เรื่องสั้น : ครั้งหนึ่งฉันเคยคิดจะฆ่าเธอ : ขวัญข้าว หมั่นกลาง

เรื่องสั้น : ครั้งหนึ่งฉันเคยคิดจะฆ่าเธอ : ขวัญข้าว หมั่นกลาง

 

          เสียงร้องของเด็กทารกเรียกสติฉันที่กำลังเหม่อมองท้องฟ้าข้างนอกหน้าต่างให้หันมา ภาพที่เห็นตรงหน้าเป็นภาพของนางพยาบาลกำลังอุ้มทารกตัวน้อยเดินมาหยุดอยู่ข้างเตียง เธอค่อย ๆ ยื่นเด็กทารกส่งให้กับฉันอย่างอ่อนโยน

          “คิดหรือยังคะเนี่ย ว่าจะตั้งชื่อน้องว่าอะไรดี” นางพยาบาลถามเสียงสดใส

          “เอ่อ...ยังไม่ได้คิดเลยค่ะ” ฉันตอบเสียงแผ่ว

          นั่นสินะ ฉันยังไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้นเลยแค่รู้ว่าเด็กคนนี้แข็งแรงปลอดภัยก็โล่งใจแล้ว

          “นี่ฉันเป็นแม่คนแล้วเหรอเนี่ย ใจหายเหมือนกันนะ” ฉันคิดในใจ

 

          ฉันค่อย ๆ นึกย้อนไปก่อนที่ฉันจะมาถึงจุด ๆ นี้ ก่อนที่เด็กคนนี้จะเกิดมันเกิดอะไรขึ้นนะ

          “พี่ฝน ผมว่าพวกเราเลี้ยงกันไม่ไหวหรอก ไปเอาเด็กออกเถอะนะพี่” ภพชายหนุ่มในชุดนักศึกษา

          พูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยสบอารมณ์นัก ก่อนจะถอนหายใจออกมาเสียงดัง

          “ใช่สิ ก็แกไม่ได้เป็นฉันไงแกไม่รู้หรอก นี่มันเป็นการฆ่าเด็กคนหนึ่งเลยนะเว้ยภพ !!” ฉันตะคอกกลับไปเสียงดัง

          “แล้วพี่มีวิธีที่ดีกว่านี้รึไงพี่จะมาให้ผมช่วยพี่เลี้ยงด้วยรึไง !! ผมกับพี่ก็ยังเรียนไม่จบ อีกอย่างนะพ่อของผมก็ฝากความหวังกับผมไว้เยอะ ผมไม่เอาเวลามาเสียกับเรื่องพวกนี้หรอกนะ” คราวนี้ภพตวาดกลับบ้าง

          ฉันได้แต่นิ่งก้มหน้าไม่พูดอะไรต่อเพราะอึ้งกับสิ่งที่ภพตอบกลับมา ตลอดเวลาที่เราสองคนคบกันภพไม่เคยพูดจาเห็นแก่ตัวแบบนี้มาก่อน มันเป็นครั้งแรกที่ฉันเคยได้ยิน

          การที่ได้มาอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยมันทำให้ฉันมีอิสระในการทำอะไรมากขึ้นได้ลองทำอะไรหลาย ๆ อย่างที่ฉันไม่เคยทำรวมถึงการมีแฟนด้วย ฉันได้เจอกับภพรุ่นน้องฉันในงานกิจกรรมของคณะ ต่อมาก็เป็นภพนี่แหละที่พัฒนาความสัมพันธ์จนได้เป็นแฟนกัน ในตอนนั้นฉันรู้สึกว่าเขาเป็นทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับฉัน เขาทั้งพูดเก่ง น่ารัก แถมยังตลก “น้ำต้มผักยังว่าหวาน” คำนี้คงไม่เกินจริง จากที่เคยมานัดเจอแค่ในมหาวิทยาลัยก็เริ่มมานัดไปเที่ยวโน่นเที่ยวนี่ และสุดท้ายก็จบลงที่ห้องของภพ

