“เพลงครู” กับ “ลิขสิทธิ์” : อานันท์ นาคคง

เมื่อเพลงครูโบราณ ถูกมัดมือชกในช่องยูทูปด้วยกฎหมายลิขสิทธิ์
         
          ลองจินตนาการดู…คุณเป็นนักดนตรีไทยที่ฝึกฝนต่อเพลงจากครูอาจารย์มาตลอดอายุขัย นั่งต่อเพลงกันในวงปี่พาทย์มโหรีเครื่องสาย สืบทอดทำนองโบราณที่เล่นกันมาเป็นร้อยปี วันหนึ่งคุณอัดคลิปวิดีโอตัวเองตีระนาดสีซอเป่าขลุ่ยเพลงเก่าลงอินเทอร์เน็ตเพื่อหวังเผยแพร่ความรู้ แต่จู่ ๆ กลับมีข้อความเด้งเตือนขึ้นมาว่า ท่านกำลังละเมิดลิขสิทธิ์ค่ายเพลงใหญ่ และคลิปของคุณอาจถูกลบ หรือโดนยึดรายได้ทั้งหมด
 
          นี่ไม่ใช่เรื่องตลก แต่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับคนดนตรีไทยรุ่นปัจจุบัน
 
          คำถามคือ เพลงโบราณที่ควรเป็นของคนไทยทุกคน กลายเป็นสมบัติส่วนตัวของบริษัทแผ่นเสียงได้อย่างไร? และทำไมกฎหมายลิขสิทธิ์ถึงทำร้ายคนดนตรีไทยได้เจ็บปวดขนาดนี้?
 
          มันมีช่องว่างกฎหมาย กลไกที่นายทุนใช้จับเสือมือเปล่า
 
          ในแง่กฎหมาย เพลงเก่าโบราณที่ไม่มีใครรู้ชื่อคนแต่ง หรือคนแต่งเสียชีวิตไปเกิน 50 ปีแล้ว จะถือเป็น สมบัติสาธารณะ (Public Domain) แปลว่าใคร ๆ ก็เอามาเล่นได้ แต่บริษัทแผ่นเสียงมีกลเม็ดที่เหนือกว่านั้น
 
          1. ยึดครองด้วยการอัดเสียงใหม่
 
          บริษัทแผ่นเสียงไม่ได้จดลิขสิทธิ์ที่ตัวทำนองเพลงตรง ๆ แต่พวกเขาเอาเพลงโบราณเหล่านั้นไปให้นักดนตรีในสังกัดบรรเลง แล้วอัดเสียงในห้องอัดอย่างดี จากนั้นก็ไปจดลิขสิทธิ์ในฐานะ สิ่งบันทึกเสียงของบริษัท
 
          ความซวยตกมาอยู่ที่คนดนตรีทั่วไป เพราะระบบคอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของแพลตฟอร์มออนไลน์แยกแยะไม่ออก มันรู้แค่ว่าเสียงระนาดเพลงนี้ทำนองเหมือนกับไฟล์ของค่ายเพลง AI ตรวจจับลิขสิทธิ์จากคลื่นความถี่เสียง (Acoustic Fingerprint) มันจึงเหมาเข่งแจ้งจับทันทีว่าเราไปก๊อปปี้ค่ายเพลงมา ทั้งที่เราตีระนาดด้วยมือตัวเองจากทางที่ครูสอน นอกจากนี้ ระบบ AI ถูกออกแบบมาบนวิธีคิดแบบตะวันตกที่เชื่อว่า หนึ่งเพลงต้องมีโน้ตตายตัวเวอร์ชันเดียว พอโน้ตหลักตรงกัน มันจึงตัดสินว่าคนเล่นตามทางครูโบราณเป็นฝ่ายละเมิดค่ายเพลง
 
          ความขัดแย้งระหว่าง AI ของ YouTube กับ นักดนตรีไทย คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของความบกพร่องทางปัญญาของเทคโนโลยีที่ไร้ความเข้าใจในบริบทวัฒนธรรม ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากระบบคอมพิวเตอร์จงใจรังแกคนดนตรีไทย แต่เกิดจากรากฐานวิธีคิดของระบบ Content ID (ระบบตรวจจับลิขสิทธิ์อัตโนมัติของ YouTube) ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองต่ออุตสาหกรรมเพลงในโลกสากล เมื่อนำมาใช้กับดนตรีไทยเดิมที่มีเงื่อนไขเฉพาะ ระบบเอไอจึงสร้างปัญหา
 
