“จากร่างทรงสู่คนเสพ” วิกฤตความรู้ในยุค AI
เมื่อ AI ทำให้ “ประวัติศาสตร์ดนตรีไทย” ถูกบิดเบือนอย่างแนบเนียน “ความจริง”ค่อยเลือนหาย ปัญหาไม่ใช่เทคโนโลยี แต่เพราะมนุษย์ “หยุดคิด”
ถ้าจะพูดกันแบบไม่อ้อมค้อม ยุคนี้คือหัวเลี้ยวหัวต่อแห่งความฉิบหายของประวัติศาสตร์ดนตรีไทยที่มาในร่างทรงและอำนาจของเทคโนโลยี AI
ประวัติศาสตร์ที่กำลังถูกเขียนใหม่โดยสิ่งที่ไม่เคยฟัง ไม่เคยรู้สึก และไม่เคยมีชีวิต
การยอมให้ AI เขียนประวัติศาสตร์ดนตรีไทยในวันนี้ ไม่ใช่เรื่องของความก้าวหน้า แต่มันคือการยอมจำนนทางปัญญาที่น่าเวทนาที่สุดครั้งหนึ่ง เรากำลังอยู่ในยุคที่นักวิชาการดนตรีบางกลุ่มใช้ AI เขียนประวัติศาสตร์แทนการลงพื้นที่ฟิลด์เวิร์ค เขาคงไม่อยากเสียเวลาค้นคว้าอะไรนานๆ เสียดายเงิน เสียดายเวลา จึงโยนภาระการศึกษาไปให้ AI เนรมิตรเสร็จชั่วพริบตา แล้วก็นั่งภูมิใจกับบทความสวยหรูที่กลั่นออกมาจากอัลกอริทึม ทั้งที่ความจริงแล้วมันคือเศษกากข้อมูลที่ถูกปั่นรวมกันจนกลายเป็นความรู้ชั้นสองที่ฉาบไว้ด้วยภาษาที่ดูดีเท่านั้น
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ AI เก่งขึ้น แต่อยู่ที่มนุษย์หยุดทำหน้าที่ของตัวเอง
สิ่งที่น่าตระหนกคือ AI ทำงานบนฐานของความน่าจะเป็น ไม่ใช่ความจริง มันเลือกข้อมูลจากสิ่งที่ถูกบันทึกไว้มากที่สุด มันหยิบฉวยเอาเฉพาะข้อมูลที่มีสถิติการบันทึกไว้มากเรื่องที่สุดในโลกอินเทอร์เน็ต ซึ่งมักจะเป็นประวัติศาสตร์กระแสหลักที่ถูกชำระมาแล้วหลายต่อ ส่วนเสียงของชาวบ้านหรือร่องรอยของครูเพลงนอกกรอบที่ไม่มีใครบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรจะถูก AI ลบทิ้งไปจากหน้าประวัติศาสตร์อย่างเลือดเย็น เพราะสำหรับเครื่องจักร สิ่งที่ไม่มีข้อมูลเท่ากับสิ่งที่ไม่มีตัวตน เรากำลังสร้างประวัติศาสตร์ที่เรียบเนียน จนลืมไปว่าเสน่ห์ของดนตรีไทยคือความลื่นไหลและความแตกต่างหลากหลายที่ AI ไม่มีวันเข้าใจ
ความเปราะบางของความจริง ประวัติศาสตร์ดนตรีไทยจำนวนมากอยู่ในตัวครู ไม่ได้อยู่ในตำรา AI เข้าไม่ถึงคำบอกเล่าหรือเคล็ดวิชาที่ไม่ได้ถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ส่งผลให้ประวัติศาสตร์ที่ AI เขียนมักจะแบนและขาดมิติ นอกจากนี้ AI มักจะแต่งเรื่องใหม่เมื่อข้อมูลมีจำกัด เช่น การจับคู่ชื่อครูเพลงกับผลงานที่ไม่ได้แต่งจริง หรือการสร้างความสับสนระหว่างยุคสมัย และในที่สุดเมื่อข้อมูลไม่พอ มันก็แต่งเติมเพื่อให้เรื่องสมบูรณ์ขึ้น เกิดเป็นสิ่งที่ดูน่าเชื่อถือแต่แอบผิดพลาดอย่างแนบเนียน สิ่งที่น่ากลัวเมื่อ AI เริ่มหลอนหรือสร้างข้อมูลปลอม (Fake Fact) ขึ้นมา แต่ออกแบบภาษาให้ดูน่าเชื่อถือ หากสังคมวิชาการขี้เกียจเกินกว่าจะเปิดสมุดบันทึกหรือเทียบเคียงเอกสารปฐมภูมิ ข้อมูลหลอนเหล่านี้จะถูกผลิตซ้ำผ่านสื่อและห้องเรียน จนในที่สุด ความจริงที่ถูกประดิษฐ์จะกลายเป็นความจริงเพียงหนึ่งเดียวที่ไม่มีใครตั้งคำถาม