          หลังจากนั้นความผิดปกติในร่างกายของฉันมันก็เริ่มส่งสัญญาณเตือน เมื่อประจำเดือนของฉันมันไม่มากว่าหนึ่งเดือนแล้ว ฉันเครียดมากไม่รู้จะยังไงดี ฉันตัดสินใจโทรไปคนที่ฉันคิดออก ณ ตอนนั้น

          “ภพ”

          “ครับพี่” ปลายสายพูดด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดี

          “เอ่อ...พี่มีเรื่องจะให้ภพช่วยหน่อย” ฉันพูดเสียงสั่น

          “อะไรเหรอครับ ให้ผมช่วยได้เลยนะพี่ผมยินดี”

          “คือ...พี่สงสัยว่าพี่อาจจะท้อง”

          ฉันหยุดรอให้ภพพูด แต่ปลายสายยังคงนิ่งเงียบไม่พูดอะไรจนฉันทนไม่ไหว

          “เราพาพี่ไปซื้อที่ตรวจครรภ์หน่อยได้ไหม” คราวนี้ฉันพูดเสียงหนักแน่น

          “ได้ดิ ไปเลยไหมพี่ ลงมาจากหอเลยเดี๋ยวผมไปรับ” ภพตอบ แต่เสียงนั้นดูนิ่งเฉยไม่สดใสเหมือนตอนแรก

          หลังจากไปซื้อที่ตรวจครรภ์เสร็จ ภพพาฉันมาส่งที่หอตามเดิม ระหว่างทางกลับภพไม่พูดอะไรกับฉันเลย

          ราวกับฟ้าฝนลงโทษ ในวันนั้นเองสิ่งที่กลัวที่สุดก็เกิดขึ้น

          “ภพ คือพี่ท้อง” ฉันส่งข้อความไปบอกภพพร้อมส่งรูปที่ตรวจครรภ์ขึ้นสองขีดไปให้ แต่ไร้วี่แววว่าภพจะตอบกลับ

          ตั้งแต่วันนั้นภพก็เริ่มห่างเหินกับฉันมากขึ้น วันหนึ่งภพส่งข้อความมาหาฉันบอกว่าจะมารับไปคุยเรื่องเด็กในท้องที่หอของภพ และในวันนั้นเองที่ได้เห็นนิสัยที่แท้จริงของภพจากชายหนุ่มที่ดูน่ารักในสายตาของทุกคน ช่วยเหลือฉันในวันที่ฉันท้อใจ คอยให้กำลังใจและบอกว่าจะอยู่ข้าง ๆ ฉันเสมอมา ทว่าบัดนี้ไม่มีอีกแล้วภพคนเดิม มีเพียงภพคนที่เอาแต่ปัดปัญหาออกจากตัว โดยไม่สนใจว่าฉันก็ต้องประสบปัญหาเดียวกัน ไหนเด็กที่จะเกิดมา ไหนจะต้องบอกพ่อกับแม่ ภพยังคงพูดจากดดันฉันไม่หยุด

          “จะเอาไงพี่ ถ้าจะเอาออกผมไม่ว่านะ เดี๋ยวผมจ่ายเงินค่าทำให้ผมถามพ่อแม่แล้วเดี๋ยวแกจะออกให้ก่อน แต่ถ้าพี่จะเก็บมันไว้ผมจะขอไม่ไปยุ่งด้วย พี่เข้าใจผมใช่ไหม” ภพขมวดคิ้วแน่น

          “ทำไมล่ะภพ พวกเราทำให้เด็กมันเกิดมานะเว้ย ไม่คิดจะรับผิดชอบหน่อยเหรอ ฮะภพ !!” ฉันตวาดเสียงดัง น้ำตาไหลอาบสองแก้ม

          “ไม่ ! ก็บอกแล้วไง ผมมีเรื่องที่จะต้องทำมากกว่าจะมานั่งเลี้ยงเด็กแบบนี้”

          ฉันกลับมาเงียบอีกครั้ง รู้สึกว่าต่อให้จะพ่นเหตุผลไปมากแค่ไหน แต่ชายตรงหน้าคงไม่ยอมรับฟัง และหาข้ออ้างไปเรื่อย ๆ