          2. ชุบมือเปิบด้วยระบบจดก่อนได้เปรียบ (Copyfraud)
 
          ระบบการจดแจ้งลิขสิทธิ์ในไทย เป็นระบบที่ใครเดินไปยื่นเอกสาร กรมทรัพย์สินทางปัญญาก็ออกใบรับรองให้ โดยไม่ได้ลงลึกไปตรวจสอบประวัติศาสตร์ดนตรีว่าเพลงนี้เป็นเพลงโบราณหรือไม่ นายทุนบางกลุ่มจึงหัวหมอ เอาเพลงลูกทุ่งเก่า เพลงบรรเลงโบราณที่ไม่มีคนตามเรื่อง ไปยื่นจดชื่อตัวเองเป็นเจ้าของ แล้วใช้ใบเสร็จใบนั้นไปไล่จับหรือเก็บเงินกับชาวบ้านที่ไม่รู้กฎหมาย
 
          ทำไมกฎหมายแบบนี้ ถึงไม่เป็นธรรมกับคนดนตรีไทย
 
          ถ้าเราลบเรื่องศิลปะวัฒนธรรมออกไป แล้วมองกันด้วยเรื่องกฎหมายเพียว ๆ จะเห็นเลยว่ากฎหมายลิขสิทธิ์ปัจจุบันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้อุตสาหกรรมเพลงแบบตะวันตก แต่ทำลายวิถีดนตรีไทยดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิงด้วยเหตุผลเหล่านี้
 
          1. กฎหมายไม่เข้าใจระบบทางดนตรีไทย
          ดนตรีไทยไม่ได้มีโน้ตตายตัว ครูเพลงโบราณจะสอนทำนองหลักไว้ แล้วปล่อยให้ลูกศิษย์ไปแปรทางหรือดัดแปลงตามฝีมือของแต่ละสำนัก แต่กฎหมายมองไม่เห็นคุณค่าตรงนี้ กฎหมายมองแค่ว่าถ้าทำนองเหมือนกัน...คนที่จดทะเบียนก่อนคือเจ้าของ คนที่สืบทอดทางครูมาจึงกลายเป็นคนผิด
 
          2. ภาระการพิสูจน์ความถูกต้องที่เหลื่อมล้ำ
          เวลาเกิดเรื่อง ค่ายเพลงมีเงิน มีทนาย มีเอกสารสิทธิ์ที่รัฐออกให้ แต่ชาวบ้านหรือคนดนตรีไทยมีแค่มุขปาฐะ หรือคำบอกเล่า ความจำ และความเคารพครู ซึ่งในชั้นศาล คำบอกเล่าไม่มีน้ำหนักเท่าเศษกระดาษของนายทุน นักดนตรีส่วนใหญ่ที่ไม่มีเงินสู้คดีจึงต้องยอมจำนนและยอมลบเพลงของครูตัวเองทิ้งไป
 
          สถานการณ์นี้ สิ่งที่กำลังถูกแย่งชิง ไม่ใช่แค่รายได้จากคลิปยูทูปแต่คืออำนาจในการนิยามว่าใครมีสิทธิ์ส่งเสียงเพลงไทยเดิม
 
          ในอนาคต หากระบบนี้รุนแรงขึ้น เราอาจเห็นภาพประหลาดมาก คือ ลูกศิษย์สายครูตัวจริงเล่นเพลงครูตัวเองไม่ได้ แต่บริษัทที่อัดเสียงไว้ก่อนกลับมีสิทธิ์แจ้งลบได้
 
          มันคือภาวะที่ผู้สืบทอดกลายเป็นผู้บุกรุก ในขณะที่ผู้บันทึกเชิงพาณิชย์กลับถูกมองเป็นเจ้าของ นี่คือการกลับหัวกลับหางของความหมายคำว่า “มรดกวัฒนธรรม”
 
          เราจะสู้กับระบบที่ไม่เป็นธรรมนี้ได้อย่างไร?
 
