“หมออุ้ย” คุยเรื่องสุขภาพ : “ฮันตาไวรัส”
“ฮันตาไวรัส”: วิกฤตสุขภาพโลกที่ไทยต้องเฝ้าระวังอย่างมีสติ ไม่ตื่นตระหนก
จากกรณีองค์การอนามัยโลก หรือ World Health Organization (WHO) รายงานการพบคลัสเตอร์การติดเชื้อ “ไวรัสฮันตา” หรือ Hantavirus บนเรือสำราญ MV Hondius ซึ่งเดินทางจากตอนใต้ของประเทศอาร์เจนตินา ผ่านมหาสมุทรแอตแลนติกใต้ และมีรายงานผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 3 ราย รวมทั้งพบผู้ติดเชื้อในหลายประเทศ เหตุการณ์นี้กำลังเป็นสัญญาณเตือนสำคัญต่อระบบสาธารณสุขโลก ว่า “โรคอุบัติใหม่จากสัตว์สู่คน” ยังคงเป็นภัยคุกคามที่ทุกประเทศต้องเตรียมพร้อมรับมืออย่างจริงจัง
แม้ WHO จะประเมินว่าความเสี่ยงต่อประชาชนทั่วไปยังอยู่ในระดับต่ำ และยังไม่มีหลักฐานว่าจะแพร่กระจายได้รวดเร็วเหมือนโรคโควิด-19 แต่กรณีนี้มีความน่ากังวล เนื่องจากเชื้อที่พบเป็นสายพันธุ์ Andes virus ซึ่งเป็นสายพันธุ์ของ Hantavirus ที่เคยมีรายงาน “การติดต่อจากคนสู่คน” ได้ในบางกรณี โดยเฉพาะการสัมผัสใกล้ชิดในพื้นที่ปิดและใช้เวลานานร่วมกัน
ในฐานะแพทย์และผู้ทำงานด้านการเมือง ผมเห็นว่าประเทศไทยควรใช้เหตุการณ์นี้เป็น “บทเรียนเชิงยุทธศาสตร์” เพื่อยกระดับระบบป้องกันโรคอุบัติใหม่อย่างรอบด้าน โดยไม่สร้างความตื่นตระหนกแก่ประชาชน แต่ต้องสร้าง “ความตระหนักรู้” และ “ความพร้อมของรัฐ” ไปพร้อมกัน
ทำความรู้จัก “ฮันตาไวรัส”
Hantavirus เป็นไวรัสที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน (Zoonotic disease) โดยมีสัตว์ฟันแทะ โดยเฉพาะหนู เป็นแหล่งรังโรคสำคัญ มนุษย์ส่วนใหญ่มักติดเชื้อจากการสูดดมฝุ่นละอองที่ปนเปื้อนปัสสาวะ อุจจาระ หรือน้ำลายของหนูในพื้นที่อับอากาศ เช่น โกดัง ห้องเก็บของ บ้านร้าง หรือพื้นที่ที่มีหนูชุกชุม
อาการระยะแรกคล้ายไข้หวัดใหญ่ ได้แก่ไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน หรือปวดท้อง แต่ในผู้ป่วยบางราย อาจเกิดภาวะรุนแรง ได้แก่ ปอดอักเสบเฉียบพลัน ภาวะหายใจล้มเหลว ไตวายเฉียบพลัน โดยเฉพาะกลุ่มอาการ Hantavirus Pulmonary Syndrome (HPS) ซึ่งมีอัตราเสียชีวิตสูงถึงประมาณ 30–40%
อย่างไรก็ตาม จุดสำคัญที่ประชาชนต้องเข้าใจ คือ “Hantavirus ไม่ได้แพร่กระจายง่ายเหมือนโควิด-19” การติดเชื้อส่วนใหญ่ยังคงเกิดจากสิ่งแวดล้อมที่ปนเปื้อนเชื้อจากสัตว์ฟันแทะ มากกว่าการติดต่อระหว่างคน
สถานการณ์ประเทศไทย
ข้อมูลจาก กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่เคยมีรายงานการระบาดของโรคนี้ในระบบเฝ้าระวังโรคของประเทศ อย่างไรก็ตาม กรมควบคุมโรคได้เริ่มดำเนินมาตรการเฝ้าระวังเพิ่มเติม ได้แก่
• เพิ่มการคัดกรองผู้เดินทางจากประเทศหรือพื้นที่เสี่ยง
• ประสานข้อมูลกับสายการบินและท่าเรือระหว่างประเทศ
• แจ้งเตือนโรงพยาบาลทั่วประเทศให้เฝ้าระวังผู้ป่วยที่มีอาการเข้าได้กับโรค