          “พี่ ผมให้คิดเองนะว่าจะเอาเด็กออกไหม ถ้าคิดได้แล้วก็บอกผมเดี๋ยวพาไปทำ”

          ภพเดินไปเปิดประตู “เชิญพี่กลับไปได้แล้ว เดี๋ยวตอนบ่ายผมมีเรียนต่ออีก” ภพพูดเสียงนิ่งปนรำคาญ

          วันนั้นหลังจากภพกลับมาส่งฉันที่หอ ฉันมืดแปดด้านรู้สึกเหมือนว่าตกลงไปในหลุมลึกไร้หนทาง ทางเดียวที่ดูจะหนีจากความเจ็บปวดนี้คือ “ความตาย” ราวกับฉันต้องตายเท่านั้น มันไม่มีทางอื่นที่ดีกว่านี้อีกแล้ว ในหลุมมันทั้งมืดทั้งหนาวจนปากสั่นไม่ใช่แค่ร่างกายที่บอบช้ำไปทั้งตัวแต่จิตใจก็เจ็บปวดไม่แพ้กัน คำพูดของแฟนหนุ่มยังคงวนเวียนทิ่มแทงหัวใจให้ช้ำแล้วช้ำอีก จากที่เคยคิดว่าเขานี่แหละที่จะเป็นเสมือนเจ้าชายขี่ม้าขาวมาช่วยออกไปจากที่มัวหมองแห่งนี้

          แต่มันกลับตรงกันข้าม คำพูดเหล่านั้นยิ่งทำให้หลุมที่ว่าลึกอยู่แล้วก็ยิ่งถลำลึกลง

          “หรือว่าเราจะต้องเอาเด็กออกจริง ๆ นะ ไม่สิ ! นั่นมันก็ไม่ต่างอะไรจากการฆ่าผู้บริสุทธิ์เลย”

          ฉันเถียงกับตัวเองอยู่ในใจ แล้วถ้าสมมุติว่าฉันเกิดบอกพ่อกับแม่เรื่องนี้ขึ้นมาจริง ๆ จะเกิดอะไรขึ้นนะ ถ้าพวกท่านรู้ว่าลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียวของพวกท่านพลาดท้องก่อนจะเรียนจบพวกท่านจะรู้สึกอย่างไร ฉันแทบจะสามารถจินตนาการออกมาได้เป็นฉาก ๆ ว่าพ่อจะต้องโกรธจนควันออกหู ส่วนแม่ก็จะนั่งเสียใจแล้วพูดกับฉันว่า “ทำไมถึงทำแบบนี้ล่ะลูก” พ่ออาจจะพ่นคำด่าทอใส่ฉันไม่หยุด จนสุดท้ายทนไม่ไหวไล่ฉันไม่ให้กลับมาบ้านอีก

          ครอบครัวของฉันเข้มงวดกับฉันมาตั้งแต่เล็ก ๆ แล้ว พ่อแม่มักจะดุฉันเวลาที่ฉันไม่เชื่อฟังพวกเขาต่อให้มันจะเป็นเรื่องเล็กน้อยขนาดไหนก็ตาม พวกเขาจะเลือกสิ่งที่พวกเขาคิดว่าดีที่สุดเหมาะสมกับฉันที่สุด โดยที่ไม่เคยถามฉันเลยว่าฉันอยากได้หรือเปล่า ตอนประถมก็ให้เรียนพิเศษทุกเสาร์อาทิตย์ บางครั้งฉันแอบอิจฉาเพื่อนรุ่นเดียวกันที่พ่อแม่ไม่ได้กดดันเรื่องเรียน พอมัธยมก็ห้ามฉันสารพัด ห้ามมีแฟน ห้ามไปเที่ยวกับเพื่อน พวกเขามักจะอ้างเหตุผลที่คิดว่าดีที่สุดมาใช้ บางทีฉันก็อยากจะใช้ชีวิตแบบเด็กวัยรุ่นให้เต็มที่ เหมือน ๆ กับคนอื่นบ้าง ฉันรู้สึกว่าฉันเป็นตัวเองก็ตอนอยู่ที่โรงเรียน เริ่มรู้ว่าบ้านไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยสำหรับฉัน จนวันที่ได้ก้าวสู่รั้วมหาวิทยาลัยทำให้ได้รับประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่ฉันไม่เคยได้สัมผัสในตอนเด็ก พ่อกับแม่จะคอยโทรมาหาแต่ฉันก็รายงานในสิ่งที่พวกเขาอยากได้ยิน “ก็เราอยู่หอนี่ อยู่ตั้งไกลบ้าน พ่อกับแม่จะไปรู้ได้ไง” ตอนนั้นฉันคิดเพียงว่าจะใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยให้เต็มที่ อยากทำอะไรก็ได้ทำและไม่ต้องกังวลว่าจะโดนว่าโดนดุไหม