          ถ้าเราปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป เพลงโบราณจะถูกล้อมรั้วขังไว้ในบริษัทเอกชน เด็กสร้างสรรค์รุ่นใหม่จะไม่กล้าหยิบเพลงเก่ามาเล่นเพราะกลัวโดนจับ
 
          สิ่งที่เราต้องทำร่วมกันคือ
 
          1. สู้กลับด้วยเทคโนโลยี (Counter-Notice) เวลาโดนแพลตฟอร์มแจ้งเตือนเรื่องลิขสิทธิ์ อย่าเพิ่งตกใจและอย่าเพิ่งกดยอมรับ ให้กด “โต้แย้งสิทธิ์” แล้วพิมพ์อธิบายไปเลยว่า “เพลงนี้เป็นเพลงไทยเดิมโบราณ เป็นสมบัติสาธารณะ ส่วนเสียงที่ได้ยินคือการบรรเลงใหม่ของข้าพเจ้าเอง” การโต้แย้งบ่อย ๆ จะทำให้ระบบคอมพิวเตอร์ฉลาดขึ้นและไม่กล้าเคลมมั่ว
 
          2. สร้างคลังเสียงสาธารณะ (Digital Commons) สถาบันดนตรีหรือกลุ่มนักดนตรีต้องช่วยกันบันทึกเสียงเพลงไทยเดิมมาตรฐาน แล้วปล่อยลงอินเทอร์เน็ตแบบ เปิดพื้นที่ใช้ฟรี เพื่อให้มีไฟล์เสียงสาธารณะจำนวนมากคอยคานอำนาจ ไม่ให้ค่ายเพลงมาผูกขาดเสียงเหล่านี้ได้เพียงกลุ่มเดียว
 
          3. แก้กฎหมายให้คุ้มครองภูมิปัญญา รัฐต้องปรับปรุงกฎหมาย โดยระบุให้ชัดเจนว่า เพลงไทยโบราณหรือเพลงพื้นบ้านที่ขึ้นทะเบียนไว้ ห้ามมิให้บุคคลใดนำไปผูกขาดเชิงพาณิชย์ และค่ายเพลงไม่มีสิทธิ์ไล่จับคนที่เล่นทำนองดั้งเดิม
 
          เสียงของบรรพชนควรเป็นสมบัติร่วมของคนในชาติที่ทุกคนมีสิทธิ์เข้าถึงและส่งเสียงได้อย่างเสรี ไม่ใช่สินค้าในโกดังของนายทุนที่ใครอยากร้องอยากรำต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์
 
          รัฐบาลหน่วยงานไหนที่ควรจะช่วยเหลือ?
 
          หน่วยงานรัฐที่มีบทบาทโดยตรงและควรเข้ามาเป็นหัวขบวนในการแก้ไขปัญหานี้ สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ฝ่ายตามอำนาจหน้าที่ เพื่ออุดช่องว่างทั้งในแง่ของตัวบทกฎหมาย การปกป้องสิทธิ์ และการคานอำนาจทุน
 
          1. กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์
 
          ในฐานะหน่วยงานที่ดูแล พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ โดยตรง กรมทรัพย์สินทางปัญญาต้องเปลี่ยนบทบาทจากเพียงผู้รับจดแจ้งเอกสาร มาเป็นผู้วางกลไกป้องกันการผูกขาด
 
          สิ่งที่ควรทำคือ จัดทำคลังข้อมูลเชิงรุก (Positive List) ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ เพื่อขึ้นบัญชีรายชื่อเพลงไทยโบราณ เพลงเถา เพลงตับ หรือทำนองมาตรฐานดั้งเดิมทั้งหมดให้เป็น "สมบัติสาธารณะที่ห้ามผู้ใดอ้างสิทธิ์ผูกขาด"
และควรประกาศหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนว่า ค่ายเพลงที่นำเพลงโบราณไปบันทึกเสียงใหม่ จะได้สิทธิ์คุ้มครองเฉพาะเสียงของนักดนตรีในไฟล์นั้นเท่านั้น ไม่มีสิทธิ์นำสิทธิ์นี้ไปอ้างเพื่อดักจับหรือเคลมลิขสิทธิ์เหนือนักดนตรีคนอื่นที่บรรเลงทำนองเดียวกัน
 
          2. กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม
 
          ในฐานะผู้บังคับใช้ พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาภารดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ. 2559 ซึ่งมีหน้าที่ปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (ICH)
 