• เน้นติดตามผู้ที่มีประวัติสัมผัสสัตว์ฟันแทะหรือเดินทางจากพื้นที่เสี่ยง
แนวทางดังกล่าวถือเป็นการดำเนินการเชิงรุกที่เหมาะสม แต่ผมเห็นว่าประเทศไทยควรขยายมาตรการไปสู่ “ยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางสุขภาพ” ในระยะยาว เพราะเฉพาะโลกยุคใหม่ การระบาดของโรคไม่ได้หยุดอยู่แค่ชายแดนประเทศใดประเทศหนึ่งอีกต่อไป
ข้อเสนอเชิงนโยบาย : ยุทธศาสตร์ไทยรับมือ “ฮันตาไวรัส” และโรคอุบัติใหม่ในอนาคต
1. ยกระดับระบบคัดกรองโรคที่ด่านระหว่างประเทศ
ประเทศไทยควรเพิ่มระบบเฝ้าระวังใน สนามบินนานาชาติท่าเรือสำราญ ด่านชายแดนระหว่างประเทศ โดยเฉพาะผู้เดินทางจากประเทศในอเมริกาใต้ หรือพื้นที่ที่มีรายงาน Andes virus ควรมีระบบ Health Declaration และฐานข้อมูลติดตามผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยง เพื่อรองรับกรณีโรคที่มีระยะฟักตัวยาวหลายสัปดาห์
2. พัฒนาศักยภาพห้องปฏิบัติการตรวจวินิจฉัย
ควรเร่งปรับปรุงพัฒนาห้องปฏิบัติการชีวโมเลกุลระดับสูงและระบบการตรวจหาเชื้อ Orthohantavirus(ฮันตา ไวรัส) รวบรวมฐานข้อมูลพันธุกรรมไวรัสร่วมกับ WHO และเครือข่ายนานาชาติให้พร้อม รวมทั้งบูรณาการในทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถตรวจพบเชื้อได้อย่างรวดเร็ว ลดการพึ่งพาการส่งตรวจต่างประเทศ
3. สร้างระบบเฝ้าระวังโรคจากสัตว์สู่คนแบบบูรณาการ (One Health)
กรณีฮันตาไวรัส สะท้อนว่า “สุขภาพคน สุขภาพสัตว์ และสิ่งแวดล้อม” เป็นเรื่องเดียวกัน ประเทศไทยควรผลักดันระบบ One Health อย่างจริงจัง โดยบูรณาการ การทำงานร่วมกันของ กระทรวงสาธารณสุข กรมปศุสัตว์ กรมอุทยานฯ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หน่วยงานวิจัยมหาวิทยาลัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามโรคจากสัตว์ป่าและสัตว์ฟันแทะอย่างต่อเนื่อง
4. เตรียมระบบสื่อสารความเสี่ยงอย่างมืออาชีพ
บทเรียนสำคัญจากโควิด คือ “ข่าวลือ” สามารถสร้างความเสียหายได้ไม่ต่างจากโรค รัฐบาลควรมีศูนย์ข้อมูลกลางที่สื่อสารอย่างรวดเร็ว โปร่งใส และอ้างอิงหลักวิชาการ เพื่อให้ประชาชน รับรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่ตื่นตระหนก และไม่เกิดการการต่อต้านกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมาจากประเทศที่เกี่ยวข้อง
5. สนับสนุนงานวิจัยและความร่วมมือระหว่างประเทศ
โรคอุบัติใหม่จะเพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศการเดินทางระหว่างประเทศการรุกล้ำพื้นที่ธรรมชาติดังนั้นประเทศไทยจึงต้องลงทุนในงานวิจัยด้านไวรัสวิทยา ระบบ AI วิเคราะห์การระบาดเครือข่ายเตือนภัยล่วงหน้าความร่วมมือกับ WHO และศูนย์ควบคุมโรคระดับภูมิภาค

ข้อแนะนำสำหรับประชาชน
ควรตระหนักเกี่ยวกับโรค แต่ไม่ตื่นตระหนกเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารต่างๆ