          “พี่ฝน วันนี้เราไปห้างกันปะ ไปดูหนังกันนะพี่”

          “ชวนไปเที่ยวปะเนี่ยเราอะ”

          “ก็ใช่ไงจะไปปะล่ะ”

          “ไปดิ เลี้ยงด้วยนะ” ฉันตอบตกลงไปแบบไม่ต้องอะไรมากแค่คิดว่าจะได้ไปเดินห้างดูหนังกับแฟนก็ทำเอาฉันนอนไม่หลับแล้ว

          นับตั้งแต่วันนั้น เราสองคนก็ตัวติดกันตลอด ไปไหนมาไหนด้วยกันทุกที่ บางทีฉันก็ขึ้นไปนอนเล่น

ที่หอเพื่อนบ้าง หอแฟนบ้าง โดยที่เรื่องเหล่านี้พ่อแม่ของฉันไม่รู้เลย

 

          สองวันต่อมา

          “เอาไงพี่ คิดได้ยังจะทำไงต่อ” ภพส่งข้อความมาหาฉันแต่เช้า

          ฉันได้แต่จ้องหน้าจอโทรศัพท์อยู่แบบนั้นไม่รู้จะพิมพ์ตอบว่าอะไร สองวันมานี้แทบจะไม่มีคืนไหนที่ฉันจะข่มตานอนหลับสนิทเลย ทำไมกันนะความคิดที่อยากจะเอาเด็กออกก็เพิ่มมากขึ้น รู้สึกว่าเด็กในท้องของฉันเปรียบได้กับปรสิตที่ต้องรีบกำจัดทิ้งให้เร็วที่สุด ฉันยังคงไม่ตอบอะไรและในที่สุดฉันก็ได้ข้อสรุป

          “พี่จะไปทำแท้ง” ฉันพิมพ์ตอบกลับและกำลังจะกดส่ง

          “เอาสิ ในเมื่อเรื่องมันมาเป็นแบบนี้แล้ว ฉันจะได้หลุดพ้นจากเจ้าปรสิตสุดหน้ารังเกียจในท้องของฉันเสียที” ฉันคิด

          เสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์ดังขึ้น หน้าจอฉายภาพโปรไฟล์ไลน์เป็นรูปครอบครัวข้างล่างรูปมีตัวหนังสือเขียนว่า “แม่” ฉันอุทานออกมาด้วยความตกใจ

          “จริงสิ เดือนนี้เรายังไม่ได้โทรคุยกับแม่เลย” ฉันรีบวิ่งไปห้องน้ำล้างหน้าล้างตาตั้งสติ

          “ฮัลโหลค่ะ” ฉันพยายามเปล่งเสียงสดใสให้มากที่สุด เพื่อไม่ให้ถูกสงสัย

          “ฝนลูก เป็นไงบ้างสบายดีไหมลูก” ประโยคเดิม ๆ ที่ถ้าเป็นเมื่อก่อนตอนแม่โทรมาฉันจะรู้สึกรำคาญ ก่อนจะตอบไปว่าสบายดีเช่นทุกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้มันกลับกลายเป็นประโยคที่ฉันอยากได้ยินที่สุด แล้วน้ำตามันก็ไหลออกมาแบบไม่รู้ตัว

          “แม่เห็นว่าเดือนนี้ฝนไม่โทรมาหาพ่อกับแม่เลย แม่ก็เลยโทรมากลัวว่าฝนจะเป็นอะไรหรือเปล่า”

