ใครทำแบบนี้! เสี่ยงผิดกฎหมายลิขสิทธิ์ VS PDPA ได้ ถอดบทเรียน เมื่อถูกเคลมคอนเทนต์

จากกระแสวิพากษ์วิจารณ์กรณีปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ ทำซ้ำ ดัดแปลง มีอยู่ทุกยุคทุกสมัยในรูปแบบต่าง ๆ ที่อาจคุ้นชิน ทั้งดัดแปลง ทำซ้ำ ความเสี่ยงที่ไม่รู้ทัน หรือรู้แล้ว ระวังโดนฟ้องได้

 

          ซึ่งการที่อินฟลูเอนเซอร์นำคลิปข่าวของสำนักข่าวหรือนักข่าวภาคสนามไป "รีโพสต์ (Repost)" หรือ "รีแพ็ก (Repack)" โดยตัดต่อใส่หน้าหรือเสียงของตัวเองเข้าไป เพื่อสร้างยอดไลก์ยอดแชร์ มักจะสร้างความรู้สึกไม่เป็นธรรมให้กับคนทำงานที่ลงแรงไปจริง ๆ

 

 

 

เมื่อนักข่าวถูกเคลมเป็นคอนเทนต์อินฟลู

 

          นางสาววีรินทร์ อรวัฒนพันธุ์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ สคส. กล่าวว่า หากเรานำแว่นตาทางกฎหมายมาจับเรื่องนี้ จะพบว่าพฤติกรรมดังกล่าวคาบเกี่ยวอยู่บนเส้นแบ่งของกฎหมาย 2 ฉบับหลัก ๆ คือ กฎหมายลิขสิทธิ์ และ กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ซึ่งทำหน้าที่คุ้มครองคนละมุมกัน ดังนี้

 

กฎหมายลิขสิทธิ์ คืออะไร

 

          มุมกฎหมายลิขสิทธิ์ จะ "คุ้มครองหยาดเหงื่อและความคิดสร้างสรรค์" ตามหลักกฎหมายคลิปข่าว ภาพถ่าย หรือเสียงรายงานข่าว ถือเป็น "งานแพร่เสียงแพร่ภาพ" หรือ "งานโสตทัศนวัสดุ" ที่ได้รับความคุ้มครองทันทีที่สร้างสรรค์ขึ้น โดยที่สำนักข่าวหรือตัวนักข่าว (ตามแต่สัญญาจ้าง) เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ การนำไปใช้ที่เข้าข่ายละเมิดได้แก่ 

 

  • การดูดคลิป 
  • ตัดต่อ 
  • ดัดแปลง 
  • เผยแพร่ซ้ำในช่องทางของตัวเองเพื่อประโยชน์ทางการค้า อย่างการสร้างยอดวิว หาโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาต 

 

          ถือเป็นการ "ดัดแปลงและเผยแพร่ต่อสาธารณชน" ซึ่งผิดกฎหมายลิขสิทธิ์ชัดเจน 

 

          การใช้ข้ออ้าง "ใช้โดยชอบธรรม" (Fair Use) อินฟลูฯ มักอ้างว่าทำเพื่อวิจารณ์หรือรายงานข่าวต่อ แต่ในความเป็นจริง หากการนำไปใช้นั้นขัดต่อการแสวงหาประโยชน์ของเจ้าของลิขสิทธิ์ เช่น คนไปดูที่ช่องอินฟลูฯ จนไม่ดูช่องหลัก หรือ กระทบกระเทือนสิทธิ์เกินสมควร จะไม่เข้าข่าย Fair Use

 

PDPA คุ้มครองอย่างไรบ้าง?

 

          มุม PDPA จะ "คุ้มครองตัวตนและข้อมูลส่วนบุคคล" จากที่หลายคนสงสัยว่า "คลิปข่าวมีหน้าคน มีเสียงคน เอาไปรีแพ็กแล้วจะผิด PDPA ไหม?" ต้องเข้าใจก่อนว่า PDPA คุ้มครอง "ข้อมูลส่วนบุคคล" อย่างภาพใบหน้า เสียง ข้อมูลที่ระบุตัวตนบุคคลธรรมดาได้ 

 

          ดังนั้น การพิจารณาจึงแยกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือบุคคลที่อยู่ในคลิปข่าวนั้น หรือแหล่งข่าว หรือประชาชนในคลิป

 

ทำไม “นักข่าวภาคสนาม” ได้รับยกเว้นตามกฎหมาย PDPA

 

