสั้น : ฝ่าวิกฤติการณ์กระแสน้ำยุคดิจิทัล : กชมล

 

            มิ้นหาวหวอดใหญ่เป็นครั้งที่สามในรอบครึ่งชั่วโมง ในสมองของเธอตอนนี้ ถ้าผ่าออกมาดูจะสะกดคำว่าเบื่อหน่ายตัวโต ๆ และความเบื่อหน่ายนั้นมันแผ่กระจายล่องลอยไปในอากาศ จนเธออยากจะหลีกหนีไปให้ไกล ๆ จากสถานที่แห่งนี้ แต่ทว่าในความเป็นจริง เธอยังคงนั่งจ่อมจมอยู่บนเก้าอี้พลาสติกสีชมพูแปร๋น อยู่บนชั้นสองของบ้าน ที่ถูกน้ำท่วมขังมาแล้วหลายชั่วโมง

            แววตาที่เคยสดใส กลับนั่งเหม่อลอยอย่างไร้จุดหมาย ราวกับคนที่จิตวิญญาณหลุดออกจากร่างไปแล้วเสียครึ่งหนึ่ง  เธอคิดทบทวนอยู่ในใจ ถ้าหากว่าย้อนเวลากลับไปได้ เธอคงจะไม่ตัดสินใจมาอยู่ที่บ้านหลังนี้เพียงลำพัง ในตอนนั้นถ้าฟังคำทัดทาน ของแพรวเพื่อนสนิทเพียงคนเดียว ที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเรียนประถม มันก็คงจะดี แต่ก็เป็นเพราะความขัดแย้งบางอย่างกับครอบครัว จึงทำให้เธอต้องตัดสินใจหนีมาอยู่ที่ไกล ๆ แบบนี้

            แม้จะนั่งอยู่ภายในบ้าน แต่สภาพความเป็นจริง มันคือซากปรักหักพังที่ถูกน้ำท่วมสูง จนเกือบถึงฝ้าเพดานของชั้นล่าง ข้าวของบางอย่างที่เพิ่งซื้อมายังไม่ทันได้จัดวาง ให้เข้าที่เข้าทาง แต่แล้วก็อันตรธานสูญหายไปจนหมดสิ้น เธอเหลือบมองดูโทรศัพท์มือถือที่มีแบตเตอรี่เหลือเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์  นึกโทษชะตากรรมของตนเอง ที่ทำไมต้องมาเจอเหตุการณ์เลวร้ายเฉกเช่นวันนี้

            เดิมบ้านเช่าหลังนี้เคยเป็นบ้านที่สะอาดสวยงาม ส่วนเธอก็เป็นเพียงนักศึกษาจบใหม่ ที่ต้องจับพลัดจับผลูมาอยู่ที่นี่ เธอเริ่มนึกถึงตอนที่มีมือถือไว้ไถเล่นเพื่อแก้เหงา

            “น่าเบื่อชะมัด”

            เธอพึมพำกับตัวเองในความมืด ความรู้สึกของเธอในตอนนี้มันช่างรู้สึกไร้ที่พึ่งโดดเดี่ยวและเดียวดาย

            ไม่ทันใดนั้น โทรศัพท์ในมือของเธอก็เริ่มสั่นหน้าจอมือถือนั้นปรากฏ ชื่อของ แพรวเพื่อนรัก เธอรีบกดรับในทันที ก่อนที่แบตของมันจะหมดเสียก่อน ปลายสายนั้น เธอได้ยินเสียงที่คุ้นเคยใช่แล้วมันคือเสียงของแพรวจริง ๆ

            น้ำตาไหลออกมาอย่างกลั้นไม่ได้ เมื่อเธอได้ยินเสียงนั้น ทำให้อีกฝ่ายไม่มั่นใจ ว่าโทรมาถูกที่หรือเปล่า เมื่อพบว่าเธอไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย

            “มิ้นได้ยินเสียงของเราไหม นี่แพรวเองนะ”

            “ได้ยิน”

            น้ำเสียงของเธอนั้นแผ่วเบา ราวกับปุยนุ่นที่ล่องลอยในอากาศ

            “ไม่เป็นไรนะมึง... ฮีโร่มาช่วยมึงแล้ว”

            แพรวพูดติดตลกทั้งที่เสียงสั่น

            “กูแค่เห็นข่าวในเฟซ กูก็เลยรีบขับรถมาหามึงเลย ตอนนี้กูถึงแล้วนะ ลองมองออกไปข้างนอกสิ”

