เรื่องสั้น : อจินตภาพ : Tamam Shud
เรื่องสั้น : อจินตภาพ : Tamam Shud
โหลเหรียญสตางค์เก่าเก็บอยู่บนตู้เก็บจานในห้องอาหารคือเครื่องเตือนใจว่าเงินทุกบาททุกหยาดเหงื่อของพ่อและแม่นั้นมาจากความสุจริตจากการทำงานอย่างหนัก เงินสีเทาที่อยู่ในกระเป๋าพ่อคือเครื่องหมายถึงความร่ำรวย สร้อยทองที่อยู่ในคอแม่หมายถึงความมั่งคั่ง และคนรับใช้ในบ้านแสดงถึงอำนาจที่พวกเรามี
พวกคนใช้นั้นต่างบอกว่าฉันน่าอิจฉาที่เกิดมาท่ามกลางกองเงินกองทอง
“ลุงชัยแกตายไปแล้ว ที่แกเดินมาหน้าบ้านเราทุกวัน” วันนี้พวกคนใช้คุยกันระหว่างช่วยฉันแต่งตัว ฉันยังคงสงสัยว่าเขาคือใคร ทำไมฉันถึงไม่เคยเห็นเลย หรือเพราะว่ารั้วทองคำขาวมันจะสูงเกินไป หรือเพราะคฤหาสน์นั้นไกลจากทางเข้าเกินไป ทั้งที่ฉันอยู่บนหอคอยที่สูงที่สุดแล้ว แต่ฉันไม่เคยเห็นใครเลยนอกจากป่าไม้กับมดตัวเล็ก ๆ ที่คอยเดินอยู่รอบบ้าน
ในทุก ๆ วัน ฉันตื่นเช้า อาบน้ำ สวมเสื้อผ้า ลงจากหอคอยของฉันลงมารับประทานอาหารกับพ่อและแม่ในชั้นที่สาม ขึ้นไปเรียนกับคุณครูแต่ละท่านที่ชั้นสิบสองจนถึงเวลาเย็น ฉันจึงลงไปทานอาหารอีกรอบที่ชั้นสามคนเดียว ท่ามกลางคนรับใช้ จากนั้นฉันจึงขึ้นลิฟต์ไปหอคอยชั้นที่ยี่สิบ อาบน้ำก่อนนอน อ่านหนัง จากนั้นจึงเอนตัวนอน แต่คืนนี้ช่างน่าประหลาด เพราะฉันสัมผัสได้ว่า เหมือนมีเสียงฝีเท้าเดินตามตัวเองตลอดเวลา แม้กระทั่งเวลาที่ไม่มีใครเดิน เหมือนมีเงาพยายามไล่ตามหลัง ทั้งที่ไม่มีใครยืน หลังจากหัวถึงหมอนฉันก็พยายามข่มตาหลับให้ได้มากที่สุด เสียงฝีเท้านั้นดังขึ้นไม่ยั้ง เงาค่อย ๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้
“ไม่เคยคิดเลยว่าเขาจะซ่อนหล่อนไว้” เสียงนั้นเบาบาง แต่หนักแน่น แหบแห้ง แต่ชัดเจน มันดังอยู่ในหูฉัน เป็นเสียงเหมือนผู้ชาย
“คุณ... เป็น... ใคร” ฉันพูดตะกุกตะกัก พยายามเข้าสู่ห้วงนิทราที่ลุ่มลึก แต่ก็ทำไม่สำเร็จเสียที
“ชัย... ฉันชื่อชัย”
“คุณต้องการอะไร คุณเป็นผีเหรอ”
“ถ้าเธอหมายถึงคนที่ตายไปแล้วก็คงไม่ใช่”
“แล้วคุณคือตัวอะไร”
“ก็เหมือนเธอนั่นแหละ แค่จนกว่า”
“คุณต้องการอะไร เงิน บ้าน รถ ทองคำ ฉันหามาให้ได้หมดเลย” ว่าแล้วฉันก็ก้มลงไปที่ลิ้นชัก พยายามหาของมีค่าให้ได้มากที่สุด ฉันพยายามโกยเงินในนั้น พยายามหยิบทองที่อยู่ข้างในแต่ก็ทำไม่ได้
“ทำไมฉันจับสิ่งของพวกนี้ไม่ได้” ฉันเริ่มสงสัย ทั้งที่ฉันจับลิ้นชักได้ แต่พวกเงินทองของมีค่ากลับไม่สามารถสัมผัสมันได้
“ก็เพราะมันไม่ใช่ของเธอยังไงล่ะ”
“แต่พ่อกับแม่ให้ฉันแล้ว”
“แต่เจ้าของไม่ได้อนุญาต” ว่าแล้วเขาก็ดึงตัวฉันขึ้นจากเตียงนอน ฉันรู้สึกตัวเบาหวิวขึ้นมาทันใด ฉันไม่ใช่วิญญาณที่หลุดลอย แต่มันกลับคือร่างกายที่โบยบิน ฝ่าเท้าฉันลอยเหนือพื้น ล่องลอยเหนืออากาศ ลอยล่องออกไปนอกประตูบานใหญ่ ผ่านสาวใช้ที่กำลังซุบซิบกัน
“คนมันไม่มีจะให้จะเอาอะไรอีก นอกจากตัวเอง”
“มาเป็นขี้ข้าเขาก็ต้องขึ้นเตียงเขา ป่านนี้มันคงโดนคุณหญิงตบไปอีกแล้ว”
“สงสารเด็กเนอะ”
ฉันมองเข้าไปในสาวใช้ทั้งสอง ขี้ข้า ? ปีนเตียง ? มันคืออะไรกันแน่ คำพวกนั้นพวกดูไม่ระรื่นหู กล้าพูดแบบนี้ในบ้านฉันได้อย่างไร