          โดยทั่วไป นักข่าวภาคสนามได้รับยกเว้นตาม PDPA มาตรา 4(3) ให้สามารถเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลเพื่อกิจกรรมสื่อสารมวลชนได้ตราบใดที่ทำตามจริยธรรมวิชาชีพ แต่เมื่ออินฟลูฯ นำคลิปนั้นไปใช้ ซึ่งอินฟลูฯ ไม่ใช่สื่อมวลชนตามข้อยกเว้น หากนำภาพใบหน้าของบุคคลในคลิปไปใช้ตัดต่อ ย่ำยี ล้อเลียน หรือทำให้เกิดความเสียหาย โดยที่เจ้าตัวไม่ได้ยินยอม และไม่มีฐานทางกฎหมายรองรับ เช่น ไม่ใช่ประโยชน์สาธารณะ แต่ทำเพื่อยอดวิวส่วนตัว กรณีนี้อาจจะเข้าข่ายละเมิด PDPA   ส่วนที่สองคือตัวนักข่าวที่ปรากฏในคลิป

 

          หากอินฟลูฯ เอาคลิปที่มีหน้าและเสียงของนักข่าวไปตัดต่อในลักษณะที่ทำให้คนเข้าใจผิดว่าเป็นคอนเทนต์ร่วมกัน หรือนำภาพนักข่าวไปใช้ในเชิงพาณิชย์เพื่อดึงดูดคนเข้าช่องตัวเอง รวมถึงเอาไปวิพากษ์วิจารณ์ในทางที่เสียหายเกินกว่าเหตุ  การนำ "ภาพใบหน้าและเสียง" ซึ่งเป็นข้อมูลส่วนบุคคลของนักข่าวไปใช้โดยไม่มีฐานทางกฎหมาย เช่น ไม่ได้รับความยินยอม และไม่ใช่การทำสัญญา ก็สามารถมองเป็นการละเมิด PDPA ได้เช่นกัน

 

 

กฎหมายลิขสิทธิ์ VS PDPA แตกต่างอย่างไร? ทำแบบไหนเสี่ยงโดนฟ้อง!

 

กฎหมายลิขสิทธิ์ และ กฎหมาย PDPA

 

 

          สำหรับ  กฎหมายลิขสิทธิ์ และ กฎหมาย PDPA มีความแตกต่างในการคุ้มครองที่ไม่ว่าใครต้องรู้สัน จะได้ไม่เสี่ยงโดนฟ้องได้  ดังนี้ 

 

กฎหมายลิขสิทธิ์ คุ้มครองอะไร?

 

  •  กฎหมายลิขสิทธิ์ (Copylight Law) เป็นกฎหมายลิขสิทธิ์ที่คุ้มครอง “งาน” โดยเน้นที่ตัวชิ้นงานสร้างสรรค์
  •  ผู้เสียหายที่แท้จริง คือ เจ้าของลิขสิทธิ์ คือ ผู้สร้างงาน เช่น สำนักข่าวต้นสังกัด
  •  พฤติกรรมแบบไหนที่เสี่ยง ผิด กฎหมายลิขสิทธิ์ คือ การนำไปดัดแปลงงาน หรือรีโพสต์ โดยไม่ขออนุญาต (ลิขสิทธิ์) 

 

กฎหมาย PDPA คุ้มครองอะไร?

 

  • กฎหมาย PDPA (PDPA Law) เป็นกฎหมายลิขสิทธิ์ที่คุ้มครอง “คน” โดยPDPA จะเน้นที่ตัวบุคคลที่ปรากฎอยู่ในสื่อนั้น ๆ เช่น นักข่าว แหล่งข่าว
  • พฤติกรรมแบบไหนที่เสี่ยง ผิด กฎหมาย PDPA
  • การนำภาพ, เสียง ไปใช้หาเงินโดยเจ้าตัวไม่ได้ยินยอม (PDPA)

 

 

สรุปชัด กฎหมายลิขสิทธิ์ และ กฎหมาย PDPA เข้าใจไม่ยาก

 

          ดังนั้น อธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ในมุม PDPA ก็คือ จะผิดก็ต่อเมื่อมีการนำ "ภาพใบหน้า เสียง หรือข้อมูลของบุคคลในคลิป" ไปใช้ประโยชน์ส่วนตนหรือเชิงพาณิชย์ โดยไม่มีเหตุผลอันชอบด้วยกฎหมายรองรับ และสร้างความเดือดร้อนรำคาญหรือเสียหายแก่เจ้าของข้อมูล

 

          การสร้างสรรค์ผลงานในยุคนี้ ความฉลาดในการหาคอนเทนต์ต้องมาพร้อมกับ "รสนิยมและความเคารพ" ในหยาดเหงื่อของผู้อื่น การอ้างว่า "ใคร ๆ ก็ทำกัน" ไม่สามารถใช้เป็นข้อต่อสู้ทางกฎหมายได้ 

 

          หากต้องการหยิบยกประเด็นมาเล่า ควรใช้การ "เล่าเรื่องใหม่ด้วยตัวเอง" ซึ่งปัจจุบัน platform ก็ได้มีนโยบายผลักดันยอดวิวให้กับ content ที่มีคุณภาพและผลิตด้วยตนเองเพื่อยกระดับธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้นในโลกดิจิทัลอีกด้วย