            มิ้นรีบหันไปมองนอกหน้าต่าง เห็นแสงไฟฉายวับ ๆ แวม ๆ กำลังลอยเข้ามาพร้อมกับเรือยางสีส้มสดใส และเห็นใบหน้าเปียกปอนแต่เต็มไปด้วยความห่วงใย ของเพื่อนสนิทกำลังโบกมือให้เธอ วินาทีนั้น ความเบื่อหน่าย และจิตวิญญาณที่กำลังหลุดลอยออกไปครึ่งหนึ่งของมิ้น ก็ถูกดึงกลับมา   

            เรือยางของพราวใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงเพื่อพาพวกเขามาถึงถนนเส้นหลักที่ยังไม่ถูกน้ำท่วมมิดสนิท ที่นั่นมีรถกระบะของพราวจอดอยู่ โดยมีชาวบ้านที่ไม่ได้อพยพคอยเฝ้าดูให้เป็นบางตา

            แพรวจอดเรือเทียบกับขอบถนนที่ยกสูงขึ้นมาเล็กน้อย แล้วช่วยมินตราขึ้นจากเรือ

            “โอเค นี่แหละ พื้นที่ปลอดภัย ชั่วคราวของพวกเรา”

            พราวพูดพร้อมยื่นผ้าห่มเปียก ๆ ที่ติดมากับเรือให้เพื่อนรัก

            ทันทีที่ขึ้นถึงรถ มิ้นก็หยิบแบตเตอรี่ให้เธอเสียบสายชาร์จและเปิดข้อมูลมือถือ ภาพและเสียงจากโลกภายนอกก็หลั่งไหลเข้ามาทันที

            “อำเภอนี้จะต้องได้รับความช่วยเหลืออย่างทั่วถึง... นายกฯ ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนผู้ประสบภัยและมอบถุงยังชีพให้กับประชาชนผู้ประสบภัย...”

            มิ้นมองแพรวด้วยแววตาว่างเปล่าอีกครั้ง

            “นี่มันเรื่องตลกเหรอวะแพรว

            กูนั่งอยู่ในความมืดมาเกือบจะสามวัน น้ำท่วมเกือบตาย แล้ว   ความช่วยเหลือที่ว่านั่น  คือมึงต้องขับรถฝ่าด่านมาเองเนี่ยนะ ?”

            น้ำเสียงนั้นเจือปนด้วยความไม่พอใจกับข่าวที่ประกาศออกมา ที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง

            “เอาน่าแกอย่างน้อย การช่วยเหลือที่มาถึง ก็คือ เพื่อนอย่างชั้นไง”

            เธอหยิบกระป๋องอาหารสำเร็จรูปออกมาจากถุงพลาสติก

            “กินนี่สิแก กินกันตายไปก่อน แล้วเราค่อยมาวางแผนกันว่าหลังจากนี้จะเอายังไงต่อ”

            มิ้นมองหน้าแพรวที่ยิ้มให้ด้วยความอ่อนโยน เธอแกะฝาปลาประป๋องราดลงบนข้าวเปล่า ในเวลานี้รู้สึกว่ามันช่างเป็นมื้อที่อร่อยที่สุด และเริ่มเข้าใจแล้วว่าความเบื่อหน่ายที่กัดกินจิตใจก่อนหน้านี้ ไม่ใช่เพราะขาดมือถือ แต่เพราะขาดการเชื่อมต่อจากโลกภายนอก ความรู้สึกว่าถูกทอดทิ้งอ้างว้างเดียวดาย อยู่ในโลกที่ระบบไฟฟ้าและสัญญาณอินเตอร์เน็ตล่มสลาย กับความช่วยเหลือของรัฐบาลที่ยังมาไม่ถึง

            มิตรภาพต่างหาก ที่เป็นระบบแข็งแกร่งที่สุด ในหมู่เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

            กลิ่นหอมจาง ๆ ของอาหารลอยขึ้นมาในบรรยากาศ แสงจากหน้าจอโทรศัพท์ส่องกระทบใบหน้าของทั้งสอง ที่นั่งเคียงข้างกันในความมืด แต่ยังมีแสงสว่างจากกันและกัน แม้ร่างกายจะอ่อนล้า แต่จิตวิญญาณของมิ้นก็ถูกเติมเต็มอย่างสมบูรณ์

            ไม่ว่าเธอจะต้องฝ่าวิกฤตใด ๆ ในตอนนี้เธอรู้สึกว่า ไม่กลัวมันอีกต่อไปแล้ว.

 

Link ที่เกี่ยวข้อง  

              “บางกอกไลฟ์นิวส์” เปิดรับ “เรื่องสั้น” และ “บทกวี”

              วรรณกรรมออนไลน์