ข้อแนะนำการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันตนเองดังนี้
1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสหนูและสารคัดหลั่งของหนู
2. รักษาความสะอาดบ้านเรือน
3. เก็บอาหารในภาชนะปิดมิดชิด
4. สวมหน้ากากและถุงมือเมื่อต้องทำความสะอาดพื้นที่เสี่ยง
5. เปิดให้อากาศถ่ายเทก่อนเข้าพื้นที่อับชื้นหรือร้าง หากมีไข้สูง เหนื่อยหอบ หรือมีประวัติเดินทางจากพื้นที่เสี่ยง ควรรีบพบแพทย์ทันที
บทสรุป
“ฮันตาไวรัส” อาจยังไม่ใช่วิกฤตระดับโลกในวันนี้ แต่เป็นสัญญาณเตือนสำคัญว่า โลกหลังโควิดยังเต็มไปด้วยความเสี่ยงจากโรคอุบัติใหม่ ประเทศไทยต้องไม่ตื่นตระหนก แต่ก็ไม่ควรประมาท การเตรียมพร้อมด้านสาธารณสุข การบริหารจัดการชายแดน การวิจัย และการสื่อสารกับประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ คือหัวใจสำคัญของ “ความมั่นคงทางสุขภาพแห่งชาติ” ในศตวรรษที่ 21
เราต้องสร้างประเทศที่ “พร้อมรับมือก่อนเกิดวิกฤต” ไม่ใช่รอให้เกิดวิกฤตก่อนแล้วค่อยแก้ไข
ด้วยความห่วงใย
ร.อ.ดร.นพ.พิชาญศักดิ์ บุญมาศ
(หมออุ้ย)
เอกสารอ้างอิง
1. World Health Organization. Hantavirus cluster linked to cruise ship travel, Multi-country. Disease Outbreak News. 4 May 2026. :WHO Disease Outbreak News : https://www.who.int/emergencies/disease-outbreak-news/item/2026-DON599
2. World Health Organization. WHO’s response to hantavirus cases linked to a cruise ship. 7 May 2026. :WHO Media Briefing : https://www.who.int/news/item/07-05-2026-who-s-response-to-hantavirus-cases-linked-to-a-cruise-ship
3. European Centre for Disease Prevention and Control. Andes Hantavirus outbreak in cruise ship, May 2026. :ECDC Hantavirus Update : https://www.ecdc.europa.eu/en/infectious-disease-topics/hantavirus-infection/surveillance-and-updates/andes-hantavirus-outbreak
4. กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. ข่าวประชาสัมพันธ์การเฝ้าระวังไวรัสฮันตาในประเทศไทย พ.ศ. 2569 : https://pr.moph.go.th/online/index/news/340606online/index/event
5.Jonsson CB, Figueiredo LT, Vapalahti O. A Global Perspective on Hantavirus Ecology, Epidemiology, and Disease. Clinical Microbiology Reviews. 2010;23(2):412–441.
6. Martinez-Valdebenito C, et al. Person-to-person household and nosocomial transmission of Andes hantavirus, Southern Chile, 2011. Emerging Infectious Diseases. 2014;20(10):1629–1636.
7. MacNeil A, Nichol ST, Spiropoulou CF. Hantavirus Pulmonary Syndrome. Virus Research. 2011;162(1–2):138–147.
8. Vaheri A, et al. Hantavirus infections in Europe and their impact on public health. Reviews in Medical Virology. 2013;23(1):35–49.