“ขี้ข้า หมายถึง คนใช้ที่ถูกกดขี่ ส่วนปีนเตียง...” เขาเงียบไปสักพักก่อนที่จะดึงมือฉันอีกรอบ แต่คราวนี้เขาพุ่งไปด้วยความเร็ว ผ่านทะลุทุกสิ่งที่ขวางหน้า ฉันเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ก่อนที่จะพบ
พ่อและแม่
และผู้หญิง
“มึงอย่างนี้ได้ไง ไม่ไว้หน้ากู เงินทุกบาทมันก็ของกู”
“กูจะทำอะไรมันก็เรื่องของกูไหมวะ อย่ามาเสือก”
ภาพตรงหน้าของฉันมันช่างป่าเถื่อน แม่ถีบตู้ไม้ที่มีจานสวยงามให้ล้มลงมาแตกกระจาย ผู้หญิงเปลือยกายที่ยืนรายล้อมพ่อต่างผวากลัว แม่โยนโหลเศษสตางค์หลังตู้ฟาดใส่ผู้หญิงพวกนั้นอย่างไม่มีความสลด ดูได้จากยิ้มที่เปื้อนหน้า มันช่างดิบเถื่อน เลือดเย็น และไม่กลัว พ่อกัดฟันด้วยความโกรธแค้น ก่อนที่จะใช้ฝ่ามือตบเข้าที่แม่ไม่ยั้ง ผู้หญิงพวกนั้นก็ต่างรุมเข้ามาเหมือนอีแร้งแย่งกระชากสร้อยกัน กระทั่งแม่ฉันเริ่มพยายามร้องเรียกหาคนใช้แถวนั้น แต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้ามา ไม่มีเลย
ลุงชัยยังคงดูนิ่งเฉยกับภาพเหล่านั้น ราวกับว่าเขาเคยผ่านมาบนเส้นทางแห่งชีวิต แต่ต่างกับฉันโดยสิ้นเชิง ฉันรีบลอยเข้าไปหาแม่เพื่อปกป้องเธอ
ฉันรู้สึกถึงความเจ็บปวดอย่างที่คาดไม่ถึง
เหมือนมีเข็มพันเล่มเข้ามาทิ่มแทงบนร่างกาย เหมือนมีดาบมาฟันที่หลังเป็นร้อย ๆ รอบ เหมือนมีระเบิดเวลาที่ถูกปิดไว้ระเบิดขึ้นกลางใจ
แม่ยังคงเจ็บปวด แต่ไม่ใช่เธอเพียงคนเดียว รวมถึงฉันด้วย
“เธอปกป้องหล่อนไม่ได้หรอกนังหนู” ลุงชัยบอกฉัน
แต่ฉันเลือกที่จะไม่ฟัง ฉันขอให้พ่อเห็นฉัน สัมผัสฉันให้ได้ ขอให้ผู้หญิงพวกนี้รู้สึกถึงฉัน ว่ามีฉันอยู่ตรงนี้ ที่เดียวกับแม่ ที่เดียวกับผู้หญิงคนนี้
พ่อหยุดใช้ฝ่ามือทำร้าย แต่เขากลับเอานิ้วชี้ไปอังไว้ที่จมูกสักพัก พร้อมยังปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาด้วยความดีใจ
“ตายแล้ว พรุ่งนี้ไปเผาเลย”
“อ้อ ส่วนพรุ่งนี้เธอตามเสี่ยมาด้วย จะได้คุยเรื่องงานแต่ง” พ่อชี้ไปที่ผู้หญิงคนหนึ่งที่ยืนเปลือยพร้อมกับสร้อยทองของแม่ หล่อนทำท่าดีใจอย่างออกหน้า ท่ามกลางสายตาอาฆาตของผู้หญิงอีกนับสิบ
ส่วนฉัน
ยืนร้องไห้เหมือนคนโง่ คนแพ้
จากคนที่ไม่เคยเห็นความรักเลย
“สิงโตอยู่กันเป็นฝูง ตัวเมียจะคอยหาอาหารให้ตัวผู้และลูก ๆ แต่ตัวผู้ก็ยังคงหาตัวเมียเพิ่ม เพื่อสร้างลูก สร้างอาหารให้กับตัวเอง”
ลุงชัยเอ่ยจบ เขาก็หันกลับมามองฉัน
และเขาเลือกที่จะพาฉันลอยออกไปให้พ้นจากรั้วทองคำขาวที่ขังฉันไว้ในบ้านหลังนี้ ท่ามกลางความมืดที่หนาวเหน็บ แต่ฉันรู้สึกสบายใจอย่างประหลาดและเป็นอิสระอย่างที่ไม่เคยเป็น ในระหว่างที่ฉันมองไปข้างหน้าที่มืดมิด ฉันมองย้อนกลับมาที่บ้าน มองเห็นเพียงจุดไฟเล็ก ๆ ที่ก่อตัวขึ้น แล้วก็หายดับไปในความมืด ตอนนี้ข้างหน้าฉันมีเพียงกลุ่มดาวกลุ่มใหญ่ที่รอคอยฉันอยู่ แต่ลุงชัยเลือกที่จะละทิ้งมือฉัน ทิ้งความหนักอึ้งนั้นลงสู่พสุธา แต่ทว่า...
เรื่องทั้งหมดมันคงเป็นเพียงแค่ฝันร้าย เพราะในเช้านั้นฉันก็ยังคงจับเงินข้างเตียงได้ แต่ฝันร้ายนั้น ยังคงตามมาหลอกหลอนฉัน ในทุกเวลาที่มองไปบนโหลเศษเงินบนหลังตู้เก็บจาน
ตอนกินข้าว
เพียงคนเดียว...
....................................................
Link ที่เกี่ยวข้อง