          “แม่...หนูมีเรื่องจะบอก” และในที่สุดความอัดอั้นที่อยู่ภายในใจของฉันมันก็พรั่งพรูออกมา

          ฉันอธิบายทั้งน้ำตาว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาฉันเจอกับอะไร ฉันรู้สึกกดดันแค่ไหน จนมาถึงเรื่องที่ฉันท้อง ฉันเล่าให้ฟังว่าฉันจะไปเอาเด็กออกวันนี้

          “หนูขอโทษนะพ่อกับแม่ หนูกลัวว่าหนูคงจะเลี้ยงไม่ได้สู้ไปเอาออกดีกว่า สงสารเด็กที่จะเกิดมา”

          “เอ็งไม่ต้องเอาเด็กมันออกหรอก เดี๋ยวข้าเลี้ยงเองอยากได้หลานอยู่พอดีเนอะแม่เนอะ ระหว่างนี้ก็ไม่ต้องเครียดเดี๋ยวพ่อกับแม่จะรับไปอยู่บ้านก่อนจนกว่าจะคลอด แล้วเอ็งก็ค่อยกลับไปเรียน โอเคไหม”

          “ไม่เป็นไรนะลูก เราสามคนพ่อแม่ลูกจะช่วยกันหาทางออกจากเรื่องนี้นะลูก” แม่ปลอบฉัน

          ฉันไม่ได้พูดอะไรต่อ ได้แต่สะอื้นร้องไห้อยู่แบบนั้น วันนั้นแม่บอกฉันว่า

          “ลูกเป็นคนเข้มแข็งลูกต้องผ่านมันไปได้แน่นอน พ่อกับแม่จะอยู่ตรงนี้เสมอเมื่อไรที่ลูกต้องการ”

          ประโยคนั้นมันทำให้ฉันรู้ว่า ถึงแม้ว่าพ่อกับแม่ของฉันจะไม่ได้เป็นพ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบ แต่พวกท่านก็จะคอยอยู่เคียงข้างฉัน และจะไม่มีวันทอดทิ้งฉันไปไหน

          บ่ายของวันเดียวกันหลังโทรคุยกับพ่อแม่เสร็จ ฉันลบข้อความที่จะกดส่งทิ้งแล้วพิมพ์ใหม่

          “พี่จะเก็บเด็กคนนี้ไว้พี่จะเลี้ยงเขาเอง แล้วก็ภพเราเลิกกันเถอะ” ฉันกดบล็อกแชทของภพทันทีหลังจากกดส่งข้อความนี้ ตอนนี้ฉันสามารถออกการหลุมลึกนั้นได้สำเร็จ จากการช่วยเหลือของคนที่ฉันคาดไม่ถึง พ่อแม่ปลอบโยนจิตใจของฉันให้กลับมาเข้มแข็ง และให้ก้าวเดินต่อไปข้างหน้า

          “ฝนลูก เป็นไงบ้าง” เสียงผู้หญิงที่คุ้นเคยพูด เรียกสติเธอให้กลับสู่โลกปัจจุบัน ร่างนั้นเดินมาหยุดอยู่ข้างเตียงฉันถัดจากนางพยาบาล

          “หลานของคุณป้า คลอดออกมาปลอดภัยแข็งแรงดีนะคะ” นางพยาบาลหันมาพูดกับแม่ฉันด้วยน้ำเสียงสดใสเช่นเคย แม่ของฉันยิ้มตอบก่อนจะหันมาทางฉัน

          “แล้วคิดหรือยังว่าจะตั้งชื่อลูกว่าอะไร”

          “เอ่อ...ชื่อว่าน้องก้าวค่ะ” ฉันสัญญากับตัวเองว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นฉันจะเลี้ยงเด็กคนนี้ให้ดีที่สุดเท่าที่ฉันจะทำได้ และจะไม่มีวันทอดทิ้งเด็กคนนี้อีก

 

...................................................................

 

Link ที่เกี่ยวข้อง  

              “บางกอกไลฟ์นิวส์” เปิดรับ “เรื่องสั้น” และ “บทกวี”

              วรรณกรรมออนไลน์