นักวิชาการรุ่นใหม่ที่ขี้เกียจออกภาคสนามก็นั่งหน้าจอ เชื่อตามที่ AI บอกทุกอย่าง กลายเป็นนักวิชาการปลอมๆที่ดีแต่ก๊อปปี้วาง ข้อมูลผิดๆ ถูกๆ ก็เอาไปสอนเด็ก เอาไปออกสื่อ จนกลายเป็นความจริงที่บิดเบี้ยว เรากำลังเข้าสู่ยุคที่คนรู้จริงกำลังตายหายไป แต่คนรุ่นหลังกลับภูมิใจกับการมีสมองกลที่เล่าเรื่องได้ทุกอย่างแต่ไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง
ที่ร้ายไปกว่านั้น คือความขี้เกียจที่กำลังกัดกินวิญญานของคนรุ่นใหม่ การพึ่งพา AI จนเกินพอดีทำให้ทักษะการวิพากษ์และการลงลึกในรายละเอียดหายไป เมื่อเรายกให้ AI สรุปประวัติศาสตร์ เราไม่ได้ลงพื้นที่ ไม่ได้ไปนั่งฟังเพลงจริงๆ หรือไม่ได้สัมภาษณ์ครูอาวุโสเพื่อฟังน้ำเสียงและเห็นแววตาของท่าน เรากลายเป็นแค่ผู้ป้อนคำสั่ง (Prompt) ที่รอรับคำตอบโดยไม่ตั้งคำถาม ไม่มีการทวนสอบ ไม่มีการสงสัย และไม่มีการวิพากษ์ที่แท้จริง ประวัติศาสตร์ดนตรีที่ได้จึงเป็นเพียงภาพสะท้อนของฐานข้อมูลที่ถูกครอบด้วยวิธีคิดของเทคโนโลยี ซึ่งบ่อยครั้งก็ตีความดนตรีไทยแบบผิดฝาผิดตัวด้วยตรรกะของคนนอก การใช้คำศัพท์แบบคนนอกซึ่งอาจทำให้คุณค่าดั้งเดิมของดนตรีในบริบทของสังคมไทยถูกบิดเบือนไปโดยไม่รู้ตัว
อีกปัญหาที่อันตรายไม่แพ้กันคือ ภาษาของ AI ที่ถูกประดิษฐ์อย่างแนบเนียนจนเส้นแบ่งระหว่างความจริงกับความเท็จพร่าเลือน ภาษาเหล่านี้ลื่นไหล สละสลวย และดูน่าเชื่อถือ จนผู้อ่านจำนวนมากเผลอเข้าใจว่าภาษาที่ถูกต้องเท่ากับเนื้อหาที่ถูกต้อง ทั้งที่แท้จริงแล้วมันเป็นเพียงการเรียงคำตามความน่าจะเป็น ไม่ใช่ความจริงจากประสบการณ์หรือหลักฐาน เมื่อแยกไม่ออกว่าอะไรคือข้อเท็จจริง อะไรคือการคาดเดา การวิพากษ์ก็ถูกลดทอนลง เหลือเพียงการเสพภาษา และในที่สุดความจริงก็พ่ายแพ้ต่อความน่าเชื่อถือปลอมที่ถูกสร้างผ่านถ้อยคำ
ยิ่งไปกว่านั้น ภาษาของ AI มักถูกห่อหุ้มด้วยกราฟิก สีสัน และภาพลักษณ์ที่ดูมืออาชีพ จนผู้เสพเชื่อในความสวยงามของการนำเสนอมากกว่าความถูกต้องของเนื้อหา เมื่อภาษาไหลลื่นจับคู่กับภาพที่น่าเชื่อถือ ความรู้ที่ผิดจึงดูจริงอย่างแนบเนียน เมื่อคุ้นชินกับรูปแบบนี้ เราจึงเลิกคิดและหันไปเสพผ่านสายตามากกว่าวิเคราะห์เนื้อหา และในที่สุด ความจริงก็ไม่ได้แพ้เพราะมันผิด แต่แพ้เพราะมันไม่น่าดูพอที่จะทำให้เชื่อ
อันที่จริง ในการศึกษาประวัติศาสตร์ดนตรีไทย AI ควรทำหน้าที่เป็นแค่ผู้ช่วยวิจัย (Research Assistant) ไม่ใช่ผู้ประพันธ์ (Author) แต่ทำไปทำมา ประวัติศาสตร์หลายต่อหลายเรื่องกลับถูกเขียนใหม่โดย AI แล้วถูกแปะชื่อซ้อนโดยบุคคลที่ป้อนคำสั่งนั้นอีกที
ปัญหาทางจริยธรรม ปัญหาเรื่องสิทธิทางวัฒนธรรมและเจ้าของความรู้ ซึ่งในทางมานุษยวิทยาดนตรี คนที่เป็นเจ้าของเรื่อง (Informant) คือหัวใจสำคัญ แต่เมื่อ AI รวบรวมประวัติศาสตร์ มันจะทำการตัดชื่อเจ้าของความรู้ออกไป และนำมาผสมรวมกันเป็นก้อนความรู้ที่ไม่มีที่มา (De-contextualization) สิ่งนี้ทำให้คุณค่าของครูบาอาจารย์หรือเจ้าของความรู้เฉพาะทางถูกลบหายไป กลายเป็นความรู้สาธารณะที่ไร้หน้าตา ซึ่งขัดกับจริยธรรมการเก็บข้อมูลภาคสนามที่ต้องให้เกียรติแหล่งที่มา