          สิ่งที่ควรทำคือต้องทำหน้าที่เป็นทนายความวัฒนธรรมให้แก่คนดนตรีไทย โดยจัดตั้งหน่วยงานบริการทางกฎหมายและจัดตั้ง "กองทุนช่วยเหลือทางกฎหมายแก่คนดนตรีไทย" เพื่อช่วยเหลือและปกป้องนักดนตรีชาวบ้านหรือศิษย์มีครูที่ถูกค่ายเพลงฟ้องร้อง จัดหาทนายความของรัฐเข้ามาดูแลคดีเมื่อนักดนตรีชาวบ้านถูกฟ้อง และเป็นเจ้าภาพร่วมกับกระทรวงดิจิทัลฯ ในการทำหนังสือข้อตกลง (MOU) ส่งตรงไปยังแพลตฟอร์มอย่าง YouTube/Facebook เพื่อสร้างช่องทางพิเศษสำหรับนักดนตรีไทยในการกด "โต้แย้งสิทธิ์" (Counter-Notice) ให้มีน้ำหนักทันทีโดยไม่ต้องผ่านระบบคัดกรองเอไอที่ตาบอดทางวัฒนธรรม
 
          นอกจากนี้ กระทรวงวัฒนธรรมควรร่วมมือกับสถาบันการศึกษาเพื่อจัดทำคลังข้อมูลเสียงมาตรฐาน (Digital Sound Archive) ที่ปล่อยให้ประชาชนนำไปใช้ได้ฟรี เพื่อสร้างพื้นที่ส่วนรวมทางเสียงขึ้นมาคานอำนาจกับสิ่งบันทึกเสียงของภาคเอกชน
 
          ข้อเสนอเรื่อง Digital Commons นี่อาจเป็นทางออกที่สำคัญจริงในยุค AI กล่าวคือ ถ้าภาครัฐ และเครือข่ายนักดนตรีไทย ไม่รีบสร้างคลังเสียงสาธารณะของตัวเอง ในที่สุดฐานข้อมูลเสียงเพลงไทยบนโลกออนไลน์จะถูกครอบครองโดยไฟล์ของเอกชนเกือบทั้งหมด แล้ว AI ก็จะเรียนรู้จากฐานข้อมูลนั้นเพียงด้านเดียว
 
          3. สถาบันวิชาการและมหาวิทยาลัยที่มีคณะดนตรี (เช่น จุฬาฯ, มหิดล, มศว, บ้านสมเด็จ, บันฑิตพัฒนศิลป์ เป็นต้น)
 
          แม้ไม่ใช่หน่วยงานราชการส่วนกลางที่มีอำนาจออกกฎหมาย แต่สถาบันการศึกษาคือหน่วยงานรัฐที่มีองค์ความรู้และเสียงในฐานะพยานผู้เชี่ยวชาญ
 
          สิ่งที่ควรทำ ต้องออกหน้าในการเป็นสถาบันรับรองความถูกต้องทางประวัติศาสตร์ดนตรี เมื่อเกิดข้อพิพาทในชั้นศาลหรือบนแพลตฟอร์มออนไลน์ มหาวิทยาลัยต้องทำหน้าที่ออกหนังสือรับรองเชิงวิชาการเพื่อยืนยันว่าทางดนตรีที่นักดนตรีใช้เป็นมรดกที่สืบทอดกันมา ไม่ใช่งานก๊อปปี้ เพื่อให้คนดนตรีไทยมีที่พึ่งและมีหลักฐานเชิงประจักษ์ไปสู้กับเอกสารสิทธิ์ของนายทุน
 
          หากปล่อยให้เรื่องนี้เป็นเพียงการต่อสู้ลำพังระหว่างนักดนตรีรายย่อยกับบริษัทแผ่นเสียง คนทำงานดนตรีที่ไร้ทุนทรัพย์ย่อมไม่มีทางชนะ
 
          หน่วยงานรัฐทั้ง 3 ส่วนนี้จึงจำเป็นต้องประสานงานกัน เพื่อเปลี่ยนระบบกฎหมายลิขสิทธิ์จากเครื่องมือล้อมรั้วฮุบสมบัติชาติ ให้กลับมาเป็นเกราะคุ้มครองผู้สืบทอดความรู้โบราณอย่างแท้จริง
 
          ช่วยกันสู้กลับเถิด อย่าคิดว่าไม่ใช่เรื่องจำเป็น มิฉะนั้น สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดในเรื่องนี้ อาจไม่ใช่การโดนเคลมคลิป แต่คือวันที่นักดนตรี-ศิษย์มีครูต้องนั่งอธิบายกับ AI ว่า
 
           “เพลงของครูผม ไม่ได้ขโมยมาจากบริษัทของคุณ”
 
 

//............................

 

หมายเหตุ : “เพลงครู” กับ “ลิขสิทธิ์” : คอลัมน์ “เสียงโลก เสียงเรา” โดย อานันท์ นาคคง : บางกอกไลฟ์นิวส์

 

//...........................