ถ้าเรายังเลือกจะฝากสมองไว้กับอัลกอริทึมเพียงเพราะไม่อยากออกไปคลุกฝุ่นภาคสนามหรือขี้เกียจเปิดจดหมายเหตุอ่าน เราก็ต้องยอมรับสภาพว่าในอนาคต ประวัติศาสตร์ดนตรีไทยที่ลูกหลานเราจะได้เรียน ก็คงเป็นแค่นิทานก่อนนอนที่แต่งโดยสิ่งที่ไม่มีชีวิต เพื่อสอนคนที่ไม่มีความคิดให้จำแต่เรื่องที่ไม่มีความจริง มีแต่การผลิตซ้ำข้อมูลที่ผิด และเมื่อความสงสัยใคร่รู้ถูกแทนที่ด้วยการพิมพ์คำสั่ง กล้ามเนื้อทางปัญญาในการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และวิพากษ์จะลีบฝ่อลง
เราอยู่ในยุคที่นักวิชาการดนตรีเก่งในการใช้เครื่องมือ แต่โง่เขลาในเนื้อหา พวกเขากลายเป็นเพียงผู้ส่งผ่านข้อมูลที่ไม่มีศักยภาพในการผลิตความรู้ใหม่ด้วยตนเองหรือสร้างข้อโต้แย้งทางความคิดอะไรขึ้นมา
เลิกหลอกตัวเองว่าเป็นนักวิชาการเสียเถิด แล้วยอมรับสภาพร่างทรง AI กันไปเลย ถ้ายังมักง่ายปล่อยให้เครื่องจักรไร้วิญญาณมาเขียนประวัติศาสตร์ดนตรีไทยเช่นนี้
ความน่ากลัวอีกฝั่งหนึ่งของประวัติศาสตร์ดนตรีไทยยุค AI ไม่ได้อยู่แค่ที่อำนาจของนักวิชาการมักง่ายเท่านั้น แต่มันกำลังลุกลามเหมือนโรคระบาดไปถึงคนอ่าน คนเสพข้อมูลที่แชร์ต่อกันอย่างขาดสติ ในยุคที่การกดปุ่มแชร์มีความหมายมากกว่าการตรวจสอบข้อเท็จจริง และการอวยกันเองในโซเชียลสำคัญกว่าการตั้งคำถาม กลายเป็นการช่วยกันฆาตกรรมประวัติศาสตร์ดนตรีไทยไปโดยไม่รู้ตัว
ทุกวันนี้สังคมไทยเสพความรู้กันแบบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขอแค่บทความไหนใช้คำพูดฟังดูขลัง มีรูปประกอบจาก AI สวยๆ และเล่าเรื่องในมุมที่ถูกใจ คนเสพก็พร้อมจะเทใจเชื่อและแชร์ต่อทันทีโดยไม่เอะใจเลยว่าข้อมูลนั้นมั่วหรือเปล่า การที่เราแห่ไปยกย่องนักวิชาการสายป้อนคำสั่ง ทำให้คนเหล่านั้นหลงระเริงคิดว่าตัวเองคือผู้รู้ ทั้งที่จริงเขาก็แค่ไปก๊อปปี้ขยะที่ AI คายออกมา แล้วเอามาป้อนใส่คนที่ขี้เกียจเช็กข้อมูลเท่านั้นเอง
การรับขยะความรู้แบบว่องไว และการอวยกันเองในช่องคอมเมนต์นี่แหละคือยาพิษที่ทำลายสมองของสังคม เมื่อไม่มีใครทักท้วง ข้อมูลหลอนๆที่ AI แต่งขึ้นมาเองก็ถูกยกระดับให้กลายเป็นความจริงที่แตะต้องไม่ได้ ใครที่กล้าลุกขึ้นมาแย้งหรือสงสัย กลับถูกด่าว่าหัวโบราณหรือตามโลกไม่ทัน สุดท้ายความถูกต้องเลยต้องยอมแพ้ให้กับยอดไลก์ และความสวยหรูของขยะที่ AI สร้างภาพขึ้นมาหลอกตาผ่านร่างทรง
อย่าลืมว่าประวัติศาสตร์ไม่ได้ล่มสลายเพียงเพราะจากฝั่งผู้เขียนประวัติศาสตร์เพียงฝ่ายเดียว แต่มันจะพังพินาศโดยคนเสพงานอีกด้วย คนเสพประวัติศาสตร์ที่ไร้วิจารณญาณ แยกไม่ออกว่าอะไรคือความรู้จริงหรือปลอม และความมือไวแชร์ข้อมูลอย่างไร้สตินั่นเอง
//............................
หมายเหตุ : “จากร่างทรงสู่คนเสพ” วิกฤตความรู้ในยุค AI : คอลัมน์ “เสียงโลก เสียงเรา” โดย อานันท์ นาคคง : บางกอกไลฟ์นิวส์
//...........................